ส่งออกมันสำปะหลังรับส้มหล่น จีนขาดของสต๊อกข้าวโพดหด-ราคาแพง

ส่งออกมันสำปะหลังรับส้มหล่น จีนขาดของสต๊อกข้าวโพดหด-ราคาแพง

ผู้ส่งออกไทยลุ้นอานิสงส์ จีนขาดวัตถุดิบ คาดปี 2564 ส่งออกเพิ่ม 10% หลังสต๊อกข้าวโพดจีนลด-ราคาแพง เร่งนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนบ้าน 10 ล้านตัน “พาณิชย์” ไฟเขียวงบฯ 1,400 ล้านบาท อุ้มเกษตรกรทำลายมันติดโรคใบด่าง 26 จังหวัด

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังปี 2563/2564 จะเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมาส่งออกได้ 22.89 ล้านตัน แบ่งเป็นมันเส้นปริมาณ 6.77 ล้านตัน และแป้งมัน 16.12 ล้านตัน

ผลจากตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณสต๊อกข้าวโพดในจีนลดลงเหลือ 260 ล้านตัน ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดว่าจะมี 277 ล้านตัน

ประกอบกับราคาข้าวโพดสูงขึ้น จาก 1,600 หยวนต่อตัน เป็น 2,200 หยวนต่อตัน ส่วนราคามันเส้นในจีน อยู่ที่ 2,050-2,070 หยวนต่อตัน ต่ำกว่าราคาข้าวโพด จึงทำให้จีนต้องการมันสำปะหลังไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนข้าวโพด

“การส่งออกมันสำปะหลังของไทยในปี 2564 มีโอกาสจะขยายตัวมาก ไม่ใช่เพียงมันเส้น แต่มีโอกาสที่จะส่งออกมันอัดเม็ดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ได้เพิ่มเช่นกัน โดยปัจจุบันตลาดมันอัดเม็ดของไทยอยู่ที่ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐ ส่วนกรณีที่จีนห้ามข้าราชการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในและนอกเวลาราชการจะมีผลต่อการนำเข้ามันสำปะหลังหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมันสำปะหลังที่จีนนำเข้าจากไทยเพื่อผลิตแอลกอฮอล์นั้นใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานก่อสร้าง มีบ้างแต่ส่วนน้อยที่ใช้ในกลุ่มเครื่องดื่ม ดังนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องนี้”

ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2563/64 คาดว่ามีปริมาณ 28 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11.84% จากผลผลิตปี 2562/63 ที่มี 25 ล้านตัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่ 34.67 ล้านตัน จึงมีการนำเข้าหัวมันจากกัมพูชาและ สปป.ลาวเพิ่มขึ้น 10 ล้านตัน เพื่อนำมาแปรรูป ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังภายในประเทศ เฉลี่ย 11 ล้านตัน แบ่งเป็นอาหารสัตว์ 1 ล้านตัน การผลิตเอทานอลประมาณ 1.5 ล้านตัน แป้งมัน 1.5 แสนตัน

“การผลิต 2563/64 อยู่ที่ 28 ล้านตันเพิ่มขึ้น 11.84% เป็นผลมาจากพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 8.5 ล้านไร่ เป็น 8.9 ล้านไร่ขยายตัว 5.09% เป็นผลจากหลายพื้นที่แห้งแล้ง ไม่เหมาะที่จะปลูกอ้อยและข้าวโพด เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าในส่วนการดูแลปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

และเห็นชอบอนุมัติโครงการการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจาก 22 จังหวัด เป็น 26 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายประมาณ 3.2 แสนไร่ วงเงินช่วยเหลือ 1,400 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือนกันยายน 2564 โดยหลังจากนี้จะนำมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในการช่วยเหลือต่อไป

ทั้งนี้ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อรับเงินชดเชยสำหรับการทำลายมันสำปะหลังที่ติดโรคใบด่าง โดยมอบให้คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการบริหารจัดการมันสำปะหลังระดับจังหวัดทำหน้าที่ดำเนินการตลอดอายุตามคณะกรรมการ นบมส.เพื่อให้การปฏิบัติเกิดความรวดเร็ว รวมทั้งดูแลราคาและการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ด้วย

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด และให้กรมส่งเสริมการเกษตรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพที่ได้รับการรับรอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้

ทั้งนี้ ราคาส่งออกมันเส้นปัจจุบัน ตันละ 260-265 เหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากเดือนก่อน ส่วนราคาแป้งมัน ตันละ395-405 เหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากราคาเดือนก่อน ส่วนราคาในประเทศ ล่าสุดมันเส้น กก.ละ 6.90-7.30 บาท แป้งมัน กก.ละ 13.10 บาท

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

คณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ได้รับทราบสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 63 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการรายงานสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้
– สถานการณ์การผลิต และการค้ามันสำปะหลังของไทย โดยคุณบุญชัย ศรีชัยยงพานิช
– สถานการณ์เอทานอลของไทย โดยคุณสุนัย สถาพร
– สถานการณ์ข้าวโพด และแอลกอฮอล์ของจีน โดยคุณจาง ซือ เหวิน
– สถานการณ์การค้ามันเส้น โดยคุณปัญญา บุญบันดาลฤทธิ์ และคุณชุมพร สุพัฒนผลาผล
– สถานการณ์การค้าแป้งมันสำปะหลังของไทยและเวียดนาม ผลผลิตของกัมพูชา และเวียดนาม โดยคุณอำนาจ สุขประสงค์ผล
– สถานการณ์สารให้ความหวานจากมันสำปะหลัง โดยคุณสุรศักดิ์ พงศ์ศรี
– สถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยคุณธำรงค์เดช อินทนิเวศน์

นอกจากนี้ ได้รับเกียรติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ให้เกียรติส่งผู้แทนเข้ารับฟังสถานการณ์ต่างๆ

อีกทั้งสถาบันการเงินต่างๆ ได้แก่ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงเทพ ธ.ไทยพาณิชย์ และธ.กรุงไทย ได้ให้เกียรติส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน เพื่อรับทราบสถานการณ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจ และอัตราแลกเปลี่ยน

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนา

01 ภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง (คูณบุญชัย)

02 สถานการณ์แป้งมัน (คุณอำนาจ)

03 สถานการณ์โรคใบด่าง (คุณธำรงค์เดช)

04 ธนาคารกสิกรไทย

05 ธนาคารกรุงไทย

06 ธนาคารไทยพาณิชย์

ประกันรายได้ ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 วงเงิน 9,789 ล้านบาท

ประกันรายได้ ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 วงเงิน 9,789 ล้านบาท

ครม.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 กว่า 9,789 ล้านบาท และมาตรการคู่ขนานทั้งใช้-ไม่ใช่งบประมาณ ขยายจ่ายเยียวยากำจัดโรคใบด่างทุกพื้นที่ 56 จังหวัด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการและมาตรการเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในช่วงที่ราคาตกต่ำ ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนกว่า 5.3 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ รายละเอียดดังนี้

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2563/64 วงเงินรวม 9,789.98 ล้านบาท

เป็นการประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศและไม่ซ้ำแปลง ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2564

สำหรับการจ่ายเงินงวดแรก รัฐบาลจะเริ่มจ่ายในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และจะจ่ายต่อไปในทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และรัฐบาลจะชำระคืนตามที่จ่ายจริงภายใน 2 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2565

สำหรับผลการดำเนินโครงการประกันรายได้ ปี 2562/63 ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ธ.ก.ส. ได้มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างแก่เกษตรกรไปแล้วรวม 8 ครั้ง จำนวน 535,759 ครัวเรือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,836.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 69.13 ของวงเงินชดเชยทั้งหมด คงเหลืองบประมาณอีก 3,053.97 ล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดการจ่ายเงินชดเชยงวดสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2563

น.ส.รัชดากล่าวว่า นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ปี 2563/64 ซึ่งเป็นมาตรการเสริมที่ดำเนินการควบคู่กันไประหว่างโครงการประกันรายได้ และการบริหารปริมาณสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เป็นการดึงอุปทานออกจากตลาดและเพิ่มช่องทางเลือก เสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มอำนาจต่อรองในการจำหน่ายมันสำปะหลังของเกษตรกร ประกอบด้วยมาตรการที่ใช้เงินงบประมาณและไม่ใช้เงินงบประมาณ ดังนี้

มาตรการที่ใช้เงินงบประมาณ วงเงินรวม 114 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ คือ

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง วงเงิน 69 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. เป็นผู้ออกสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม วงเงินสินเชื่อรวม 1,150 ล้านบาท ให้เกษตรกู้รายละไม่เกิน 230,000 บาท จำนวน 5,000 ราย ชำระคืนไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันกู้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.50 ต่อปี โดยเกษตรกรผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3 ต่อปี รัฐจะเป็นผู้ชดเชยให้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน (ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2566) คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 69 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2566

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 45 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ออกสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรที่มีการประกอบธุรกิจมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น วงเงินสินเชื่อรวม 1,500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 4 ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3 ต่อปี รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยให้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2565) คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 45 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 มิถุนายน 2565

มาตรการที่ไม่ใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติม คือ

(1) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกมันสำปะหลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลัง (ลานมัน/โรงแป้ง) ที่เข้าร่วมโครงการฯ เก็บสต๊อก เพื่อดูดซับผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยตั้งเป้าหมายวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต๊อกไว้ตั้งแต่ 60 – 180 วัน คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 225 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

(2) มาตรการบริหารจัดการการนำเข้าและส่งออก โดยให้กรมการค้าต่างประเทศกำกับดูแลการส่งออกและนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ด้วยการตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

น.ส.รัชดากล่าวว่า ครม.ยังได้อนุมัติแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการป้องกันและการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการที่ ครม. ได้อนุมัติไปแล้ว เมื่อ 24 กันยายน 2562 ใน 2 ประเด็น คือ

1. ให้ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการฯ จากเดิมที่กำหนดไว้ 11 จังหวัด ปรับเป็น ให้ดำเนินการโครงการฯ ในทุกจังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมีอยู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ

2. การจ่ายเงินชดเชย จากเดิม ที่จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร เฉพาะพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น ปรับเป็น จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกพื้นที่ที่มีการทำลายแปลงมันสำปะหลัง ทั้งพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยใช้งบประมาณเดิม จำนวน 234.26 ล้านบาท ตามที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว

 

ที่มา : ประชาติธุรกิจออนไลน์

ลานมัน-โรงแป้งเปิดศึก ชิงวัตถุดิบดันราคาพุ่ง

ลานมัน-โรงแป้งเปิดศึก ชิงวัตถุดิบดันราคาพุ่ง

จีนสร่างพิษโควิด สต๊อกข้าวโพดวูบ เร่งนำเข้ามันไทย ดันราคามันเส้น-แป้งมันพุ่งยกแผง ลานมันเส้น-โรงแป้ง เปิดศึกแย่งชิงวัตถุดิบ หลังภัยแล้ง-ใบด่างทำผลผลิตวูบไม่พอป้อนตลาด ผลพวงดันราคาหัวมันสดขยับ 2.30-2.70 บาทต่อกก.

มันสำปะหลังหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีเกษตรกรที่เกี่ยวเนื่องประมาณ 5 แสนครัวเรือนผลผลิตเหลือบริโภคในประเทศ ส่งออกทำรายได้เข้าประเทศช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท มีตลาดใหญ่สุดที่ประเทศจีน(มันเส้นมีตลาดหลักที่จีน 99% แป้งมันตลาดหลักที่จีนกว่า 50%) เวลานี้จากสถานการณ์โควิด-19 ในจีนที่เริ่มคลี่คลาย ภาคธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้จีนมีความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยเพิ่มขึ้น แต่ฝั่งไทยกลับมีปัญหาวัตถุดิบมันสำปะหลังขาดแคลน ทำให้เสียโอกาสในการส่งออกเพิ่ม

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากภัยแล้งที่เกิดขึ้นช่วงต้นปี 2563 และยังมีสถานการณ์โรคใบด่างในมันสำปะหลังระบาดในกว่า 23 จังหวัดทำให้ผลผลิตเสียหาย คาดในปีการผลิต 2562/2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) ไทยจะมีผลผลิตหัวมันสด ไม่เกิน 28 ล้านตัน ลดลงจากปีการผลิตก่อนหน้าที่มีผลผลิตประมาณ 31 ล้านตัน ทำให้เสียโอกาสในการส่งออก โดยคาดปีนี้ไทยจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภทไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 8 ปี (นับจากปี 2555)

“เมื่อต้นปีราคามันเส้นส่งออกอยู่ที่ 5.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ไม่จูงใจให้ลานมันหรือโรงงานมันเส้นผลิตส่งออก ทำให้มีสต๊อกสินค้าน้อย แต่เวลานี้ราคามันเส้นส่งออกไปจีนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.10 บาทต่อกิโลฯจากความต้องการของตลาดจีนที่กลับมา และจากรัฐบาลจีนมีนโยบายลดการปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแอลกอฮอล์ลง เพื่อหันไปปลูกถั่วเหลืองที่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศเพื่อลดการนำเข้า ส่งผลให้สต๊อกข้าวโพดจีนจากเคยมี 200-300 ล้านตัน ปัจจุบันลดเหลือไม่ถึง 50 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวโพดในจีนเวลานี้ขึ้นมาอยู่ที่ 2,200 หยวนต่อตัน จากปี 2562 อยู่ที่ 1,600 หยวนต่อตัน ฉุดราคามันเส้นที่จีนนำเข้าไปผลิตแอลกอฮอล์ เอทานอล และใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นด้วย”

จากความต้องการของตลาดจีนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เวลานี้โรงงานมันเส้นต้องแย่งซื้อหัวมันกับโรงงานแป้งมันสำปะหลังที่ตลาดขยายตัวได้ดีเช่นกันเพื่อผลิตส่งออก

ด้านนายปรีชา เต็มพร้อม นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า โรงงานแป้งมันที่มีอยู่ทั่วประเทศ 97 โรงงาน เวลานี้เฉลี่ยทุกโรงได้เดินเครื่องผลิตที่ 80-90% ของกำลังผลิต และมีบางโรงที่หยุดผลิตจากขาดแคลนวัตถุดิบหัวมันสด ซึ่งการขาดวัตถุดิบนี้หลายรายได้แก้ปัญหาโดยการนำเข้าหัวมันจากกัมพูชา และสปป.ลาวที่ต้องปฏิบัติกฏระเบียบการนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้จากจำนวนโรงงานแป้งมัน 97 โรงณ ปัจจุบัน ถือว่าเพียงพอและสมดุลกับผลผลิตหัวมันในแต่ละปีแล้ว ไม่อยากให้มีการตั้งโรงงานเพิ่ม ขณะที่ตลาดส่งออกแป้งมันเวลานี้ยังไปได้ดี มีตลาดหลัก 5 อันดับแรกที่จีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะนี้ราคาส่งออกปรับตัวสูงขึ้น“ฐานเศรษฐกิจ”ตรวจสอบข้อมูลราคาแป้งมันสำปะหลังส่งออก(FOB กรุงเทพฯ) ณ 28 ก.ค.63 อยู่ที่ 445 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน(2 มิ.ย.) อยู่ที่ 435 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ส่วนราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ (ณ โรงแป้งมัน จ.นครราชสีมา พื้นที่ปลูกมันมากสุดของประเทศ ณ วันที่ 3 ส.ค.63) ราคาหัวมันสด เชื้อแป้ง 25% ราคาเฉลี่ยต่ำสุด-สูงสุด 1.95-2.35 บาทต่อ กก. ส่วนหัวมันสดเชื้อแป้ง 30% เฉลี่ยที่ 2.30-2.70 บาทต่อ กก.ถือเป็นราคาที่ดีกับเกษตรกรขณะผลพวงจากวัตถุดิบมันสำปะหลังมีไม่เพียงพอป้อนโรงงาน ข้อมูลกรมศุลกากร/สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยระบุช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 ไทยมีการนำเข้าหัวมันสด และมันเส้นจากกัมพูชาและ สปป.ลาว ปริมาณรวม 421,764 ตัน และ 1.18 ล้านตัน ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 มีการนำเข้า 280,832 ตัน และ 540,923 ตันตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวหน้า 11 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,598 วันที่ 6 – 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

“เกษตร”เร่งสกัดโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดหนัก

“เกษตร”เร่งสกัดโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดหนัก

เกษตรฯ เร่งสกัดโรคใบด่างมันฯ เตรียมชง ครม. เห็นชอบกรอบชดเชยและมาตรการฟื้นฟู ภายในกลางเดือน ส.ค. สศก. พร้อมจัดทีมลงพื้นที่ทั่วประเทศ ติดตาม ประเมินความเสียหาย วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจทุกมิติ

4 ส.ค.63/ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง สั่งติดตามการระบาดทุกพื้นที่ เตรียมเสนอ ครม. เห็นชอบกรอบชดเชย และมาตรการฟื้นฟู ภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้ ด้าน สศก. พร้อมบูรณาการ จัดทีมลุยสำรวจทั่วประเทศ รวบรวมและประเมินความเสียหาย รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจทุกมิติ จัดเตรียมรายงานผ่าน Dashboard เชิงแผนที่ หรือ mapping ให้เข้าใจง่าย เพื่อประโยชน์ในการติดตามและเฝ้าระวังอย่างแม่นยำ

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลประชุมการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2563 ว่า ปัจจุบัน ไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 8 ล้านไร่ ซึ่งสถานการณ์การระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังพบว่า ขณะนี้มีการขยายวงกว้างมากขึ้น จาก 45,000 ไร่ ใน 11 จังหวัด เป็น 350,000 ไร่ ใน 25 จังหวัด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในการแก้ปัญหาดังกล่าว และได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกำกับ ผู้ดูแล การดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง และมอบหมาย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เสนอโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตลอดจนมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการชดเชยและเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ได้เน้นย้ำว่าการดำเนินการหามาตรฐานป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง จะต้องมีความชัดเจน ลดขั้นตอนให้กระชับ โดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยและยืนยันโรค และการพิจารณาจากคณะกรรมการต่างๆ ในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหา อย่างทันท่วงที สามารถดำเนินการทำลาย และจ่ายเงินให้เกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในกลางเดือนสิงหาคม 2563

สำหรับกรอบการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค จะได้รับเงินชดเชย 3,000 บาท/ไร่ และค่าทำลาย 2,160 บาท/ไร่ รวมเป็น 5,160 บาท/ไร่

นอกจากนี้ ยังเตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังจากการทำลาย โดยกรมวิชาการ กรมส่งเสริมการเกษตร จะประสานความร่วมมือเร่งดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หาพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตท่อนมันฯ คุณภาพ ปราศจากโรค เพื่อใช้ในการปลูกขยายพันธุ์ ในพื้นที่เป้าหมาย 30,000 ไร่ เพื่อขยายต่อให้เกษตรกรปลูกทดแทนพื้นที่ปลูกมันฯ ที่ได้ทำลายไป

อย่างไรก็ตาม สศก. ในฐานะผู้จัดทำข้อมูล จะบูรณาการร่วมทุกหน่วยงาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ศูนย์ประเมินผล ศูนย์สารสนเทศการเกษตร จะทำการสำรวจ ติดตาม รายงานข้อมูลพื้นที่ระบาดฯ และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) จะดำเนินการจัดทำรายงานพื้นที่ระบาดผ่าน Dashboardในรูปแบบเชิงแผนที่เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจง่าย

พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเสนอแนะมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับกับผลกระทบที่ส่งผลกับความต้องการใช้มันสำปะหลังในประเทศทั้งใช้เพื่อบริโภค อาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ทั้งนี้ อยากขอความร่วมมือเกษตรกร หากรพบหรือสงสัยการระบาดโรคใบด่างมันฯ สามารถติดต่อผู้นำชุมชน หรือหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและหาแนวทางการยับยั้งการระบาดโดยเร็วต่อไป

ภัคข์ประภัส สุกใส รายงาน
สำนักข่าวเดอะไทยเพรส

การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562

การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

รมว.พาณิชย์ เคาะประกันรายได้มันสำปะหลังปี 63/64 พร้อมมาตรการสินเชื่อ เตรียมเสนอครม.สัปดาห์หน้า

รมว.พาณิชย์ เคาะประกันรายได้มันสำปะหลังปี 63/64 พร้อมมาตรการสินเชื่อ เตรียมเสนอครม.สัปดาห์หน้า

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เห็นชอบในหลักการให้มีโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64

โดยราคาและปริมาณประกันรายได้เท่ากับปีที่ผ่านมาคือ มันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน ต้องไม่ซ้ำแปลง โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. ต้องขึ้นทะเบียนเพาะปลูกปี 63/64 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.63 ถึง 31 มี.ค.64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร
  2. ต้องเป็นเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังด้วยตนเองและกรรมสิทธิ์เป็นของเกษตรกร
  3. แจ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตรนับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน
  4. การกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.63 ถึง 30 พ.ย.64 ประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงทุกวันที่ 1 ของเดือน ระยะเวลา 12 เดือน

โดยโครงการดังกล่าวในงวดแรกครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.63 คาดว่าจะเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 1 ธ.ค.63 สำหรับการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงงวดสุดท้ายครอบคลุมเกษตรกรที่ระบุวันเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 เป็นต้นไป ซึ่งจะนำเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 จำนวน 4 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง โดยเป็นการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรในการเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) และคุณภาพของผลผลิต เป้าหมาย 5,000 รายๆ ละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงินกู้รวม 1,150 ล้านบาท งบประมาณ 69 ล้านบาท
  2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น เพื่อจำหน่ายต่อ และ/หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วงเงินสินเชื่อ 1,500 ล้านบาท งบประมาณ 45 ล้านบาท
  3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลัง (ลานมัน/โรงแป้ง) ที่เข้าร่วมโครงการเก็บสต็อก ในรูปแบบมันเส้น/แป้งมัน ระยะเวลา 60 – 180 วัน เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท งบประมาณชดเชยดอกเบี้ย 225 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
  4. การบริหารจัดการการนำเข้าส่งออก และเข้มงวดการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการขอขยายพื้นที่ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังมีแนวโน้มแพร่ระบาดไปยังหลายพื้นที่ จากพื้นที่ดำเนินโครงการ 11 จังหวัด ปัจจุบันเพิ่มเป็น 22 จังหวัด โดยเพิ่ม 11 จังหวัด ทำให้การดำเนินโครงการไม่สามารถตัดวงจรการระบาดของโรคได้จำเป็นต้องทำให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกทุกจังหวัด พร้อมกันนี้ห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปี พ.ศ.2563-2567 โดยให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานอนุกรรมการ ในส่วนขององค์ประกอบให้คณะกรรมการไปหารือกันต่อไป

ที่มา :  อินโฟเควสท์

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องรัฐ ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องรัฐ ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง ใช้มาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 สกัดการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ วอนพาณิชย์- เกษตรตรจริงจังแก้ปัญหา เหตุระบาดตั้งแต่ปี61 ผลผลิตลดวูบ ไม่พอใช้ในประเทศ-ส่งออก สะเทือนอุตสาหกรรมมันทั้งระบบ หวั่นขาดทุน- จนต้องเลิกจ้างพนักงาน

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในหลายมาตรการเพื่อสกัดการระบาดของโรคใบด่าง ด้วยการตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง โดยมีมาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เริ่มแพร่ระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี2561 และปัจจุบัน ได้ลุกลามขยายวงกว้างไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญเช่นนครราชสีมา สระแก้ว บุรีรัมย์สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยสมาคมได้ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่มีกฎหมายในมือในการป้องกันและสกัดการระบาดของโรคได้ โดยท่อนพันธุ์เป็นสินค้าควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์สามารถออกประกาศห้ามการเคลื่อนย้ายได้ หรือหากจะเคลื่อนย้ายต้องมีเอกสารอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ก็มีกฎหมายเรื่องของการกักกันโรคพืช โดยทั้งสองหน่วยงานต้องปฎิบัติงานร่วมกันในทิศทางเดียวกันแต่ที่ผ่านมาในระดับพื้นที่กลับยังมีความสับสน ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ซื้อขายกันอย่างอิสระ ทำให้การระบาดของโรคกระจายไปอย่างรวดเร็ว

นายบุญชัย กล่าวว่า จากการที่ไม่มีมีมาตรการออกมาอย่างชัดเจน และไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้มีการระบาดไปแล้วไม่น้อยกว่า 70,000 ไร่ในพื้นที่ 18 จังหวัดและยังมีพื้นที่เพาะปลูกอีกเป็นจำนวนมากที่รอการสำรวจจากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8,000,000 ไร่ใน 50 จังหวัด การแพร่ระบาดในขณะนี้กำลังรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่การทำลายกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถควบคุมโรคได้เกษตรกรจำนวนกว่า 600,000 ครัวเรือนจะสูญเสียหาย 80 – 100% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่เคยนำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ผลิตมันสำปะหลังของไทยผลผลิตปี 2562/63 ประมาณ 20-22 ล้านตัน จากที่คาดไว้ 28 ล้านตัน ส่วนผลผลิตปี 2563/64 คาดว่าจะไม่ถึง 20 ล้านตันเนื่องจากการระบาดของโรคทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงกว่า 80-100% เช่น ผลผลิตจากเดิมต่อไร่จากเดิมที่ไม่มีการระบาดอยู่ที่ 3 ตัน หลังการระบาดจะเหลือแค่ 1 ตัน และเปอร์เซนต์แป้งก็ต่ำไม่ถึง 10% จากที่เคยเฉลี่ยที่ 20-25% เป็นต้น

“4สมาคมจึงขอให้รัฐบาลหามาตรการหยุดการแพร่ระบาดด้วยการเร่งสำรวจข้อมูลโรคใบด่างให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดเมื่อพบแปลงที่เป็นโรคขอให้รีบทำลายทุกแปลงโดยหน่วยงานราชการและเร่งหามาตรการเพื่อช่วยเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้รับผลกระทบโดยเร็วรวมทั้งการเปลี่ยนพืชปลูกที่ตลาดมีความต้องการเพื่อตัดวงจรโรคเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การสนับสนุนต้น พันธุ์ปลอดโรคเพื่อปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

พร้อมกันนี้ทั้ง 4 สมาคม ขอให้รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความร่วมมือคือมันสำรวจแปลงตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสองสัปดาห์เมื่อพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลเกษตรอำเภออาสาสมัครเกษตรประจำบ้านหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกพื้นที่ทันทีเพื่อถอนทำลายและตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการป้องกันและกำจัดโรครวมทั้งใช้ต้นพันธุ์ปลอดโรคจากแปลงของตนเองและแปลงที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด ไม่นำต้นพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่อ หลีกเลี่ยงการใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งที่พบการแพร่ระบาดไม่ซื้อท่อนพันธุ์ทางสื่อออนไลน์ต่างๆหรือช่องทางพัสดุไปรษณีย์เพราะเสี่ยงต่อการได้รับท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค และเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไปยังที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว และใช้ท่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคใบด่างได้แก่เกษตรศาส 50 ห้วยบง 60 และระยอง 1 ซึ่งหน่วยงานราชการรับรองและต้านทานโรคมากกว่าเลิกใช้ท่อนพันธุ์ อ่อนแอต้านโรคต่ำได้แก่พันธุ์ 89 และระยอง 11 ก็จะทำให้โรคระบาดรุนแรงและรวดเร็วเช่นโรคใบด่าง รากเน่าหัวเน่าและพุ่มแจ้ นอกจากนี้ภาครัฐควรเร่งจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังที่ไม่สามารถปลูกมันได้เนื่องจากพื้นที่มีการระบาดของโรคเพราะขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรยังคงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องเพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ยกเลิกงาน World Tapioca Conference 2020

ยกเลิกงาน World Tapioca Conference 2020

ยกเลิกงานประชุมมันสำปะหลังโลก ปี 2563

สมาคมฯ ได้รับแจ้งจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ยกเลิกการจัดงานประชุมมันสำปะหลังโลก งวดปี 2563 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในปี 2563

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

通知
尊敬的各位同行业友人

公会接到泰国商业部对外贸易厅的通知,根据COVID-19疫情爆发持续的情况, 商务部决定取消2020年在泰国举办的世界木薯会议,不便之处, 敬请谅解!

特此通知!

泰国木薯贸易公会
二零二零年六月八日

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

World Tapioca Conference 2020 which will be held this year has been cancelled

The Thai Tapioca Trade Association was notified from the Department of Foreign Trade, Ministry of Commerce that the World Tapioca Conference 2020 which will be held this year has been cancelled due to the ongoing pandemic of COVID-19.

Please kindly be informed accordingly.

“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

“พาณิชย์”เคาะจ่ายส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง งวดที่ 7 ในอัตรากิโลละ 40 สตางค์ ให้กับเกษตรกรที่แจ้งเก็บเกี่ยว 1-31 พ.ค.63 เผยยอดจ่ายชดเชยสูงขึ้น เหตุเจอภัยแล้ง ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และส่งออกไปจีนได้ลดลง จากพิษโควิด-19 “วิชัย”แจ้งเกษตรกร ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนเครื่องสับมัน เพื่อเพิ่มคุณภาพ ยืดระยะเวลาขอได้จนถึงสิ้นก.ย.63

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้เห็นชอบการกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/63 งวดที่ 7 โดยจะชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค.2563 ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 0.40 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 2.50 บาทต่อกก. โดยราคาตลาดหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่กก.ละ 2.10 บาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างงวดที่ 7 ถือว่าจ่ายสูงสุด นับตั้งแต่มีการจ่ายเงินชดเชยมา โดยงวดที่ 1 จ่ายที่ 23 สตางค์ งวดที่ 2 จ่าย 26 สตางค์ งวดที่ 3 จ่าย 27 สตางค์ งวดที่ 4 จ่าย 32 สตางค์ งวดที่ 5 จ่าย 31 สตางค์ และงวดที่ 6 จ่าย 39 สตางค์ เนื่องจากมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19

สำหรับราคาตลาดเพื่อใช้ในการคำนวณส่วนต่าง ได้คำนวณจากราคาในแหล่งผลิตสำคัญใน 4 ภูมิภาค 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี อุดรธานี กำแพงเพชร ชลบุรี กาญจนบุรี ย้อนหลัง 30 วัน

โดยการจ่ายเงินส่วนต่างจะจ่ายทุกวันที่ 1 ของเดือน เป็นเวลา 12 เดือน นับจากการจ่ายงวดแรกในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง โดยเกษตรกร 1 ครัวเรือน จะใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง โดยการคำนวณผลผลิต ที่จะได้รับการชดเชย ได้ใช้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ย้อนหลัง 3 ปี (2559/60 2560/61 และ 2561/62) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเท่ากับ 3,527 กก. คูณด้วยจำนวนไร่ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2562 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบวันที่ 12 พ.ย.2562 มีกรอบวงเงินดำเนินการ 9,671 ล้านบาท เพื่อประกันรายได้มันสำปะหลังกก.ละ 2.50 บาท เชื้อแป้ง 25% ให้สิทธิไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้อีก 458.974 ล้านบาท หลังจากวงเงินเดิมที่เคยอนุมัติไว้ไม่เพียงพอ

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ได้ขยายระยะเวลาสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง ให้กับเกษตรกรผ่านสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ออกไปจนถึงเดือนก.ย.2563 โดยจะสนับสนุนกลุ่มละ 15,000 บาท เพื่อซื้อเครื่องสับมัน สามารถยื่นเรื่องได้ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด มีเป้าหมายสนับสนุน 700 เครื่อง จากปัจจุบันสนับสนุนไปแล้ว 300 เครื่อง

ที่มา : Commerce News Agency

Recent Posts