ยกเลิกขายน้ำมันโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มยอดใช้ E20

ยกเลิกขายน้ำมันโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มยอดใช้ E20

27th Jan 2020 General Information

พลังงาน เตรียมยกเลิกขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ช่วยเพิ่มยอดใช้น้ำมัน E20 จาก 6.5 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 12 ล้านลิตรต่อวัน หนุนใช้เอทานอลเพิ่มขึ้น ดันราคามันสำปะหลังและอ้อย

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุ จะกำหนดให้น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ และยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดความสับสนประชาชนลง เนื่องจากปัจจุบันมีชนิดน้ำมันกลุ่มเบนซินมากถึง 5 เกรด โดยจะลดเหลือเพียง 4 เกรดเท่านั้น ได้แก่ น้ำมันเบนซินธรรมดา น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E85 ซึ่งการยกเลิกน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 จะช่วยให้มีการใช้น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น และช่วงเปลี่ยนผ่านมาตรการนี้ อาจใช้มาตรการทางการเงินมาจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้มากขึ้น

นอกจากนี้จะส่งผลดีมีการใช้เอทานอลมาผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์มากขึ้น ช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังและอ้อยให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งนโยบายการส่งเสริมพลังงานบนดินลักษณะนี้ เคยใช้มาแล้ว และสัมฤทธิ์ผลดีในการส่งเสริมน้ำมันดีเซล B10 ที่ช่วยยกระดับราคาปาล์มน้ำมันมาแล้ว โดยขณะนี้ราคาเฉลี่ยมันสำปะหลัง อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.067 บาท อีกทั้งยังช่วยลดฝุ่น PM.2.5 อีกด้วย

พร้อมยืนยันจะไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มรถยนต์เก่าที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เนื่องจากสามารถหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีปริมาณออกเทนสูงกว่าและคุณภาพดีกว่าทดแทนได้ ในราคาที่ต่างกันเพียง 27 สตางค์/ลิตร โดยปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.65 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.38 บาท/ลิตร ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 23.64 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เพียง 22% จากรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ได้จริงทั้งหมด 3.3 ล้านคัน และมีรถจักรยานยนต์ใช้ E20 ได้จริง 14.71 ล้านคัน แต่มีการใช้จริงเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะหารือกับหน่ายงานที่เกี่ยวข้องและค่ายน้ำมันเพื่อหามาตรการจูงใจผู้ใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายจะทำให้ยอดการใช้เพิ่มเป็น 12 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิม 6.5 ล้านลิตรต่อวัน และหากมาตรการดังกล่าวมีความพร้อมและดำเนินการได้เร็ว อาจยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ได้ก่อนไตรมาส 3 และในอนาคต อาจมีการยกเลิกน้ำมันกลุ่มเบนซินลงอีก 1 ชนิดต่อไป

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

พาณิชย์ส่งทีมตรวจสอบโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก-เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ

พาณิชย์ส่งทีมตรวจสอบโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก-เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ

06th Jan 2020 General Information

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตมันสำปะหลัง ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การค้า และกำกับดูแลการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้เป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังดิบและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังถูกกำหนดให้เป็นสินค้ามาตรฐาน ซึ่งในการส่งออกทุกล็อตจะต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อใช้ประกอบพิธีการศุลกากร รวมทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานมันสำปะหลังจากไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

“กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบโรงงานมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และยังได้กำชับผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้เคร่งครัดปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และมีความเป็นกลางในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า รวมทั้งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า ออกไปกำกับดูแลการส่งออกสินค้ามาตรฐาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดด้วย” นายกีรติกล่าว
พร้อมระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการตลาดสินค้ามันสำปะหลังให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ รวมถึงผลักดันให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่นำไปผลิตแอลกอฮอล์รองรับฤดูหนาว รวมถึงเทศกาลตรุษจีนปลายเดือนม.ค.63 จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อช่วยยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสดให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ขณะนี้หัวมันสำปะหลังเริ่มออกสู่ตลาด โดยส่วนหนึ่งจะเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นแป้งมันสำปะหลัง และอีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้แก่ มันเส้น มันชิ้น และมันอัดเม็ด โดยราคาหัวมันสดอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.15-2.50 บาท ที่เชื้อแป้ง 25%, เชื้อแป้ง 30% กก.ละ 2.85 บาท

ขณะที่ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภทสินค้าในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 62 อยู่ที่ 5.83 ล้านตัน ลดลง 17% คิดเป็นมูลค่า 2,260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 13%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

“สุวิทย์” ชูนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% นำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตการเกษตร ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy

“สุวิทย์” ชูนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% นำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตการเกษตร ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy

11th Dec 2019 General Information

“สุวิทย์” ขานรับนโยบายรัฐบาล งดใช้ถุงพลาสติก ดีเดย์ 1 ม.ค. 2563 นี้ ผนึกภาคเอกชน-SMEs ไทย สร้างนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% จากแป้งมันสำปะหลัง ปฏิวัติรูปแบบถุงพลาสติกไทย ตอกย้ำแนวคิดนำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าการเกษตร ตอบโจทย์ BCG Economy

อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี: นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมกระบวนการพัฒนาผลิตพลาสติกชีวภาพ ด้วยการนำแป้งมันมาพัฒนาเป็นพลาสติก ณ โรงงาน บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ร่วมวิจัยและพัฒนา “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร”กับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. โดยมีบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกย่อยสลายได้

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากการที่ ครม. มีมติเห็นชอบการงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อในวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป โดยเป็นนโยบายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงานเพื่อลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 กระทรวง อว. จึงขานรับนโยบายในการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากขยะพลาสติก โดยปฏิวัติรูปแบบถุงพลาสติกในประเทศไทย ด้วยการวิจัยและพัฒนา “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร” ผลงานวิจัยของ เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปลี่ยนมันสำปะหลังโดยพัฒนาสูตรในห้องปฏิบัติการเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพและทำการผสมสูตรเพื่อเพิ่มสมบัติทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับการนำไปขึ้นรูปเป็นฟิล์มบางและผลิต “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร” สามารถย่อยสลายได้ภายใน 3 – 4 เดือน ซึ่งได้นำร่องใช้งานจริงแล้วในงานกาชาด ประจำปี 2562 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

นวัตกรรมดังกล่าววิจัยและพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยและภาคเอกชนของไทย โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. ร่วมกับภาคเอกชน บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากภาคีอุตสาหกรรมพลาสติก ได้แก่ บริษัท โททาล คอร์เบียน พีแอลเอ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บีเอเอสเอฟ (ไทย) จำกัด สนับสนุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกชีวภาพ และบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกย่อยสลายได้ ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการปฎิวัติรูปแบบถุงพลาสติก และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย

ทั้งนี้ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับใส่ขยะเศษอาหาร นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ต้นแบบในการพัฒนาตอบโจทย์ BCG Economy ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือการประยุกต์ใช้งานและการแปรรูปของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร เพื่อทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ลดปริมาณถุงพลาสติก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ SMEs ไทย และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัญหาของ “ขยะพลาสติก” ทั้งบนบกและในทะเล เป็นปัญหาที่สำคัญที่ทั่วโลกตื่นตัวกันมาก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 10 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกสู่ท้องทะเลมากที่สุดในโลก สาเหตุ มาจากพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ซึ่งมีอัตราส่วนมากถึง 40% ของขยะพลาสติกทั้งหมด และจากนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดการลดและเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง จำนวน 7 ชนิด ที่พบมากในทะเลของประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการจัดการขยะมีความจำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกเพื่อรวบรวมและขนส่งขยะ เช่น ขยะเศษอาหาร ไม่ให้ปนเปื้อนกับขยะที่รีไซเคิลได้และขยะอื่นๆ สวทช. โดย เอ็มเทค จึงได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีคอมพาวด์ย่อยสลายและถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร โดยนำแป้งมันสำปะหลังมาเป็นวัตถุดิบเริ่มต้น ตอบโจทย์ BCG เพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและยกระดับรายได้ให้เกษตรกร พร้อมทั้งเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีกล่าวให้กับภาคเอกชนต่อไป

นายเขม หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SMS Corporation) เปิดเผยว่า จุดเริ่มโครงการนี้มาจากความร่วมมือทางด้านงานวิจัยระหว่าง บ.เอสเอ็มเอส และ เอ็มเทค สวทช. และขยายผลให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในระดับอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรมฯ ในการเป่าขึ้นรูปถุง ทำให้ประชาชนผู้ใช้มั่นใจได้ว่าถุงขยะสำหรับใส่ขยะเศษอาหารที่มีส่วนผสมของ TAPIOPLAST สามารถย่อยสลายทางชีวภาพ ไม่เหลือสิ่งตกค้างที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ จนเกิดเป็นนวัตกรรมต้นแบบถุงพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

ทั้งนี้ในปัจจุบันนี้มีการใช้พลาสติกชีวภาพเพียง 1% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด และอุปสรรคในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่สำคัญ คือ ปัญหาในด้านต้นทุนการผลิต และประสิทธิภาพในการใช้งาน ทำให้การนำมาประยุกต์ใช้จริงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นบริษัทจึงได้คิดค้นพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรให้อยู่ในรูปของเม็ดพลาสติก เป็นรายแรกของประเทศไทยที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยถุงสำหรับใส่ขยะเศษอาหารนี้มีส่วนผสมของไบโอพลาสติกนี้มีชื่อว่า TAPIOPLASTสามารถทำให้เกิดการย่อยสลายได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อใช้ TAPIOPLAST เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ย่อยลายทางชีวภาพหลากหลายชนิด รวมถึงถุงเพาะชำกล้าไม้ เป็นต้น จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และราคาลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ทำให้ขยายการใช้ในวงกว้างประกอบกับการจัดการขยะที่ถูกวิธี

อย่างไรก็ดีเมื่อทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดัน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชนและเกษตรกรเพื่อสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ ความต้องการของประเทศสร้างความเข้มแข็งในการแข่งขันในระดับชาติ ทำให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เกิดความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ จึงเป็นการปฏิบัติใช้หลักการเศรษฐกิจแบบ BCG คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังที่ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญ

ด้าน นางสาวนฤศสัย มหฐิติรัฐ กรรมการบริหาร บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า บ.ทานตะวันฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy และดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “ทานตะวันเพื่อทุกชีวิตที่ยั่งยืน” ด้วยหลัก 6R คือ Re-Thinking, Re-Designing, Re-Duce Material, Re-Process, Re-Energy และ Re-Covering เช่น ตั้งเป้านำพลาสติกที่เหลือจากขบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% และริเริ่มผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากกระบวนการผลิตดังกล่าวมาต่อยอดทางธุรกิจ ในส่วนของ Bio และ Green Economy บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำวัตถุดิบที่ผลิตจากธรรมชาติ เช่น อ้อย และข้าวโพด มาใช้ผลิตสินค้าประเภท Bio Plastic ซึ่งรวมถึงพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ หรือที่เรียกว่า Compostable Plastic เช่น หลอด ถุงขยะ ถุงซิป ภายใต้เครื่องหมายการค้า”SUNBIO” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ในการสนับสนุนหรือต่อยอดงานวิจัยไทย บริษัทฯ ร่วมทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายโครงการ และบริษัทฯ ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยจาก เอ็มเทค สวทช. พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าถุงยืดอายุผักและผลไม้ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Fresh & Fresh” ที่คิดค้นด้วยเทคโนโลยี MAP คือบรรจุภัณฑ์ที่มีการควบคุมระดับการเข้าออกของก๊าซภายในถุง ให้อยู่ในสภาพดัดแปลงบรรยากาศแบบสมดุล (EMA) เรียกได้ว่าเป็น “ถุงหายใจได้” มีคุณสมบัติทำให้ผักและผลไม้มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานกว่าถุงทั่วไป ยืดอายุความสดใหม่ของผักและผลไม้

อย่างไรก็ดีความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมนั้น ในฐานะภาคเอกชน อยากให้ภาครัฐส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชน ห้างร้านใช้พลาสติกชีวภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องในข้อแตกต่างระหว่างพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ (Compostable Plastic) ซึ่งย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ และได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำย่อยสลายในระยะเวลาที่กำหนด(ประมาณ180วัน) ตามมาตรฐาน ซึ่งแตกต่างกับพลาสติกอ๊อกโซ (OXO Plastic) ซึ่งเป็นพลาสติกที่แตกตัวไปสู่ขั้นไมโครพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ นอกจากนั้นแล้วอยากให้ภาครัฐกำหนดมาตรการจัดการขยะพลาสติกให้ชัดเจนถูกวิธีและเหมาะสม ตั้งแต่ข้อกำหนด การคัดแยก การจัดการ และการกำจัด

“ทั้งนี้ บ.ทานตะวันฯ ในฐานะองค์กรหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งรณรงค์ส่งเสริมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อให้สังคมของเราจัดการปัญหาพลาสติกได้อย่างยั่งยืน และอยาก ย้ำเตือนว่าพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย พลาสติกเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เมื่อเรานำมาใช้ซ้ำ และมีการจัดการอย่างถูกวิธีและเหมาะสม” นางสาวนฤศสัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เจรจารื่นจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผัก ผลไม้ไทยทุกเส้นทางปีหน้า

เจรจารื่นจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผัก ผลไม้ไทยทุกเส้นทางปีหน้า

26th Nov 2019 General Information

เกษตรฯ ชงลงนามพิธีสารส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หอบเอกสารยันความปลอดภัยผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยใส่มือจีน พร้อมเปิดฉากเคลียร์ปมส่งออกผัก ผลไม้ ยึดความโปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ จีนรับเงื่อนไขพร้อมปฏิบัติปีหน้าทุกเส้นทางการขนส่ง

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) โดยหารือประเด็นการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกระหว่างกัน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ไทยยังถือโอกาสส่งเอกสารผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปจีนด้วย

ทั้งนี้ที่ผ่านมา จีนได้เสนอร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจากไทยไปจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยไปจีน ลดปัญหาการตรวจพบสารตกค้างและการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน และยกระดับการควบคุมคุณภาพ ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบและกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกให้สูงขึ้นในอนาคต

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ฝ่ายไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือเนื้อหาในร่างพิธีสารดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยน้อยที่สุด พร้อมเสนอฝ่ายจีนพิจารณาปรับแก้เนื้อหาในร่างพิธีสารให้เป็นไปตามท่าทีของฝ่ายไทย โดยเมื่อเห็นชอบร่วมกันในเนื้อหาของร่างพิธีสารเรียบร้อยแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมการเพื่อการลงนามต่อไป ซึ่งภายหลังการลงนามในพิธีสารแล้วโรงงานที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีน ได้แก่ มันเส้น แป้งมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง จะต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร และขึ้นทะเบียนกับ GACC จึงจะสามารถส่งออกได้

“นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการตามข้อตกลงการส่งออกผักและผลไม้จากไทยไปจีน เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพมาตรฐานการขนส่งและการตรวจสอบสินค้าเมื่อถึงปลายทางด่านนำเข้าจีนให้มีความโปร่งใส ชัดเจน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งฝ่ายไทยได้เสนอแผนการปรับปรุงระบบการควบคุมการปิดผนึกซีลตู้คอนเทนเนอร์ โดยได้ออกแบบซีลสำหรับผนึกตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ และปรับปรุงรายละเอียดข้อมูลบนฉลากข้างกล่องบรรจุผลไม้ส่งออกไปจีนให้เหมือนกันทุกชนิดผลไม้และทุกเส้นทางการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ รวมทั้งแก้ไขรูปแบบข้อมูลบนสติ๊กเกอร์ขั้วผลทุเรียนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ต้องระบุบนฉลากข้างกล่อง ซึ่งฝ่ายจีนได้เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2563” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ที่มา : อินโฟเควสท์

เซลล์แมน “จุรินทร์”มือขึ้น นำคณะขายยาง-ข้าว-มัน-ซอส ที่ตุรกี ทำเงินเข้าประเทศ 15,512 ล้าน

เซลล์แมน “จุรินทร์”มือขึ้น นำคณะขายยาง-ข้าว-มัน-ซอส ที่ตุรกี ทำเงินเข้าประเทศ 15,512 ล้าน

18th Nov 2019 General Information

“จุรินทร์”หัวหน้าเซลล์แมน นำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนเดินทางขายสินค้ายางพารา ข้าว มันสำปะหลังและอาหาร ที่ตุรกี ประสบความสำเร็จเกินคาดขายได้ทันทีกว่า 15,512 ล้านบาท เผยเฉพาะหมอนยางพารา สุดฮอตขายได้ 20 ล้านใบ ส่งมอบธ.ค.นี้เป็นต้นไป ระบุเตรียมเร่งเจรจาเอฟทีเอไทย-ตุรกี ตั้งเป้าจบกลางปีหน้า หวังช่วยเปิดตลาดสินค้าไทยเจาะเข้าตุรกีเพิ่มขึ้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2562 ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนกลุ่มสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ ข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าอาหาร เดินทางไปขยายตลาดส่งออกที่ประเทศตุรกี โดยได้มีการลงนามในบันทึกความตกลง (MOU) เพื่อซื้อขายสินค้ารวม 11 คู่ มีมูลค่า 15,512 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออกให้กับประเทศได้ทันที

สำหรับการลงนาม MOU มีดังนี้ สินค้ายางพารา 6 หมื่นตัน มูลค่า 2,720 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทไทยฮั้ว จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท KOLSAN TYPE , บริษัท ไทยฮั้ว จำกัด(มหาชน) กับ บริษัท Sayeste Kaucak , การยางแห่งประเทศไทย กับ Turkish Rubber Association การยางแห่งประเทศไทย กับ REP Kaucak สินค้าข้าว 6 พันตัน มูลค่า 85 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท โตมี อินเตอร์เทรด จำกัด กับ บริษัท Dervisoglu , บริษัท เอส อินเตอร์ ไรซ์ จำกัด กับบริษัท Harbiyeli , สินค้ามันสำปะหลัง ปริมาณ 1.5 แสนตัน มูลค่า 690 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท SB Premier Product จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific ,บริษัท Chaiyong Agricultural Silo จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific , บริษัท Thong Tapioca (1999)จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific และสินค้าซอสปรุงรส 10 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท สุรีย์ อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด กับ บริษัท Dolfin Gida

ทั้งนี้ ในระหว่างการเจรจาธุรกิจ สามารถตกลงซื้อขายหมอนยางพาราได้เพิ่มเติมอีก 20 ล้านใบ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ระหว่างบริษัท JSY LATEX จากนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง และ กยท. กับบริษัท REPKAUCUK จากตุรกี โดยใช้น้ำยางไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งจะเริ่มต้นส่งมอบตั้งแต่เดือนธ.ค.2562 เป็นต้นไป

นายจุรินทร์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนเจรจาเปิดตลาดตุรกีให้กับผู้ส่งออกไทย โดยขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสร (เอฟทีเอ) ไทย-ตุรกี ตั้งเป้าเจรจาแล้วเสร็จกลางปี 2563 ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการส่งออกของไทยที่อัตราภาษีนำเข้าจะลดลง ทำให้ไทยส่งออกไปยังตุรกีได้เพิ่มขึ้น และยังสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูในการส่งออกไปยังยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางได้ด้วย ขณะที่ตุรกีสามารถใช้ไทยขยายตลาดเข้าสู่จีน อินเดีย และอาเซียนได้

“ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อย่างยางพารา ไม่มีภาษี มันสำปะหลัง มันอัดเม็ดภาษี 0% แป้งมันเสีย 7-9% ข้าวภาษีสูงถึง 45% ถ้าเจรจาเอฟทีเอสำเร็จ ภาษีจะลดลงหรือไม่มี จะช่วยให้ไทยส่งออกไปตุรกีได้เพิ่มขึ้น”นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์กล่าวว่า วันที่ 18 พ.ย.2562 จะนำคณะเดินทางต่อไปยังเยอรมนี จะมีการเจรจาซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการเยอรมนีด้วย ส่วนผลจะเป็นอย่างไร จะรายงานให้ทราบต่อไป และยังได้นำผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า MEDICA 2019 ครั้งที่ 50 จัดโดย Messe Düsseldorf GmbH ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 พ.ย.2562 ณ เมืองดึสเซลดอร์ฟ มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน 15 บริษัท โดยสินค้าที่นำมาแสดง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในทางการแพทย์และเภสัชกรรม ถุงมือยาง หลอดและท่อ เป็นต้น

ที่มา : Commerce News Agency

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

09th Aug 2019 General Information

4 สมาคมมันสำปะหลังยกขบวนเข้าพบ รมว.เกษตรฯ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หลังชาวไร่มันสำปะหลังอ่วม ผลผลิตมันเสียหายหนักจากภัยแล้ง-การระบาดของโรคไวรัสใบด่าง (CMD) แพร่ไปกับท่อนพันธุ์มันส่งผ่านบริการโลจิสติกส์ชื่อดังจากเสิงสาง/ครบุรี ส่งข้ามภาคไปถึงชลบุรี เตรียมงัดประกาศ กกร. เข้มขนย้ายทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน 4 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งสถานการณ์ผลผลิตหัวมันสดกำลังตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงจากสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งดำเนินไปอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ฤดูแล้งของปี 2561 กระทั่งถึง 2562 ฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) ที่ระบาดจากกัมพูชาเข้าในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างกว้างขวาง คาดว่าผลผลิตปี 2561/2562 จะลดลงอย่างแน่นอน

“สถานการณ์ทั้ง 2 ดำเนินไปอย่างควบคู่กัน การระบาดของโรคใบด่างในปีที่ผ่านมาถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรีในเขมร แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดเขมร เราพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2-3 รอบเสียหายหมดก็เริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก ส่งผลให้เกิดความต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้นเป็นพิเศษ ราคาท่อนพันธุ์ปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน แถมไม่มีของด้วยใครมีท่อนพันธุ์ก็รีบนำออกมาขาย ไม่ตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เลยระบาดกันใหญ่”

สถานการณ์ระบาดล่าสุดพบที่ จ.สระแก้ว ไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่จ.นครราชสีมาใน อ.เสิงสาง-ครบุรี อีกไม่น้อยกว่า 6,000 ไร่ และขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียงผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน โดยสมาคมมันสำปะหลังเชื่อว่ามีการระบาดของโรคใบด่างในประเทศประมาณ 100,000 ไร่ไปแล้ว

ทั้งนี้ โรค CMD เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น

ผลผลิตมันสำปะหลังเสียหาย 80-100% พาหะนำโรคเป็นแมลงหวี่ขาวยาสูบ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้หลังจากนี้ทั้ง 4 สมาคมมันสำปะหลังจะออกสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562/2563 ในเดือนสิงหาคมนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ลำปาง-ลำพูน-แพร่-พะเยา-เชียงราย) ซึ่งแม้โรคนี้ยังระบาดไปไม่ถึง แต่เสียหายจากภัยแล้ง ชาวไร่เชียงรายต้องขุดทิ้งและปลูกใหม่แล้ว 2-3 รอบก็เสียหายอีกจากขาดน้ำและไม่มีฝนตก

“ผลผลิตมันสำปะหลังปีที่ผ่านมา (2561/2562) มีปริมาณ 29,974,636 ตัน ซึ่งผลผลิตปีนี้คงไม่ถึง สำหรับราคารับซื้อหัวมันสดอยู่ที่ 2.30-2.50 บาท/กก. มันเส้น 6.50-6.65 บาท/กก. แต่ไม่มีของเพราะเสียหายหนักต้องรอไปจนถึงเดือนธันวาคม” แหล่งข่าวกล่าว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงขณะนี้มีพื้นที่ระบาดแล้ว 18,000 ไร่ ล่าสุดเริ่มพบที่จังหวัดชลบุรีอีก 53 ไร่ มาจากท่อนพันธุ์มันที่ชาวไร่สั่งซื้อจาก อ.เสิงสาง-ครบุรี ผ่านบริการ “เคอรี่ โลจิสติกส์” ดังนั้น ขอให้ชาวไร่ที่สั่งซื้อท่อนพันธุ์ต้องตรวจสอบให้ดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าปลอดโรค

ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯพยายาม “จำกัด” พื้นที่ระบาด โดยใช้ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 8/2561 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาต การอนุญาต แบบหนังสืออนุญาตและวิธีการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้นกลับมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

12th Jul 2019 General Information

ธปท. ห่วงเงินบาทแข็งค่าเร็วกระทบภาคเศรษฐกิจ ออกมาตรการเพื่อเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทั้ง ปรับเกณฑ์ยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศทั้ง NRBS และ NRBA ลดลงเหลือ 200 ลบ./บัญชี จาก 300 ลบ.ป้องการการพักเงิน เริ่ม 22 ก.ค.นี้ พร้อมยกระดับการรายงานข้อมูลตราสารหนี้ไทยของต่างชาติให้ลึกถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงเริ่มงวดก.ค.นี้

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น

ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม

2) การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100%

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100%

11th Jul 2019 General Information

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100% ภายใน 15 ก.ค.นี้

หลังพบการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) กำลังระบาดในขณะนี้ ได้สั่งการให้ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ที่มีอยู่ ประมาณ 8.9 ล้านไร่ และ แนวชายแดนโดยเฉพาะจังหวัด สระแก้ว นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ปราจีนบุรี จัดทีมเจ้าหน้าที่เกษตร และร่วมกับเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกมันสำปะหลัง ทั่วประเทศ ทุกต้น และรายงานให้กรมฯ ทราบ ภายใน 15 ก.ค. 2562 นี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่มีรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในหลายจังหวัด ดังนั้นเพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอื่นๆ จึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรทุกจังหวัด ที่มีแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่มีพื้นที่ปลูกประมาณ 8.9 ล้านไร่ เฝ้าติดตามการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยจัดทีมลงพื้นที่สำรวจทุกต้น และรายงานให้กรมฯ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตรวจสอบแปลงของตัวเอง หากพบ ลักษณะอาการ หากพบอาการ ใบเป็นด่าง เหลือง เสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาหารด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น เบื้องต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่เข้าไปทำลายทันที นอกจากนี้ กำชับให้ทุกจังหวัด เตือนเกษตรกรห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

สำหรับ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เพิ่งพบการระบาดในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ การป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง

1. เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะห+ลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ภายในประเทศ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก

2. เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุกๆ 2 สัปดาห์ หากพบอาการที่ผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบและทำลาย หลังจากนั้นเกษตรกรควรฉีด พ่นสารเคมีต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียงเพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรค ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์

3. หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

“พาณิชย์” เตรียมแผนทำโครงการ “ประกันรายได้” 4 สินค้าเกษตร ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง

“พาณิชย์” เตรียมแผนทำโครงการ “ประกันรายได้” 4 สินค้าเกษตร ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง

09th Jul 2019 General Information

กรมการค้าภายในเผยเตรียมข้อมูลและแนวทางทำ “ประกันรายได้” พืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังพร้อมแล้ว รอชง “จุรินทร์” ว่าที่รมว.พาณิชย์คนใหม่ พร้อมแนวทางขับเคลื่อนที่เหมาะสม ทั้งการกำหนดพื้นที่ ปริมาณผลผลิตของเกษตรกรแต่ละราย และการเน้นช่วยรายย่อย ไม่ใช่ช่วยแบบหว่านแห

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำรายละเอียดและแนวทางการดำเนินโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรเสร็จแล้ว และพร้อมเสนอให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์คนใหม่พิจารณาภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง หากรัฐบาลชุดใหม่ จะดำเนินโครงการประกันรายได้ ตามนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยได้จัดทำรายละเอียดการรับประกันรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 4 ชนิดที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง

“ถ้ารัฐบาลชุดใหม่ จะทำประกันรายได้ กรมฯ ก็พร้อมเสนอให้รมว.พาณิชย์คนใหม่พิจารณา โดยได้เตรียมข้อมูล และวิธีการทำโครงการไว้หมดแล้ว อย่างวิธีการคำนวณราคากลาง หรือราคาอ้างอิง เพื่อจะนำมาคำนวณจำนวนเงินที่รัฐจะชดเชยรายได้ให้เกษตรกร การลงทะเบียนเกษตรกร เพื่อยืนยันความมีตัวตน เป็นต้น และยังจะเสนอให้ใช้วิธีการทำเหมือนที่เคยทำมาแล้ว เช่น กำหนดพื้นที่ หรือปริมาณสินค้าเกษตรของเกษตรกรแต่ละราย ไม่ใช่ช่วยเหลือทุกราย แต่จะเน้นเฉพาะรายย่อย ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เพื่อไม่ให้เห็นภาระกับรัฐบาลมากเกินไป”

สำหรับการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ควรกำหนดพื้นที่ไว้ที่ 15-30 ไร่ต่อรายเหมือนที่ผ่านมา ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดพื้นที่ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย หรือไม่เกิน 15 ตัน ขณะที่มันสำปะหลัง ไม่เกิน 100 ตันต่อราย แต่ปาล์มน้ำมัน ที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่เคยประกันรายได้ จึงยังไม่ชัดเจนว่า จะกำหนดพื้นที่ หรือปริมาณผลผลิตเท่าไร โดยจำนวนพื้นที่และปริมาณสินค้าเกษตรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรแต่ละรายดังกล่าว เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นของกรมฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงแนวทางการดำเนินโครงการก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาลเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สินค้าเกษตรกรบางรายการ ยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการพยุงราคา หรือการประกันรายได้ เพราะราคาตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว และข้าวเปลือกหอมมะลิ เช่นเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ปัจจุบันกิโลกรัม (กก.) ละประมาณ 8 บาทกว่า แต่หากราคาลดลง รัฐจะเข้าไปช่วยพยุงราคา เพื่อไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อน ส่วนปาล์มน้ำมัน ยังน่าเป็นห่วง เพราะแม้ราคาขยับขึ้น โดยผลปาล์มสดกก.ละใกล้เคียง 4 บาท และน้ำมันปาล์มดิบ กก.ประมาณ 20 บาทแล้ว แต่ราคายังไม่แน่นอน เพราะราคาในตลาดโลกลดลง ขณะที่มันสำปะหลัง เป็นห่วงเรื่องโรคใบด่างระบาด ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ปัญหาการระบาดอย่างเร่งด่วนแล้ว

ที่มา : Commerce News Agency

พยุงรายได้แสนล้าน!! คต.ลงพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสระแก้ว กำชับต้องปลอดโรคใบด่าง-สะอาด

พยุงรายได้แสนล้าน!! คต.ลงพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสระแก้ว กำชับต้องปลอดโรคใบด่าง-สะอาด

05th Jul 2019 General Information

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจะจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การเชื่อมโยงตลาดมันเส้นสะอาดระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้มันเส้นสะอาด” วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ที่เดอะ เวโล โฮเต็ล แอนด์ ปั๊มแทรค อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตมันสำปะหลังเป็นมันเส้นสะอาด ยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง รวมถึงระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเชื่อมโยงตลาดมันเส้นสะอาดระหว่างเกษตรกรกับผู้ใช้ รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมให้คำแนะนำในการควบคุมและแนวทางแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกร รวมทั้งเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสอดส่อง ควบคุมดูแลและป้องกันโรคใบด่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“จะเป็นเวทีที่หน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการร่วมกันจัดสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้ผู้ผลิต ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการลานมันและประชาชนที่สนใจได้พบปะหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้รับซื้อผลผลิต เพื่อร่วมกันหารือแนวทางการพัฒนาตลาดมันเส้นสะอาด ยกระดับมาตรฐานการผลิตมันเส้นให้มีคุณภาพดี เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการจากทั่วโลก ทั้งนี้ มันเส้นสะอาดเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ตลาดต้องการสูงมาก เนื่องจากเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งสูง อัตราแปรสภาพดี เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องทุกอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” นายวันชัย กล่าว

“มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศปีละแสนล้านบาทสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายล้านครัวเรือนไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์เป็นอันดับ 1 ของโลก“ นายวันชัย กล่าว

นายวันชัยกล่าวว่า ในปี 2561 ไทยส่งออกปริมาณรวม 8.27 ล้านตัน ลดลง 26.14% มูลค่ารวม 3,106.17 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับ 4 เดือนแรกปี 2562 ส่งออกปริมาณรวม 2.94 ล้านตัน ลดลง 18.96% มูลค่ารวม 1,077.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกมันเส้น ได้แก่ จีน (99.98%) และอื่นๆ เช่น สเปน อินโดนีเซีย เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ (0.02%)

ที่มา : มติชนออนไลน์