พาณิชย์ไล่คุมเข้ม"มัน-ข้าวสาลี" อุ้มชาวไร่หลังพบปัญหานำเข้าพุ่งทุบราคาร่วงหนัก

ฝุ่นตลบ “กรมการค้าภายใน” ไล่บี้ออกมาตรการ “สินค้าเกษตรควบคุม” ทั้งข้าวสาลี-มันสำปะหลัง หลังนำเข้าพุ่งกระทบราคาภายในร่วง เอกชนเสียงแตกคุม-ไม่คุมข้าวสาลี

สถานการณ์ปัญหาราคาสินค้าเกษตรผันผวนปรับตัวลดลง ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 มีมติให้สินค้าข้าวสาลี ลำไย มังคุด และทุเรียนเป็นสินค้าควบคุมร่วมกับสินค้าเดิม 38 รายการ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ราคาทุกวัน หากตรวจสอบพบความผิดปกติสามารถกำหนดมาตรการกำกับดูแล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ได้ทันที

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พิจารณาออกประกาศดูแลสินค้าข้าวสาลีนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม โดยเบื้องต้นเตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าข้าวสาลีเพื่อผลิตอาหารสัตว์มาแจ้งปริมาณการขนย้าย และสถานที่จัดเก็บข้าวสาลีที่มีน้ำหนักบรรทุกตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไปให้กรมการค้าภายในทราบ หลังจากนี้จะนำร่างประกาศนี้ฯ หารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะสรุปเสนอ กกร.พิจารณา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้

ส่วนสินค้ามันสำปะหลังทางกรมได้เสนอคณะกรรมการ กกร.เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 พิจารณาออกประกาศกำหนดให้บุคคลที่ต้องการขนย้ายมันสำปะหลังสดและมันเส้นที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 10,000 กิโลกรัมขึ้นไป ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.บึงกาฬ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ตราด ให้ขออนุญาตกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เป็นการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังไทยที่กำลังออกสู่ตลาดปรับตัวลดลงต่ำกว่า กก.ละ 1.80 บาท

นายสมชาติ สร้อยทอง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การดูแลการขนย้ายมันสำปะหลังกำหนดเฉพาะในบางอำเภอที่มีพื้นที่ติดชายแดน เช่น อ.เมือง จ.บึงกาฬ, อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.คลองใหญ่และ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ซึ่งที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ได้รับร้องเรียนปัญหาลักลอบนำเข้าเพิ่มขึ้น และมีการตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้บรรทุกน้ำหนักเกินที่ประกาศอนุญาตของสำนักงานขนส่งที่กำหนด 31.25 ตัน เป็นจำนวนมาก

“ในพื้นที่ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ติดต่อกับ สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงกั้น มีการให้บริการแพขนานยนต์ขนาดใหญ่สำหรับขนส่งสินค้าไปมา มีการขนย้ายสินค้ามันสำปะหลังด้วย ทำให้จำนวนนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันในปีก่อน เช่นเดียวกับศรีสะเกษที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา มีการปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก จ.ตราดต่อเนื่องมาจาก จ.สระแก้ว”

นายสมชาติกล่าวว่า ในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์นี้ นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อตรวจสอบ 3 จุดสำคัญ คือ ด่านถาวร อ.บ้านแหลม ด่านถาวร อ.ผักกาด และจุดผ่อนปรนซับตารี ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จากก่อนหน้านี้ที่ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว หลังพบปัญหาการลักลอบนำเข้าเพิ่มขึ้น

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะออกมาตรการมากำกับดูแลสินค้าข้าวสาลี เพราะการดึงข้าวสาลีเป็นสินค้าควบคุมไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาราคาข้าวโพด เพราะในแต่ละปีไทยผลิตข้าวโพดน้อยกว่าความต้องการอยู่แล้ว โดยปลูกได้เพียง 4-5 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้มีปริมาณ 7 ล้านตัน จึงต้องนำเข้ามาโดยตลอด และในปีที่ผ่านมาเช่นกัน ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นไปถึง กก.ละ 9-10 บาท เอกชนต้องหาทางบริหารจัดการต้นทุน หากไม่นำเข้าข้าวสาลี ก็ต้องนำข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านมาทดแทน

เหตุผลที่เลือกนำเข้าข้าวสาลี เพราะรัฐบาลกำหนดมาตรการจำกัดการนำเข้าข้าวโพดปีละ 300,000 ตัน ให้องค์การคลังสินค้า (อสค.) เป็นผู้บริหารจัดการ และยังห้ามนำเข้าเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม และเหตุที่ต้องใช้ข้าวสาลีปริมาณมากกว่าข้าวโพด เพราะสัดส่วนโปรตีนในข้าวสาลีต่ำกว่าข้าวโพด

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ หากรัฐบาลจะพิจารณาให้สามารถนำเข้าข้าวโพดจากเกษตรพันธสัญญาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ตามปริมาณที่ขาดแคลนจริงซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนลงได้ เพราะบางช่วงราคาข้าวโพดขึ้นไปถึง 8.50 บาท แต่ราคาข้าวโพดประเทศเพื่อนบ้านแค่ 5-6 บาท หากเราซื้อข้าวโพดในประเทศราคาสูงก็มีผลให้ราคาวัตถุดิบซึ่งเป็นต้นทุนสูง และราคาเนื้อสัตว์ปลายทางสูงขึ้นด้วย แต่หากสามารถลดต้นทุนลงได้จะส่งผลดีกับราคาเนื้อสัตว์

ส่วนกรณีที่จะให้ผู้ประกอบการประกันราคารับซื้อข้าวโพดในประเทศ แลกกับการนำเข้าข้าวโพดเพื่อนบ้านในวิธีเดียวกับเมล็ดถั่วเหลือง คงทำได้ยาก เพราะข้าวโพดต้องนำเข้าปีละ 2 ล้านตันต่อปี แต่ถั่วเหลืองมีปริมาณแค่ 60,000 ตันต่อปี ดังนั้น ไม่ควรเซ็นสัญญาผูกมัดจะกระทบกับต้นทุนในอนาคต

นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง กล่าวว่า การออกมาตรการของกรมการค้าภายในถือเป็นการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังได้มาก เพราะขณะนี้มันสำปะหลังของประเทศเพื่อนบ้านยังเหลือที่ไม่ขุดอีก 60% ขณะที่ผลมันสำปะหลังไทยเหลืออีก 50% ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาหัวมันราคาตกต่ำลง กก.ละ 1.80 บาท

สำหรับการกำหนดมาตรการกำกับดูแลข้าวสาลีนำเข้าถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาการนำเข้าข้าวสาลีส่งผลกระทบต่อราคากากมันสำปะหลัง โรงงานแป้งต้องการกากมันสดไปใช้ในโรงงานอาหารสัตว์ ราคาลดลงไป 100% จาก 4-5 บาท เหลือเพียง 1.70-1.80 บาท ซึ่งเป็นผลร้ายซ้ำเติมเอกชน เพราะก่อนหน้านี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้กากมัน 1.5 ล้านตันต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี แล้วจึงทยอยลดลงเหลือเพียง 400,000 ตันในปีที่ผ่านมา เพราะหันไปนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ