“จุรินทร์”เคาะงบ 286 ล้าน ชดเชยไร่มัน 3 พันต่อไร่

“จุรินทร์”เคาะงบ 286 ล้าน ชดเชยไร่มัน 3 พันต่อไร่

นบมส.เห็นชอบให้ใช้งบกลาง 286 ล้านบาท แก้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ทั้งเพื่อทำลายแปลงที่เกิดโรคระบาดกว่า 45,000 ไร่ และชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไร่ละ 3,000 บาท หลังพบระบาดใน 11 จังหวัด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส.ระบุภายหลังการประชุม(19 ก.ย.62) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการป้องกัน และกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

โดยจะใช้งบกลางวงเงิน 286 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จ่ายชดเชยใน 2 ส่วนคือการทำลายแปลงที่มีการระบาดและชดเชยให้กับเกษตรกร มีพื้นที่ทั้งหมด 45,400 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรต้องแจ้งการพบโรคตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2563 และแปลงมันที่ปลูกต้องขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังปลูกตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 ถึง 30 กันยายน 2562

ส่วนกรณีที่พบต้นพันธุ์ เป็นโรคหลัง 30 กันยายน 2562 ให้กระทรวงเกษตร ฯไปพิจารณาใช้ พ.ร.บ.กักกันพืช ปี 2551เพื่อการควบคุมการระบาด เช่น การประกาศเป็นเขตควบคุมโรค และตามกฎหมายนั้นเจ้าหน้าที่สามารถทำลายมันสำปะหลังที่ปลูกได้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะนำเสนอ ครม.เห็นชอบอีกครั้ง เนื่องจากหากเกิดโรคแล้วจะเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรมากและจะมีผลกระทบต่อมันสำปะหลังในภาพรวมของประเทศและสุดท้ายจะกระทบต่อปริมาณการใช้ในประเทศและการส่งออกด้วย

ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า หากแปลงปลูกมีการระบาดของโรคจะส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย 100 % คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเสียหายประมาณ 160,000 ตัน หรือประมาณ 1% จากพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ 5 ล้านไร่“

จะมีการจ่ายชดเชย 2 ส่วนคือการจ่ายเงินในการกำจัดต้นมันสำปะงไร่ละ 3,000 บาท วงเงิน 136 ล้านบาทและการจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรไร่ละ 3,000 บาทวงเงิน 136 ล้านบาท ส่วนอีก 14 ล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการ โดยมีเงื่อนไขจะต้องได้รับคำยืนยันจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นโรคใบด่างหรือไม่ ส่วนสถานการณ์ราคามันสำปะหลังขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท คาดว่าจากผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้น

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ลุ้น‘จุรินทร์’กล่อมจีนเพิ่มนำเข้าข้าว-ผลไม้

ลุ้น‘จุรินทร์’กล่อมจีนเพิ่มนำเข้าข้าว-ผลไม้

นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าเกษตรไทย จีนนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเป็นผลจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่ลดภาษีสินค้าเป็นศูนย์กว่าร้อยละ 90 รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในไทย จีน และประเทศอาเซียน ให้กับภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง

นางอรมน กล่าวว่า งานไชน่าอาเซียนเอ็กซ์โป จัดที่มณฑลกว่างซี ซึ่งเป็นประตูเชื่อมอาเซียนและจีน เพราะเป็นมณฑลเดียวของจีนที่มีพรมแดนติดกับอาเซียนทั้งทางบก ทะเล และอากาศ และที่สำคัญเป็นช่องทางหลักขนส่งสินค้าเกษตรของไทยไปจีน โดยครึ่งหนึ่งของผลไม้จากอาเซียนในตลาดจีนเป็นการนำเข้าผ่านกว่างซี โดยปี 2561 ไทยส่งออกผลไม้ไปยังจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์มูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และช่วง 7 เดือนปีนี้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีนแล้วกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การค้ารวม 2 ฝ่ายช่วง 7 เดือนมีมูลค่า 44,900 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งไทยส่งออกไปจีน 16,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากจีน 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกของไทยไปจีน เช่น เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สดและ แช่แข็ง เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้น และสินค้านำเข้าจากจีน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเยือนจีนครั้งนี้ นายจุรินทร์ จะหารือและเร่งรัดพิจารณานำเข้าข้าวไทยตามสัญญาซื้อที่ได้ลงนามไว้ก่อนหน้านี้ 1 ล้านตัน และเหลืออยู่ระหว่างเจรจาด้านราคาและส่งมอบอีก 3 แสนตัน รวมถึงหารือลงนามซื้อต่อเนื่องอีก 1 ล้านตัน พร้อมกับหารือเพิ่มการนำเข้าสินค้าเป้าหมายของไทย ทั้งยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และผลไม้

ที่มา : มติชนออนไลน์

การสัมมนา “จีนลดค่าเงินหยวน : ส่งผลกระทบต่อการค้ามันสำปะหลังไทยอย่างไร”

การสัมมนา “จีนลดค่าเงินหยวน : ส่งผลกระทบต่อการค้ามันสำปะหลังไทยอย่างไร”

คณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดการสัมมนา “จีนลดค่าเงินหยวน : ส่งผลกระทบต่อการค้ามันสำปะหลังไทยอย่างไร” โดยนายพูน พาณิชพิบูลย์ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

ดาวน์โหลดข้อมูลประกอบการบรรยาย
1. Economic & Markets Outlook
2. Industry outlook -Tapioca

สรุปผลการสำรวจฯ ปี 2562/63

สรุปผลการสำรวจฯ ปี 2562/63

สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามันสำปะหลัง ทั้ง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 4 – 6 , 18 – 22 สิงหาคม และ 1 – 6 กันยายน 2562 โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสังเกตการณ์

สรุปผลการสำรวจฯ ได้ดังนี้

ดาวน์โหลดรายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2562/63

“เฉลิมชัย” อัดงบ 272 ล้านบาท ตัดวงจร โรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง พื้นที่ 8 จังหวัด

“เฉลิมชัย” อัดงบ 272 ล้านบาท ตัดวงจร โรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง พื้นที่ 8 จังหวัด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส เพื่อเกษตรกรจะได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน โดยตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่ โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว โดยรวมวงเงินอนุมัติไว้ จำนวน 272ล้านบาท เป็นค่าชดเชย 136ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท รวมทั้ง สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย ซึ่งจะมีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศรวม 50 จังหวัด จำนวน 523,589 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 8.6 ล้านไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 8 จังหวัดข้างต้น และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอื่น ๆ ทั้ง 50 จังหวัด ระมัดระวังโรคดังกล่าว โดยสามารถป้องกันการระบาดได้โดยไม่นำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ ยกเว้นมันเส้นและหัวมันสด ที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วย เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าว เพิ่มเติมอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ส่งผลทำให้ต้นโตไม่เต็มที่ ผลผลิตเสียหาย หลังจากในปีที่ผ่านมาโรคนี้ได้ถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา

แม้ว่าจะพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่มีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2-3 รอบเสียหายหมด ก็ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก เกษตรกรต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาท่อนพันธุ์ในปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน ซึ่งการระบาดของโรคนี้ ได้ขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียง ผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน ดังนั้น อยากขอความร่วมมือจากเกษตรกร ก่อนจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากที่ใด ควรตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้าง โดยพบการระบาดแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดบริเวณแนวชายแดนใกล้กับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

4 สมาคมมันสำปะหลังยกขบวนเข้าพบ รมว.เกษตรฯ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หลังชาวไร่มันสำปะหลังอ่วม ผลผลิตมันเสียหายหนักจากภัยแล้ง-การระบาดของโรคไวรัสใบด่าง (CMD) แพร่ไปกับท่อนพันธุ์มันส่งผ่านบริการโลจิสติกส์ชื่อดังจากเสิงสาง/ครบุรี ส่งข้ามภาคไปถึงชลบุรี เตรียมงัดประกาศ กกร. เข้มขนย้ายทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน 4 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งสถานการณ์ผลผลิตหัวมันสดกำลังตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงจากสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งดำเนินไปอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ฤดูแล้งของปี 2561 กระทั่งถึง 2562 ฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) ที่ระบาดจากกัมพูชาเข้าในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างกว้างขวาง คาดว่าผลผลิตปี 2561/2562 จะลดลงอย่างแน่นอน

“สถานการณ์ทั้ง 2 ดำเนินไปอย่างควบคู่กัน การระบาดของโรคใบด่างในปีที่ผ่านมาถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรีในเขมร แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดเขมร เราพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2-3 รอบเสียหายหมดก็เริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก ส่งผลให้เกิดความต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้นเป็นพิเศษ ราคาท่อนพันธุ์ปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน แถมไม่มีของด้วยใครมีท่อนพันธุ์ก็รีบนำออกมาขาย ไม่ตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เลยระบาดกันใหญ่”

สถานการณ์ระบาดล่าสุดพบที่ จ.สระแก้ว ไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่จ.นครราชสีมาใน อ.เสิงสาง-ครบุรี อีกไม่น้อยกว่า 6,000 ไร่ และขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียงผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน โดยสมาคมมันสำปะหลังเชื่อว่ามีการระบาดของโรคใบด่างในประเทศประมาณ 100,000 ไร่ไปแล้ว

ทั้งนี้ โรค CMD เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น

ผลผลิตมันสำปะหลังเสียหาย 80-100% พาหะนำโรคเป็นแมลงหวี่ขาวยาสูบ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้หลังจากนี้ทั้ง 4 สมาคมมันสำปะหลังจะออกสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562/2563 ในเดือนสิงหาคมนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ลำปาง-ลำพูน-แพร่-พะเยา-เชียงราย) ซึ่งแม้โรคนี้ยังระบาดไปไม่ถึง แต่เสียหายจากภัยแล้ง ชาวไร่เชียงรายต้องขุดทิ้งและปลูกใหม่แล้ว 2-3 รอบก็เสียหายอีกจากขาดน้ำและไม่มีฝนตก

“ผลผลิตมันสำปะหลังปีที่ผ่านมา (2561/2562) มีปริมาณ 29,974,636 ตัน ซึ่งผลผลิตปีนี้คงไม่ถึง สำหรับราคารับซื้อหัวมันสดอยู่ที่ 2.30-2.50 บาท/กก. มันเส้น 6.50-6.65 บาท/กก. แต่ไม่มีของเพราะเสียหายหนักต้องรอไปจนถึงเดือนธันวาคม” แหล่งข่าวกล่าว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงขณะนี้มีพื้นที่ระบาดแล้ว 18,000 ไร่ ล่าสุดเริ่มพบที่จังหวัดชลบุรีอีก 53 ไร่ มาจากท่อนพันธุ์มันที่ชาวไร่สั่งซื้อจาก อ.เสิงสาง-ครบุรี ผ่านบริการ “เคอรี่ โลจิสติกส์” ดังนั้น ขอให้ชาวไร่ที่สั่งซื้อท่อนพันธุ์ต้องตรวจสอบให้ดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าปลอดโรค

ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯพยายาม “จำกัด” พื้นที่ระบาด โดยใช้ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 8/2561 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาต การอนุญาต แบบหนังสืออนุญาตและวิธีการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้นกลับมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ได้รับรู้สถานการณ์การค้ามันสำปะหลังในปัจจุบัน และนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 62 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการรายงานสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้

– สถานการณ์การค้าแป้งมันสำปะหลังของไทย และเวียดนาม โดยคุณอำนาจ สุขประสงค์ผล
– สถานการณ์การค้ามันเส้น โดยคุณปัญญา บุญบันดาลฤทธิ์ และคุณชุมพร สุพัฒนผลาผล
– สถานการณ์การผลิต/การค้ามันสำปะหลังของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และภาวะตลาดจีน โดยคุณบุญชัย ศรีชัยยงพานิช
– สถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยคุณธำรงค์เดช อินทนิเวศน์

P620718-02 P620718-03 P620718-04 P620718-05 P620718-06 P620718-07 P620718-08 P620718-09 P620718-10

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

ธปท. ห่วงเงินบาทแข็งค่าเร็วกระทบภาคเศรษฐกิจ ออกมาตรการเพื่อเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทั้ง ปรับเกณฑ์ยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศทั้ง NRBS และ NRBA ลดลงเหลือ 200 ลบ./บัญชี จาก 300 ลบ.ป้องการการพักเงิน เริ่ม 22 ก.ค.นี้ พร้อมยกระดับการรายงานข้อมูลตราสารหนี้ไทยของต่างชาติให้ลึกถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงเริ่มงวดก.ค.นี้

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น

ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม

2) การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ต้อนรับคณะผู้แทนสมาคม KALIA ประเทศเกาหลีใต้

ต้อนรับคณะผู้แทนสมาคม KALIA ประเทศเกาหลีใต้

วันนี้ (12 ก.ค. 62) เวลา 09.00 น. คณะผู้แทน Korea Alcohol & Liquor Industry Association (KALIA) จากสาธารณรัฐเกาหลี นำคณะโดย Mr. Jaeduck Yang ผู้อำนวยการสมาคม KALIA เยือนสมาคมฯ เพื่อพบปะหารือ และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมฯ และคณะผู้บริหารสมาคมฯ ร่วมให้การต้อนรับ

P620712-02 P620712-03 P620712-04 P620712-05

เข้าพบ ผอ.กองส่งเสริมการอารักขาพืชฯ เพื่อหารือโรคใบด่างฯ

เข้าพบ ผอ.กองส่งเสริมการอารักขาพืชฯ เพื่อหารือโรคใบด่างฯ

วันนี้ (11 ก.ค. 62) เวลา 13:30 น. สมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้ง 4 ได้เข้าพบนายทวีพงศ์ สุวรรณโร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหารือเรื่องแนวทางการแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยมีนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมฯ ดร.สุรีย์ ยอดประจง กรรมการและที่ปรึกษา และนายพิเชษฐ ตั้งสุณาวรรณ อุปนายก เป็นตัวแทนสมาคมฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการอารักขาพืช

P620711-01 P620711-03 P620711-04

ท่านสมาชิก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ

Recent Posts