“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

“พาณิชย์”เคาะจ่ายส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง งวดที่ 7 ในอัตรากิโลละ 40 สตางค์ ให้กับเกษตรกรที่แจ้งเก็บเกี่ยว 1-31 พ.ค.63 เผยยอดจ่ายชดเชยสูงขึ้น เหตุเจอภัยแล้ง ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และส่งออกไปจีนได้ลดลง จากพิษโควิด-19 “วิชัย”แจ้งเกษตรกร ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนเครื่องสับมัน เพื่อเพิ่มคุณภาพ ยืดระยะเวลาขอได้จนถึงสิ้นก.ย.63

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้เห็นชอบการกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/63 งวดที่ 7 โดยจะชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค.2563 ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 0.40 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 2.50 บาทต่อกก. โดยราคาตลาดหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่กก.ละ 2.10 บาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างงวดที่ 7 ถือว่าจ่ายสูงสุด นับตั้งแต่มีการจ่ายเงินชดเชยมา โดยงวดที่ 1 จ่ายที่ 23 สตางค์ งวดที่ 2 จ่าย 26 สตางค์ งวดที่ 3 จ่าย 27 สตางค์ งวดที่ 4 จ่าย 32 สตางค์ งวดที่ 5 จ่าย 31 สตางค์ และงวดที่ 6 จ่าย 39 สตางค์ เนื่องจากมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19

สำหรับราคาตลาดเพื่อใช้ในการคำนวณส่วนต่าง ได้คำนวณจากราคาในแหล่งผลิตสำคัญใน 4 ภูมิภาค 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี อุดรธานี กำแพงเพชร ชลบุรี กาญจนบุรี ย้อนหลัง 30 วัน

โดยการจ่ายเงินส่วนต่างจะจ่ายทุกวันที่ 1 ของเดือน เป็นเวลา 12 เดือน นับจากการจ่ายงวดแรกในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง โดยเกษตรกร 1 ครัวเรือน จะใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง โดยการคำนวณผลผลิต ที่จะได้รับการชดเชย ได้ใช้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ย้อนหลัง 3 ปี (2559/60 2560/61 และ 2561/62) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเท่ากับ 3,527 กก. คูณด้วยจำนวนไร่ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2562 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบวันที่ 12 พ.ย.2562 มีกรอบวงเงินดำเนินการ 9,671 ล้านบาท เพื่อประกันรายได้มันสำปะหลังกก.ละ 2.50 บาท เชื้อแป้ง 25% ให้สิทธิไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้อีก 458.974 ล้านบาท หลังจากวงเงินเดิมที่เคยอนุมัติไว้ไม่เพียงพอ

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ได้ขยายระยะเวลาสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง ให้กับเกษตรกรผ่านสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ออกไปจนถึงเดือนก.ย.2563 โดยจะสนับสนุนกลุ่มละ 15,000 บาท เพื่อซื้อเครื่องสับมัน สามารถยื่นเรื่องได้ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด มีเป้าหมายสนับสนุน 700 เครื่อง จากปัจจุบันสนับสนุนไปแล้ว 300 เครื่อง

ที่มา : Commerce News Agency

ชัยภูมิเจ๋งผุด “ร.ร.มันสำปะหลัง” แห่งแรกในไทย

ชัยภูมิเจ๋งผุด “ร.ร.มันสำปะหลัง” แห่งแรกในไทย

ชัยภูมิ ผุดโรงเรียนมันสำปะหลังแห่งแรกของประเทศ เล็งเป็นศูนย์เรียนรู้ ติวเข้มนักเรียนในพื้นที่ที่ไม่ได้เรียนต่อ สานต่ออาชีพบรรพบุรุษ เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยภูมิ ได้เป็นประธานงานแถลงข่าวและลงนามบันทึก ความเข้าใจ(MOU) ว่าด้วยความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (MOU – Partnership School Project)- โรงเรียนมันสำปะหลัง โดยบริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 โดยได้คัดเลือกโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) อำเภอบำเหน็จณรงค์ เป็นพื้นที่การดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ในมิติ “โรงเรียนมันสำปะหลัง”

สำหรับพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ,นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และนายสุชาติ อยู่เจริญ นายอำเภอบำเหน็จณรงค์ เป็นสักขีพยานในการลงนามร่วมกันระหว่าง นายวีระสิทธิ์ มหัทธนาคุณ,นายบรรลุ ศิริเพชร จาก บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด,นายอภิชาต หวั่งหลี จากมูลนิธิทองพูล หวั่งหลี,นายสมเกียรติ แถวไธสง ศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ,นายนิวัฒน์ แก้วเพชร ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3,นายสมศักดิ์ แก้วเพชร ผอ.โรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฏร์อุปถัมภ์), นายอนันต์ พึขุนทด ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาร.ร.ชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) และนายธีรวัจน์ ธรรมโสภารัตน์ นายก อบต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ ซึ่งมีนายนิมิตร ฤทธิ์ไธสง รอง ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3,นางโชติกา ชาลีรินทร์ ผอ.กลุ่มนิเทศฯ,นางวรรณภา ภู่ดัด ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และคณะบุคลากรในสังกัด เข้าร่วมในพิธีลงนามฯ ณ ห้องประชุมพญาแล ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

โครงการความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทสยาม ควอลิตี้ สตาร์ชฯ จะสร้างโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องมันสำปะหลัง โดยจะดำเนินการสร้างศูนย์ฯเป็นแปลงสาธิตให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และผลผลิตมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจังหวัดชัยภูมิประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ขณะที่นักเรียนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนต่อจะประกอบอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการทำไร่มันสำปะหลังซึ่งผู้ปกครองได้ทำมาโดยตลอดแต่ประสบปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำเพราะใช้การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม การมีโครงการนี้จะตอบโจทย์ ทำให้มีคุณภาพชีวิต และรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในปี 2562 ประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 8.82 ล้านไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.66 ล้านไร่ โดยจังหวัดชัยภูมิมีเนื้อที่เพาะปลูก 629,570 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 605,111 ไร่ ผลผลิตประมาณ 2.16 ล้านตัน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สถิติการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด – รายบริษัท

27th เม.ย. 2020 Uncategorized

สถิติการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด – รายบริษัท ปี 2563

20-01 การส่งออกมันเส้น-มันอัดเม็ด (ม.ค.63)
20-02 การส่งออกมันเส้น-มันอัดเม็ด (ก.พ.63)
20-03 การส่งออกมันเส้น-มันอัดเม็ด (มี.ค.63)

 

 

 

TTTA News

23rd เม.ย. 2020 Uncategorized

TTTA New 2020

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA News No.01-2020-(EN) TTTA News No.01-2020-(TH)
TTTA News No.02-2020-(EN) TTTA News No.02-2020-(TH)
TTTA News No.03-2020-(EN) TTTA News No.03-2020-(TH)
TTTA News No.04-2020-(EN) TTTA News No.04-2020-(TH)
TTTA News No.05-2020-(EN) TTTA News No.05-2020-(TH)
TTTA News No.06-2020-(EN) TTTA News No.06-2020-(TH)
TTTA News No.07-2020-(EN) TTTA News No.07-2020-(TH)
TTTA News No.08-2020-(EN) TTTA News No.08-2020-(TH)

 

 

 

 

“จุรินทร์ “ ประธานประชุม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -มันสำปะหลัง” หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ชูนโยบาย ”เกษตรผลิต พาณิชย์การตลาด”

“จุรินทร์ “ ประธานประชุม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -มันสำปะหลัง” หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ชูนโยบาย ”เกษตรผลิต พาณิชย์การตลาด”

เห็นชอบประกันภัย 7 อย่างผู้ปลูกข้าวโพด ช่วยเหลือผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ตกหล่นยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้ เตรียมนำเข้า ประชุม ครม. ขอเพิ่มงบช่วยเหลือเกษตรกร

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา09.30 -13.00 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ – มันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2563 ภายหลังการประชุม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานในที่ประชุม แถลงผลการประชุมว่า

วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ให้ความเห็นชอบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด 2 เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่งการประกันภัยพืชผลหรือการประกันภัยข้าวโพดจะช่วยให้ชาวไร่ข้าวโพด หากประสบภัย7 ชนิด หรือประสบภัยจากโรคระบาดจะได้รับเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย โดยรัฐบาลกับ ธกส.จะร่วมมือกันในการจ่ายเบี้ยประกันแทนชาวไร่ข้าวโพดไร่ละ 160 บาท โดยเบี้ยประกัน 160 บาทต่อไร่นั้น รัฐบาลจะจ่ายให้ 96 บาท และ ธกส. จะช่วยจ่ายให้ 64 บาท ถ้าชาวไร่ข้าวโพดผลผลิตเสียหายจากเหตุ 7 ชนิด เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ เป็นต้น จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท แต่ถ้าเกิดจากโรคระบาดจะได้รับการชดเชยไร่ละ 750 บาท โดยจะใช้วงเงินทั้งหมด 313 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจะตั้งวงเงินชดเชยให้ในปีถัดไป

เรื่องที่สองการขยายระยะเวลานโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดซึ่งแต่เดิมนั้นได้กำหนดระยะเวลาการประกันรายได้ไว้สำหรับผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ทำให้เกษตรกรที่ปลูกในช่วงเดือนนี้ไม่สามารถได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ได้ วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ความเห็นชอบว่าเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 สามารถได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้ได้ด้วยโดยมีเกษตรกรอยู่ประมาณ 150,000 ราย ใช้วงเงินงบประมาณ 670 ล้านบาทจะได้รับเงินส่วนต่างชดเชยกิโลกรัมละ 29 สตางค์โดยประมาณ ซึ่งจะให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจัดตั้งงบประมาณชดเชยให้ในปีถัดไป พร้อมทั้งจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

สำหรับเรื่องมันสำปะหลัง ที่ประชุมมีความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ 1 การปฎิบัติตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งได้มีการประกันรายได้ไว้ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาทและมีการกำหนดการจ่ายเงินส่วนต่างรวม 12 งวด คือเดือนละ 1 งวดทุกวันที่ 1 ของเดือน ที่ผ่านมาได้มีการจ่ายไปแล้ว 5 งวดด้วยกัน ยังเหลืออยู่อีก 7 งวดซึ่งงวดถัดไปวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาราคาหัวมันสดตกต่ำลงไปมากส่วนหนึ่งเกิดจากภัยแล้งทำให้เชื้อแป้งไม่ได้ตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็นทำให้เกษตรกรมีรายได้ในราคาที่ต่ำลงประกอบกับโควิดทำให้ความต้องการในตลาดต่างประเทศมีปัญหาในเรื่องของการส่งออกหลายส่วน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 12 ที่ยังค้างอยู่นั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีกประมาณ 460 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยดูแลในงบประมาณส่วนนี้ต่อไป โดยจะขอให้ ธกส. ได้จ่ายสำรองไปก่อนและรัฐบาลก็จะตั้งจ่ายชดเชยในปีถัดไป

เรื่องที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าควรขอความร่วมมือจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้งหมด 4 สมาคมด้วยกันประกอบด้วย สมาคมแป้งมัน สมาคมการค้ามันสำปะหลัง สมาคมมันสำปะหลังภาคอีสาน และสมาคมมันสำปะหลังภาคตะวันออก ได้หารือร่วมกันเพื่อที่จะหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลาวิกฤตในปัจจุบันนี้ โดยขอให้หารือกันว่าสามารถที่จะช่วยรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท ที่เชื้อแป้ง 25% ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในยามวิกฤตและขณะเดียวกันเพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายเงินส่วนต่างของรัฐบาลไปอีกจำนวนหนึ่งได้ด้วยในเวลาเดียวกันซึ่งขอให้ 4 สมาคมนี้ ได้ไปหารือร่วมกันกับผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์และขอคำตอบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไรโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามสำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ได้ดำเนินการมาของรัฐบาลทั้งในส่วนของข้าว มัน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดนั้นมีความคืบหน้าเป็นลำดับ เกษตรกรจำนวนมากได้รับเงินส่วนต่างไปโดยลำดับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยังประสบปัญหาติดขัดไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในเรื่องใดก็ตามที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่วันนี้ได้มีการสั่งการให้กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องจากเกษตรกรที่ เชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้แต่ยังไม่ได้รับเงินเนื่องจากติดปัญหาอุปสรรค นอกจากจะไปร้องเรียนที่เกษตรตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือที่ ธกส. โดยตรงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็จะเปิดรับเรื่องจากเกษตรกรโดยตรงผ่านหมายเลข 1569 โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้รับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะและตรวจแยกข้อมูลเพื่อที่จะได้สั่งการไปยังผู้รับผิดชอบในแต่ละจังหวัดให้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างให้ได้รับเงินส่วนต่างโดยเร็ว

“เรื่องที่ผมได้เคยเรียนให้ทุกท่านได้รับทราบว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติโควิดที่เกิดขึ้นและรัฐบาลมีนโยบายที่จะออกพระราชกำหนดในการกู้เงินเพื่อมาใช้ในการเยียวยาและสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดีถือว่าเป็นนโยบายที่สังคมให้การตอบรับมาก” นายจุรินทร์กล่าว

ในส่วนของกระทรวงเกษตรกับกระทรวงพาณิชย์นั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าจะต้องมีการดำเนินการบูรณาการร่วมกันในการทำงานเพราะทั้งหมดทั้ง 2 ส่วน ก็มีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรจะดำเนินการบูรณาการร่วมกันภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อควบคู่กันไปและจะมีการดำเนินการในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจรทั้งในภาคการผลิตและภาคการแปรรูปรวมทั้งการตลาด ต่อไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรครัวละ 5,000 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรได้เตรียมการในการตั้งเรื่องที่เกี่ยวกับในเรื่องนี้แล้วและจะช่วยเหลือทั้งในส่วนของเกษตรด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง และเกษตรแปรรูปต่อไปในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการเตรียมการที่จะลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยหรือในเรื่องอื่นๆ เรื่องของแหล่งน้ำ ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการประสานการตลาด ซึ่งจะมุ่งเน้น 3 ส่วนทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ หมายรวมถึงการส่งออกและตลาดอีคอมเมิร์ซหรือตลาดออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นตลาดออนไลน์เพื่อการค้าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม โดยทั้งหมดนี้ภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อขอการสนับสนุนต่อไปเพื่อให้รัฐบาลสามารถที่จะเดินหน้าในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา: http://www.thaigov.go.th

สศก. ลุย สระแก้ว-โคราช แหล่งระบาดโรคใบด่างมันฯ เร่งกำจัดโรคแล้วเกิน 50% เกษตรกรได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

สศก. ลุย สระแก้ว-โคราช แหล่งระบาดโรคใบด่างมันฯ เร่งกำจัดโรคแล้วเกิน 50% เกษตรกรได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรคใบด่างมันสำปะหลัง พบว่า ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2563 มีพื้นที่ระบาด จำนวน 76,221 ไร่ ใน 17 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยได้ทำลายแล้ว ด้วยวิธีฝังกลบและ ราดสารกำจัดวัชพืช การใส่ถุง/กระสอบและตากแดด หรือวิธีบดสับและตากแดดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคฯ จำนวน 47,470 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 62 ของพื้นที่ระบาดทั้งหมด คงเหลือพื้นที่ระบาด จำนวน 28,751 ไร่ ใน 11 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ลพบุรี สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจ ติดตามพื้นที่ระบาดของโรค และดำเนินการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบในอัตราชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ควบคุมการนำเข้าท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ภายในประเทศ รวมทั้งสร้างการรับรู้ ให้เกษตรกรเพื่อป้องกันกำจัดโรคฯ

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 385,906 ไร่ พบพื้นที่ระบาด จำนวน 43,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของจังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งที่พบการระบาดมากที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะอำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันทำลายพื้นที่ระบาดไปแล้ว จำนวน 21,805 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่ระบาดในจังหวัด คงเหลือ จำนวน 21,875 ไร่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการประชาคม/ติดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อยืนยันผลการตรวจสอบพื้นที่ระบาดและเสนอคณะทำงานบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับอำเภอ พิจารณาอนุมัติการ ทำลายต่อไป

จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 1.43 ล้านไร่ พบพื้นที่ระบาด จำนวน 11,142 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 1 ของพื้นที่ปลูกในจังหวัด เป็นแหล่งที่พบการระบาดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ พบในอำเภอเสิงสางและอำเภอครบุรี ปัจจุบันทำลายไปแล้ว จำนวน 8,457 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 76 ของพื้นที่ระบาดในจังหวัด คงเหลือพื้นที่ต้องทำลายอีก จำนวน 2,685 ไร่ โดยอยู่ในกระบวนการอนุมัติการทำลายของคณะทำงานบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับอำเภอ เพื่อดำเนินการทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค ต่อไป

ด้านการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่เกษตรกร พบว่า พื้นที่ที่ทำลายแล้ว ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบอนุมัติเงินชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด เรียบร้อยแล้ว โดยเกษตรกรจะทยอยได้รับเงินชดเชยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ทั้ง 2 จังหวัด อย่างไรก็ตาม จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความเสี่ยงจากการระบาดของโรคเนื่องจากจากพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังติดกับแนวเขตชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสถานการณ์ระบาดของโรค โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรคสามารถแพร่กระจายการระบาดในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งอาจเกิดสถานการณ์การระบาดซ้ำซาก ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้มีการปลูกพืชกันชนป้องกันการระบาดในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ไผ่ ไม้ผล อ้อย เป็นต้น หรือไม้ยืนต้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกใน แต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตท่อนพันธุ์สะอาดใช้เองในชุมชน ตลอดจนการสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป

ที่มา : ข่าวออนไลน์ RYT9

ขอเลื่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562

ขอเลื่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562

เนื่องด้วย สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) ของไทยมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่ระบาดไปในวงกว้าง

ด้วยความเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพของท่านสมาชิกทุกท่าน สมาคมฯ จึงขอ “เลื่อน” การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 นี้ ออกไปจนกว่าสถานการณ์จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพื่อความปลอดภัยต่อทุกท่านและส่วนรวม

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้

“พาณิชย์”คาดมันสำปะหลังราคาพุ่ง หลังผลผลิตลด เจอนำผลิต E20

“พาณิชย์”คาดมันสำปะหลังราคาพุ่ง หลังผลผลิตลด เจอนำผลิต E20

กรมการค้าต่างประเทศคาดราคามันสำปะหลังดีขึ้นต่อเนื่อง หลังผลผลิตลด เพื่อนบ้านเจอปัญหาโรคใบด่าง และถูกนำไปใช้ทำน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 แต่ไม่นิ่งนอนใจ หารือเอกชนใกล้ชิดเตรียมมาตรการรองรับกรณีมีปัญหา และยังประสานทูตพาณิชย์ตรวจสอบกรณีผู้นำเข้ากดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม พร้อมแนะยกระดับมุ่งผลิตสินค้าพรีเมี่ยมสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์ราคาส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันพบว่าราคามันสำปะหลังทั้งระบบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจะได้รับดีตามไปด้วย แต่กรมฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมหารือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมาตรการรองรับกรณีราคาส่งออกมันสำปะหลังตกต่ำ พร้อมประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีผู้นำเข้ากดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม

โดยปัจจัยที่ทำให้ราคามันสำปะหลังดีขึ้น มาจากปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตในบางพื้นที่เสียหายเกือบร้อยละ 30 และเกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพราะเกรงว่าจะไม่มีท่อนพันธุ์ในการปลูกต่อ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านประสบปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตโดยรวมของทั้งภูมิภาคลดลงประมาณร้อยละ 30 จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความต้องการมันสำปะหลังภายในประเทศก็มีแนวโน้มปรับตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายด้านพลังงานของไทยที่จะผลักดันให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือน้ำมันเบนซินที่มีสัดส่วนเอทานอลผสมอยู่ร้อยละ 20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างสมดุลให้กับพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล

“กรมฯ เชื่อว่าสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีที่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะยกระดับสินค้ามันสำปะหลังที่ส่งออก เน้นการส่งออกสินค้าที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังแปรรูปที่เป็น Gluten Free รวมถึงผลักดันการส่งออกไปยังตลาดพรีเมี่ยม เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น”นายกีรติกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 6.596 ล้านตัน มูลค่า 2,601.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 20.37 และ 16.36 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณรวม 8.282 ล้านตัน มูลค่า 3,110.60 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีข้อสังเกตว่าปริมาณส่งออกลดลง เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังของไทยออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

Recent Posts