เจ๋ง! ทีมวิจัยม.อุบลฯ ออกแบบเครื่องถอนมันขนาดเล็ก ต้นทุนเพียงหลักพัน

เจ๋ง! ทีมวิจัยม.อุบลฯ ออกแบบเครื่องถอนมันขนาดเล็ก ต้นทุนเพียงหลักพัน

อาจารย์วิศวะฯ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คิดค้นเครื่องถอนมันสำปะหลังขนาดเล็ก ลดต้นทุน ทุ่นแรง ราคาไม่แพงแค่หลักพัน แถมช่วยรักษาสุขภาพเกษตรกร​

มื่อวันที่ 19 ม.ค.60 รศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้คิดค้นนวัตกรรม เครื่องถอนมันสำปะหลังขนาดเล็ก เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรชาวสวนมันสำปะหลัง ที่ทำไร่มันขนาดเล็ก ให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นของ ผศ.รัฐพงศ์ ปฏิกานัง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์

ผศ.รัฐพงศ์ กล่าวว่า การคิดค้นเริ่มจาก ดั้งเดิมเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง มักใช้เครื่องมือถอนมันแบบคานงัด โดยใช้หลักการปากคีบเกี่ยวที่ลำต้นใช้หัวไหล่ดันแรง ทิศทางดันแรงก็คือ จากพื้นขึ้นด้านบน ซึ่งหลักการลักษณะนี้ต้องออกแรงมาก อาจส่งผลต่อปัญหาด้านสุขภาพได้ แต่ถ้าเกษตรกรจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการทุ่นแรง ก็จะเป็นรถไถที่ใช้ใบผานขุดหัวมันขึ้นมา ซึ่งต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก

ในส่วนนี้ ทีมนักวิจัยจึงได้ศึกษาคิดค้นนวัตกรรมเครื่องถอนมันสำปะหลังขนาดเล็ก ประยุกต์เครื่องมือที่ชาวบ้านมีอยู่แล้วมาดัดแปลง พัฒนาต่อจากเดิม ลักษณะการออกแรงที่ต้องงัดขึ้นให้เป็นดึงลง ซึ่งจะอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก รวมทั้งน้ำหนักตัวเราเองด้วยในการดึง ซึ่งจะเบาแรงมากขึ้น โดยใช้กลไกของระบบรอกและคานมาร่วมกันเป็นตัวผ่อนแรงอีกทีหนึ่ง สมรรถนะคุณภาพของเครื่องในการใช้งาน สามารถดึงหัวมันสำปะหลังขึ้นมาจากดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหัวมันสำปะหลังไม่หัก การใช้งานได้ดีประมาณ 80% สามารถรองรับการยกน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ทีมวิจัยจะได้พัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป ในส่วนของต้นทุนการผลิตของเครืองไม่สูงมากนัก อยู่ที่หลักพันต้นๆ ความโดดเด่นของเครื่องคือการใช้งานง่ายเหมาะกับเกษตรกรที่ทำไร่มันขนาดเล็ก สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ต่อคน ต่อวัน และปัญหาอีกอย่างคือเรื่องของสภาพร่างกาย เพราะเครื่องถอนมันสำปะหลังขนาดเล็ก จึงตอบโจทย์เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ผศ.รัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า นับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยทีมนักวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่สามารถคิดค้นเครื่องถอนมันสำปะหลังขนาดเล็ก ช่วยเหลือเกษตรกรในชุมชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กำลังดำเนินระหว่างการขอรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (อนุสิทธิบัตร) ต่อไป
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

มหาดไทยเต้น! สั่ง 50 ผู้ว่าฯ เคลียร์ปม “มันสำปะหลัง-ข้าวโพด” ราคาตก

มหาดไทยเต้น! สั่ง 50 ผู้ว่าฯ เคลียร์ปม “มันสำปะหลัง-ข้าวโพด” ราคาตก

มหาดไทยเต้น! สั่ง 50 ผู้ว่าฯ เคลียร์ปม “มันสำปะหลัง-ข้าวโพด” ราคาตกต่ำไม่หยุด เผยปลายปีที่แล้วกระทรวงพาณิชย์ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงการดำเนินการแก้ปัญหาข้าวโพดและมันสำปะหลังราคาตกต่ำถึงผู้ว่าฯ 7 จังหวัด นครราชสีมา-สระแก้ว-เชียงราย-ลพบุรี-อุทัยธานี-เพชรบูรณ์-ลำปางมาแล้ว ก่อนสั่งให้เร่งชี้แจงเพิ่มอีก 43 จังหวัด

วันนี้ (17 ม.ค.) มีรายงานจากกระทรวงมาหาดไทยว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ มท 0310.7 ว 0163 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 50 จังหวัด ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง ให้เร่งชี้แจงเกษตรกรที่เข้าร้องเรียนกับทางจังหวัดในกรณีข้าวโพดและมันสำปะหลังราคาตกต่ำ ภายหลังพบว่ามีเกษตรกรจำนวนมากกว่า 50 จังหวัดได้รับความเดือดร้อน

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งหนังสือเพื่อร่วมชี้แจงข้อมูลสถานการณ์ มาตรการและแนวทาการดำเนินการแก้ไขปัญหาภาคผลิตทางการเกษตรทั้งสองชนิด โดยเฉพาะให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 30 ส.ค. 2559 และ 4 ต.ค. 2559 ที่อนุมัติแนวทางการบริหารจัดการสันสำปะหลัง ปี 2559/60 จำนวน 6 โครงการ วงเงินชดเชยรวมทั้งสิ้น 1,767.725 ล้านบาท และมติคณะรัฐมนตรี 8 พ.ย. 2559 ที่เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ โดยให้ทางจังหวัดชี้แจงให้เกษตรกรรับทราบให้เร็วที่สุด

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 กระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ชี้แจงการดำเนินการแก้ปัญหาข้าวโพดและมันสำปะหลังราคาตกต่ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดแล้ว ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา จ.สระแก้ว จ.เชียงราย จ.ลพบุรี จ.อุทัยธานี จ.เพชรบูรณ์ และ จ.ลำปางมาแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด ได้เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาสอบสวนกรณีรัฐลดภาษีการนำเข้าข้าวสาลี 27 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ สร้างความเสียหายแก่ผู้ปลูกข้าวโพด ข้าว และมันสำปะหลัง และเชื่อว่านำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศที่ราคาถูกกว่าข้าวโพดมาใช้แทนในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการนำเข้าข้าวสาลีและทำให้ราคาข้าวสาลีถูกลงไปอีก โดยผลที่ตามมาทำให้มีข้าวโพดมากถึง 2,900,000 ตันในปีที่แล้ว และจะมากกว่า 3,500,000 ตันในปีนี้ ราคาที่เกษตรกรเคยขายได้ที่ 9-10 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงเหลือเพียง 3 บาท โดยร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่ากระทำขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลี 1 ต่อ ข้าวโพด 3 ส่วน เหมาะสมและถือเป็นยาแรงแล้ว เชื่อว่าการนำเข้าข้าวสาลีจะชะลอลง และเอกชนต้องซื้อข้าวโพดมากขึ้นในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ดีกว่าข้อเสนอระงับการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งทั้งผิดกฎขององค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ) และเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ยังไม่พบปัญหาการปฏิเสธรับซื้อผลผลิต ซึ่งกรมการค้าภายในสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอด

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากค้างอยู่ในโรงรับซื้อของพ่อค้าท้องถิ่น โดยบางแห่งยังไม่สามารถขายให้กับพ่อค้าคนกลางในจังหวัดได้ เนื่องจากราคาข้าวโพดตกลงจาก 9 บาท 50 สตางค์ เหลือเพียง 7 บาท 50 สตางค์ ในเวลานี้ โดยหากตกลงขายหมายความว่า เกษตรกรจะต้องแบกรับภาระขาดทุน

มีรายงานว่า เกษตรกรหลายจังหวัดเคยรวมกลุ่มยื่นเรื่องต่อรัฐบาลแล้ว และกระทรวงพาณิชย์ ได้ยืนยันว่า ได้ประสานงานไปยังบริษัทผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้รับซื้อในราคา 8 บาท และเริ่มดำเนินการแล้ว แต่ข้อเท็จจริงในการรับซื้อราคานี้ จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่บริษัทรับซื้อต่อจากพ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่ราคาที่เกษตรกรได้โดยตร

ที่มา : ผูัจัดการออนไลน์

พาณิชย์คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง

พาณิชย์คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง

พาณิชย์ยันไม่ห้ามนำเข้ามันสำปะหลัง ในช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกมาก แต่ขอความร่วมมือ ทุกฝ่ายเข้มงวดปฏิบัติตามระเบียบ หวั่นทำราคาในประเทศร่วง

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง เพื่อให้เข้มงวดในการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ทั้งการตรวจสอบโรคพืช ความชื้น และสิ่งเจอปน โดยเฉพาะในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.นี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก หากมีการลักลอบนำเข้าแบบไม่ถูกกฎหมาย อาจมีผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังในประเทศ

“ได้ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์นำเข้ามันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมทั้งได้หารือร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กรมศุลกากร กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายเพิ่มความเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจาก ปัจจุบันนี้ ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยสูงถึงกิโลกรัมละ 1.90 บาท แต่ปัจจุบัน มีราคาขายเพียง กก.ละ 1.50 บาทเท่านั้น หากนำเข้ามันฯ จากประเทศเพื่อนบ้านมาอีก อาจทำให้ราคาตกต่ำลง”

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

การประชุมมันสำปะหลังอาเซียน

การประชุมมันสำปะหลังอาเซียน

มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ร่วมกับ 4 สมาคมมันสำปะหลัง ได้จัดการประชุมมัน
สำปะหลังอาเซียน โดยได้เชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง จากประเทศ
กัมพูชา เวียดนาม ลาว และไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการผลิต
และการค้ามันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (ห้วยบง) ในงานนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 80 คน

P600111-01 P600111-02 P600111-03 P600111-04 P600111-05 P600111-06 P600111-07 P600111-08 P600111-09 P600111-10 P600111-11 P600111-12 P600111-13 P600111-14 P600111-15 P600111-16 P600111-17 P600111-18 P600111-19 P600111-20 P600111-21 P600111-22 P600111-23 P600111-24 P600111-25 P600111-26

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง! ธุรกิจรุ่ง-ร่วงประจำปีไก่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง! ธุรกิจรุ่ง-ร่วงประจำปีไก่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธง เศรษฐกิจไทยปีระกาโตร้อยละ 3.3 แนวโน้มไม่แย่กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจรุ่ง ได้แก่ ก่อสร้าง สุขภาพและท่องเที่ยว ตลาดรถยนต์ในประเทศ และอาหารส่งออก ส่วนธุรกิจร่วง ได้แก่ ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ค้าปลีกกลุ่มไฮเปอร์มาร์เกต-ร้านโชวห่วย อสังหาริมทรัพย์ แนะเอสเอ็มอีปรับตัว กระจายความเสี่ยงด้านตลาดและแหล่งวัตถุดิบ นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม พร้อมแสวงหาโอกาสธุรกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยบทความ “จับตาธุรกิจรุ่งหรือร่วง ปี 60” โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 3.3 การตลาดของภาคธุรกิจไม่ด้อยไปกว่าปี 2559 ส่งผลให้สภาวะทางการตลาดโดยรวมของภาคธุรกิจน่าจะมีทิศทางที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ได้แก่ กำลังซื้อครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผู้ส่งออกน้ำมันมีแนวโน้มตลาดตัวดีขึ้น

ส่วนตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมันใกล้แตะ 50 ดาลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อธุรกิจรุ่ง และร่วงในปี 2560 ในภาพรวม ดังนี้

ธุรกิจรุ่ง ได้แก่ ก่อสร้าง สุขภาพและท่องเที่ยว ตลาดรถยนต์ในประเทศ และอาหารส่งออก

สำหรับกลุ่มส่งออก ได้แก่

• สินค้าที่ราคาอิงกับราคาน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกผลิตภัณฑ์พลาสติก ยางพารา เป็นต้น โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 14 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในปี 2560 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านราคาที่ปรับสูงขึ้นเทียบกับในปี 2559 ที่ราคาสินค้ากลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำ

• สินค้าศักยภาพในตลาดที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม)

สินค้ากลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับด้านคุณภาพต่อสินค้าไทย

• สินค้าที่ได้รับปัจจัยบวกเฉพาะ อาทิ ไก่เนื้อ หลังจากที่เกาหลีใต้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากไทย รวมถึงหลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นมีปัจจัยลบจากโรคไข้หวัดนก รวมทั้ง ประมง จากความเป็นไปได้ที่ไทยจะหลุดพ้นจากสถานะใบเหลือง/ใบแดง โดยสหภาพยุโรป (ผลการประเมินน่าจะออกมาในช่วงครึ่งแรกของปี 2560)

สำหรับกลุ่มในประเทศ ได้แก่

• หมวดก่อสร้าง เครื่องจักรก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Action Planปี 2559 : 20 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และ Action Plan ปี 2560 : เบื้องต้น 30 กว่าโครงการ มูลค่าประมาณ 6-9 แสนล้านบาท) ครอบคลุมการก่อสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมอเตอร์เวย์ การพัฒนาการขนส่งทางน้ำและอากาศ โดยคาดว่าหากมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นน่าจะส่งผลให้ภาคเอกชนมีการขยายการลงทุนตามมา

• สินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและการท่องเที่ยว จากกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชนและการขยายสาขาของร้านขายยาและคลินิกไปสู่ชุมชน ตลอดจนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยเที่ยวในประเทศ และชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในไทย ซึ่งรวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่ไทยได้รับการยอมรับและแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

• ยอดขายรถยนต์ ทั้งรถยนต์นั่งและรถยนต์เชิงพาณิชย์ ที่มีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลบวกจากการครบกำหนดของโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งอาจจูงใจให้ผู้บริโภคบางส่วนซื้อรถยนต์คันใหม่

ธุรกิจร่วง ได้แก่ ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ค้าปลีกกลุ่มไฮเปอร์มาร์เกต-ร้านโชวห่วย อสังหาริมทรัพย์

สำหรับกลุ่มส่งออก

• สินค้าส่งออกไปตลาดที่ยังซบเซา ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คือ สินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลัง โดยเฉพาะหากจีนยังคงมีนโยบายที่จะระบายสต๊อกข้าวโพดในประเทศ อันจะทำให้เกิดการชะลอการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย สำหรับตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปนั้น กำลังซื้อที่เปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจอาจจะกระทบการนำเข้าสินค้าจากไทยในภาพรวมเช่นกัน

• สินค้าส่งออกที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เช่น ข้าว จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตหลักทั้งอินเดียและเวียดนาม ปูนซีเมนต์จากการขยายฐานการผลิตของบริษัทจีนรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนกลุ่มตลาดในประเทศ

• หมวดที่พึ่งพากำลังซื้อครัวเรือนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวและมันสำปะหลังที่ราคาในปี 2560 อาจจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ได้แก่ ค้าปลีกค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (ไฮเปอร์มาร์เกต โชวห่วย) ค้าเครื่องจักรกลการเกษตรและปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์

• อสังหาริมทรัพย์ จากความต้องการที่อยู่อาศัยที่อาจจะไม่คึกคักมากนักหลังความต้องการซื้อล่วงหน้าถูกดึงมาบางส่วนจากผลของมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในระยะที่ผ่านมา อีกทั้งปริมาณที่อยู่อาศัยคงค้างยังมีเหลืออยู่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในทำเลที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เร่งเปิดโครงการ เช่น ตามโครงการแนวรถไฟฟ้าบางช่วง หรือตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ ขณะที่ต้นทุนที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ ผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะ SME ทั้งในธุรกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวและธุรกิจที่ยังเผชิญความท้าทาย คงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาจุดแข็งของตนอยู่เสมอ โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

• การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดและแหล่งวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยผู้ประกอบการอาจต้องพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของสายการผลิตที่ยังมีศักยภาพในการขยายตัว

• การใช้เครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขาดทุนเมื่อราคาแกว่งตัวผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2560 เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวผันผวนในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอาจทดสอบระดับ 36.00 บาท/ดอลลาร์ ณ ปลายปี 2560 เทียบกับที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 35.62 บาท/ดอลลาร์ในปัจจุบัน (ณ 7 ธันวาคม 2559)

• การนำเทคโนโลยีหรือการวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ามาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้สื่อออนไลน์หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้เครื่องจักร เป็นต้น ตลอดจนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อประหยัดหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการ

• การแสวงหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจทั้งแนวดิ่งและแนวราบ (Vertical & Horizontal Integration) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย โดยอาจเข้าร่วมจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ หรืออาศัยโครงการ/มาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ ในการเจาะตลาด/กระจายแหล่งวัตถุดิบ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ขอเชิญร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบการส่งออกมันฯ ปี 60

ขอเชิญร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบการส่งออกมันฯ ปี 60

สมาคมฯ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560  

ตามที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560 พ.ศ. 2559 นั้น

กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดประชุมรับฟังการชี้แจงระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างถูกต้องและไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน ในวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2559 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 1601 ชั้น 16 อาคารกรมการค้าต่างประเทศ

อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารสําหรับโคนมนั้น สวนใหญแลวคลายกับอาหารโคเนื้อ ตางกันตรงที่ปริมาณโภชนาการบางอยางที่ต้องมีโปรตีนสูงเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม ดังนั้นการใหอาหารโคนมตั้งแต่ลูกโคไปจนถึงแม่โคจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง หากไม่ให้ตามปริมาณที่กำหนด ไมครบหรือไมพอเพียงอาจจะเกิดผลเสียหายตามมาได้ ฉะนั้นการเกษตรผู้เลี้ยงโคนมนอกจากจะให้อาหารหยาบ อย่างหญาสด หญาหมัก หญาแหงหรือฟางข้าวแล้ว ยังต้องให้อาหารข้นที่มีปริมาณโปรตีนสูงร่วมด้วยเพื่อการเจริญเติบโตและสามารถผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนมที่จำหน่ายในท้งอตลาดมีราคาค่อนข้างสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย

อาหารข้น“กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ“โคนม”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ ดร.พงศ์ธร คงมั่น อาจารย์ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นหาสูตรอาหารข้นเพื่อใช้เลี้ยงโคนม โดยนำกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันและน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตจนประสบความสำเร็จหลังใช้เวลาในการทดลองวิจัยมากว่า 2 ปี เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงไม่ต่างจากกากถั่วเหลืองนำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญมีราคาที่ต่ำกว่ามากและยังเป็นการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตรด้วย

“จริง ๆ แล้วน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสนั้นมีปริมาณโปรตีนสูงมาก แต่ก่อนเขาเอาไปทำปุ๋ยน้ำ บังเอิญว่าธุรกิจปุ๋ยมีการแข่งขันที่สูง ทำให้การขายนั้นยากขึ้น จึงได้คิดค้นหาวิธีทำอย่างอื่น และเมื่อตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี มีเหมาะทางโภชนาการอาหารมันยังมีอยู่มากและเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารให้กับสัตว์เคี้ยวเอื้องทั้งหลาย โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารประเภทนี้สูงมากเป็นพิเศษ ทางโรงงานก็เลยสนใจว่าเอามาทำในอาหารสัตว์เคี้ยงเอื้องได้ไม๊ เราก็เลยเอามาทดลองในโคนม ปรากฎว่าใช้ได้ แต่ปัญหา ก็คือ พอเป็นน้ำเมื่อนำมาผสมในอาหารก็จะเก็บไว้ได้ไม่นาน 7-8 วันก็จะเกิดเชื้อรา”ดร.พงศ์ธรย้อนที่มา

จากนั้นเขาจึงได้คิดค้นสูตรใหม่ ด้วยการนำน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มาเป็นสื่อผสมในการผลิตอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนม ซึ่งจากการทดลองพบว่าเมื่อนำกากมันสำปะหลังมาผสมกับน้ำผงชูรสที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยให้ในการดูดซึมความชื้นออกไปแล้วนำไปตากแห้ง ทำปฏิกริยากันแล้วในอุณหภูมิที่เหมาะสมจะพบว่า จากโปรตีนที่2% จะกระโดดมาถึง 30% ทำให้โปรตีนเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งโปรตีนตรงนี้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารโปรตีนสูงมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็จะไม่ลำบากในการหาสองสิ่งนี้ มีตลอดทั้งปีไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลแต่อย่างใด

“เมื่อเรานำมาน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังแล้ว จากนั้นนำมาตากแห้งแล้วเข้าสู่กระบวนการตีผงและอัดเม็ดเพื่อจะได้เก็บไว้ได้นานและคุณค่าทางโภชนาการไม่เสีย ซึ่งมันสามารถเก็บไว้ได้นาน 6-8 เดือน ปกติกากถั่วเหลืองที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีต้นทุนที่สูง เมื่อเทียบกับกากมันสำปะหลัง โดยเฉลี่ยต้นทุนผลิตโปรตีนจากกากมันสำปะหลัง 1 กิโลกรัมอยู่ที่ 16 บาท ซึ่งจะต่ำกว่ากากาถั่วเหลืองเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมใช้วัตถุดิบผลิตอาหารข้นในราคาที่ถูกลง” นักวิจัยคนเดิมกล่าวและย้ำว่ากำลังจะต่อยอดไปสู่อาหารสุกรและไก่ โดยการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนให้สูงกว่านี้ เช่น กรดอะมิโน จะต้องดีกว่านี้ เป็นต้น

อาหารข้นผลิตจากกากมันสำปะหลังผสมน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชู นับเป็นอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณน้ำนมในการนำของเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นการลดการนำเข้ากากถั่วเหลืองจากต่างประเทศอีกด้วย

โดย – สุรัตน์ อัตตะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พาณิชย์ เตรียมจับมือผู้ผลิตเอทานอล เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง-สหกรณ์ รับซื้อหัวมันสดผลิตเอทานอลให้มากขึ้น หวังดันราคาขึ้น ส่วนตรวจสอบตาชั่ง เครื่องวัดความชื้น พิจิตร-พิษณุโลก พบผิดหลายกระทง ปรับแล้วรายละ 2-8 หมื่นบาท

วันที่ 22 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเอทานอลให้ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังสดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล จากปัจจุบันยังใช้มันสำปะหลังผลิตน้อยมากเพียง 28% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 66% จะผลิตจากกากน้ำตาล ที่เหลืออีก 6% เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้นได้

“กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อมันสำปะหลังให้มากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังสด ปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมากในเดือนธ.ค.59-มี.ค.60 นั้น วันที่ 21 พ.ย.59 โรงแป้งจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อเชื้อแป้ง 25% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.60-2.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.ที่รับซื้อที่ กก.ละ 1.48-1.70 บาท แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับซื้อ กก.ละ 2.30-2.55 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังให้มากขึ้น และส่งเสริมให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัด ในการออกตรวจสอบ เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 – 10 พ.ย.59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตโดยได้รับความเป็นธรรม พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องใช้รถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนัก และใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่ง ซึ่งได้ผูกบัตรห้ามใช้ และเปรียบเทียบปรับ รวมถึงยังพบเครื่องวัดความชื้นหมดอายุคำรับรอง จึงได้เปรียบเทียบปรับรายละ 20,000 – 80,000 บาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ เปิดเวทีจับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าต่างประเทศ คาดเกิดคำสั่งซื้อรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เร่งระบายสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดโลก ช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยว่ามีผู้ซื้อผู้นำเข้าเกือบ 300 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน ประเทศในอาเซียน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอียิปต์ และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย เข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

โดยโครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและมันสำปะหลังสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อตัวจริง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและคาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นมูลค่าการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 28,200 ล้านบาท หรือประมาณ 806 ล้านเหรียญสหรัฐและมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 35,180 ล้านบาท หรือประมาณ 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเจรจาธุรกิจช่วยให้การส่งมอบสินค้าข้าว มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพื่อใช้ในเทศกาลตรุษจีนในเดือนมกราคม ทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าวในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีกับเกษตรกร”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้มีการลงนามความตกลง MOU ถึง 5 ฉบับ ประกอบด้วยการลงนาม MOU สั่งซื้อสินค้าข้าวจำนวน 4 ฉบับ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวน 1 ฉบับ โดยการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง ได้แก่ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่างบริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สอง เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวกาบาระหว่างบริษัท กุย ฟัท หยุน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกงมากว่า 60 ปี กับบริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด โดยจะสั่งซื้อข้าวกาบาจากไทยจำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

ฉบับที่สาม เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวรวม 600 ตัน ระหว่างบริษัท ดา ชอง ฮอง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

ฉบับที่สี่ เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 400 ตัน ระหว่างบริษัท ควอง ซัน ฮอง กับบริษัท ไทยสแตนดาร์ดไร้ส์ จำกัด โดยบริษัท ควอง ซัน ฮอง เป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพื่อเจาะตลาดระดับบนมากว่า 50 ปี และสนใจสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้

ส่วนฉบับสุดท้าย เป็นการลงนามระหว่างบริษัท ฟู ไหล ชุน กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังเส้นรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอลของจีน กับบริษัท พีอาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด เพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะลงนามสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นเป็นจำนวนถึง 8 แสนตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐ

พร้อมกันนี้ผู้นำเข้าจากต่างประเทศจะได้เยี่ยมชมบริษัท ธนสรรค์ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท บริษัท ไทยควอลิตี้สตาร์ช จำกัด และลานมันชัยเรืองกิจ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างความมั่นใจคุณภาพมาตรฐานข้าวและมันสำปะหลังไทยด้วย นอกจากการจัดงานครั้งนี้แล้วกระทรวงพาณิชย์จะจัดเจรจาขายสินค้าข้าวไทยอีกครั้งวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2560

สำหรับยอดส่งออกข้าวในปี 2559 ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน มีปริมาณ 6.85 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3,085 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.4% ตลาดหลักได้แก่ เบนิน จีน สหรัฐอเมริกา โกตดิวัวร์ และแอฟริกาใต้ ในขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีปริมาณ 8.12 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,171 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20%ตลาดหลักได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเซีย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์เชิญผู้นำเข้ารายสำคัญกว่า 290 ราย จากทั่วโลกมาเยือนไทย จับคู่เปิดเวทีเจรจาการค้าข้าว-มันสำปะหลัง เร่งระบายสินค้าเกษตร ผลักดันราคาให้สูงขึ้น ชี้รายใหญ่จากจีนมั่นใจคุณภาพสินค้าของไทยวางแผนจับมือทำการค้าระยะยาว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดกิจกรรมเจรจาการค้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2559 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ารายสำคัญจากทั่วโลกตอบรับเข้าร่วมงานแล้วกว่า 290 ราย จาก 29 ประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยตอบรับกว่า 110 ราย

“กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศอาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และแคนาดา เข้าร่วมเจรจาการค้าครั้งนี้กว่า 290 ราย คาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปีและที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้” รมว.พาณิชย์กล่าว

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีนนำคณะผู้ซื้อผู้นำเข้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศจีนรวม 6 บริษัทเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการเจรจาการค้าครั้งนี้ ในจำนวนนี้มีบริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ออยล์ เทรดดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่จากมณฑลหูหนาน มณฑลศูนย์กลางค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุดทางภาคกลางของจีน ร่วมคณะด้วย ซึ่งบริษัทดังกล่าวทำการค้าข้าวกับประเทศไทยประมาณ 8,000 ตัน/ปีสินค้าของบริษัท ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมนิล ข้าวกล้อง และข้าวปทุม เป็นต้น

“บริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ ออยล์ ทรีดดิ้งส์ ได้จัดให้ข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์ เนื่องจากข้าวหอมมะลิไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนอย่างมาก แม้จะมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ภัตตาคาร และผู้บริโภคที่มีรายได้สูง การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้คาดว่าจะสั่งซื้อข้าวประมาณ 3,000 ตัน” นางมาลีกล่าว

ด้านผู้นำเข้ามันสำปะหลังรายใหญ่จาก สคต. หนานหนิง ได้แก่ บริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีน โดยบริษัทอยู่ระหว่างขยายการผลิตและวางแผนจะนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย 200,000 ตัน
และแป้งมันสำปะหลัง 300,000 ตัน/ปี เพื่อใช้ผลิตเอททิลแอลกอฮอล์จำหน่ายให้แก่บริษัทต่างๆ ในจีนอาทิ โรงงานกระดาษ โรงงานผลิตอาหารและยา เป็นต้น

ที่ผ่านมาบริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป เลือกซื้อมันสำปะหลังจากไทย เนื่องจากมีคุณภาพดี ไม่ปนเปื้อนทราย ส่งมอบตรงต่อเวลา และไม่ผิดเงื่อนไข การเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าครั้งนี้ คาดว่าจะสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้น 80,000 ตัน และแป้งมันสำปะหลัง 100,000 ตันอีกทั้งบริษัทยังมุ่งหวังให้เกิดการค้ากับผู้ประกอบการไทยระยะยาวอีกด้วย

นางดวงพร รอดพยาธิ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงราคาข้าวที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาธัญพืชทุกประเภทเนื่องจากทุกประเทศที่ผลิตมีผลผลิตออกดี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ได้กระเตื้องขึ้น ภาวะการเงินฝืดกำลังซื้อลดลง ความไม่สงบในหลายที่ โดยซัพพลายเพิ่มดีมานด์ก็เพิ่มแต่กำลังซื้อน้อย เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ การที่ราคาข้าวลดลงเป็นปัจจัยทางการตลาดจริงๆไม่ได้มีใครไปกดราคา

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-2 พฤศจิกายน 2559 ไทยส่งออกข้าวไปแล้ว 8.4 ล้านตัน ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายการส่งออกข้าว 9.5 ล้านตัน ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดข้าวไทยที่เคยสูญเสียไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ก็กลับมาดีขึ้น

อีกทั้งในขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้กำลังเร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายปรับโครงสร้างการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบของรัฐบาล ภายใต้โครงการ “อัตลักษณ์ข้าวไทย ทางเลือกใหม่สู่ความยั่งยืน” ด้วยการพัฒนาและเชื่อมโยง 3 เว็บไซต์ภายใต้การดำเนินงานของกรม ได้แก่ www.thairiceforlife.com, www.thairiceinfo.go.th, www.dft.go.th ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด สามารถเชื่อมโยงสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน มุ่งยกระดับการสื่อสารการตลาด ขยายช่องทางออนไลน์ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยสู่วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มขับเคลื่อนพร้อมกันในปีงบประมาณ 60 นี้

นางดวงพรย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของโลก สายพันธุ์ข้าวไทยมีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัว จึงสมควรมุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพเชิงมูลค่าและมีความหลากหลายมากกว่าการเพาะปลูกข้าวชนิดเดิมๆ ในปริมาณมากๆ จนล้นตลาด

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Recent Posts