กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

เมื่อฤดูฝนมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า ฤดูแห่งการเพาะปลูกได้เริ่มต้นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการขับเคลื่อนโครงการดีๆ อย่าง โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกันให้บริการและช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตที่สามารถลดต้นทุน พร้อมกับเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เตรียมความพร้อมที่จะให้ความรู้แก่เกษตรกรในหลายด้านผ่านศูนย์เรียนรู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเขตความเหมาะสมของดินในแต่ละภูมิภาค ความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช การวิเคราะห์ดินเพื่อเตรียมพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดิน เป็นต้น

โดยล่าสุด ได้มีการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) การพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) และการบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเขาฉกรรจ์ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลังแบบครบวงจร ให้เกษตรกรในพื้นที่นำข้อมูลไปวางแผนในการเพาะปลูกเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นี้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานในพื้นที่ ที่เกษตรกรจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็ง ตลอดจนกระตุ้นให้เกษตรกรนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

“อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า หากเกษตรกรมีการวางแผนในการเพาะปลูกที่ดี ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม มีการวิเคราะห์ดินและปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดินและความต้องการของพันธุ์พืชที่จะปลูกแล้ว จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ร้อยละ 20 เลยทีเดียว” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

23 มิ.ย. 59 พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ได้สั่งการให้กองทัพไทย โดยหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 51 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้าในการสำรวจปริมาณมันเส้นคงคลังของรัฐในการเตรียมเสนอรัฐบาลขออนุมัติระบายมันเส้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและพลิกกองซึ่งต้องเสียใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้าน

พล.ต.ต.ไกรสร กล่าวอีกว่าในวันที่ 23 มิ.ย.59 ทั้ง 3 หน่วยงานได้เข้าร่วมตรวจปริมาณมันเส้นขององค์การคลังสินค้าที่ฝากเก็บ หจก.ข้าวหอมอุบล จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จว.อุบลราชธานี ตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55

สำหรับการตรวจสอบปริมาณทางกายภาพพบว่า มีมันเส้นคงเหลือประมาณ 1,930 ตัน ซึ่งจากเดิมฝากเก็บไว้ปริมาณ 10,743 ตัน หายไปประมาณ 8,800 ตัน รวมมูลค่าความเสียหาย ประมาณ 65.4 ล้านบาท ผลการคัดแยกปริมาณมันเส้นที่เหลือ โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้รถตักคัดแยก พบว่ามีการนำแกลบบรรจุถุงบิ้กแบ็คซุกซ่อนไว้ภายในและใช้มันเส้นปิดทับ ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะได้ทำการคัดแยก เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหาย ที่รัฐต้องเสียค่าฝากเก็บ และในเบื้องต้นได้ประมาณการมันเส้นที่สูญหายตามจำนวนที่นำแกลบมาซุกซ่อนไว้แทนอีกประมาณ 10.5 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย และค่าปรับ ประมาณ 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้ไปตรวจสอบที่ภูมิลำเนาของเจ้าของโกดังที่เป็นคู่สัญญากับองค์การคลังสินค้า พบว่าได้หลบหนีไปแล้ว แต่การดำเนินการตามกฎหมายยังคงดำเนินการต่อไป โดยองค์การคลังสินค้าจะได้แจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกระทำความผิด และหากพบว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟ้องเงิน จะได้ประสาน ป.ป.ง. ดำเนินตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม องค์การคลังสินค้า ได้ทยอยสำรวจมันเส้นฝากเก็บในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด พบความเสียหายที่ผ่านมา และมีการดำเนินคดีไปแล้ว 120 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 296 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กิจกรรมทัศนศึกษาจังหวัดระยอง

กิจกรรมทัศนศึกษาจังหวัดระยอง

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาจังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 17 – 18 มิถุนายน 2559 โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีในหมู่สมาชิกสมาคมฯ และแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงาน บริษัท คอฟโค่ ไบโอเคมิคอล (ประเทศไทย) จำกัด ประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ สัญจร และเข้าพักที่ ระยอง แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา และได้ร่วมกันนมัสการไหว้พระ รับฟังพระธรรมเทศนา ณ วัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง

P590617-01

P590617-02

P590617-03

P590617-04

P590617-05

P590617-06

P590617-07

P590617-08

P590617-09

P590617-10

P590617-11

P590617-12

P590617-13

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

บ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมากจังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำชลประทานต้องอาศัยน้ำฝน เกษตรกรปลูกแบบธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ และถ้าเจอสภาพภัยแล้งยิ่งเป็นตัวฉุดให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร เล่าว่าปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบ้านหัวอ่างพัฒนา ที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงมากนัก จนกระทั่งเมื่อปี 2557 ภาครัฐโดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรกรสามารถนำน้ำไปใช้เพื่อปลูกมันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่เกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่พบว่าเกษตรกรได้ทำระบบน้ำหยดใช้ในแปลงมันสำปะหลัง แต่ยังขาดความรู้การควบคุมปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ที่จะช่วยเสริมให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น ด้วยความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้ว ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ขึ้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ภายใต้แนวคิดศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” โดยบูรณาการผลงานวิจัยด้านการผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนได้แก่ โรงแป้ง โรงงานเอทานอล สหกรณ์การเกษตร ผู้ผลิตปัจจัยการผลิตในนามคลัสเตอร์มันโคราช ตอบสนองนโยบายประชารัฐ เพื่อเป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิต และเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อพัฒนาสู่เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

การดำเนินงานมี 2 กิจกรรม ได้แก่ จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยคัดเลือกเทคโนโลยีจากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร กิจกรรมที่สองคือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยี คือ การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการระบบน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการอารักขาพืชทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการดูงานจากแปลงเรียนรู้ต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรมด้วย โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรกดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวม 50 ไร่ ปีต่อไปขยายผลสู่เกษตรกรครบทั้ง 24 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่กรมวิชาการเกษตรนำมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะเน้นไปที่เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะเมื่อมีระบบน้ำก็ส่งเสริมให้ทำระบบน้ำหยดที่เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการให้น้ำในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยผสมไปในระบบน้ำหยด ลดการใช้ปุ๋ยได้ครึ่งหนึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ยังลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานในการหว่านปุ๋ยด้วยที่สำคัญการใช้ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินความจำเป็น ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง

ขณะนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ได้ติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด การวัดปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ รวมถึงจัดทำโปรแกรมการถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 20-30% สร้างรายได้ที่ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ที่บ้านหัวอ่างพัฒนา จะสามารถพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ

คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานคลัสเตอร์มันโคราช กล่าวเสริมว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งขณะนี้ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเกษตรกรที่จะมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเองก็จะได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อไปขายแข่งขันในตลาดโลกได้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานควบคู่กันไป สำหรับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตรมีทั้งฝึกอบรม ให้ปฏิบัติจริงและจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะมาสรุปผลว่าการใช้เทคโนโลยีกับวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการขยายผลต่อไป อย่างไรก็ดีอยากให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เช่น มีพื้นที่ 15 ไร่ ก็แบ่งมา 2 ไร่ทำตามแปลงต้นแบบ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าดีก็ขยายให้ครบทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตนี้ขยายไปสู่มือชาวไร่มันสำปะหลังได้มากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรกรฯ ร้องกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้าข้าวสาลี เหตุนำเข้าเกินปริมาณที่ควรเข้ามาชดเชย ส่งผลกระทบราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังดิ่ง เกษตรกรกว่า 450,000 ครัวเรือนกระทบหนัก โรงงานผลิตอาหารสัตว์หยุดรับซื้อ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา สมาคมผู้ประกอบการการค้าพืชไร่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการมันสำปะหลัง สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวว่า สภาเกษตรกรฯได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และหลายสมาคมผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ ขอนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล (Corn DDGS) เพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้หยุดรับซื้อผลผลิตจากผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบภายในประเทศ

ดังนั้นทางสภาเกษตรกรฯจึงได้ร่วมกับสมาคมต่าง ๆ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวทางการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านราคาและการผลิตกับเกษตรกร 4 ประการ ได้แก่

1. ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559 ให้อยู่ในปริมาณไม่เกินกับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องทดแทนอย่างเข้มงวด

2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้อาหารสัตว์ที่ขายให้กับเกษตรกร จากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ในเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบในต่างประเทศ

3. ให้กำหนดสัดส่วนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศกับการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยภายในประเทศ สำหรับส่วนที่เกินความจำเป็นในการใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ

และ 4. ให้พิจารณาข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลก่อนที่จะซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศมาใช้

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จากเดิม 1.6 ล้านตันต่อปี เหลือเพียง 7 แสนตันต่อปี ส่งผลกระทบในการรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร 2 ล้านตันต่อปี รวมถึงกระทบต่อการใช้วัตถุดิบรำข้าว

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดถึง 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมี 4-4.5 ล้านตัน ดังนั้นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาทดแทนการใช้ข้าวโพด ประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS มารวมถึง 3.9 ล้านตัน และลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศ ทำให้มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีมากกว่า 450,000 ครัวเรือน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ามีปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีพุ่งขึ้นไปถึง 1.15 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

อคส.เสนอรมว.พาณิชย์ เผาทิ้งมันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐบาล ในโครงการแทรกแซงตั้งแต่ปี 51/52 หลังพบเน่าเสียหายจนแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนข้าวสต๊อกรัฐที่ผู้ชนะประมูลรับมอบไม่ได้นั้น ลั่นเอาผิดตามกฎหมายถึงที่สุด ทั้งแพ่ง-อาญา

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อคส.จะหารือกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอความเห็นชอบให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นในสต๊อกรัฐบาลจำนวน 387,000 ตัน จากโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52 รวม 31,400 ตัน, ปี 54/55 อีก 99,000 ตัน และปี 55/56 จำนวน 250,000 ตัน เนื่องจากได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พบว่า มันเส้นดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย แม้กระทั่งผลิตเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ได้ จำเป็นต้องเผาทำลายทิ้ง ไม่เช่นนั้น จะเสียงบประมาณในการจัดเก็บเดือนละกว่า 11 ล้านบาท

“อคส. จะขอความเห็นชอบจากรมว.พาณิชย์ให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นโครงการปี 51/52 ก่อน เพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เป็นฝุ่นผง และเน่าเสียหาย ซึ่งขณะนี้นี้ยังไม่ทราบว่า ถ้าเผาทิ้งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ต้องรอให้นางอภิรดี และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง เห็นชอบก่อน จึงจะศึกษารายละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากโครงการแทรกแซงราคาตั้งแต่ปี 51/52 รวม 94,000 ตันนั้น ก็ต้องขอความเห็นชอบเผาทิ้งเช่นกัน เพราะเน่าเสียมากกว่ามันเส้น”

ส่วนกรณีที่ผู้ชนะประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล รับมอบข้าว หรือขนข้าวออกจากโกดังไม่ได้ เพราะคุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้นั้น อคส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังที่จ.ศรีสะเกษ และสุ่มเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ พบว่า ข้าวเสื่อมสภาพมาก และยังเป็นข้าวผิดประเภทจริง โดยรับจำนำข้าวหอมมะลิ แต่สินค้าในโกดังกลับเป็นข้าวขาว จึงต้องตรวจสอบและหาผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ จากนั้นจึงดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งอาญา และแพ่ง โดยถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยึดทรัพย์ด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

ไม่มีอะไรดีไปหมดหรือเลวไปหมด ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เป็นสัจธรรมคู่โลกใบนี้…ส่วนใครจะนำข้อดีไปใช้ได้มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรู้เท่าทันแค่ไหน

ระบบน้ำหยดที่กำลังได้รับความนิยมตาม ไร่มันสำปะหลังก็เช่นกัน น่าจะมีแต่ดี…ไม่มีข้อเสีย

“ภาวะภัยแล้งปีนี้ สิ่งที่เราพบในหลายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ระบบน้ำหยดทำให้ โรครากเน่าหัวเน่า และ โรครากปม ระบาดมากขึ้น ทั้งที่โรคนี้จะพบการระบาดเฉพาะในหน้าฝน ฤดูแล้งไม่เคยเกิดการระบาดเลย”

ดร.จรรยา มณีโชติ หัวหน้าโครงการวิจัยการ บริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่มากับน้ำหยด

แต่ไม่ได้หมาย ความว่า ระบบน้ำหยดไม่ดี ใช้ไม่ได้ เพียงแต่ระบบน้ำหยดทำให้ เชื้อราไฟท็อปทอร่า ต้นตอของโรครากเน่าหัวเน่า และ ไส้เดือนฝอยชนิดไม่ดี ต้นตอก่อให้เกิดโรครากปม ที่ฝังตัวอยู่ในดินยามหน้าแล้ง เมื่อเจอน้ำหยดเข้าไปมันจะแหวกว่ายเข้ามาขยายพันธุ์ แพร่เชื้อร้ายทำลายต้นมันฯได้ดีกว่าไม่มีน้ำ ส่งผลให้มันสำปะหลังไม่ให้หัวมาขุดขาย

ดังนั้น สิ่งที่เกษตรกรควรรู้ให้เท่าทัน ถ้าใช้ระบบน้ำหยด ต้องรู้จักเลือกพันธุ์ที่ทนต่อ 2 โรคนี้…จากการวิจัย ดร.จรรยา พบว่า พันธุ์ระยอง 72 เหมาะสมที่สุด

แต่พันธุ์ระยอง 72 มีข้อด้อย…อ่อนแอ ต่อเพลี้ยแป้งสีชมพู ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาป้องกันเพลี้ยแป้งสีชมพูก่อนปลูกก่อนเท่านั้นเอง

ส่วนพันธุ์ระยอง 7 กับ ระยอง 11 ถ้าใช้น้ำหยดไม่ควรปลูก

P590427-02

น้ำหยดไม่เพียงแต่ทำให้ 2 โรคดังว่าระบาดได้ผิดธรรมชาติเท่านั้น…ยังทำให้เมล็ดพันธุ์ เหง้า หัว วัชพืชงอกได้ดีอีกด้วย น้ำหยดตรงไหน วัชพืชงอกตรงนั้น

งอกตรงโคนต้นจะใช้จอบถากถางต้นมันฯ ท่อน้ำหยดเสี่ยงถูกจอบทำลาย จะใช้มือถอนคงไม่ไหว จะใช้ยาฉีดพ่น ต้นมันฯ พลอยตาย…ถ้าไม่ป้องกันกำจัดวัชพืชเติบโตได้เร็วกว่า จะแย่งกินอาหารและน้ำหยดจากต้นมันสำปะหลังไปหมดสิ้น แถมวัชพืชยังเป็นแหล่งพักพิงให้แมลงศัตรูพืชมาทำลายต้นมันฯได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ปลูกมันสำปะหลังจะใช้น้ำหยด ต้องป้องกันวัชพืชตั้งแต่เริ่มปลูก ลงท่อนพันธุ์เสร็จให้พ่นยาคุ้มวัชพืชทับลงไปทันที…แต่วัชพืชที่ขึ้นได้ในแปลงปลูกมันฯ มีทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง ดร.จรรยาแนะให้ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิดไปพร้อมกันทีเดียว เพื่อประหยัดค่าแรง…นำน้ำยา 2 ชนิดมาผสมรวมกัน

แต่ต้องทำเป็นขั้นตอน ให้นำฟูลมิอ๊อกซาซิน 20 กรัม (คุมวัชพืชใบกว้าง) ผสมกับน้ำ 80 ลิตร คนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นถึงนำอะลาคลอร์ 500 ซีซี (คุมวัชพืชใบแคบ) ผสมเติมลงไป คนให้เข้ากันอีกที…ถึงจะนำไปฉีดพ่นคุมวัชพืชได้

ฉีดพ่นทับไปเฉพาะบนร่องแถวปลูกมันฯ ส่วนตรงร่องทางดินไม่ต้อง ไปฉีดให้เปลืองเงิน …เพราะตรงนั้นน้ำไม่มีหยด วัชพืชไม่งอก.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

พาณิชย์ ตามติดนโยบายปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี มั่นใจไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังไทย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อกของรัฐบาลจีน ซึ่งผู้ส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีความกังวลว่าจะส่งผลกดดันให้ราคามันสำปะหลังที่นำเข้าจากไทยตกต่ำลง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชทดแทนมันสำปะหลังในการผลิตแอลกอฮอล์ว่า กรมการค้าต่างประเทศมองว่านโยบายนี้ไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังในไทย เนื่องจากจีนเพาะปลูกข้าวโพดมากทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่โรงงานแอลกอฮอล์ซึ่งนำเข้ามันเส้นจำนวนมากไปเป็นวัตถุดิบตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีระยะทางที่ห่างไกลกันมาก อีกทั้งนโยบายอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดของรัฐบาลจีนจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าข้าวโพดและธัญพืชทดแทนข้าวโพด เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์มากกว่า

“กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามมาตรการข้าวโพดของจีนอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย ในปี 58 ไทยส่งออกไปจีนปริมาณ 7.287 ล้านตันคิดเป็นสัดส่วน 99.57% ของปริมาณที่ส่งออกไปทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 57 ปริมาณ 7.5%”

สำหรับแนวทางการปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปีของจีนครั้งนี้ ได้มีการยกเลิกนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อก หันมาทำการอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน ขณะเดียวกันส่งเสริมให้ผู้ซื้อรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรงในราคาตลาด ส่วนการระบายสต๊อกข้าวโพด จะมีนโยบายชัดเจนเดือนเม.ย.นี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เกษตรกรเฮ! ปุ๋ยสำหรับปลูก “ข้าว-ปาล์ม-ยาง-ข้าวโพด-มัน” รวม 11 สูตร ลดราคาลง 5-15%

เกษตรกรเฮ! ปุ๋ยสำหรับปลูก “ข้าว-ปาล์ม-ยาง-ข้าวโพด-มัน” รวม 11 สูตร ลดราคาลง 5-15%

“พาณิชย์” เผยผู้ผลิตปุ๋ยเคมียอมปรับลดราคาปุ๋ย 11 สูตรใช้สำหรับปลูกข้าว ปาล์ม ยาง ข้าวโพดและมันสำปะหลังลง 5-15% มีผลทันทีถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 59 โดยปรับลดกระสอบละ 10-30 บาท คาดช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยว่า สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิก 44 บริษัท ครอบคลุมผู้ค้าปุ๋ยเคมีประมาณ 70% ของทั้งประเทศ ได้ยินดีให้ความร่วมมือปรับลดราคาปุ๋ยเคมี (กระสอบละ 50 กิโลกรัม) ที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกพืชเกษตรจำนวน 11 สูตร ถือเป็นการปรับลดราคาลงเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งรับลดราคาตั้งแต่ 5-15% มีผลตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2559 โดยราคาที่ปรับลดเป็นราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่หากเป็นจังหวัดที่ห่างไกลออกไป ต้องบวกเพิ่มค่าขนส่งตามระยะทาง ไม่เกินกระสอบละ 10-30 บาท

“การลดราคาครั้งนี้เป็นการปรับลดครั้งที่ 3 หลังจากที่ปรับลดมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2558 ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ลดลงเฉลี่ยอีกกระสอบ ละ 10-30 บาท หากรวม 2 ครั้งก่อนหน้านี้ จะลดลงถึงกระสอบละ 45-100 บาท ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล”

สำหรับปุ๋ยเคมีทั้ง 11 ชนิด เป็นปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าว 4 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0 ปรับลด 30 บาทต่อกระสอบ (50 กิโลกรัม) หรือลดลง 15.03% เหลือกระสอบละ 565 บาท สูตร 16-20-0 ลดลง 10 บาท ต่อกระสอบ หรือลด 8.63% เหลือกระสอบละ 635 บาท สูตร 16-16-8 ลดลง 10 บาท หรือลด 9.52% เหลือกระสอบละ 665 บาท สูตร 16-8-8 ลดลง 10 บาท หรือลดลง 11.57% เหลือกระสอบละ 535 บาท

ปุ๋ยยางพารา 3 สูตร ได้แก่ สูตร 18-4-5 ลดลงกระสอบละ 10 บาท หรือลดลง 7.89-10.08% เหลือกระสอบละ 525-535 บาท สูตร 14-4-9 ลดลง 10 บาท หรือลด 7.89-10.34% เหลือกระสอบละ 520-525 บาท สูตร 15-7-18 ลดลง 10 บาท หรือลด 7.53-7-89% เหลือกระสอบละ 675-700 บาท

ปุ๋ยปาล์ม 2 สูตร ได้แก่ สูตร 21-0-0 ลดลงกระสอบละ 10 บาท หรือลด 12.20-12.50% เหลือกระสอบละ 350-360 บาท สูตร 0-0-60 ลด 15 บาท หรือลด 8.02-8.39% เหลือกระสอบละ 655-745 บาท

ปุ๋ยที่ใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ได้แก่ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง จำนวน 2 สูตร ได้แก่ สูตร 15-15-15 ลด 10 บาท หรือลด 5.05-6.10% เหลือ กระสอบละ 770-940 บาท และสูตร 18-8-8 ลด 10 บาท หรือลด 8.06% เหลือกระสอบละ 570 บาท

นายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการปรับลดราคาปุ๋ยเคมีลงมาตามต้นทุนที่ลดลง เพื่อช่วยเหลือด้านต้นทุนให้กับเกษตรกร และหวังว่าเกษตรกรจะเพาะปลูกให้มีผลผลิตดีขึ้นตามต้นทุนที่ลดลง

ส่วนปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายปุ๋ยเคมีปรับลดลงแล้ว 30% จากเดิมมีการนำเข้าเฉลี่ย 5 ล้านตันต่อปี มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 4.5 ล้านตันต่อปี มีมูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่มูลค่านำเข้าลดลงมาจากราคาต้นทุนที่ลดลงจากผลกระทบราคาน้ำมัน โดยเชื่อว่าหลังการปรับลดราคา จะทำให้ยอดขายดีขึ้น แต่ต้องขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศประกอบด้วย เพราะหากยังมีปัญหาภัยแล้งรุนแรง เชื่อว่าความต้องการใช้ปุ๋ยจะยังคงลดลง

ที่มา : ผู้จัดการ Online

พาณิชย์ล้อมรั้ว ป้องกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ประเทศ

พาณิชย์ล้อมรั้ว ป้องกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ประเทศ

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ภาพข่าวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาตรวจพบการปลอมปนทรายในผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่จะส่งออกมายังไทย ณ ลานมันแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ ตามข่าวได้ระบุว่าลานมันดังกล่าวมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับคนกัมพูชาด้วย อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการระบุชื่อเจ้าของกิจการหรือบริษัทแต่อย่างใด

“สำหรับกรณีการปลอมปนมันสำปะหลังเส้นดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจเข้มคุณภาพผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้า โดยหากพบว่าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายระบุไว้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐานของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของกัมพูชา (The Cambodia Import Export Inspection and Fraud Repression Directorate-General หรือ CAMCONTROL) เพื่อประชุมหารือในการสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ และความร่วมมือในการกำกับดูแลและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างไทย-กัมพูชา ต่อไป”

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากกัมพูชา ปริมาณ 1,487,933 ตัน คิดเป็นร้อยละ 87.34 ของการนำเข้าทั้งหมด อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดเกี่ยวกับ การนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร. 1385 หรือผ่านทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Recent Posts