4 สมาคมมันสำปะหลังร้องรัฐ ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง

29th Jun 2020 General Information

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง ใช้มาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 สกัดการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ วอนพาณิชย์- เกษตรตรจริงจังแก้ปัญหา เหตุระบาดตั้งแต่ปี61 ผลผลิตลดวูบ ไม่พอใช้ในประเทศ-ส่งออก สะเทือนอุตสาหกรรมมันทั้งระบบ หวั่นขาดทุน- จนต้องเลิกจ้างพนักงาน

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในหลายมาตรการเพื่อสกัดการระบาดของโรคใบด่าง ด้วยการตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง โดยมีมาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เริ่มแพร่ระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี2561 และปัจจุบัน ได้ลุกลามขยายวงกว้างไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญเช่นนครราชสีมา สระแก้ว บุรีรัมย์สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยสมาคมได้ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่มีกฎหมายในมือในการป้องกันและสกัดการระบาดของโรคได้ โดยท่อนพันธุ์เป็นสินค้าควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์สามารถออกประกาศห้ามการเคลื่อนย้ายได้ หรือหากจะเคลื่อนย้ายต้องมีเอกสารอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ก็มีกฎหมายเรื่องของการกักกันโรคพืช โดยทั้งสองหน่วยงานต้องปฎิบัติงานร่วมกันในทิศทางเดียวกันแต่ที่ผ่านมาในระดับพื้นที่กลับยังมีความสับสน ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ซื้อขายกันอย่างอิสระ ทำให้การระบาดของโรคกระจายไปอย่างรวดเร็ว

นายบุญชัย กล่าวว่า จากการที่ไม่มีมีมาตรการออกมาอย่างชัดเจน และไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้มีการระบาดไปแล้วไม่น้อยกว่า 70,000 ไร่ในพื้นที่ 18 จังหวัดและยังมีพื้นที่เพาะปลูกอีกเป็นจำนวนมากที่รอการสำรวจจากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8,000,000 ไร่ใน 50 จังหวัด การแพร่ระบาดในขณะนี้กำลังรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่การทำลายกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถควบคุมโรคได้เกษตรกรจำนวนกว่า 600,000 ครัวเรือนจะสูญเสียหาย 80 – 100% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่เคยนำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ผลิตมันสำปะหลังของไทยผลผลิตปี 2562/63 ประมาณ 20-22 ล้านตัน จากที่คาดไว้ 28 ล้านตัน ส่วนผลผลิตปี 2563/64 คาดว่าจะไม่ถึง 20 ล้านตันเนื่องจากการระบาดของโรคทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงกว่า 80-100% เช่น ผลผลิตจากเดิมต่อไร่จากเดิมที่ไม่มีการระบาดอยู่ที่ 3 ตัน หลังการระบาดจะเหลือแค่ 1 ตัน และเปอร์เซนต์แป้งก็ต่ำไม่ถึง 10% จากที่เคยเฉลี่ยที่ 20-25% เป็นต้น

“4สมาคมจึงขอให้รัฐบาลหามาตรการหยุดการแพร่ระบาดด้วยการเร่งสำรวจข้อมูลโรคใบด่างให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดเมื่อพบแปลงที่เป็นโรคขอให้รีบทำลายทุกแปลงโดยหน่วยงานราชการและเร่งหามาตรการเพื่อช่วยเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้รับผลกระทบโดยเร็วรวมทั้งการเปลี่ยนพืชปลูกที่ตลาดมีความต้องการเพื่อตัดวงจรโรคเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การสนับสนุนต้น พันธุ์ปลอดโรคเพื่อปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

พร้อมกันนี้ทั้ง 4 สมาคม ขอให้รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความร่วมมือคือมันสำรวจแปลงตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสองสัปดาห์เมื่อพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลเกษตรอำเภออาสาสมัครเกษตรประจำบ้านหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกพื้นที่ทันทีเพื่อถอนทำลายและตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการป้องกันและกำจัดโรครวมทั้งใช้ต้นพันธุ์ปลอดโรคจากแปลงของตนเองและแปลงที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด ไม่นำต้นพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่อ หลีกเลี่ยงการใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งที่พบการแพร่ระบาดไม่ซื้อท่อนพันธุ์ทางสื่อออนไลน์ต่างๆหรือช่องทางพัสดุไปรษณีย์เพราะเสี่ยงต่อการได้รับท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค และเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไปยังที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว และใช้ท่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคใบด่างได้แก่เกษตรศาส 50 ห้วยบง 60 และระยอง 1 ซึ่งหน่วยงานราชการรับรองและต้านทานโรคมากกว่าเลิกใช้ท่อนพันธุ์ อ่อนแอต้านโรคต่ำได้แก่พันธุ์ 89 และระยอง 11 ก็จะทำให้โรคระบาดรุนแรงและรวดเร็วเช่นโรคใบด่าง รากเน่าหัวเน่าและพุ่มแจ้ นอกจากนี้ภาครัฐควรเร่งจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังที่ไม่สามารถปลูกมันได้เนื่องจากพื้นที่มีการระบาดของโรคเพราะขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรยังคงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องเพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ