อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารข้น “กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ “โคนม”

อาหารสําหรับโคนมนั้น สวนใหญแลวคลายกับอาหารโคเนื้อ ตางกันตรงที่ปริมาณโภชนาการบางอยางที่ต้องมีโปรตีนสูงเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม ดังนั้นการใหอาหารโคนมตั้งแต่ลูกโคไปจนถึงแม่โคจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง หากไม่ให้ตามปริมาณที่กำหนด ไมครบหรือไมพอเพียงอาจจะเกิดผลเสียหายตามมาได้ ฉะนั้นการเกษตรผู้เลี้ยงโคนมนอกจากจะให้อาหารหยาบ อย่างหญาสด หญาหมัก หญาแหงหรือฟางข้าวแล้ว ยังต้องให้อาหารข้นที่มีปริมาณโปรตีนสูงร่วมด้วยเพื่อการเจริญเติบโตและสามารถผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนมที่จำหน่ายในท้งอตลาดมีราคาค่อนข้างสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย

อาหารข้น“กากมันผสมน้ำผงชูรส” สูตรสำเร็จโปรตีนสูงเพื่อ“โคนม”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ ดร.พงศ์ธร คงมั่น อาจารย์ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นหาสูตรอาหารข้นเพื่อใช้เลี้ยงโคนม โดยนำกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันและน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตจนประสบความสำเร็จหลังใช้เวลาในการทดลองวิจัยมากว่า 2 ปี เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงไม่ต่างจากกากถั่วเหลืองนำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญมีราคาที่ต่ำกว่ามากและยังเป็นการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตรด้วย

“จริง ๆ แล้วน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสนั้นมีปริมาณโปรตีนสูงมาก แต่ก่อนเขาเอาไปทำปุ๋ยน้ำ บังเอิญว่าธุรกิจปุ๋ยมีการแข่งขันที่สูง ทำให้การขายนั้นยากขึ้น จึงได้คิดค้นหาวิธีทำอย่างอื่น และเมื่อตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี มีเหมาะทางโภชนาการอาหารมันยังมีอยู่มากและเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารให้กับสัตว์เคี้ยวเอื้องทั้งหลาย โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารประเภทนี้สูงมากเป็นพิเศษ ทางโรงงานก็เลยสนใจว่าเอามาทำในอาหารสัตว์เคี้ยงเอื้องได้ไม๊ เราก็เลยเอามาทดลองในโคนม ปรากฎว่าใช้ได้ แต่ปัญหา ก็คือ พอเป็นน้ำเมื่อนำมาผสมในอาหารก็จะเก็บไว้ได้ไม่นาน 7-8 วันก็จะเกิดเชื้อรา”ดร.พงศ์ธรย้อนที่มา

จากนั้นเขาจึงได้คิดค้นสูตรใหม่ ด้วยการนำน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังจากโรงงานผลิตแป้งมันที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มาเป็นสื่อผสมในการผลิตอาหารข้นสำหรับเลี้ยงโคนม ซึ่งจากการทดลองพบว่าเมื่อนำกากมันสำปะหลังมาผสมกับน้ำผงชูรสที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยให้ในการดูดซึมความชื้นออกไปแล้วนำไปตากแห้ง ทำปฏิกริยากันแล้วในอุณหภูมิที่เหมาะสมจะพบว่า จากโปรตีนที่2% จะกระโดดมาถึง 30% ทำให้โปรตีนเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งโปรตีนตรงนี้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ โดยเฉพาะโคนมที่มีความต้องการอาหารโปรตีนสูงมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็จะไม่ลำบากในการหาสองสิ่งนี้ มีตลอดทั้งปีไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลแต่อย่างใด

“เมื่อเรานำมาน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตผงชูรสมาผสมกับกากมันสำปะหลังแล้ว จากนั้นนำมาตากแห้งแล้วเข้าสู่กระบวนการตีผงและอัดเม็ดเพื่อจะได้เก็บไว้ได้นานและคุณค่าทางโภชนาการไม่เสีย ซึ่งมันสามารถเก็บไว้ได้นาน 6-8 เดือน ปกติกากถั่วเหลืองที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีต้นทุนที่สูง เมื่อเทียบกับกากมันสำปะหลัง โดยเฉลี่ยต้นทุนผลิตโปรตีนจากกากมันสำปะหลัง 1 กิโลกรัมอยู่ที่ 16 บาท ซึ่งจะต่ำกว่ากากาถั่วเหลืองเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมใช้วัตถุดิบผลิตอาหารข้นในราคาที่ถูกลง” นักวิจัยคนเดิมกล่าวและย้ำว่ากำลังจะต่อยอดไปสู่อาหารสุกรและไก่ โดยการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนให้สูงกว่านี้ เช่น กรดอะมิโน จะต้องดีกว่านี้ เป็นต้น

อาหารข้นผลิตจากกากมันสำปะหลังผสมน้ำเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตผงชู นับเป็นอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณน้ำนมในการนำของเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นการลดการนำเข้ากากถั่วเหลืองจากต่างประเทศอีกด้วย

โดย – สุรัตน์ อัตตะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

พาณิชย์ เตรียมจับมือผู้ผลิตเอทานอล เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง-สหกรณ์ รับซื้อหัวมันสดผลิตเอทานอลให้มากขึ้น หวังดันราคาขึ้น ส่วนตรวจสอบตาชั่ง เครื่องวัดความชื้น พิจิตร-พิษณุโลก พบผิดหลายกระทง ปรับแล้วรายละ 2-8 หมื่นบาท

วันที่ 22 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเอทานอลให้ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังสดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล จากปัจจุบันยังใช้มันสำปะหลังผลิตน้อยมากเพียง 28% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 66% จะผลิตจากกากน้ำตาล ที่เหลืออีก 6% เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้นได้

“กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อมันสำปะหลังให้มากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังสด ปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมากในเดือนธ.ค.59-มี.ค.60 นั้น วันที่ 21 พ.ย.59 โรงแป้งจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อเชื้อแป้ง 25% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.60-2.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.ที่รับซื้อที่ กก.ละ 1.48-1.70 บาท แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับซื้อ กก.ละ 2.30-2.55 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังให้มากขึ้น และส่งเสริมให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัด ในการออกตรวจสอบ เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 – 10 พ.ย.59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตโดยได้รับความเป็นธรรม พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องใช้รถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนัก และใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่ง ซึ่งได้ผูกบัตรห้ามใช้ และเปรียบเทียบปรับ รวมถึงยังพบเครื่องวัดความชื้นหมดอายุคำรับรอง จึงได้เปรียบเทียบปรับรายละ 20,000 – 80,000 บาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

ปั๊มออเดอร์ทำเงิน 6.3 หมื่นล. จับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ เปิดเวทีจับคู่เจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าต่างประเทศ คาดเกิดคำสั่งซื้อรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เร่งระบายสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดโลก ช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยว่ามีผู้ซื้อผู้นำเข้าเกือบ 300 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน ประเทศในอาเซียน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอียิปต์ และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย เข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

โดยโครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและมันสำปะหลังสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อตัวจริง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและคาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นมูลค่าการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 28,200 ล้านบาท หรือประมาณ 806 ล้านเหรียญสหรัฐและมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 35,180 ล้านบาท หรือประมาณ 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเจรจาธุรกิจช่วยให้การส่งมอบสินค้าข้าว มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพื่อใช้ในเทศกาลตรุษจีนในเดือนมกราคม ทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าวในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีกับเกษตรกร”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้มีการลงนามความตกลง MOU ถึง 5 ฉบับ ประกอบด้วยการลงนาม MOU สั่งซื้อสินค้าข้าวจำนวน 4 ฉบับ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวน 1 ฉบับ โดยการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง ได้แก่ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่างบริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สอง เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวกาบาระหว่างบริษัท กุย ฟัท หยุน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกงมากว่า 60 ปี กับบริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด โดยจะสั่งซื้อข้าวกาบาจากไทยจำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

ฉบับที่สาม เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวรวม 600 ตัน ระหว่างบริษัท ดา ชอง ฮอง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

ฉบับที่สี่ เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 400 ตัน ระหว่างบริษัท ควอง ซัน ฮอง กับบริษัท ไทยสแตนดาร์ดไร้ส์ จำกัด โดยบริษัท ควอง ซัน ฮอง เป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพื่อเจาะตลาดระดับบนมากว่า 50 ปี และสนใจสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้

ส่วนฉบับสุดท้าย เป็นการลงนามระหว่างบริษัท ฟู ไหล ชุน กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังเส้นรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอลของจีน กับบริษัท พีอาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด เพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะลงนามสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นเป็นจำนวนถึง 8 แสนตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐ

พร้อมกันนี้ผู้นำเข้าจากต่างประเทศจะได้เยี่ยมชมบริษัท ธนสรรค์ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท บริษัท ไทยควอลิตี้สตาร์ช จำกัด และลานมันชัยเรืองกิจ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างความมั่นใจคุณภาพมาตรฐานข้าวและมันสำปะหลังไทยด้วย นอกจากการจัดงานครั้งนี้แล้วกระทรวงพาณิชย์จะจัดเจรจาขายสินค้าข้าวไทยอีกครั้งวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2560

สำหรับยอดส่งออกข้าวในปี 2559 ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน มีปริมาณ 6.85 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3,085 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.4% ตลาดหลักได้แก่ เบนิน จีน สหรัฐอเมริกา โกตดิวัวร์ และแอฟริกาใต้ ในขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีปริมาณ 8.12 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,171 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20%ตลาดหลักได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเซีย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกเยือนไทย เจรจาค้าข้าว-มันสำปะหลัง

พาณิชย์เชิญผู้นำเข้ารายสำคัญกว่า 290 ราย จากทั่วโลกมาเยือนไทย จับคู่เปิดเวทีเจรจาการค้าข้าว-มันสำปะหลัง เร่งระบายสินค้าเกษตร ผลักดันราคาให้สูงขึ้น ชี้รายใหญ่จากจีนมั่นใจคุณภาพสินค้าของไทยวางแผนจับมือทำการค้าระยะยาว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดกิจกรรมเจรจาการค้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2559 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ารายสำคัญจากทั่วโลกตอบรับเข้าร่วมงานแล้วกว่า 290 ราย จาก 29 ประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยตอบรับกว่า 110 ราย

“กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศอาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และแคนาดา เข้าร่วมเจรจาการค้าครั้งนี้กว่า 290 ราย คาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปีและที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้” รมว.พาณิชย์กล่าว

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีนนำคณะผู้ซื้อผู้นำเข้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศจีนรวม 6 บริษัทเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการเจรจาการค้าครั้งนี้ ในจำนวนนี้มีบริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ออยล์ เทรดดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่จากมณฑลหูหนาน มณฑลศูนย์กลางค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุดทางภาคกลางของจีน ร่วมคณะด้วย ซึ่งบริษัทดังกล่าวทำการค้าข้าวกับประเทศไทยประมาณ 8,000 ตัน/ปีสินค้าของบริษัท ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมนิล ข้าวกล้อง และข้าวปทุม เป็นต้น

“บริษัท หูหนาน ชื่อชาน ไรซ์ แอนด์ ออยล์ ทรีดดิ้งส์ ได้จัดให้ข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์ เนื่องจากข้าวหอมมะลิไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนอย่างมาก แม้จะมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ภัตตาคาร และผู้บริโภคที่มีรายได้สูง การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้คาดว่าจะสั่งซื้อข้าวประมาณ 3,000 ตัน” นางมาลีกล่าว

ด้านผู้นำเข้ามันสำปะหลังรายใหญ่จาก สคต. หนานหนิง ได้แก่ บริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีน โดยบริษัทอยู่ระหว่างขยายการผลิตและวางแผนจะนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย 200,000 ตัน
และแป้งมันสำปะหลัง 300,000 ตัน/ปี เพื่อใช้ผลิตเอททิลแอลกอฮอล์จำหน่ายให้แก่บริษัทต่างๆ ในจีนอาทิ โรงงานกระดาษ โรงงานผลิตอาหารและยา เป็นต้น

ที่ผ่านมาบริษัท กว่างซี สเตท ฟาร์มส หมิงหยางไบโอเคมิคอล กรุ๊ป เลือกซื้อมันสำปะหลังจากไทย เนื่องจากมีคุณภาพดี ไม่ปนเปื้อนทราย ส่งมอบตรงต่อเวลา และไม่ผิดเงื่อนไข การเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าครั้งนี้ คาดว่าจะสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้น 80,000 ตัน และแป้งมันสำปะหลัง 100,000 ตันอีกทั้งบริษัทยังมุ่งหวังให้เกิดการค้ากับผู้ประกอบการไทยระยะยาวอีกด้วย

นางดวงพร รอดพยาธิ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงราคาข้าวที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาธัญพืชทุกประเภทเนื่องจากทุกประเทศที่ผลิตมีผลผลิตออกดี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ได้กระเตื้องขึ้น ภาวะการเงินฝืดกำลังซื้อลดลง ความไม่สงบในหลายที่ โดยซัพพลายเพิ่มดีมานด์ก็เพิ่มแต่กำลังซื้อน้อย เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ การที่ราคาข้าวลดลงเป็นปัจจัยทางการตลาดจริงๆไม่ได้มีใครไปกดราคา

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-2 พฤศจิกายน 2559 ไทยส่งออกข้าวไปแล้ว 8.4 ล้านตัน ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายการส่งออกข้าว 9.5 ล้านตัน ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดข้าวไทยที่เคยสูญเสียไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ก็กลับมาดีขึ้น

อีกทั้งในขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้กำลังเร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายปรับโครงสร้างการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบของรัฐบาล ภายใต้โครงการ “อัตลักษณ์ข้าวไทย ทางเลือกใหม่สู่ความยั่งยืน” ด้วยการพัฒนาและเชื่อมโยง 3 เว็บไซต์ภายใต้การดำเนินงานของกรม ได้แก่ www.thairiceforlife.com, www.thairiceinfo.go.th, www.dft.go.th ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด สามารถเชื่อมโยงสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน มุ่งยกระดับการสื่อสารการตลาด ขยายช่องทางออนไลน์ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยสู่วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มขับเคลื่อนพร้อมกันในปีงบประมาณ 60 นี้

นางดวงพรย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของโลก สายพันธุ์ข้าวไทยมีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัว จึงสมควรมุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพเชิงมูลค่าและมีความหลากหลายมากกว่าการเพาะปลูกข้าวชนิดเดิมๆ ในปริมาณมากๆ จนล้นตลาด

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

“พาณิชย์” จับรถบรรทุกลักลอบขนมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย

“พาณิชย์” จับรถบรรทุกลักลอบขนมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย

“พาณิชย์” ผนึกกำลังทหารจับกุมรถบรรทุกแอบขนหัวมันสำปะหลังสดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย ตรวจสอบพบขนย้ายไม่ถูกต้องส่งตำรวจดำเนินคดีทันที เหตุหากปล่อยให้หลุดรอดไปจะกระทบต่อราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศ เผยล่าสุดจับกุมได้แล้วรวม 53 ราย บางรายถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ร.6 พัน.3 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ได้ติดตามรถบรรทุกพ่วงจำนวน 15 คัน ซึ่งบรรทุกหัวมันสำปะหลังสดออกมาจากด่านช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี และเมื่อถึง อ.พิบูลมังสาหารได้ทำการตรวจสอบการขออนุญาตขนย้ายหัวมันสำปะหลังสด โดยพบว่ามีการขนย้ายมันสำปะหลังไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต จึงได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพิบูลมังสาหารเพื่อดำเนินคดีแล้ว

โดยสายตรวจเฉพาะกิจยังได้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พบรถบรรทุกพ่วงต้องสงสัยจำนวน 1 คัน จึงติดตามไปจนถึงเขต อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และได้เข้าทำการตรวจสอบ พบว่ารถคันดังกล่าวขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเลิงนกทาเพื่อดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

“การดำเนินการดังกล่าวเป็นการป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลัง ทั้งหัวมันสดและมันเส้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยดูราคามันสำปะหลังในประเทศไม่ให้ตกต่ำ และเกิดผลกระทบต่อเกษตรกร” นางนันทวัลย์กล่าว

นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในปี 2559 กรมฯ ได้มีการตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดขนย้ายมันสำปะหลัง ที่ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น โดยผลการจับกุมรวมครั้งนี้ด้วยมีจำนวนทั้งสิ้น 53 ราย และบางรายศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดแล้ว ซึ่งโทษตามกฎหมาย คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และใช้ความระมัดระวังในการขนย้ายมันสำปะหลังให้ตรงตามที่ได้รับอนุญาต ส่วนเกษตรกร หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายหัวมันสำปะหลังสด รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดในการขนย้ายมันสำปะหลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แจ้งมายังสายด่วน 1569 หรือแจ้งได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

การเสวนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน”

การเสวนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน”

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย-จีน และอัตราแลกเปลี่ยน” โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และได้ร่วมกันลงนามถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2559

P591020-01

P591020-02

P591020-03

P591020-04

P591020-05

P591020-06

P591020-07

P591020-08

P591020-09

P591020-10

“พาณิชย์”กำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำแป้งมันและมันเส้น หวังดึงราคาหัวมันสดในประเทศให้ได้กิโลละ 1.90 บาท

“พาณิชย์”กำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำแป้งมันและมันเส้น หวังดึงราคาหัวมันสดในประเทศให้ได้กิโลละ 1.90 บาท

“พาณิชย์”ใช้ยาแรงดันราคามันสำปะหลัง กำหนดราคาขั้นต่ำส่งออกแป้งมันตันละ 320 เหรียญสหรัฐ และมันเส้นตันละ 180 เหรียญสหรัฐ หวังดึงราคาหัวมันสดให้ได้กิโลละ 1.90 บาท เผยหากไม่ทำ เล็งเพิ่มเงื่อนไขเก็บสต๊อก หรือใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ พร้อมรณรงค์เกษตรกรร่วมมือชะลอขุดหัวมันช่วงนี้ เพื่อให้ได้เชื้อแป้งเต็มที่

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจัดทำมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสดว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกแป้งมันในราคา FOB ไม่ต่ำกว่าตันละ 320 เหรียญสหรัฐ และมันเส้นราคาตันละ 180 เหรียญสหรัฐ เพราะขณะนี้มีการแข่งขันกันขายตัดราคากันมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อราคาหัวมันสดในประเทศ จึงต้องมีการกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ และเมื่อทอนมาเป็นราคาหัวมันสด จะช่วยให้เกษตรกรขายได้ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 1.90 บาท และในระยะต่อไป จะมีการขยับราคาขั้นต่ำเพิ่มขึ้น เพื่อดึงให้ราคาหัวมันสดปรับเพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดพอดี แต่ถ้าผู้ส่งออกไม่ทำตาม ยังมีการขายต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด กระทรวงฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากการเพิ่มปริมาณการเก็บสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากเดิมที่กำหนดในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.5 คือ หากจะส่งออก 1 ตัน ต้องเก็บสต๊อก 1.5 ตัน เพิ่มเป็น 1 ต่อ 2 และหากยังไม่ทำอีก ก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายมาใช้ แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย

“สาเหตุที่ราคามันสำปะหลังในช่วงนี้ตกต่ำ เพราะเป็นมันตกค้างจากปลายฤดูการผลิตปีก่อน และมีเชื้อแป้งต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาไม่ดี และยังมีการขายตัดราคาส่งออกอีก ก็ยิ่งทำให้สะท้อนมาถึงราคาในประเทศ กระทรวงฯ จึงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดออกมา ส่วนผลผลิตปี 2559/60 ยังไม่ออก จะเริ่มออกสู่ตลาดมากตั้งแต่เดือนธ.ค.-เม.ย. คิดเป็น 70% ของผลผลิตทั้งหมด หรือประมาณ 21 ล้านตัน ซึ่งมั่นใจว่า จากมาตรการที่มีอยู่ ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ จะช่วยผลักดันให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นได้”นายวินิจฉัยกล่าว

นายวินิจฉัยกล่าวว่า ในระหว่างนี้ กระทรวงฯ จะรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศหยุดถอนมันในช่วงนี้ออกไปก่อน เพื่อรอให้ผลผลิตมีคุณภาพ และมีเชื้อแป้งได้ตามมาตรฐานที่กำหนด เพราะหากชะลอการขุดออกไป จะทำให้ขายได้ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 2 บาทอย่างแน่นอน

ส่วนเกษตรกร ที่มีความจำเป็นต้องชำระหนี้หรือคืนเงินกู้ในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ย โดยจะขยายเวลาชำระต้นเงินให้เป็นเวลา 2 ปี และลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปี และหากมีความต้องการใช้เงิน ยังสามารถขอกู้เงินได้รายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.5 ต่อเดือน

นอกจากนี้ กระทรวงฯ มีแผนที่จะเดินทางไปเจรจาขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังในอินเดีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการนำเข้าแป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ดและกากมันอัดเม็ดจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะสามารถหาตลาดรองรับผลผลิตได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ได้จัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจสินค้ามันสำปะหลังกับผู้ซื้อในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ด้วย

สำหรับมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังอื่นๆ เช่น การขอความร่วมมือสมาคมโรงงานผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อหัวมันสดที่เชื้อแป้ง 25% ราคากก.ละ 1.90 บาท ซื้อได้วันละ 1.3 หมื่นตัน ประสานกระทรวงพลังงานปรับเพิ่มส่วนผสมเอทานอลในน้ำมัน ดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

จับกุมดำเนินคดีผู้ขนย้ายมันสำปะหลังที่ฝ่าฝืนประกาศ กก

จับกุมดำเนินคดีผู้ขนย้ายมันสำปะหลังที่ฝ่าฝืนประกาศ กก

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ด้วยในปัจจุบันสถานการณ์ราคาหัวมันสำปะหลังสดมีราคาลดลง เกรงว่าเกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางอภิรดี ตันตราภรณ์) จึงมีคำสั่งให้กรมการค้าภายใน จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการขนย้ายมันสำปะหลัง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังทั้งหัวมันสดและมันเส้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากจะทำให้ราคามันสำปะหลังในประเทศตกต่ำ

โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 สายตรวจเฉพาะกิจของกรมการค้าภายใน ได้จับกุมรถบรรทุกพ่วง จำนวน 3 คัน ซึ่งบรรทุกหัวมันสำปะหลังสดออกมาจากด่านช่องจอม เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงได้ติดตามรถบรรทุก 3 คันดังกล่าวจนถึงอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และได้ตรวจสอบการขออนุญาตขนย้ายหัวมันสำปะหลังสด พบว่าผู้ขนย้ายหัวมันสดทั้ง 3 คัน มีพฤติการณ์ขนย้ายหัวมันสดไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต โดยพบว่ามันสำปะหลังที่บรรทุกมามีน้ำหนักเกินกว่าที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 เรื่อง การควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เหตุเกิดที่ถนนโชคชัยเดชอุดม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ

กรมการค้าภายในจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรประโคนชัยเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2559 กรมการค้าภายในได้มีการตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดขนย้ายมันสำปะหลัง โดยฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการฯ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 ดังกล่าวแล้ว จำนวน 37 ราย และมีบางรายศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดแล้ว

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายหัวมันสำปะหลังสด รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดในการขนย้ายมันสำปะหลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 เรื่อง การควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ราคามันสำปะหลังร่วงต่ำสุดโลละ 1.20 บาท หลังผลผลิตออก ตลาดส่งออกไม่มี มาตรการรัฐเอาไม่อยู่

ราคามันสำปะหลังร่วงต่ำสุดโลละ 1.20 บาท หลังผลผลิตออก ตลาดส่งออกไม่มี มาตรการรัฐเอาไม่อยู่

มาตรการดูแลมันสำปะหลังเอาไม่อยู่ ราคายังดิ่งต่อเนื่อง ล่าสุดลงไปต่ำสุดกิโลละ 1.20 บาท ก่อนดีดขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 1.45-1.55 บาท ส่วนราคามันเส้นและราคาส่งออกยังลดลงด้วย เหตุผลผลิตออกมาก ไม่มีตลาดส่งออกรองรับ เผยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ตก เกษตรกรแฉยังมีการนำเข้าข้าวสาลีอีกกว่า 2.5 แสนตัน ทั้งๆ ที่ขอให้ชะลอ แถมกากข้าวโพดก็นำเข้าพุ่งทะลุ 4 แสนตัน “อภิรดี” ยังมั่นใจมาตรการที่มีดันราคาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ราคามันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% ที่ จ.นครราชสีมา ยังคงมีราคาตกต่ำ โดยราคาปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.45-1.55 บาท โดยเคยลงไปต่ำสุดที่กก.ละ 1.20 บาท และยังเป็นราคาที่ปรับลดลงจากเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เคยอยู่ที่ กก.ละ 1.70-2.00 บาท ขณะที่ราคามันเส้น ณ โกดังผู้ส่งออก จ.พระนครศรีอยุธยา เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 5.10-5.45 บาท ลดลงจาก 5.60-5.85 บาท ส่วนราคาส่งออกมันเส้นเอฟโอบี กรุงเทพฯ ตันละ 170-175 เหรียญสหรัฐ ลดจากตันละ 180 เหรียญสหรัฐ

สาเหตุที่ราคาตกต่ำ เนื่องจากขณะนี้ผลผลิตได้เริ่มออกสู่ตลาด และจะยิ่งออกสู่ตลาดมากขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป โดยราคายังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีก เพราะมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังที่รัฐบาลนำออกมาใช้ ไม่สามารถดึงราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ จากการที่เกษตรกรเข้าถึงได้ยาก ขณะที่แนวโน้มการส่งออก ก็ยังชะลอตัว ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวลดลงตาม และกระทบต่อราคามันสำปะหลังภายในประเทศ

นอกจากนี้ยังพบว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14% ที่ จ.สุโขทัย อยู่ที่ กก.ละ 6 บาท เลย 6.60 บาท น่าน 6.80 บาท เชียงราย อุทัยธานี และพิษณุโลก 7 บาท ต่ำกว่าที่ภาครัฐกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อที่ กก.ละ 8 บาท

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าพืชไร่ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ผลจากการที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังคงมีการนำเข้าข้าวสาลีอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะกระทรวงพาณิชย์แม้จะขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ชะลอการนำเข้าจนกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดหมด แต่ก็ไม่มีใครทำตาม โดยยังคงมีการนำเข้า ซึ่งต้นเดือน ต.ค. รอขึ้นที่ท่าเรือ 5.5 หมื่นตัน ปลาย ต.ค.อีก 2.2 แสนตัน และช่วง 8 เดือนของปี 2559 (ม.ค.-ส.ค.) นำเข้าแล้วกว่า 3 ล้านตัน และยังมีรำข้าวสาลีอีก 4 หมื่นตัน ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่มีการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือหากจะซื้อก็ตั้งเงื่อนไขในการรับซื้อไว้มากจนไม่มีการซื้อขายจริง

นอกจากนี้ยังมีการนำเข้ากากข้าวโพดมาแล้วกว่า 4 แสนตัน เพื่อใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไม่น้อยกว่าการนำเข้าข้าวสาลี ขอให้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแล โดยกำหนดเป็นสินค้าควบคุมและกำหนดมาตรการนำเข้าด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อเกษตรกรทั้งระบบกว่า 5 ล้านครัวเรือน โดยเป็นผู้ปลูกข้าวโพดกว่า 1 ล้านครัวเรือน มันสำปะหลัง 1 ล้านครัวเรือน และข้าว 3.8 ล้านครัวเรือน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการดูแลราคามันสำปะหลัง ได้มีผลใช้แล้ว หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ โดยมี 6 มาตรการ คือ โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบหยดน้ำ, โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร, โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง, โครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

ส่วนมาตรการอื่นๆ ได้กำหนดให้ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเดือน ม.ค.-เม.ย. ผู้ส่งออกจะต้องสต๊อกมันเส้นไว้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 หากส่งออก 1 ตัน ต้องเก็บสต๊อก 1 ตัน เพื่อให้มีการซื้อเก็บสต๊อกมากขึ้น และยังได้เตรียมจัดกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดแป้งมันสำปะหลัง โดยเชิญผู้ซื้อต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายมันเส้นและแป้งมันจากผู้ประกอบการไทยในเดือน พ.ย.นี้ รวมทั้งขอความร่วมมือโรงานเอทานอลและผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้รับซื้อมันสำปะหลังมากขึ้น

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ลุยขายข้าว-มันสำปะหลัง พาณิชย์เปิดบ้านดึงผู้ซื้อมาไทย

ลุยขายข้าว-มันสำปะหลัง พาณิชย์เปิดบ้านดึงผู้ซื้อมาไทย

“พาณิชย์” จัดงานใหญ่เชิญผู้นำเข้าทั่วโลก 300 ราย เจรจาซื้อข้าวและมันสำปะหลัง จากไทย 13-16 พ.ย.นี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ เชิญผู้ซื้อและผู้แทนการค้าที่มีศักยภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 300 ราย เดินทางมาร่วมเจรจาธุรกิจเพื่อซื้อขายข้าวและมันสำปะหลังกับผู้ประกอบการไทยระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ การจัดงานจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าข้าวและมันสำปะหลัง ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง รายงานว่าจะนำคณะผู้นำเข้าข้าวเดินทางเยือนประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวนกว่า 40 ราย และจะมีการจัดพิธีลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างผู้นำเข้าข้าวกับผู้ประกอบการไทยด้วย คาดว่าจะมีการซื้อขายข้าวภายใต้เอ็มโอยูประมาณ 1 หมื่นตัน

“กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในทุกภูมิภาค เชิญชวนผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เดินทางมาพบปะเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้นำเข้าจากภูมิภาคอาเซียนและเอเชียเข้าร่วมงานมากสุดประมาณ 100 ราย” นางอภิรดี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่ทางผู้ซื้อจากทั่วโลกจะเดินทางมาเยือนประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์จะมีการนำคณะผู้ซื้อและผู้นำเข้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลังทั้งหมด เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากข้าวและมันสำปะหลังของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิตของไทย และนำไปสู่การขยายมูลค่าการค้าของผลิตภัณฑ์ข้าวและมันสำปะหลังต่อไปในอนาคต

นางอภิรดี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนผู้ประกอบการทั้งผู้ส่งออกข้าวมันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองสินค้า อาทิ แป้งมัน แป้งข้าว สตาร์ชข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นหมี่ที่ทำจากข้าว ผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยวที่มาจากข้าว เป็นต้น มาเข้าร่วมโครงการจับคูธุรกิจ ซึ่งสามารถเข้าร่วมงาน โดยประสานกับสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า แผนการเชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกมาเจรจาซื้อข้าวและมันสำปะหลังจากไทย เพื่อเป็นการรองรับผลผลิตสินค้าฤดูกาลใหม่ทั้งข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 2559/2560 และมันสำปะหลัง ฤดูกาล 2559/2560ที่กำลังทยอยออกมาในช่วงเดือน พ.ย.นี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Recent Posts