4 สมาคมมันสำปะหลังร้องรัฐ ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องรัฐ ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง

29th Jun 2020 General Information

4 สมาคมมันสำปะหลังร้องตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง ใช้มาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 สกัดการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ วอนพาณิชย์- เกษตรตรจริงจังแก้ปัญหา เหตุระบาดตั้งแต่ปี61 ผลผลิตลดวูบ ไม่พอใช้ในประเทศ-ส่งออก สะเทือนอุตสาหกรรมมันทั้งระบบ หวั่นขาดทุน- จนต้องเลิกจ้างพนักงาน

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในหลายมาตรการเพื่อสกัดการระบาดของโรคใบด่าง ด้วยการตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคใบด่าง โดยมีมาตรการแบบเดียวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เริ่มแพร่ระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี2561 และปัจจุบัน ได้ลุกลามขยายวงกว้างไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญเช่นนครราชสีมา สระแก้ว บุรีรัมย์สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยสมาคมได้ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่มีกฎหมายในมือในการป้องกันและสกัดการระบาดของโรคได้ โดยท่อนพันธุ์เป็นสินค้าควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์สามารถออกประกาศห้ามการเคลื่อนย้ายได้ หรือหากจะเคลื่อนย้ายต้องมีเอกสารอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ก็มีกฎหมายเรื่องของการกักกันโรคพืช โดยทั้งสองหน่วยงานต้องปฎิบัติงานร่วมกันในทิศทางเดียวกันแต่ที่ผ่านมาในระดับพื้นที่กลับยังมีความสับสน ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ซื้อขายกันอย่างอิสระ ทำให้การระบาดของโรคกระจายไปอย่างรวดเร็ว

นายบุญชัย กล่าวว่า จากการที่ไม่มีมีมาตรการออกมาอย่างชัดเจน และไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้มีการระบาดไปแล้วไม่น้อยกว่า 70,000 ไร่ในพื้นที่ 18 จังหวัดและยังมีพื้นที่เพาะปลูกอีกเป็นจำนวนมากที่รอการสำรวจจากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8,000,000 ไร่ใน 50 จังหวัด การแพร่ระบาดในขณะนี้กำลังรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่การทำลายกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถควบคุมโรคได้เกษตรกรจำนวนกว่า 600,000 ครัวเรือนจะสูญเสียหาย 80 – 100% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่เคยนำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ผลิตมันสำปะหลังของไทยผลผลิตปี 2562/63 ประมาณ 20-22 ล้านตัน จากที่คาดไว้ 28 ล้านตัน ส่วนผลผลิตปี 2563/64 คาดว่าจะไม่ถึง 20 ล้านตันเนื่องจากการระบาดของโรคทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงกว่า 80-100% เช่น ผลผลิตจากเดิมต่อไร่จากเดิมที่ไม่มีการระบาดอยู่ที่ 3 ตัน หลังการระบาดจะเหลือแค่ 1 ตัน และเปอร์เซนต์แป้งก็ต่ำไม่ถึง 10% จากที่เคยเฉลี่ยที่ 20-25% เป็นต้น

“4สมาคมจึงขอให้รัฐบาลหามาตรการหยุดการแพร่ระบาดด้วยการเร่งสำรวจข้อมูลโรคใบด่างให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดเมื่อพบแปลงที่เป็นโรคขอให้รีบทำลายทุกแปลงโดยหน่วยงานราชการและเร่งหามาตรการเพื่อช่วยเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้รับผลกระทบโดยเร็วรวมทั้งการเปลี่ยนพืชปลูกที่ตลาดมีความต้องการเพื่อตัดวงจรโรคเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การสนับสนุนต้น พันธุ์ปลอดโรคเพื่อปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

พร้อมกันนี้ทั้ง 4 สมาคม ขอให้รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความร่วมมือคือมันสำรวจแปลงตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสองสัปดาห์เมื่อพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลเกษตรอำเภออาสาสมัครเกษตรประจำบ้านหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกพื้นที่ทันทีเพื่อถอนทำลายและตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการป้องกันและกำจัดโรครวมทั้งใช้ต้นพันธุ์ปลอดโรคจากแปลงของตนเองและแปลงที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด ไม่นำต้นพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่อ หลีกเลี่ยงการใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งที่พบการแพร่ระบาดไม่ซื้อท่อนพันธุ์ทางสื่อออนไลน์ต่างๆหรือช่องทางพัสดุไปรษณีย์เพราะเสี่ยงต่อการได้รับท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค และเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไปยังที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว และใช้ท่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคใบด่างได้แก่เกษตรศาส 50 ห้วยบง 60 และระยอง 1 ซึ่งหน่วยงานราชการรับรองและต้านทานโรคมากกว่าเลิกใช้ท่อนพันธุ์ อ่อนแอต้านโรคต่ำได้แก่พันธุ์ 89 และระยอง 11 ก็จะทำให้โรคระบาดรุนแรงและรวดเร็วเช่นโรคใบด่าง รากเน่าหัวเน่าและพุ่มแจ้ นอกจากนี้ภาครัฐควรเร่งจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังที่ไม่สามารถปลูกมันได้เนื่องจากพื้นที่มีการระบาดของโรคเพราะขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรยังคงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องเพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

“พาณิชย์”จ่ายส่วนต่างมันงวด 7 เพิ่มเป็นกิโลละ 40 สตางค์ หลังราคาตกจากภัยแล้ง ส่งไปจีนลด

29th May 2020 General Information

“พาณิชย์”เคาะจ่ายส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง งวดที่ 7 ในอัตรากิโลละ 40 สตางค์ ให้กับเกษตรกรที่แจ้งเก็บเกี่ยว 1-31 พ.ค.63 เผยยอดจ่ายชดเชยสูงขึ้น เหตุเจอภัยแล้ง ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และส่งออกไปจีนได้ลดลง จากพิษโควิด-19 “วิชัย”แจ้งเกษตรกร ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนเครื่องสับมัน เพื่อเพิ่มคุณภาพ ยืดระยะเวลาขอได้จนถึงสิ้นก.ย.63

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้เห็นชอบการกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/63 งวดที่ 7 โดยจะชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค.2563 ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 0.40 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 2.50 บาทต่อกก. โดยราคาตลาดหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่กก.ละ 2.10 บาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างงวดที่ 7 ถือว่าจ่ายสูงสุด นับตั้งแต่มีการจ่ายเงินชดเชยมา โดยงวดที่ 1 จ่ายที่ 23 สตางค์ งวดที่ 2 จ่าย 26 สตางค์ งวดที่ 3 จ่าย 27 สตางค์ งวดที่ 4 จ่าย 32 สตางค์ งวดที่ 5 จ่าย 31 สตางค์ และงวดที่ 6 จ่าย 39 สตางค์ เนื่องจากมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19

สำหรับราคาตลาดเพื่อใช้ในการคำนวณส่วนต่าง ได้คำนวณจากราคาในแหล่งผลิตสำคัญใน 4 ภูมิภาค 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี อุดรธานี กำแพงเพชร ชลบุรี กาญจนบุรี ย้อนหลัง 30 วัน

โดยการจ่ายเงินส่วนต่างจะจ่ายทุกวันที่ 1 ของเดือน เป็นเวลา 12 เดือน นับจากการจ่ายงวดแรกในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง โดยเกษตรกร 1 ครัวเรือน จะใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง โดยการคำนวณผลผลิต ที่จะได้รับการชดเชย ได้ใช้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ย้อนหลัง 3 ปี (2559/60 2560/61 และ 2561/62) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเท่ากับ 3,527 กก. คูณด้วยจำนวนไร่ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2562 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบวันที่ 12 พ.ย.2562 มีกรอบวงเงินดำเนินการ 9,671 ล้านบาท เพื่อประกันรายได้มันสำปะหลังกก.ละ 2.50 บาท เชื้อแป้ง 25% ให้สิทธิไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้อีก 458.974 ล้านบาท หลังจากวงเงินเดิมที่เคยอนุมัติไว้ไม่เพียงพอ

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ได้ขยายระยะเวลาสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง ให้กับเกษตรกรผ่านสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ออกไปจนถึงเดือนก.ย.2563 โดยจะสนับสนุนกลุ่มละ 15,000 บาท เพื่อซื้อเครื่องสับมัน สามารถยื่นเรื่องได้ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด มีเป้าหมายสนับสนุน 700 เครื่อง จากปัจจุบันสนับสนุนไปแล้ว 300 เครื่อง

ที่มา : Commerce News Agency

ชัยภูมิเจ๋งผุด “ร.ร.มันสำปะหลัง” แห่งแรกในไทย

ชัยภูมิเจ๋งผุด “ร.ร.มันสำปะหลัง” แห่งแรกในไทย

12th May 2020 General Information

ชัยภูมิ ผุดโรงเรียนมันสำปะหลังแห่งแรกของประเทศ เล็งเป็นศูนย์เรียนรู้ ติวเข้มนักเรียนในพื้นที่ที่ไม่ได้เรียนต่อ สานต่ออาชีพบรรพบุรุษ เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยภูมิ ได้เป็นประธานงานแถลงข่าวและลงนามบันทึก ความเข้าใจ(MOU) ว่าด้วยความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (MOU – Partnership School Project)- โรงเรียนมันสำปะหลัง โดยบริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 โดยได้คัดเลือกโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) อำเภอบำเหน็จณรงค์ เป็นพื้นที่การดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ในมิติ “โรงเรียนมันสำปะหลัง”

สำหรับพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ,นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และนายสุชาติ อยู่เจริญ นายอำเภอบำเหน็จณรงค์ เป็นสักขีพยานในการลงนามร่วมกันระหว่าง นายวีระสิทธิ์ มหัทธนาคุณ,นายบรรลุ ศิริเพชร จาก บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด,นายอภิชาต หวั่งหลี จากมูลนิธิทองพูล หวั่งหลี,นายสมเกียรติ แถวไธสง ศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ,นายนิวัฒน์ แก้วเพชร ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3,นายสมศักดิ์ แก้วเพชร ผอ.โรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฏร์อุปถัมภ์), นายอนันต์ พึขุนทด ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาร.ร.ชุมชนบ้านหนองแวง (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) และนายธีรวัจน์ ธรรมโสภารัตน์ นายก อบต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ ซึ่งมีนายนิมิตร ฤทธิ์ไธสง รอง ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3,นางโชติกา ชาลีรินทร์ ผอ.กลุ่มนิเทศฯ,นางวรรณภา ภู่ดัด ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และคณะบุคลากรในสังกัด เข้าร่วมในพิธีลงนามฯ ณ ห้องประชุมพญาแล ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

โครงการความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทสยาม ควอลิตี้ สตาร์ชฯ จะสร้างโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องมันสำปะหลัง โดยจะดำเนินการสร้างศูนย์ฯเป็นแปลงสาธิตให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และผลผลิตมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจังหวัดชัยภูมิประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ขณะที่นักเรียนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนต่อจะประกอบอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการทำไร่มันสำปะหลังซึ่งผู้ปกครองได้ทำมาโดยตลอดแต่ประสบปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำเพราะใช้การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม การมีโครงการนี้จะตอบโจทย์ ทำให้มีคุณภาพชีวิต และรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในปี 2562 ประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 8.82 ล้านไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.66 ล้านไร่ โดยจังหวัดชัยภูมิมีเนื้อที่เพาะปลูก 629,570 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 605,111 ไร่ ผลผลิตประมาณ 2.16 ล้านตัน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

“จุรินทร์ “ ประธานประชุม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -มันสำปะหลัง” หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ชูนโยบาย ”เกษตรผลิต พาณิชย์การตลาด”

“จุรินทร์ “ ประธานประชุม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -มันสำปะหลัง” หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ชูนโยบาย ”เกษตรผลิต พาณิชย์การตลาด”

15th Apr 2020 General Information

เห็นชอบประกันภัย 7 อย่างผู้ปลูกข้าวโพด ช่วยเหลือผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ตกหล่นยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้ เตรียมนำเข้า ประชุม ครม. ขอเพิ่มงบช่วยเหลือเกษตรกร

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา09.30 -13.00 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ – มันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2563 ภายหลังการประชุม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานในที่ประชุม แถลงผลการประชุมว่า

วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ให้ความเห็นชอบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด 2 เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่งการประกันภัยพืชผลหรือการประกันภัยข้าวโพดจะช่วยให้ชาวไร่ข้าวโพด หากประสบภัย7 ชนิด หรือประสบภัยจากโรคระบาดจะได้รับเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย โดยรัฐบาลกับ ธกส.จะร่วมมือกันในการจ่ายเบี้ยประกันแทนชาวไร่ข้าวโพดไร่ละ 160 บาท โดยเบี้ยประกัน 160 บาทต่อไร่นั้น รัฐบาลจะจ่ายให้ 96 บาท และ ธกส. จะช่วยจ่ายให้ 64 บาท ถ้าชาวไร่ข้าวโพดผลผลิตเสียหายจากเหตุ 7 ชนิด เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ เป็นต้น จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท แต่ถ้าเกิดจากโรคระบาดจะได้รับการชดเชยไร่ละ 750 บาท โดยจะใช้วงเงินทั้งหมด 313 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจะตั้งวงเงินชดเชยให้ในปีถัดไป

เรื่องที่สองการขยายระยะเวลานโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดซึ่งแต่เดิมนั้นได้กำหนดระยะเวลาการประกันรายได้ไว้สำหรับผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ทำให้เกษตรกรที่ปลูกในช่วงเดือนนี้ไม่สามารถได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ได้ วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ความเห็นชอบว่าเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 สามารถได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้ได้ด้วยโดยมีเกษตรกรอยู่ประมาณ 150,000 ราย ใช้วงเงินงบประมาณ 670 ล้านบาทจะได้รับเงินส่วนต่างชดเชยกิโลกรัมละ 29 สตางค์โดยประมาณ ซึ่งจะให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจัดตั้งงบประมาณชดเชยให้ในปีถัดไป พร้อมทั้งจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

สำหรับเรื่องมันสำปะหลัง ที่ประชุมมีความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ 1 การปฎิบัติตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งได้มีการประกันรายได้ไว้ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาทและมีการกำหนดการจ่ายเงินส่วนต่างรวม 12 งวด คือเดือนละ 1 งวดทุกวันที่ 1 ของเดือน ที่ผ่านมาได้มีการจ่ายไปแล้ว 5 งวดด้วยกัน ยังเหลืออยู่อีก 7 งวดซึ่งงวดถัดไปวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาราคาหัวมันสดตกต่ำลงไปมากส่วนหนึ่งเกิดจากภัยแล้งทำให้เชื้อแป้งไม่ได้ตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็นทำให้เกษตรกรมีรายได้ในราคาที่ต่ำลงประกอบกับโควิดทำให้ความต้องการในตลาดต่างประเทศมีปัญหาในเรื่องของการส่งออกหลายส่วน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 12 ที่ยังค้างอยู่นั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีกประมาณ 460 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยดูแลในงบประมาณส่วนนี้ต่อไป โดยจะขอให้ ธกส. ได้จ่ายสำรองไปก่อนและรัฐบาลก็จะตั้งจ่ายชดเชยในปีถัดไป

เรื่องที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าควรขอความร่วมมือจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้งหมด 4 สมาคมด้วยกันประกอบด้วย สมาคมแป้งมัน สมาคมการค้ามันสำปะหลัง สมาคมมันสำปะหลังภาคอีสาน และสมาคมมันสำปะหลังภาคตะวันออก ได้หารือร่วมกันเพื่อที่จะหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลาวิกฤตในปัจจุบันนี้ โดยขอให้หารือกันว่าสามารถที่จะช่วยรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท ที่เชื้อแป้ง 25% ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในยามวิกฤตและขณะเดียวกันเพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายเงินส่วนต่างของรัฐบาลไปอีกจำนวนหนึ่งได้ด้วยในเวลาเดียวกันซึ่งขอให้ 4 สมาคมนี้ ได้ไปหารือร่วมกันกับผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์และขอคำตอบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไรโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามสำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ได้ดำเนินการมาของรัฐบาลทั้งในส่วนของข้าว มัน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดนั้นมีความคืบหน้าเป็นลำดับ เกษตรกรจำนวนมากได้รับเงินส่วนต่างไปโดยลำดับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยังประสบปัญหาติดขัดไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในเรื่องใดก็ตามที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่วันนี้ได้มีการสั่งการให้กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องจากเกษตรกรที่ เชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้แต่ยังไม่ได้รับเงินเนื่องจากติดปัญหาอุปสรรค นอกจากจะไปร้องเรียนที่เกษตรตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือที่ ธกส. โดยตรงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็จะเปิดรับเรื่องจากเกษตรกรโดยตรงผ่านหมายเลข 1569 โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้รับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะและตรวจแยกข้อมูลเพื่อที่จะได้สั่งการไปยังผู้รับผิดชอบในแต่ละจังหวัดให้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างให้ได้รับเงินส่วนต่างโดยเร็ว

“เรื่องที่ผมได้เคยเรียนให้ทุกท่านได้รับทราบว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติโควิดที่เกิดขึ้นและรัฐบาลมีนโยบายที่จะออกพระราชกำหนดในการกู้เงินเพื่อมาใช้ในการเยียวยาและสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดีถือว่าเป็นนโยบายที่สังคมให้การตอบรับมาก” นายจุรินทร์กล่าว

ในส่วนของกระทรวงเกษตรกับกระทรวงพาณิชย์นั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าจะต้องมีการดำเนินการบูรณาการร่วมกันในการทำงานเพราะทั้งหมดทั้ง 2 ส่วน ก็มีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรจะดำเนินการบูรณาการร่วมกันภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อควบคู่กันไปและจะมีการดำเนินการในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจรทั้งในภาคการผลิตและภาคการแปรรูปรวมทั้งการตลาด ต่อไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรครัวละ 5,000 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรได้เตรียมการในการตั้งเรื่องที่เกี่ยวกับในเรื่องนี้แล้วและจะช่วยเหลือทั้งในส่วนของเกษตรด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง และเกษตรแปรรูปต่อไปในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการเตรียมการที่จะลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยหรือในเรื่องอื่นๆ เรื่องของแหล่งน้ำ ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการประสานการตลาด ซึ่งจะมุ่งเน้น 3 ส่วนทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ หมายรวมถึงการส่งออกและตลาดอีคอมเมิร์ซหรือตลาดออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นตลาดออนไลน์เพื่อการค้าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม โดยทั้งหมดนี้ภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อขอการสนับสนุนต่อไปเพื่อให้รัฐบาลสามารถที่จะเดินหน้าในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา: http://www.thaigov.go.th

สศก. ลุย สระแก้ว-โคราช แหล่งระบาดโรคใบด่างมันฯ เร่งกำจัดโรคแล้วเกิน 50% เกษตรกรได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

สศก. ลุย สระแก้ว-โคราช แหล่งระบาดโรคใบด่างมันฯ เร่งกำจัดโรคแล้วเกิน 50% เกษตรกรได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

03rd Apr 2020 General Information

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรคใบด่างมันสำปะหลัง พบว่า ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2563 มีพื้นที่ระบาด จำนวน 76,221 ไร่ ใน 17 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยได้ทำลายแล้ว ด้วยวิธีฝังกลบและ ราดสารกำจัดวัชพืช การใส่ถุง/กระสอบและตากแดด หรือวิธีบดสับและตากแดดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคฯ จำนวน 47,470 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 62 ของพื้นที่ระบาดทั้งหมด คงเหลือพื้นที่ระบาด จำนวน 28,751 ไร่ ใน 11 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ลพบุรี สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจ ติดตามพื้นที่ระบาดของโรค และดำเนินการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบในอัตราชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ควบคุมการนำเข้าท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ภายในประเทศ รวมทั้งสร้างการรับรู้ ให้เกษตรกรเพื่อป้องกันกำจัดโรคฯ

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 385,906 ไร่ พบพื้นที่ระบาด จำนวน 43,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของจังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งที่พบการระบาดมากที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะอำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันทำลายพื้นที่ระบาดไปแล้ว จำนวน 21,805 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่ระบาดในจังหวัด คงเหลือ จำนวน 21,875 ไร่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการประชาคม/ติดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อยืนยันผลการตรวจสอบพื้นที่ระบาดและเสนอคณะทำงานบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับอำเภอ พิจารณาอนุมัติการ ทำลายต่อไป

จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 1.43 ล้านไร่ พบพื้นที่ระบาด จำนวน 11,142 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 1 ของพื้นที่ปลูกในจังหวัด เป็นแหล่งที่พบการระบาดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ พบในอำเภอเสิงสางและอำเภอครบุรี ปัจจุบันทำลายไปแล้ว จำนวน 8,457 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 76 ของพื้นที่ระบาดในจังหวัด คงเหลือพื้นที่ต้องทำลายอีก จำนวน 2,685 ไร่ โดยอยู่ในกระบวนการอนุมัติการทำลายของคณะทำงานบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับอำเภอ เพื่อดำเนินการทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค ต่อไป

ด้านการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่เกษตรกร พบว่า พื้นที่ที่ทำลายแล้ว ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบอนุมัติเงินชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด เรียบร้อยแล้ว โดยเกษตรกรจะทยอยได้รับเงินชดเชยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ทั้ง 2 จังหวัด อย่างไรก็ตาม จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความเสี่ยงจากการระบาดของโรคเนื่องจากจากพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังติดกับแนวเขตชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสถานการณ์ระบาดของโรค โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรคสามารถแพร่กระจายการระบาดในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งอาจเกิดสถานการณ์การระบาดซ้ำซาก ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้มีการปลูกพืชกันชนป้องกันการระบาดในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ไผ่ ไม้ผล อ้อย เป็นต้น หรือไม้ยืนต้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกใน แต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตท่อนพันธุ์สะอาดใช้เองในชุมชน ตลอดจนการสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป

ที่มา : ข่าวออนไลน์ RYT9

“พาณิชย์”คาดมันสำปะหลังราคาพุ่ง หลังผลผลิตลด เจอนำผลิต E20

“พาณิชย์”คาดมันสำปะหลังราคาพุ่ง หลังผลผลิตลด เจอนำผลิต E20

27th Feb 2020 General Information

กรมการค้าต่างประเทศคาดราคามันสำปะหลังดีขึ้นต่อเนื่อง หลังผลผลิตลด เพื่อนบ้านเจอปัญหาโรคใบด่าง และถูกนำไปใช้ทำน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 แต่ไม่นิ่งนอนใจ หารือเอกชนใกล้ชิดเตรียมมาตรการรองรับกรณีมีปัญหา และยังประสานทูตพาณิชย์ตรวจสอบกรณีผู้นำเข้ากดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม พร้อมแนะยกระดับมุ่งผลิตสินค้าพรีเมี่ยมสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์ราคาส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันพบว่าราคามันสำปะหลังทั้งระบบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจะได้รับดีตามไปด้วย แต่กรมฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมหารือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมาตรการรองรับกรณีราคาส่งออกมันสำปะหลังตกต่ำ พร้อมประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีผู้นำเข้ากดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม

โดยปัจจัยที่ทำให้ราคามันสำปะหลังดีขึ้น มาจากปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตในบางพื้นที่เสียหายเกือบร้อยละ 30 และเกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพราะเกรงว่าจะไม่มีท่อนพันธุ์ในการปลูกต่อ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านประสบปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตโดยรวมของทั้งภูมิภาคลดลงประมาณร้อยละ 30 จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความต้องการมันสำปะหลังภายในประเทศก็มีแนวโน้มปรับตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายด้านพลังงานของไทยที่จะผลักดันให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือน้ำมันเบนซินที่มีสัดส่วนเอทานอลผสมอยู่ร้อยละ 20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างสมดุลให้กับพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล

“กรมฯ เชื่อว่าสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีที่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะยกระดับสินค้ามันสำปะหลังที่ส่งออก เน้นการส่งออกสินค้าที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังแปรรูปที่เป็น Gluten Free รวมถึงผลักดันการส่งออกไปยังตลาดพรีเมี่ยม เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น”นายกีรติกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 6.596 ล้านตัน มูลค่า 2,601.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 20.37 และ 16.36 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณรวม 8.282 ล้านตัน มูลค่า 3,110.60 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีข้อสังเกตว่าปริมาณส่งออกลดลง เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังของไทยออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

พาณิชย์ ขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังในอินเดียเพิ่มเกือบ 200 ลบ. ชี้ประสบผลสำเร็จเกินคาด

พาณิชย์ ขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังในอินเดียเพิ่มเกือบ 200 ลบ. ชี้ประสบผลสำเร็จเกินคาด

31st Jan 2020 General Information

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้นำคณะผู้แทนการค้าไทยเดินทางเยือนเมืองเบงกาลูรู และเมืองไฮเดอราบัด สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อเจรจาการค้าการลงทุนและขยายตลาดมันสำปะหลังร่วมกัน การเดินทางครั้งนี้ ได้มีการประชุมและหารือร่วมกับผู้นำเข้าแป้งมันสำปะหลังที่มีศักยภาพ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการขยายการนำเข้า โดยการจัดประชุม เรื่อง “ศักยภาพและโอกาสของแป้งมันสำปะหลังไทยในอินเดีย” มีผู้นำเข้าแป้งมันสำปะหลังอินเดียในอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วม อาทิ เด็กซ์ทริน กระดาษ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ทำให้มีโอกาสในการขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังของไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ใช้โอกาสนี้ เสนอคุณลักษณะที่โดดเด่นของสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยที่เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น ไร้การตัดแต่งพันธุกรรม (Non GMOs) ให้สีที่ใสเมื่อผ่านความร้อน มีความคงตัวสูง และที่สำคัญราคาต่ำกว่าแป้งชนิดอื่น เป็นต้น ขณะที่ผู้นำเข้าอินเดียต้องการแป้งมันสำปะหลังแปรรูปชนิดที่เป็น Gluten Free และมีคุณสมบัติตรงตามที่อุตสาหกรรมอาหารของอินเดียแต่ละรายต้องการ (Tailor made) ปริมาณประมาณ 10,000 ตัน ซึ่งจะมีการเจรจากันต่อไปเพื่อทำ R&D (Research & Development) สินค้าตามสูตรที่ต้องการ โดยแป้งมันสำปะหลังแปรรูปชนิดที่อินเดียต้องการ จะมีราคาไม่ต่ำกว่า 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งจะทำให้เกิดมูลค่าการค้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูปกับอินเดียได้เพิ่มขึ้นอีกราว 195 ล้านบาท

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอินเดียมีความต้องการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังจากไทยสูงมาก และเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง ลำดับที่ 13 ของไทย โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2562 (ม.ค. – พ.ย.) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปอินเดียมีปริมาณ 36,306 ตัน มูลค่ารวม 23.46 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดอยู่ที่ 76% ซึ่งเป็นผู้นำตลาดและยังได้เปรียบจากการที่ไทยมีความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ทำให้ผู้นำเข้าอินเดียชำระอากรขาเข้าต่ำกว่าการนำเข้าจากประเทศอื่นนอกอาเซียน

สำหรับสถิติการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย.62 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 6.211 ล้านตัน มูลค่า 2,433 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าลดลง 19.75% และ 15.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณรวม 7.740 ล้านตัน มูลค่า 2,888 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกลดลง เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังของไทยออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ยกเลิกขายน้ำมันโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มยอดใช้ E20

ยกเลิกขายน้ำมันโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มยอดใช้ E20

27th Jan 2020 General Information

พลังงาน เตรียมยกเลิกขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ช่วยเพิ่มยอดใช้น้ำมัน E20 จาก 6.5 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 12 ล้านลิตรต่อวัน หนุนใช้เอทานอลเพิ่มขึ้น ดันราคามันสำปะหลังและอ้อย

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุ จะกำหนดให้น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ และยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดความสับสนประชาชนลง เนื่องจากปัจจุบันมีชนิดน้ำมันกลุ่มเบนซินมากถึง 5 เกรด โดยจะลดเหลือเพียง 4 เกรดเท่านั้น ได้แก่ น้ำมันเบนซินธรรมดา น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E85 ซึ่งการยกเลิกน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 จะช่วยให้มีการใช้น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น และช่วงเปลี่ยนผ่านมาตรการนี้ อาจใช้มาตรการทางการเงินมาจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้มากขึ้น

นอกจากนี้จะส่งผลดีมีการใช้เอทานอลมาผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์มากขึ้น ช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังและอ้อยให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งนโยบายการส่งเสริมพลังงานบนดินลักษณะนี้ เคยใช้มาแล้ว และสัมฤทธิ์ผลดีในการส่งเสริมน้ำมันดีเซล B10 ที่ช่วยยกระดับราคาปาล์มน้ำมันมาแล้ว โดยขณะนี้ราคาเฉลี่ยมันสำปะหลัง อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.067 บาท อีกทั้งยังช่วยลดฝุ่น PM.2.5 อีกด้วย

พร้อมยืนยันจะไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มรถยนต์เก่าที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เนื่องจากสามารถหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีปริมาณออกเทนสูงกว่าและคุณภาพดีกว่าทดแทนได้ ในราคาที่ต่างกันเพียง 27 สตางค์/ลิตร โดยปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.65 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.38 บาท/ลิตร ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 23.64 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เพียง 22% จากรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ได้จริงทั้งหมด 3.3 ล้านคัน และมีรถจักรยานยนต์ใช้ E20 ได้จริง 14.71 ล้านคัน แต่มีการใช้จริงเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะหารือกับหน่ายงานที่เกี่ยวข้องและค่ายน้ำมันเพื่อหามาตรการจูงใจผู้ใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายจะทำให้ยอดการใช้เพิ่มเป็น 12 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิม 6.5 ล้านลิตรต่อวัน และหากมาตรการดังกล่าวมีความพร้อมและดำเนินการได้เร็ว อาจยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ได้ก่อนไตรมาส 3 และในอนาคต อาจมีการยกเลิกน้ำมันกลุ่มเบนซินลงอีก 1 ชนิดต่อไป

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

พาณิชย์ส่งทีมตรวจสอบโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก-เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ

พาณิชย์ส่งทีมตรวจสอบโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก-เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ

06th Jan 2020 General Information

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตมันสำปะหลัง ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การค้า และกำกับดูแลการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้เป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังดิบและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังถูกกำหนดให้เป็นสินค้ามาตรฐาน ซึ่งในการส่งออกทุกล็อตจะต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อใช้ประกอบพิธีการศุลกากร รวมทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานมันสำปะหลังจากไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

“กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบโรงงานมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และยังได้กำชับผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้เคร่งครัดปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และมีความเป็นกลางในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า รวมทั้งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า ออกไปกำกับดูแลการส่งออกสินค้ามาตรฐาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดด้วย” นายกีรติกล่าว
พร้อมระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการตลาดสินค้ามันสำปะหลังให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ รวมถึงผลักดันให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่นำไปผลิตแอลกอฮอล์รองรับฤดูหนาว รวมถึงเทศกาลตรุษจีนปลายเดือนม.ค.63 จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อช่วยยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสดให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ขณะนี้หัวมันสำปะหลังเริ่มออกสู่ตลาด โดยส่วนหนึ่งจะเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นแป้งมันสำปะหลัง และอีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้แก่ มันเส้น มันชิ้น และมันอัดเม็ด โดยราคาหัวมันสดอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.15-2.50 บาท ที่เชื้อแป้ง 25%, เชื้อแป้ง 30% กก.ละ 2.85 บาท

ขณะที่ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภทสินค้าในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 62 อยู่ที่ 5.83 ล้านตัน ลดลง 17% คิดเป็นมูลค่า 2,260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 13%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

“สุวิทย์” ชูนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% นำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตการเกษตร ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy

“สุวิทย์” ชูนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% นำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตการเกษตร ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy

11th Dec 2019 General Information

“สุวิทย์” ขานรับนโยบายรัฐบาล งดใช้ถุงพลาสติก ดีเดย์ 1 ม.ค. 2563 นี้ ผนึกภาคเอกชน-SMEs ไทย สร้างนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% จากแป้งมันสำปะหลัง ปฏิวัติรูปแบบถุงพลาสติกไทย ตอกย้ำแนวคิดนำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าการเกษตร ตอบโจทย์ BCG Economy

อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี: นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมกระบวนการพัฒนาผลิตพลาสติกชีวภาพ ด้วยการนำแป้งมันมาพัฒนาเป็นพลาสติก ณ โรงงาน บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ร่วมวิจัยและพัฒนา “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร”กับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. โดยมีบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกย่อยสลายได้

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากการที่ ครม. มีมติเห็นชอบการงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อในวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป โดยเป็นนโยบายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงานเพื่อลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 กระทรวง อว. จึงขานรับนโยบายในการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากขยะพลาสติก โดยปฏิวัติรูปแบบถุงพลาสติกในประเทศไทย ด้วยการวิจัยและพัฒนา “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร” ผลงานวิจัยของ เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปลี่ยนมันสำปะหลังโดยพัฒนาสูตรในห้องปฏิบัติการเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพและทำการผสมสูตรเพื่อเพิ่มสมบัติทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับการนำไปขึ้นรูปเป็นฟิล์มบางและผลิต “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร” สามารถย่อยสลายได้ภายใน 3 – 4 เดือน ซึ่งได้นำร่องใช้งานจริงแล้วในงานกาชาด ประจำปี 2562 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

นวัตกรรมดังกล่าววิจัยและพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยและภาคเอกชนของไทย โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. ร่วมกับภาคเอกชน บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากภาคีอุตสาหกรรมพลาสติก ได้แก่ บริษัท โททาล คอร์เบียน พีแอลเอ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บีเอเอสเอฟ (ไทย) จำกัด สนับสนุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกชีวภาพ และบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกย่อยสลายได้ ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการปฎิวัติรูปแบบถุงพลาสติก และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย

ทั้งนี้ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับใส่ขยะเศษอาหาร นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ต้นแบบในการพัฒนาตอบโจทย์ BCG Economy ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือการประยุกต์ใช้งานและการแปรรูปของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร เพื่อทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ลดปริมาณถุงพลาสติก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ SMEs ไทย และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัญหาของ “ขยะพลาสติก” ทั้งบนบกและในทะเล เป็นปัญหาที่สำคัญที่ทั่วโลกตื่นตัวกันมาก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 10 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกสู่ท้องทะเลมากที่สุดในโลก สาเหตุ มาจากพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ซึ่งมีอัตราส่วนมากถึง 40% ของขยะพลาสติกทั้งหมด และจากนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดการลดและเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง จำนวน 7 ชนิด ที่พบมากในทะเลของประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการจัดการขยะมีความจำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกเพื่อรวบรวมและขนส่งขยะ เช่น ขยะเศษอาหาร ไม่ให้ปนเปื้อนกับขยะที่รีไซเคิลได้และขยะอื่นๆ สวทช. โดย เอ็มเทค จึงได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีคอมพาวด์ย่อยสลายและถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร โดยนำแป้งมันสำปะหลังมาเป็นวัตถุดิบเริ่มต้น ตอบโจทย์ BCG เพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและยกระดับรายได้ให้เกษตรกร พร้อมทั้งเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีกล่าวให้กับภาคเอกชนต่อไป

นายเขม หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SMS Corporation) เปิดเผยว่า จุดเริ่มโครงการนี้มาจากความร่วมมือทางด้านงานวิจัยระหว่าง บ.เอสเอ็มเอส และ เอ็มเทค สวทช. และขยายผลให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในระดับอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรมฯ ในการเป่าขึ้นรูปถุง ทำให้ประชาชนผู้ใช้มั่นใจได้ว่าถุงขยะสำหรับใส่ขยะเศษอาหารที่มีส่วนผสมของ TAPIOPLAST สามารถย่อยสลายทางชีวภาพ ไม่เหลือสิ่งตกค้างที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ จนเกิดเป็นนวัตกรรมต้นแบบถุงพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

ทั้งนี้ในปัจจุบันนี้มีการใช้พลาสติกชีวภาพเพียง 1% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด และอุปสรรคในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่สำคัญ คือ ปัญหาในด้านต้นทุนการผลิต และประสิทธิภาพในการใช้งาน ทำให้การนำมาประยุกต์ใช้จริงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นบริษัทจึงได้คิดค้นพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรให้อยู่ในรูปของเม็ดพลาสติก เป็นรายแรกของประเทศไทยที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยถุงสำหรับใส่ขยะเศษอาหารนี้มีส่วนผสมของไบโอพลาสติกนี้มีชื่อว่า TAPIOPLASTสามารถทำให้เกิดการย่อยสลายได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อใช้ TAPIOPLAST เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ย่อยลายทางชีวภาพหลากหลายชนิด รวมถึงถุงเพาะชำกล้าไม้ เป็นต้น จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และราคาลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ทำให้ขยายการใช้ในวงกว้างประกอบกับการจัดการขยะที่ถูกวิธี

อย่างไรก็ดีเมื่อทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดัน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชนและเกษตรกรเพื่อสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ ความต้องการของประเทศสร้างความเข้มแข็งในการแข่งขันในระดับชาติ ทำให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เกิดความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ จึงเป็นการปฏิบัติใช้หลักการเศรษฐกิจแบบ BCG คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังที่ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญ

ด้าน นางสาวนฤศสัย มหฐิติรัฐ กรรมการบริหาร บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า บ.ทานตะวันฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy และดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “ทานตะวันเพื่อทุกชีวิตที่ยั่งยืน” ด้วยหลัก 6R คือ Re-Thinking, Re-Designing, Re-Duce Material, Re-Process, Re-Energy และ Re-Covering เช่น ตั้งเป้านำพลาสติกที่เหลือจากขบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% และริเริ่มผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากกระบวนการผลิตดังกล่าวมาต่อยอดทางธุรกิจ ในส่วนของ Bio และ Green Economy บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำวัตถุดิบที่ผลิตจากธรรมชาติ เช่น อ้อย และข้าวโพด มาใช้ผลิตสินค้าประเภท Bio Plastic ซึ่งรวมถึงพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ หรือที่เรียกว่า Compostable Plastic เช่น หลอด ถุงขยะ ถุงซิป ภายใต้เครื่องหมายการค้า”SUNBIO” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ในการสนับสนุนหรือต่อยอดงานวิจัยไทย บริษัทฯ ร่วมทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายโครงการ และบริษัทฯ ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยจาก เอ็มเทค สวทช. พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าถุงยืดอายุผักและผลไม้ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Fresh & Fresh” ที่คิดค้นด้วยเทคโนโลยี MAP คือบรรจุภัณฑ์ที่มีการควบคุมระดับการเข้าออกของก๊าซภายในถุง ให้อยู่ในสภาพดัดแปลงบรรยากาศแบบสมดุล (EMA) เรียกได้ว่าเป็น “ถุงหายใจได้” มีคุณสมบัติทำให้ผักและผลไม้มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานกว่าถุงทั่วไป ยืดอายุความสดใหม่ของผักและผลไม้

อย่างไรก็ดีความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมนั้น ในฐานะภาคเอกชน อยากให้ภาครัฐส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชน ห้างร้านใช้พลาสติกชีวภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องในข้อแตกต่างระหว่างพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ (Compostable Plastic) ซึ่งย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ และได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำย่อยสลายในระยะเวลาที่กำหนด(ประมาณ180วัน) ตามมาตรฐาน ซึ่งแตกต่างกับพลาสติกอ๊อกโซ (OXO Plastic) ซึ่งเป็นพลาสติกที่แตกตัวไปสู่ขั้นไมโครพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ นอกจากนั้นแล้วอยากให้ภาครัฐกำหนดมาตรการจัดการขยะพลาสติกให้ชัดเจนถูกวิธีและเหมาะสม ตั้งแต่ข้อกำหนด การคัดแยก การจัดการ และการกำจัด

“ทั้งนี้ บ.ทานตะวันฯ ในฐานะองค์กรหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งรณรงค์ส่งเสริมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อให้สังคมของเราจัดการปัญหาพลาสติกได้อย่างยั่งยืน และอยาก ย้ำเตือนว่าพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย พลาสติกเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เมื่อเรานำมาใช้ซ้ำ และมีการจัดการอย่างถูกวิธีและเหมาะสม” นางสาวนฤศสัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Recent Posts