การประชุมมันสำปะหลังอาเซียน

การประชุมมันสำปะหลังอาเซียน

มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ร่วมกับ 4 สมาคมมันสำปะหลัง ได้จัดการประชุมมัน
สำปะหลังอาเซียน โดยได้เชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง จากประเทศ
กัมพูชา เวียดนาม ลาว และไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการผลิต
และการค้ามันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (ห้วยบง) ในงานนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 80 คน

P600111-01 P600111-02 P600111-03 P600111-04 P600111-05 P600111-06 P600111-07 P600111-08 P600111-09 P600111-10 P600111-11 P600111-12 P600111-13 P600111-14 P600111-15 P600111-16 P600111-17 P600111-18 P600111-19 P600111-20 P600111-21 P600111-22 P600111-23 P600111-24 P600111-25 P600111-26

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง! ธุรกิจรุ่ง-ร่วงประจำปีไก่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง! ธุรกิจรุ่ง-ร่วงประจำปีไก่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง เศรษฐกิจไทยปีระกาโตร้อยละ 3.3 แนวโน้มไม่แย่กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจรุ่ง ได้แก่ ก่อสร้าง สุขภาพและท่องเที่ยว ตลาดรถยนต์ในประเทศ และอาหารส่งออก ส่วนธุรกิจร่วง ได้แก่ ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ค้าปลีกกลุ่มไฮเปอร์มาร์เกต-ร้านโชวห่วย อสังหาริมทรัพย์ แนะเอสเอ็มอีปรับตัว กระจายความเสี่ยงด้านตลาดและแหล่งวัตถุดิบ นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม พร้อมแสวงหาโอกาสธุรกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยบทความ “จับตาธุรกิจรุ่งหรือร่วง ปี 60” โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 3.3 การตลาดของภาคธุรกิจไม่ด้อยไปกว่าปี 2559 ส่งผลให้สภาวะทางการตลาดโดยรวมของภาคธุรกิจน่าจะมีทิศทางที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ได้แก่ กำลังซื้อครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผู้ส่งออกน้ำมันมีแนวโน้มตลาดตัวดีขึ้น

ส่วนตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมันใกล้แตะ 50 ดาลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อธุรกิจรุ่ง และร่วงในปี 2560 ในภาพรวม ดังนี้

ธุรกิจรุ่ง ได้แก่ ก่อสร้าง สุขภาพและท่องเที่ยว ตลาดรถยนต์ในประเทศ และอาหารส่งออก

สำหรับกลุ่มส่งออก ได้แก่

• สินค้าที่ราคาอิงกับราคาน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกผลิตภัณฑ์พลาสติก ยางพารา เป็นต้น โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 14 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในปี 2560 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านราคาที่ปรับสูงขึ้นเทียบกับในปี 2559 ที่ราคาสินค้ากลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำ

• สินค้าศักยภาพในตลาดที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม)

สินค้ากลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับด้านคุณภาพต่อสินค้าไทย

• สินค้าที่ได้รับปัจจัยบวกเฉพาะ อาทิ ไก่เนื้อ หลังจากที่เกาหลีใต้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากไทย รวมถึงหลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นมีปัจจัยลบจากโรคไข้หวัดนก รวมทั้ง ประมง จากความเป็นไปได้ที่ไทยจะหลุดพ้นจากสถานะใบเหลือง/ใบแดง โดยสหภาพยุโรป (ผลการประเมินน่าจะออกมาในช่วงครึ่งแรกของปี 2560)

สำหรับกลุ่มในประเทศ ได้แก่

• หมวดก่อสร้าง เครื่องจักรก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Action Planปี 2559 : 20 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และ Action Plan ปี 2560 : เบื้องต้น 30 กว่าโครงการ มูลค่าประมาณ 6-9 แสนล้านบาท) ครอบคลุมการก่อสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมอเตอร์เวย์ การพัฒนาการขนส่งทางน้ำและอากาศ โดยคาดว่าหากมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นน่าจะส่งผลให้ภาคเอกชนมีการขยายการลงทุนตามมา

• สินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและการท่องเที่ยว จากกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชนและการขยายสาขาของร้านขายยาและคลินิกไปสู่ชุมชน ตลอดจนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยเที่ยวในประเทศ และชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในไทย ซึ่งรวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่ไทยได้รับการยอมรับและแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

• ยอดขายรถยนต์ ทั้งรถยนต์นั่งและรถยนต์เชิงพาณิชย์ ที่มีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลบวกจากการครบกำหนดของโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งอาจจูงใจให้ผู้บริโภคบางส่วนซื้อรถยนต์คันใหม่

ธุรกิจร่วง ได้แก่ ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ค้าปลีกกลุ่มไฮเปอร์มาร์เกต-ร้านโชวห่วย อสังหาริมทรัพย์

สำหรับกลุ่มส่งออก

• สินค้าส่งออกไปตลาดที่ยังซบเซา ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คือ สินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลัง โดยเฉพาะหากจีนยังคงมีนโยบายที่จะระบายสต๊อกข้าวโพดในประเทศ อันจะทำให้เกิดการชะลอการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย สำหรับตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปนั้น กำลังซื้อที่เปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจอาจจะกระทบการนำเข้าสินค้าจากไทยในภาพรวมเช่นกัน

• สินค้าส่งออกที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เช่น ข้าว จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตหลักทั้งอินเดียและเวียดนาม ปูนซีเมนต์จากการขยายฐานการผลิตของบริษัทจีนรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนกลุ่มตลาดในประเทศ

• หมวดที่พึ่งพากำลังซื้อครัวเรือนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวและมันสำปะหลังที่ราคาในปี 2560 อาจจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ได้แก่ ค้าปลีกค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (ไฮเปอร์มาร์เกต โชวห่วย) ค้าเครื่องจักรกลการเกษตรและปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์

• อสังหาริมทรัพย์ จากความต้องการที่อยู่อาศัยที่อาจจะไม่คึกคักมากนักหลังความต้องการซื้อล่วงหน้าถูกดึงมาบางส่วนจากผลของมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในระยะที่ผ่านมา อีกทั้งปริมาณที่อยู่อาศัยคงค้างยังมีเหลืออยู่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในทำเลที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เร่งเปิดโครงการ เช่น ตามโครงการแนวรถไฟฟ้าบางช่วง หรือตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ ขณะที่ต้นทุนที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ ผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะ SME ทั้งในธุรกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวและธุรกิจที่ยังเผชิญความท้าทาย คงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาจุดแข็งของตนอยู่เสมอ โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

• การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดและแหล่งวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยผู้ประกอบการอาจต้องพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของสายการผลิตที่ยังมีศักยภาพในการขยายตัว

• การใช้เครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขาดทุนเมื่อราคาแกว่งตัวผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2560 เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวผันผวนในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอาจทดสอบระดับ 36.00 บาท/ดอลลาร์ ณ ปลายปี 2560 เทียบกับที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 35.62 บาท/ดอลลาร์ในปัจจุบัน (ณ 7 ธันวาคม 2559)

• การนำเทคโนโลยีหรือการวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ามาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้สื่อออนไลน์หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้เครื่องจักร เป็นต้น ตลอดจนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อประหยัดหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการ

• การแสวงหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจทั้งแนวดิ่งและแนวราบ (Vertical & Horizontal Integration) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย โดยอาจเข้าร่วมจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ หรืออาศัยโครงการ/มาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ ในการเจาะตลาด/กระจายแหล่งวัตถุดิบ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ขอเชิญร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบการส่งออกมันฯ ปี 60

ขอเชิญร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบการส่งออกมันฯ ปี 60

สมาคมฯ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560  

ตามที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560 พ.ศ. 2559 นั้น

กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างถูกต้องและไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน ในวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2559 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 1601 ชั้น 16 อาคารกรมการค้าต่างประเทศ

อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารสําหรับโคนมนั้น สวนใหญแลวคลายกับอาหารโคเนื้อ ตางกันตรงที่ปริมาณโภชนาการบางอยางที่ต้องมีโปรตีนสูงเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม ดังนั้นการใหอาหารโคนมตั้งแต่ลูกโคไปจนถึงแม่โคจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง หากไม่ให้ตามปริมาณที่กำหนด ไมครบหรือไมพอเพียงอาจจะเกิดผลเสียหายตามมาได้ ฉะนั้นการเกษตรผู้เลี้ยงโคนมนอกจากจะให้อาหารหยาบ อย่างหญาสด หญาหมัก หญาแหงหรือฟางข้าวแล้ว ยังต้องให้อาหารข้นที่มีปริมาณโปรตีนสูงร่วมด้วยเพื่อการเจริญเติบโตและสามารถผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนมที่จำหน่ายในท้งอตลาดมีราคาค่อนข้างสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย

อาหารข้น“กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ“โคนม”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ ดร.พงศ์ธร คงมั่น อาจารย์ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นหาสูตรอาหารข้นเพื่อใช้เลี้ยงโคนม โดยนำกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันและน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตจนประสบความสำเร็จหลังใช้เวลาในการทดลองวิจัยมากว่า 2 ปี เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงไม่ต่างจากกากถั่วเหลืองนำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญมีราคาที่ต่ำกว่ามากและยังเป็นการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตรด้วย

“จริง ๆ แล้วน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสนั้นมีปริมาณโปรตีนสูงมาก แต่ก่อนเขาเอาไปทำปุ๋ยน้ำ บังเอิญว่าธุรกิจปุ๋ยมีการแข่งขันที่สูง ทำให้การขายนั้นยากขึ้น จึงได้คิดค้นหาวิธีทำอย่างอื่น และเมื่อตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี มีเหมาะทางโภชนาการอาหารมันยังมีอยู่มากและเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารให้กับสัตว์เคี้ยวเอื้องทั้งหลาย โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารประเภทนี้สูงมากเป็นพิเศษ ทางโรงงานก็เลยสนใจว่าเอามาทำในอาหารสัตว์เคี้ยงเอื้องได้ไม๊ เราก็เลยเอามาทดลองในโคนม ปรากฎว่าใช้ได้ แต่ปัญหา ก็คือ พอเป็นน้ำเมื่อนำมาผสมในอาหารก็จะเก็บไว้ได้ไม่นาน 7-8 วันก็จะเกิดเชื้อรา”ดร.พงศ์ธรย้อนที่มา

จากนั้นเขาจึงได้คิดค้นสูตรใหม่ ด้วยการนำน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มาเป็นสื่อผสมในการผลิตอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนม ซึ่งจากการทดลองพบว่าเมื่อนำกากมันสำปะหลังมาผสมกับน้ำผงชูรสที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยให้ในการดูดซึมความชื้นออกไปแล้วนำไปตากแห้ง ทำปฏิกริยากันแล้วในอุณหภูมิที่เหมาะสมจะพบว่า จากโปรตีนที่2% จะกระโดดมาถึง 30% ทำให้โปรตีนเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งโปรตีนตรงนี้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารโปรตีนสูงมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็จะไม่ลำบากในการหาสองสิ่งนี้ มีตลอดทั้งปีไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลแต่อย่างใด

“เมื่อเรานำมาน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังแล้ว จากนั้นนำมาตากแห้งแล้วเข้าสู่กระบวนการตีผงและอัดเม็ดเพื่อจะได้เก็บไว้ได้นานและคุณค่าทางโภชนาการไม่เสีย ซึ่งมันสามารถเก็บไว้ได้นาน 6-8 เดือน ปกติกากถั่วเหลืองที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีต้นทุนที่สูง เมื่อเทียบกับกากมันสำปะหลัง โดยเฉลี่ยต้นทุนผลิตโปรตีนจากกากมันสำปะหลัง 1 กิโลกรัมอยู่ที่ 16 บาท ซึ่งจะต่ำกว่ากากาถั่วเหลืองเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมใช้วัตถุดิบผลิตอาหารข้นในราคาที่ถูกลง” นักวิจัยคนเดิมกล่าวและย้ำว่ากำลังจะต่อยอดไปสู่อาหารสุกรและไก่ โดยการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนให้สูงกว่านี้ เช่น กรดอะมิโน จะต้องดีกว่านี้ เป็นต้น

อาหารข้นผลิตจากกากมันสำปะหลังผสมน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชู นับเป็นอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณน้ำนมในการนำของเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นการลดการนำเข้ากากถั่วเหลืองจากต่างประเทศอีกด้วย

โดย – สุรัตน์ อัตตะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พาณิชย์ เตรียมจับมือผู้ผลิตเอทานอล เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง-สหกรณ์ รับซื้อหัวมันสดผลิตเอทานอลให้มากขึ้น หวังดันราคาขึ้น ส่วนตรวจสอบตาชั่ง เครื่องวัดความชื้น พิจิตร-พิษณุโลก พบผิดหลายกระทง ปรับแล้วรายละ 2-8 หมื่นบาท

วันที่ 22 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเอทานอลให้ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังสดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล จากปัจจุบันยังใช้มันสำปะหลังผลิตน้อยมากเพียง 28% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 66% จะผลิตจากกากน้ำตาล ที่เหลืออีก 6% เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้นได้

“กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อมันสำปะหลังให้มากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังสด ปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมากในเดือนธ.ค.59-มี.ค.60 นั้น วันที่ 21 พ.ย.59 โรงแป้งจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อเชื้อแป้ง 25% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.60-2.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.ที่รับซื้อที่ กก.ละ 1.48-1.70 บาท แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับซื้อ กก.ละ 2.30-2.55 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังให้มากขึ้น และส่งเสริมให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัด ในการออกตรวจสอบ เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 – 10 พ.ย.59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตโดยได้รับความเป็นธรรม พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องใช้รถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนัก และใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่ง ซึ่งได้ผูกบัตรห้ามใช้ และเปรียบเทียบปรับ รวมถึงยังพบเครื่องวัดความชื้นหมดอายุคำรับรอง จึงได้เปรียบเทียบปรับรายละ 20,000 – 80,000 บาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ เปิดเวทีจับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าต่างประเทศ คาดเกิดคำสั่งซื้อรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เร่งระบายสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดโลก ช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยว่ามีผู้ซื้อผู้นำเข้าเกือบ 300 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน ประเทศในอาเซียน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอียิปต์ และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย เข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

โดยโครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและมันสำปะหลังสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อตัวจริง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและคาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นมูลค่าการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 28,200 ล้านบาท หรือประมาณ 806 ล้านเหรียญสหรัฐและมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 35,180 ล้านบาท หรือประมาณ 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเจรจาธุรกิจช่วยให้การส่งมอบสินค้าข้าว มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพื่อใช้ในเทศกาลตรุษจีนในเดือนมกราคม ทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าวในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีกับเกษตรกร”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้มีการลงนามความตกลง MOU ถึง 5 ฉบับ ประกอบด้วยการลงนาม MOU สั่งซื้อสินค้าข้าวจำนวน 4 ฉบับ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวน 1 ฉบับ โดยการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง ได้แก่ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่างบริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สอง เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวกาบาระหว่างบริษัท กุย ฟัท หยุน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกงมากว่า 60 ปี กับบริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด โดยจะสั่งซื้อข้าวกาบาจากไทยจำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

ฉบับที่สาม เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวรวม 600 ตัน ระหว่างบริษัท ดา ชอง ฮอง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

ฉบับที่สี่ เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 400 ตัน ระหว่างบริษัท ควอง ซัน ฮอง กับบริษัท ไทยสแตนดาร์ดไร้ส์ จำกัด โดยบริษัท ควอง ซัน ฮอง เป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพื่อเจาะตลาดระดับบนมากว่า 50 ปี และสนใจสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้

ส่วนฉบับสุดท้าย เป็นการลงนามระหว่างบริษัท ฟู ไหล ชุน กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังเส้นรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอลของจีน กับบริษัท พีอาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด เพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะลงนามสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นเป็นจำนวนถึง 8 แสนตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐ

พร้อมกันนี้ผู้นำเข้าจากต่างประเทศจะได้เยี่ยมชมบริษัท ธนสรรค์ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท บริษัท ไทยควอลิตี้สตาร์ช จำกัด และลานมันชัยเรืองกิจ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างความมั่นใจคุณภาพมาตรฐานข้าวและมันสำปะหลังไทยด้วย นอกจากการจัดงานครั้งนี้แล้วกระทรวงพาณิชย์จะจัดเจรจาขายสินค้าข้าวไทยอีกครั้งวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2560

สำหรับยอดส่งออกข้าวในปี 2559 ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน มีปริมาณ 6.85 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3,085 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.4% ตลาดหลักได้แก่ เบนิน จีน สหรัฐอเมริกา โกตดิวัวร์ และแอฟริกาใต้ ในขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีปริมาณ 8.12 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,171 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20%ตลาดหลักได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเซีย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์เชิญผู้นำเข้ารายสำคัญกว่า 290 ราย จากทั่วโลกมาเยือนไทย จับคู่เปิดเวทีเจรจาการค้าข้าว-มันสำปะหลัง เร่งระบายสินค้าเกษตร ผลักดันราคาให้สูงขึ้น ชี้รายใหญ่จากจีนมั่นใจคุณภาพสินค้าของไทยวางแผนจับมือทำการค้าระยะยาว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดกิจกรรมเจรจาการค้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2559 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ารายสำคัญจากทั่วโลกตอบรับเข้าร่วมงานแล้วกว่า 290 ราย จาก 29 ประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยตอบรับกว่า 110 ราย

“กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศอาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และแคนาดา เข้าร่วมเจรจาการค้าครั้งนี้กว่า 290 ราย คาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปีและที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้” รมว.พาณิชย์กล่าว

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีนนำคณะผู้ซื้อผู้นำเข้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศจีนรวม 6 บริษัทเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการเจรจาการค้าครั้งนี้ ในจำนวนนี้มีบริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ออยล์ เทรดดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่จากมณฑลหูหนาน มณฑลศูนย์กลางค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุดทางภาคกลางของจีน ร่วมคณะด้วย ซึ่งบริษัทดังกล่าวทำการค้าข้าวกับประเทศไทยประมาณ 8,000 ตัน/ปีสินค้าของบริษัท ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมนิล ข้าวกล้อง และข้าวปทุม เป็นต้น

“บริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ ออยล์ ทรีดดิ้งส์ ได้จัดให้ข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์ เนื่องจากข้าวหอมมะลิไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนอย่างมาก แม้จะมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ภัตตาคาร และผู้บริโภคที่มีรายได้สูง การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้คาดว่าจะสั่งซื้อข้าวประมาณ 3,000 ตัน” นางมาลีกล่าว

ด้านผู้นำเข้ามันสำปะหลังรายใหญ่จาก สคต. หนานหนิง ได้แก่ บริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีน โดยบริษัทอยู่ระหว่างขยายการผลิตและวางแผนจะนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย 200,000 ตัน
และแป้งมันสำปะหลัง 300,000 ตัน/ปี เพื่อใช้ผลิตเอททิลแอลกอฮอล์จำหน่ายให้แก่บริษัทต่างๆ ในจีนอาทิ โรงงานกระดาษ โรงงานผลิตอาหารและยา เป็นต้น

ที่ผ่านมาบริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป เลือกซื้อมันสำปะหลังจากไทย เนื่องจากมีคุณภาพดี ไม่ปนเปื้อนทราย ส่งมอบตรงต่อเวลา และไม่ผิดเงื่อนไข การเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าครั้งนี้ คาดว่าจะสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้น 80,000 ตัน และแป้งมันสำปะหลัง 100,000 ตันอีกทั้งบริษัทยังมุ่งหวังให้เกิดการค้ากับผู้ประกอบการไทยระยะยาวอีกด้วย

นางดวงพร รอดพยาธิ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงราคาข้าวที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาธัญพืชทุกประเภทเนื่องจากทุกประเทศที่ผลิตมีผลผลิตออกดี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ได้กระเตื้องขึ้น ภาวะการเงินฝืดกำลังซื้อลดลง ความไม่สงบในหลายที่ โดยซัพพลายเพิ่มดีมานด์ก็เพิ่มแต่กำลังซื้อน้อย เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ การที่ราคาข้าวลดลงเป็นปัจจัยทางการตลาดจริงๆไม่ได้มีใครไปกดราคา

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-2 พฤศจิกายน 2559 ไทยส่งออกข้าวไปแล้ว 8.4 ล้านตัน ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายการส่งออกข้าว 9.5 ล้านตัน ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดข้าวไทยที่เคยสูญเสียไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ก็กลับมาดีขึ้น

อีกทั้งในขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้กำลังเร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายปรับโครงสร้างการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบของรัฐบาล ภายใต้โครงการ “อัตลักษณ์ข้าวไทย ทางเลือกใหม่สู่ความยั่งยืน” ด้วยการพัฒนาและเชื่อมโยง 3 เว็บไซต์ภายใต้การดำเนินงานของกรม ได้แก่ www.thairiceforlife.com, www.thairiceinfo.go.th, www.dft.go.th ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด สามารถเชื่อมโยงสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน มุ่งยกระดับการสื่อสารการตลาด ขยายช่องทางออนไลน์ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยสู่วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มขับเคลื่อนพร้อมกันในปีงบประมาณ 60 นี้

นางดวงพรย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของโลก สายพันธุ์ข้าวไทยมีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัว จึงสมควรมุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพเชิงมูลค่าและมีความหลากหลายมากกว่าการเพาะปลูกข้าวชนิดเดิมๆ ในปริมาณมากๆ จนล้นตลาด

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

“พาณิชย์” จับรถบรรทุกลักลอบขนมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย

“พาณิชย์” จับรถบรรทุกลักลอบขนมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย

“พาณิชย์” ผนึกกำลังทหารจับกุมรถบรรทุกแอบขนหัวมันสำปะหลังสดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย ตรวจสอบพบขนย้ายไม่ถูกต้องส่งตำรวจดำเนินคดีทันที เหตุหากปล่อยให้หลุดรอดไปจะกระทบต่อราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศ เผยล่าสุดจับกุมได้แล้วรวม 53 ราย บางรายถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ร.6 พัน.3 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ได้ติดตามรถบรรทุกพ่วงจำนวน 15 คัน ซึ่งบรรทุกหัวมันสำปะหลังสดออกมาจากด่านช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี และเมื่อถึง อ.พิบูลมังสาหารได้ทำการตรวจสอบการขออนุญาตขนย้ายหัวมันสำปะหลังสด โดยพบว่ามีการขนย้ายมันสำปะหลังไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต จึงได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพิบูลมังสาหารเพื่อดำเนินคดีแล้ว

โดยสายตรวจเฉพาะกิจยังได้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พบรถบรรทุกพ่วงต้องสงสัยจำนวน 1 คัน จึงติดตามไปจนถึงเขต อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และได้เข้าทำการตรวจสอบ พบว่ารถคันดังกล่าวขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเลิงนกทาเพื่อดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

“การดำเนินการดังกล่าวเป็นการป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลัง ทั้งหัวมันสดและมันเส้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยดูราคามันสำปะหลังในประเทศไม่ให้ตกต่ำ และเกิดผลกระทบต่อเกษตรกร” นางนันทวัลย์กล่าว

นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในปี 2559 กรมฯ ได้มีการตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดขนย้ายมันสำปะหลัง ที่ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น โดยผลการจับกุมรวมครั้งนี้ด้วยมีจำนวนทั้งสิ้น 53 ราย และบางรายศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดแล้ว ซึ่งโทษตามกฎหมาย คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และใช้ความระมัดระวังในการขนย้ายมันสำปะหลังให้ตรงตามที่ได้รับอนุญาต ส่วนเกษตรกร หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายหัวมันสำปะหลังสด รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดในการขนย้ายมันสำปะหลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แจ้งมายังสายด่วน 1569 หรือแจ้งได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

การเสวนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน”

การเสวนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน”

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน” โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และได้ร่วมกันลงนามถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2559

P591020-01

P591020-02

P591020-03

P591020-04

P591020-05

P591020-06

P591020-07

P591020-08

P591020-09

P591020-10

“พาณิชย์”กำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำแป้งมันและมันเส้น หวังดึงราคาหัวมันสดในประเทศให้ได้กิโลละ 1.90 บาท

“พาณิชย์”กำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำแป้งมันและมันเส้น หวังดึงราคาหัวมันสดในประเทศให้ได้กิโลละ 1.90 บาท

“พาณิชย์”ใช้ยาแรงดันราคามันสำปะหลัง กำหนดราคาขั้นต่ำส่งออกแป้งมันตันละ 320 เหรียญสหรัฐ และมันเส้นตันละ 180 เหรียญสหรัฐ หวังดึงราคาหัวมันสดให้ได้กิโลละ 1.90 บาท เผยหากไม่ทำ เล็งเพิ่มเงื่อนไขเก็บสต๊อก หรือใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ พร้อมรณรงค์เกษตรกรร่วมมือชะลอขุดหัวมันช่วงนี้ เพื่อให้ได้เชื้อแป้งเต็มที่

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจัดทำมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสดว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกแป้งมันในราคา FOB ไม่ต่ำกว่าตันละ 320 เหรียญสหรัฐ และมันเส้นราคาตันละ 180 เหรียญสหรัฐ เพราะขณะนี้มีการแข่งขันกันขายตัดราคากันมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อราคาหัวมันสดในประเทศ จึงต้องมีการกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ และเมื่อทอนมาเป็นราคาหัวมันสด จะช่วยให้เกษตรกรขายได้ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 1.90 บาท และในระยะต่อไป จะมีการขยับราคาขั้นต่ำเพิ่มขึ้น เพื่อดึงให้ราคาหัวมันสดปรับเพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดพอดี แต่ถ้าผู้ส่งออกไม่ทำตาม ยังมีการขายต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด กระทรวงฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากการเพิ่มปริมาณการเก็บสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากเดิมที่กำหนดในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.5 คือ หากจะส่งออก 1 ตัน ต้องเก็บสต๊อก 1.5 ตัน เพิ่มเป็น 1 ต่อ 2 และหากยังไม่ทำอีก ก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายมาใช้ แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย

“สาเหตุที่ราคามันสำปะหลังในช่วงนี้ตกต่ำ เพราะเป็นมันตกค้างจากปลายฤดูการผลิตปีก่อน และมีเชื้อแป้งต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาไม่ดี และยังมีการขายตัดราคาส่งออกอีก ก็ยิ่งทำให้สะท้อนมาถึงราคาในประเทศ กระทรวงฯ จึงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดออกมา ส่วนผลผลิตปี 2559/60 ยังไม่ออก จะเริ่มออกสู่ตลาดมากตั้งแต่เดือนธ.ค.-เม.ย. คิดเป็น 70% ของผลผลิตทั้งหมด หรือประมาณ 21 ล้านตัน ซึ่งมั่นใจว่า จากมาตรการที่มีอยู่ ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ จะช่วยผลักดันให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นได้”นายวินิจฉัยกล่าว

นายวินิจฉัยกล่าวว่า ในระหว่างนี้ กระทรวงฯ จะรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศหยุดถอนมันในช่วงนี้ออกไปก่อน เพื่อรอให้ผลผลิตมีคุณภาพ และมีเชื้อแป้งได้ตามมาตรฐานที่กำหนด เพราะหากชะลอการขุดออกไป จะทำให้ขายได้ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 2 บาทอย่างแน่นอน

ส่วนเกษตรกร ที่มีความจำเป็นต้องชำระหนี้หรือคืนเงินกู้ในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ย โดยจะขยายเวลาชำระต้นเงินให้เป็นเวลา 2 ปี และลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปี และหากมีความต้องการใช้เงิน ยังสามารถขอกู้เงินได้รายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.5 ต่อเดือน

นอกจากนี้ กระทรวงฯ มีแผนที่จะเดินทางไปเจรจาขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังในอินเดีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการนำเข้าแป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ดและกากมันอัดเม็ดจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะสามารถหาตลาดรองรับผลผลิตได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ได้จัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจสินค้ามันสำปะหลังกับผู้ซื้อในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ด้วย

สำหรับมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังอื่นๆ เช่น การขอความร่วมมือสมาคมโรงงานผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อหัวมันสดที่เชื้อแป้ง 25% ราคากก.ละ 1.90 บาท ซื้อได้วันละ 1.3 หมื่นตัน ประสานกระทรวงพลังงานปรับเพิ่มส่วนผสมเอทานอลในน้ำมัน ดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์