มันสำปะหลังวูบ 2 ล้านตัน ขาดทุน 2 ปี ชาวไร่เลิกปลูก

มันสำปะหลังวูบ 2 ล้านตัน ขาดทุน 2 ปี ชาวไร่เลิกปลูก

18th Sep 2017 General Information

4 สมาคมมันฯ เผยผลสำรวจไร่มัน ปี 60/61 ลดลง เกือบ 1 ล้านไร่ ผลผลิตวูบ 2 ล้านตัน หลังชาวไร่ขาดทุนยับ 2 ปีต่อเนื่อง หันปลูกอ้อย-ข้าวโพดแทน ล่าสุดราคาหัวมันสดยังต่ำกว่าราคาที่ 3 สมาคมตกลงร่วมกันรับซื้อ กก.ละ 1.95 บ.

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้สำรวจภาวะผลผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ปี 2560/2561 ระหว่างวันที่ 6-12 กันยายน 2560 ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.073 ล้านไร่ ลดลง 9.39% จากปีก่อนที่มีพื้นที่ 8.910 ล้านไร่ และมีผลผลิตโดยรวม 28.565 ล้านตัน ลดลง 7.66% จากปีก่อนที่มีผลผลิต 30.935 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จาก 3.472 ตันต่อไร่ เป็น 3.538 ตันต่อไร่

ทั้งนี้ จากข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ พบว่าปรับลดลงทุกภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เก็บเกี่ยว 4.345 ล้านไร่ ลดลง 10.30% จากปีก่อนที่ 4.845 ล้านไร่ โดยจังหวัดสำคัญ ๆ ลดลงหมด เช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี เลย อุดรธานี กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ส่วนพื้นที่ภาคกลาง 1.942 ล้านไร่ ลดลง 9.89% จากปีก่อนที่ 7.38 ล้านไร่ ส่วนภาคเหนือ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 1.785 ล้านไร่ ลดลง 6.48% จากปีก่อนที่ 1.908 ล้านไร่

“ราคาหัวมันสำปะหลังใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาตกต่ำลงมาก เกษตรกรขาดทุน และขาดเงินทุนหมุนเวียน จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน ทั้งในปีที่ผ่านมามีปัญหาอุทกภัยในบางพื้นที่ใน จ.สกลนคร และกาฬสินธุ์ ดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกชุกจึงส่งผลกระทบต่อผลผลิต ทำให้หัวมันฯ เติบโตได้ไม่เต็มที่ และยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้าหัวมันฯ ผ่านตามแนวชายแดน”

P600918-01

วัตถุดิบลด – 4 สมาคมมันสำปะหลัง ได้สำรวจภาวะผลผลิตและการค้ามันสำปะหลังปี 2560/2561 ระหว่างวันที่ 6-12 กันยายน 2560 ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ผลผลิตปีนี้ลดลงจาก 30.9 เหลือ 28.5 ล้านตัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ประชุมได้เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ควรใช้มาตรการควบคุมดูแลการนำเข้าผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นไปตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลเกษตรกรภายในประเทศ

สำหรับราคามันสำปะหลังที่โรงงานรับซื้อ ณ วันที่ 13 กันยายน 2560 หัวมัน (เปอร์เซ็นต์แป้ง 30%) กก.ละ 1.85-2.35 บาท มันเส้น กก.ละ 4.35-5.20 บาท แป้งมัน กก.ละ 10.70-10.80 บาท มันเส้น เอฟ.โอ.บี. ตันละ 176 เหรียญสหรัฐ แป้งมัน เอฟ.โอ.บี. ตันละ 345 เหรียญสหรัฐ ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อมันเส้น กก.ละ 5.50-5.60 บาท มันเม็ด กก.ละ 5.30-5.40 บาท กากแห้ง กก.ละ 3.10-3.20 บาท

“ราคาที่ตลาดรับซื้อหัวมันบางพื้นที่ต่ำกว่าราคาที่คณะกรรมการร่วมดูแลมันสำปะหลังระหว่างสมาคมมัน 3 สมาคม (ยกเว้นสมาคมแป้งมันฯ) ตกลงกันว่าจะร่วมกันรับซื้อหัวมัน กก.ละ 1.95 บาท เพราะว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ขอให้สมาชิกทั้ง 3 สมาคมส่งออกในราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 181 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพื่อให้สอดคล้องกับราคาขายแอลกอฮอล์ในจีน ที่ตันละ 4,600 หยวน แต่ตอนนี้ราคาส่งออกยังอยู่ในระดับ 176 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น เพราะการส่งออกไปจีนในช่วง 7 เดือนแรกยังไม่ดีขึ้น จีนยังไม่ซื้อ”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“พาณิชย์” แจ้งความดำเนินคดีพ่อค้ามัน 5 ข้อหาหนัก หลังพบแอบลักลอบขนย้ายมันสำปะหลัง

“พาณิชย์” แจ้งความดำเนินคดีพ่อค้ามัน 5 ข้อหาหนัก หลังพบแอบลักลอบขนย้ายมันสำปะหลัง

04th Sep 2017 General Information

“พาณิชย์” แจ้งความดำเนินคดีพ่อค้ามันสำปะหลัง 5 ข้อหาหนัก หลังตรวจสอบพบแอบลักลอบขนย้ายมันสำปะหลัง พร้อมแจ้งเกษตรกร หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย หรือพบเบาะแสการกระทำผิด ให้แจ้งสายด่วน 1569 ทันที

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและจับกุมรถบรรทุกพ่วงจำนวน 4 คัน เหตุเกิดที่ลานมันในพื้นที่บ้านสระแท่น ต.นาดี อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยรถบรรทุกดังกล่าวขนย้ายมันเส้นโดยหนังสืออนุญาตเป็นของบริษัท นิวส์ ธนาพร 2009 จำกัด ระบุต้นทางจากลานตาพระยาพืชผล 305 หมู่ 12 ต.ตาพระยา จ.สระแก้ว และปลายทางบริษัทซันซายไบโอเทค อินเตอร์เนชันแนล จำกัด 188 หมู่ 4 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี แต่นำมาลงที่ลานมันแห่งหนึ่งใน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมิใช่สถานที่ที่ขออนุญาตไว้ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางฯ เรื่องการขนย้ายมัน และนำตัวคนขับรถพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนาดี แต่เจ้าของลานฯ ไม่ให้ความร่วมมือ โดยให้คนขับรถหลบหนี และแจ้งว่าไม่สามารถตามตัวได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจได้ประสานตำรวจ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง และทหารเข้าร่วมตรวจ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้พยายามประสานกับเจ้าของลานซึ่งอยู่ในบ้านแต่ไม่ยอมออกมาพบ เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดในหลายข้อหา คือ 1. ทำหลักฐานใบชั่งอันเป็นเท็จ ซึ่งมีโทษตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 35 โทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท 3. ไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 36 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท 4. ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางฯ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 5. ติดสินบนเจ้าพนักงาน โทษตาม ป.อาญา มาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดในการขนย้ายมันสำปะหลังโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

พาณิชย์มั่นใจ! แนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปจีนสดใส กำชับจนท. เดินหน้า “มหาสารคามโมเดล”

พาณิชย์มั่นใจ! แนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปจีนสดใส กำชับจนท. เดินหน้า “มหาสารคามโมเดล”

01st Sep 2017 General Information

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดคณะเดินทางนำผู้แทนสมาคมการค้ามันสำปะหลัง เยือนมณฑลเจียงซูและมณฑลซานตง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 7 – 12 สิงหาคม 2560 เพื่อไปติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศจีน พร้อมหารือผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือที่ส่งผลกระทบทางลบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย

ผลจากการจัดคณะเดินทางฯ ทำให้ทราบสถานการณ์การค้าสินค้ามันสำปะหลังและธัญพืชทดแทนของจีน ว่าใน ปี 2559/60 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดรวมไม่น้อยกว่า 50 ล้านหมู่ (20.8 ล้านไร่) และส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ถั่วเหลือง ประกอบกับรัฐบาลจีนได้ยกเลิกนโยบายการรับซื้อข้าวโพดในเขตภาคอีสานและมองโกเลีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดที่สำคัญของจีน และหันมาใช้มาตรการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการแปรรูปข้าวโพดแทน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ส่งผลให้ในฤดูกาลถัดไป คาดว่าไทยจะส่งออกสินค้ามันเส้นไปจีนได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงกดดันจากปริมาณสต็อกข้าวโพดของจีนลดลง

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตมันสำปะหลังจะออกสู่ตลาด มักจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย เช่น ข่าวลือเกี่ยวกับการปิดท่าเรือบางแห่งของจีน เนื่องจากปัญหามลภาวะที่เกิดจากการขนถ่ายมันสำปะหลัง ซึ่งทางกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดคณะเดินทางฯ เพื่อร่วมกันหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว ไม่พบข้อมูลการปิดท่าเรือแต่อย่างใด นอกจากนี้ ท่าเรือหลักที่นำเข้ามันสำปะหลังจากไทย เช่น ท่าเรือเหลียนหยุนก่างและท่าเรือรื่อจ้าว ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือดูดละอองฝุ่นที่ฟุ้งกระจายระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามลภาวะซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาแอลกอฮอล์ของจีนได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560 แอลกอฮอล์ (95%) ของมณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีราคาอยู่ที่ 5,050 หยวน/ตัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 390 หยวน/ตัน เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2560 ที่ราคา 4,660 หยวน/ตัน

นางอภิรดีกล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังว่า ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารลงพื้นที่แหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังเพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต การตลาด และชี้แจงสร้างความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการ ตามนโยบายดังกล่าวแล้วในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดมหาสารคาม อุบลราชธานี กำแพงเพชร เป็นต้น

โดยจากการลงพื้นที่ในจังหวัดมหาสารคาม พบว่าเกษตรกรมีการบริหารจัดการมันสำปะหลังและเชื่อมโยงผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ในรูป “มหาสารคามโมเดล” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงรับซื้อมันเส้นของกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมและโคเนื้อ กับ กลุ่มเกษตรกร ในการสร้างช่องทางการจำหน่าย การรวมกันซื้อรวมกันขาย และช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลัง ภายใต้แนวคิด “โคนมมหาสารคาม ต้องกินมันมหาสารคาม เพื่อคนมหาสารคามจะได้กินนมโคมหาสารคาม” ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีดำริให้นำโมเดลดังกล่าวไปเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2560 จังหวัดนครราชสีมาได้นำ “มหาสารคามโมเดล” ไปดำเนินการแล้ว โดยกรมการค้าภายใน ได้จัดให้มีการเชื่อมโยงมันเส้นและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างโรงงานเอทานอล สหกรณ์โคนม กับสถาบันเกษตรกร ปริมาณมันเส้นประมาณ 21,500 ตัน ซึ่งตนได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามฯ หลังจากนี้ จ.นครราชสีมาจะขยายผลการดำเนินการต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจการค้า โดยในการประชุมดังกล่าว ได้ประชาสัมพันธ์แนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 จำนวน 14 โครงการ ที่ได้เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาส ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ซึ่ง ครม. ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้ดำเนินการแล้ว

พร้อมนี้ยังได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังและการดูแลเกษตรกรเพิ่มเติม ในการ ส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการเพาะปลูก และเพิ่มผลผลิต โดยใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร และเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งปรับเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนได้แล้ว ยังเป็นการบำรุงดินให้มีสภาพที่ดีและเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ ซึ่งเป็นทางเลือกในการปลูกมันสำปะหลังที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและตลาดมีความต้องการสูง พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปมันสำปะหลังเพื่อการบริโภค (มันกินได้) เพื่อสร้างช่องการจำหน่ายใหม่ๆให้แก่เกษตรกร นอกเหนือจากการผลิตเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมในรูปแบบเดิม ซึ่งสภาอุตสาหกรรมจังหวัดยินดีที่จะประสานผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีศักยภาพและสนใจนำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 รวม 14 โครงการ งบประมาณ 551.659 ล้านบาท
1) การสนับสนุนเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ดินดาน2) การปรับลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ป่า3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด วงเงิน 102.35 ล้านบาท

4) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร (33.375 ล้านบาท)5) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง (44.5 ล้านบาท)6) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

7) โครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง (328.340 ล้านบาท)8) โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังให้กับสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่า (4.2 ล้านบาท)
9) โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กให้วิสาหกิจชุมชน (6.75 ล้านบาท)10) โครงการสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกให้ด่านที่มีการนำเข้ามันสำปะหลัง (12.84 ล้านบาท)

11) โครงการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน (5.804 ล้านบาท) 12) โครงการแปรรูปมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (10 ล้านบาท)13) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด) (1.5 ล้านบาท)14) โครงการขยายโอกาสทางการค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (2 ล้านบาท)

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ครม.เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 60/61

ครม.เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 60/61

23rd Aug 2017 General Information

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 สิงหาคม 2560 ณ ห้องสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1.  โครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3 โครงการ ดังนี้
1.1  โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด
1.2  โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร
1.3  โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง
โดยให้ชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา FDR+1 เท่ากับการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านมา ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 180.23 ล้านบาท โดยภาระงบประมาณที่เกิดขึ้นให้ ธ.ก.ส. เสนอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมและส่วนต่างจากอัตราร้อยละ 3 ให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้รับภาระ

2.  แนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 จำนวน 8 โครงการ ดังนี้
2.1  โครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง [กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)]
2.2  โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังให้กับสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่า (กษ.)
2.3  โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสปะหลังขนาดเล็กให้วิสาหกิจชุมชน (พณ.)
2.4  โครงการสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกให้ด่านที่มีการนำเข้ามันสำปะหลัง [กระทรวงการคลัง (กค.)]
2.5  โครงการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน (พณ.)
2.6  โครงการแปรรูปมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (พณ.)
2.7  โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด) (พณ.)
2.8  โครงการขยายโอกาสทางการค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (พณ.)

วงเงินงบประมาณ 371.43 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

“รมว.พาณิชย์” ลุยโคราชลงนาม MOU เชื่อมโยงตลาดมัน-ข้าวโพด เร่งฟื้นชีพเครื่องปั้นด่านเกวียน

“รมว.พาณิชย์” ลุยโคราชลงนาม MOU เชื่อมโยงตลาดมัน-ข้าวโพด เร่งฟื้นชีพเครื่องปั้นด่านเกวียน

22nd Aug 2017 General Information

วันนี้ (20 ส.ค.) ที่ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาประชุมพบปะกับตัวแทนหอการค้าจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ในวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มเศรษฐกิจการค้าของจังหวัด

และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) แนวทางความร่วมมือระหว่างสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับสภาวะความต้องการของตลาดโลก โดยใช้กลไกของภาคเอกชนเอง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้ได้รับทราบถึงปัญหาต่างๆ ของภาคเอกชน และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เป็นการเชื่อมโยงตลาดมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือองค์กรธุรกิจ ให้เกิดการพัฒนาด้านการเกษตร ให้มีการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ และองค์กรธุรกิจภาคเอกชนจะมีบทบาทในการช่วยเหลือระหว่างกันและกัน รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ผลผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น ยกระดับราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป

โดยมีหลักการและรายละเอียด ดังนี้

1. สินค้ามันสำปะหลัง จะมีการเชื่อมโยงตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น) จากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน เข้าสู่อุตสาหกรรมที่หลากหลายขึ้น เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทน (เอทานอล) ธุรกิจอาหารสัตว์หรือปศุสัตว์ เป็นต้น โดยบริษัท ทรัพย์ทิพย์ จำกัด (เอทานอล) ตกลงจะทำการซื้อขายมันเส้นจากสหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำนวน 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรเทพารักษ์ จำนวน 10,000 ตัน สหกรณ์โคนม-เดนมาร์ก มิตรภาพ (จ.สระบุรี) ตกลงจะทำการซื้อขายมันเส้นจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) นครราชสีมา จำกัด จำนวน 1,500 ตัน ในราคานำตลาด

2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นการเชื่อมโยงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (เกษตรกร – ผู้รวบรวม – โรงงานอาหารสัตว์) ให้เกิดการซื้อขายที่เป็นธรรม โดย หจก.ตรงพานิชตกลงจะทำการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้ง เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% ที่ราคา 8 บาท/กก. จากสหกรณ์การเกษตรนิคม ลำตะคอง จำนวน 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรปากช่อง จำนวน 5,000 ตัน

จากนั้นนายอภิรดี และคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมพบปะและติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจการค้าขายและการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาด้านการตลาดอย่างหนัก ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการ ทำให้บรรยากาศการค้าขายเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนซบเซาอย่างยิ่ง โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและเร่งฟื้นฟูธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

P600822-03 P600822-02

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

3 สมาคม MOU ซื้อหัวมัน 1.90 บาท สมาคมแป้งอ้างกลไกตลาดเมินเข้าร่วม

3 สมาคม MOU ซื้อหัวมัน 1.90 บาท สมาคมแป้งอ้างกลไกตลาดเมินเข้าร่วม

22nd Aug 2017 General Information

3 สมาคมมันเส้น จับมือ MOU ประกันราคารับซื้อมันเส้นส่งออกช่วยชาวไร่ กก.ละ 1.90 บาท ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมออกมาตรการให้ผู้ประกอบการแจ้งวัตถุประสงค์การนำเข้ามัน เพื่อรับทราบข้อมูลและหามาตรการดูแลราคาไม่ให้ตกต่ำ ส่วนสมาคมแป้งมันไม่ยอมร่วมเซ็น MOU ด้วย อ้างมีผู้เล่นมากราย ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมได้ประชุมร่วมกับ 3 สมาคมมันสำปะหลัง (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย) ถึงมาตรการนำเข้าและส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังปี 2560/2561 ตกต่ำ โดยเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบแนวทางมาตรการการนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศ โดยเพิ่มมาตรการให้ผู้นำเข้ามันสำปะหลังต้องแจ้งวัตถุประสงค์การนำไปใช้ ก่อนการนำเข้าและการขนย้าย เพื่อให้สามารถกำกับดูแลสินค้ามันสำปะหลังได้ โดยมาตรการกำกับดูแลนี้จะเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบต่อไป

“เดิมทีเรามีมาตรการดูแลการนำเข้าด้วยการขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ระงับหรือห้ามนำเข้า สามารถนำเข้ามันสำปะหลังเข้ามาใช้ได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเพิ่มการแจ้งวัตถุประสงค์การใช้เท่านั้น เพื่อกรมจะสามารถนำข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางดูแลราคาสินค้ามันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี การเพิ่มมาตรการแจ้งวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้นั้นต้องมีการทำระบบไอทีเพื่อรองรับมาตรการใหม่นี้ด้วย” นายกีรติกล่าว

ส่วนมาตรการเรื่องของการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศมีมาตรฐานของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีการเพิ่มเติมก็คงเป็นในส่วนการหามาตรการเพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังตกต่ำ เนื่องจากกรมไม่มีอำนาจบังคับการส่งออก

ประกันราคา – ผลหารือ 3 สมาคมระหว่างสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย มีข้อสรุปร่วมกันว่าดูแลราคารับซื้อมันสำปะหลังปี 2560/2561 โดยกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำตันละ 175 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นหัวมันกก.ละ 1.90 บ.

สำหรับแนวโน้มการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2560 นี้ คาดว่า “จะขยายตัว” โดยเฉพาะมันเส้น เนื่องจากตลาดจีนมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น 20% ในปีนี้ อีกทั้งจีนเชื่อมั่นคุณภาพมันสำปะหลังไทย ซึ่งการนำเข้าส่วนใหญ่ 90% จีนนำเข้าจากไทยเพื่อนำไปผลิตแอลกอฮอล์ คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเริ่มออกในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ และจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 ขณะที่คาดการณ์ผลผลิตนั้นยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องดูผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย

แหล่งข่าวจากสมาคมมันสำปะหลังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมมีข้อสรุปว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทาง 3 สมาคมจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกมันเส้นดูแลรับซื้อหัวมันสำปะหลังจากเกษตรกรในฤดูการผลิตปี 2560/2561 ในราคาเฉลี่ย (เปอร์เซ็นต์แป้ง 25%) กก.ละ 1.90 บาท เพื่อช่วยเหลือไม่ให้เกษตรกรขาดทุน โดยราคาดังกล่าวเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ต้นทุนราคา กก.ละ 5.30-5.40 บาท หมายถึงภาคเอกชนต้องส่งออกในราคา FOB ไม่ต่ำกว่าตันละ 175 เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่ราคา 165 เหรียญ โดย

ผู้ส่งออกต้องแจ้งให้เกษตรกรรับทราบและทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์ ให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่ละช่วงด้วย ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศจะออกมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน

“ปัจจุบันชาวไร่มันขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว ทั้งที่ปลายทางมันเส้นไทยโรงงานแอลกอฮอล์ในจีนผุดขึ้นหลายแห่ง ดังนั้นราคาก็ควรเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพิ่ม เราจึงมากำหนดราคาส่งออกที่เหมาะสม 175 เหรียญ คำนวณว่าส่งออกไปขายเพื่อผลิตเป็นแอลกฮอล์ในจีนตันละ 4,580 หยวน มีกำไรอีก 200-300 หยวน ถือว่าต่ำแล้ว เพราะถ้าไปขายเท่ากับราคาแอลกอฮอล์ปัจจุบันสูงถึงตันละ 5,720 หยวน” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวไร่กังวลว่า แม้ว่าจะมีการตั้งราคาส่งออกขั้นต่ำมันเส้น “แต่ก็อาจไม่ได้ทำให้ราคาหัวมันสูงขึ้น” เพราะสัดส่วนการใช้หัวมันสดเพื่อผลิตมันเส้นมีเพียง 20-30% ส่วนอีก 70-80% ใช้ผลิตแป้งมัน ซึ่งในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กำหนดราคารับซื้อหัวมันขั้นต่ำครั้งนี้ “ทางสมาคมแป้งมันสำปะหลังไม่ยอมเซ็น MOU ด้วย”

ด้านนายบุญมี วัฒนเรืองรอง เลขาธิการสมาคมแป้งมันสำปะหลัง กล่าวว่า สมาคมแป้งฯได้เข้าร่วมหารือและรับทราบมาตรการกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำ แต่เนื่องจากลักษณะธุรกิจของโรงแป้งมีผู้ซื้อ-ผู้ขายจำนวนมาก การกำหนดราคาเป็นไปตามกลไกตลาด “ต่างจากมันเส้นที่มีผู้ซื้อ-ผู้ขายน้อยราย” มีการแข่งขันลดราคาส่งออกระหว่างผู้ส่งออกด้วยกันเอง ในช่วงที่ผ่านมาราคาส่งออกแป้งมัน FOB อยู่ที่ตันละ 320-330 เหรียญ หรือลดลงต่ำสุดในรอบหลาย ๆ ปี เพราะ “มีการแข่งขันสูง” ดังนั้นผู้ส่งออกแป้งจึงไม่สามารถจะกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำได้ แต่ยืนยันว่า “โรงแป้งเป็นผู้ซื้อหัวมันหลัก 80-90% มีการแข่งขันราคากันและจะไม่กดราคาเกษตรกร โดยขณะนี้ราคาเฉลี่ยรับซื้อที่ กก.ละ 1.80 บาท” นายบุญมีกล่าว

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

​“พาณิชย์” นำคณะพบผู้นำเข้าจีน พิสูจน์ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลัง

​“พาณิชย์” นำคณะพบผู้นำเข้าจีน พิสูจน์ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลัง

21st Aug 2017 General Information

“พาณิชย์” โต้ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลังช่วงต้นฤดูกาล นำคณะผู้ประกอบการไทยไปพบผู้นำเข้าจีนถึงที่ ยันไม่มีการสั่งปิดท่าเรือ โดยอ้างปัญหามลภาวะตอนขนถ่ายสินค้า ย้ำบริษัทรายใหญ่ของจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยต่อเนื่อง และยังนำเข้าเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนผู้ส่งออกต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐาน ให้ดีต่อเนื่อง

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับผู้แทนสมาคมสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยและสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยเดินทางไปยังจีน เพื่อติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ณ มณฑลเจียงชู และมณฑลซานตง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเป็นลำดับที่ 1 และ 2 หลังจากที่มีข่าวลือออกมาว่าจะมีการปิดท่าเรือบางแห่ง เนื่องจากปัญหามลภาวะที่เกิดจากการขนถ่ายมันสำปะหลัง ณ ท่าเรือ ทำให้มีผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังของไทย ซึ่งจากการไปพบหาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด ทางผู้นำข้าวของจีนยังคงยืนยันการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยอย่างต่อเนื่อง

“หลายปีที่ผ่านมา ในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตมันสำปะหลังจะออกสู่ตลาด มักจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และเพื่อเป็นการป้องกันปัญหา กระทรวงฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้แทนจากสมาคมมันสำปะหลังเพื่อร่วมกันหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าไม่พบข้อมูลการปิดท่าเรือแต่อย่างใด”นายวินิจฉัยกล่าว

ทั้งนี้ คณะได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารมณฑลซานตง เพื่อหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศร่วมกันเพื่อส่งเสริมให้มีการขยายการค้าระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น และยังได้ทราบข้อมูลว่าท่าเรือหลายแห่ง เช่น ท่าเรือเหลียนหยุนก่างและท่าเรือรื่อจ้าว ได้มีการดำเนินการติดตั้งเครื่องมือดูดละอองฝุ่นที่ฟุ้งกระจายระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามลภาวะ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน คณะยังได้หารือร่วมกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายสำคัญของจีน ได้แก่ 1.บริษัท Fulaichun Group มีการนำเข้าเพื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์สำหรับบริโภค โดยปี 2559 นำเข้า 0.8 ล้านตัน โดยบริษัทมีนโยบายที่จะเพิ่มการนำเข้าเป็น 1 ล้านตันในปี 2560 และ 1.2 ล้านตัน ในปี 2561 2.บริษัท Hongda Group มีการนำเข้าเพื่อผลิตเป็นเคมีภัณฑ์ และมีการนำเข้าปีละ 0.8 ล้านตัน โดยบริษัทยืนยันไม่มีนโยบายลดการนำเข้าแต่อย่างใด

นายวินิจฉัยกล่าวว่า กระทรวงฯ ขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทยให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้า เพื่อร่วมกันผลักดันให้การค้ามันสำปะหลังของไทยและจีนมีการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป เพราะมันสำปะหลังเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งในแต่ละปีสามารถนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท และที่สำคัญสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทยกว่า 5 แสนครัวเรือน รวมถึงผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกกว่าล้านครัวเรือน

สำหรับการส่งออกมันสำปะหลัง 6 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 1,371.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

ที่มา : Commerce News Agency

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการเสริมข้าวโพด-มันสำปะหลัง ไม่ให้ราคาตกต่ำ

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการเสริมข้าวโพด-มันสำปะหลัง ไม่ให้ราคาตกต่ำ

17th Aug 2017 General Information

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-มันสำปะหลัง ปี 60/61 เตรียมจับมือโรงงานอาหารสัตว์-เอทานอล ลงนามเอ็มโอยูซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง พร้อมเร่งหาตลาดส่งออก หวังรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้ตกต่ำ

วันที่ 16 ส.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึง มาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 60/61 ที่จะเริ่มออกสู่ลาดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไปว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมสินค้าทั้ง 2 รายการ เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้เกิดราคาตกต่ำได้ โดยในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการการซื้อตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยจะใช้โมเดล 3 ประสาน ระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม (พ่อค้าคนกลาง) และโรงงานผลิตอาหารสัตว์โดยจะนำร่องที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นแห่งแรก

สำหรับโมเดล 3 ประสานจะเริ่มที่โคราชก่อน โดยในเร็วๆ นี้ หจก.ตรงพานิช จะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมล็ดแห้ง เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% กิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรนิคมลำตะคอง ปริมาณ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรปากช่อง 5,000 ตัน รวม 15,000 ตัน การดำเนินการเช่นนี้ จะทำให้มีผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่แน่นอน และขายได้ราคาตามที่กำหนด ไม่เกิดปัญหาราคาตกต่ำ และจะใช้โมเดลนี้กับทุกจังหวัดที่มีโรงงานอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดี ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรตากให้แห้ง และทยอยนำออกมาขาย เพื่อให้ขายได้ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั่วประเทศรับซื้อ ขณะเดียวกันจะเร่งหาตลาดส่งออก เช่น ฟิลิปปินส์ ที่เป็นลูกค้าเก่า และศรีลังกา ตลาดใหม่

ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มเติมสำหรับมันสำปะหลัง จะมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้ากลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอล เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้มันสดในประเทศ โดยในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ บริษัท ทรัพย์ทิพย์ เอทานอล จำกัด จะลงนามในเอ็มโอยู เพื่อรับซื้อมันสดจากสหกรณ์การเกษตรด่านขุนทดปีละ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรเทพารักษ์ ปีละ 10,000 ตันเช่นกัน นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงตลาดกับกลุ่มปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม และส่งเสริมการปลูกมันออร์แกนิก รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปมันเป็นสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารเด็ก อาหารผู้สูงวัย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน เพื่อไม่ให้ส่งออกมันเส้นในราคาต่ำเกินจริง หรือไม่ขายตัดราคากันเอง เพราะจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อน จากการถูกกดราคารับซื้อหัวมันสด และยังทำให้ราคาหัวมันตกต่ำ รวมถึงต้องมีมาตรการลงโทษสำหรับคนทำผิดด้วย.
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

ชงกกร.คุมเข้มพ่อค้าพืชไร่ หวังแก้ปมราคาข้าวโพดดิ่ง

ชงกกร.คุมเข้มพ่อค้าพืชไร่ หวังแก้ปมราคาข้าวโพดดิ่ง

08th Aug 2017 General Information

ชง กกร. 7 ส.ค.นี้ ออกประกาศคุมเข้มพ่อค้าพืชไร่จดทะเบียนแจ้งปริมาณสถานที่จัดเก็บ หลังเกษตรกรร้องเรียนราคาผลผลิตตกต่ำ ด้านสมาคมพ่อค้าพืชไร่รับสนองมาตรการของภาครัฐ ขีดเส้น 3 เดือนหากราคาข้าวโพดไม่ปรับขึ้น รัฐควรทบทวนมาตรการใหม่

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธาน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 เพื่อออกประกาศตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้ค้า และผู้ประกอบการค้าพืชไร่ เช่น ลานมันลานเทปาล์มน้ำมัน และผู้รับซื้อข้าวโพด ให้แจ้งปริมาณ และสถานที่จัดเก็บเพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามดูแลผู้ที่อยู่ในระบบการซื้อขายตามบัญชีที่เกิดขึ้นได้

“ที่ผ่านมามีเกษตรกรร้องเรียนว่าไม่ได้รับราคาที่เหมาะสมตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น คุมราค่าปลายทาง แต่เกษตรกรต้นทางขายได้ราคาต่ำ เกิดคำถามว่า แล้วกลางทางได้เท่าไร น่าจะดูแลกลางทางด้วย เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดูแลเกษตรกร ต่อไปหากไม่แจ้งก็จะมีความผิดตามกฎหมายราคาสินค้าฯ” นางนันทวัลย์กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า กรณีที่มีการกำหนดราคาแนะนำที่รับซื้อแล้ว โรงงานอาหารสัตว์ไม่รับซื้อ โดยอ้างว่าเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์เกี่ยวกับการใช้ที่ดินที่ถูกกฎหมาย ทำให้เกษตรกรกว่า 40-50% ไม่สามารถจำหน่ายข้าวโพดให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้นั้น นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลอยู่แล้ว โดยมีการแบ่งโซนพื้นที่ อาจจะมีการผ่อนปรนให้กับบางพื้นที่ หรือบางพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำที่จะต้องดูแลรักษาผืนป่าต้นน้ำ

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมยินดีให้ความร่วมมือและจะประชาสัมพันธ์ให้พ่อค้ารายงานตามที่กรมการค้าภายในออกประกาศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการซื้อ-ขายสินค้ากับเกษตรกรได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าพืชไร่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมเชื่อมั่นว่าพ่อค้าพืชไร่จะไม่โกงเกษตรกรผู้ปลูก เพราะต้องอาศัยและพึ่งพากันและกันมาตลอด ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากผู้ซื้อคนสุดท้าย ทั้งที่เป็นผู้ใช้และผู้ส่งออกที่มีต่างชาติเป็นนอมินีเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ ที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบด้วยการซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกหลากชนิดและคุณภาพต่ำมาใช้แทนสินค้าข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม หากเวลาผ่านไปประมาณ 3 เดือนแล้วเกษตรกรยังเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ อยากขอให้หน่วยงานราชการพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขตรงนี้ เพราะอาจเป็นการแก้ไม่ถูกจุด โดยสมาคมการค้าพืชไร่ ขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์นำมันเส้นบรรจุไว้ในรายการที่โรงงานอาหารสัตว์ต้องซื้อ 3 ส่วน ให้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน แบบเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเสนอให้ควบคุม DDGs เหมือนข้าวสาลี

แนวโน้มสถานการณ์การตลาดในช่วงนี้ได้รับแรงกดดันจากการตรวจสอบข้าวโพดตามชายแดน และการนำเข้าข้าวสาลี ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มอ่อนตัวไปตามสภาวะ ปริมาณที่ออกสู่ตลาด ในเดือนสิงหาคมคงจะออกสู่ตลาด 170,000-180,000 ตัน เช่น จังหวัดน่าน พะเยา และแพร่ ส่วนข้าวโพดนำเข้าจากกัมพูชาคงจะลดลงเหลือไม่เกิน 200,000 ตัน เพราะแรงกดดันราชการที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

รายงานข่าวระบุว่า มีการนำเข้าข้าวสาลีมาเพิ่มในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 60,000 ตัน และวันที่ 5 สิงหาคม 2560 อีก 50,000 ตัน รวม 110,000 ตัน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กสิกร ประเมินน้ำท่วมอีสาน เสียหาย 1.57 หมื่นล้าน ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

กสิกร ประเมินน้ำท่วมอีสาน เสียหาย 1.57 หมื่นล้าน ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

07th Aug 2017 General Information

วิจัยกสิกร ประเมินน้ำท่วมภาคอีสาน กระทบเศรษฐกิจเสียหายวงกว้างหลายจังหวัด คาดประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ของจีดีพี โดยเฉพาะด้านเกษตร ยิ่งซ้ำเติมคนในพื้นที่ จากราคาพืชผลตกต่ำ…

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินผลกระทบในเบื้องต้นต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากผลของอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเซินกา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก อาทิ สกลนคร มหาสารคาม ศรีสะเกษ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ล่าสุด อาจมีผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยสูญเสียไปประมาณ 15,725 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP โดยแบ่งเป็นด้านเกษตรกรรม มูลค่า 12,375 ล้านบาท, ด้านพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม มูลค่า 2,000 ล้านบาท และการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ มูลค่า 1,350 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวไม่รวมความเสียหายด้านทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ถนน สะพาน เป็นต้น) และยังต้องมีการติดตามระยะเวลาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะ และอาจมีการทบทวนตัวเลขนี้ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งยังต้องติดตามสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนและยังอาจจะมีพายุเพิ่มเติมเข้ามาได้อีกในช่วงเวลาที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขผลกระทบดังกล่าวอาจมีผลไม่มากนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งไม่กระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปัจจุบัน ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.4% ในปี 2560 เนื่องจากภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่ในระดับภูมิภาค จากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อคนในท้องที่ ที่ครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเผชิญความยากลำบากอยู่ก่อนแล้ว จากปัญหารายได้ภาคเกษตร (ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวลดลง เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา) การมีงานทำ รวมทั้งปัญหาในภาคธุรกิจเอสเอ็มอี.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์