เกษตรฯ ดับเครื่องชนตัดวงโคจรโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง

เกษตรฯ ดับเครื่องชนตัดวงโคจรโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร รุดตัดตอนวงจรโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง เผยต้องควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์อย่างเข้มข้น ยกโคราชต้นแบบหยุดยั้งการระบาดของโรคได้ผลพบพื้นที่ระบาดลดลง พร้อมชี้เป้าเกษตรกรซื้อท่อนพันธุ์ มันสะอาดจาก 38 จังหวัดปราศจากโรครุกราน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งได้รับรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า พบการระบาดใน 15 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาญจนบุรี สระแก้ว ระยอง นครสวรรค์ ลพบุรี ขอนแก่น และ มหาสารคาม คิดเป็นจำนวนพื้นที่ 55,924 ไร่ และได้ทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตามหลักวิชาการไปแล้วคิดเป็นพื้นที่จำนวน 13,111 ไร่ โดยจังหวัดที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากการใช้ท่อนพันธุ์ติดโรคที่มาจากแหล่งระบาดของโรค

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมาพบว่ามีการระบาดของโรคใบด่างลดลง เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาได้ออกประกาศการควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง และหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาต และวิธีการขนย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นการป้องกันและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังจากพื้นที่มีการระบาดของโรคไม่ให้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งได้ดำเนินการสำรวจและกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างออกจากแปลงหรือทำลายแปลงที่มีการระบาดของโรคทันที ทำให้การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมาลดลง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้ระบาดเพิ่มขึ้น กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในการเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มงวด ได้แก่ ควบคุมการขนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งที่พบการระบาดของโรค โดยใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ร่วมกันสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และแนะนำแหล่งซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดในพื้นที่ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างจำนวน 38 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครนายก นครพนม นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปทุมธานี ประจวบคิรีขันธ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ราชบุรี ลำปาง ลำพูน เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี

“การที่จะป้องกันกำจัดวงจรการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องแก้ที่สาเหตุสำคัญของการระบาดที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงขอย้ำเตือนเกษตรกรทั้ง 53 จังหวัดที่ปลูก มันสำปะหลังให้เลือกซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรคใบด่าง 38 จังหวัดตามที่แนะนำดังกล่าว และไม่ควรใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่อ่อนแอต่อโรคใบด่าง รวมทั้งเกษตรกรต้องหมั่นตรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรคให้รีบดำเนินการทำลายตามหลักวิชาการที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำทันทีเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งต้องคอยติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างอย่างต่อเนื่องต่อไป ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ที่มา : VOICE เสียงประชาชน ออนไลน์

ครม.แต่งตั้งผู้บริหารพาณิชย์ “สมเด็จ”คุมส่งออก “กีรติ”ดูแลการค้าต่างประเทศ

ครม.แต่งตั้งผู้บริหารพาณิชย์ “สมเด็จ”คุมส่งออก “กีรติ”ดูแลการค้าต่างประเทศ

ครม.อนุมัติการแต่งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ 2 ราย “สมเด็จ”ขึ้นเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ “กีรติ”อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ถือเป็นการแต่งตั้งตามคาดหมาย มั่นใจขับเคลื่อนงานได้แน่ เหตุมีความเชี่ยวชาญในสายงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 1 ต.ค.2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายกีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2562 เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปตามการคาดการณ์ เพราะผู้บริหารทั้ง 2 ราย ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นอธิบดี ได้รับการยอมรับในฝีมือการทำงาน ทั้งจากข้าราชการและภาคเอกชน และถือเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานที่ได้รับการแต่งตั้ง

สำหรับนายสมเด็จ เริ่มรับราชการที่กรมพาณิชย์สัมพันธ์ ปัจจุบัน คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อปี 2529 ทำหน้าที่จัดอบรม สัมมนาให้กับผู้ประกอบการส่งออก จากนั้นได้ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตพาณิชย์ที่ดูไบ (2536-41) และแอฟริกาใต้ (2543-45) จากนั้นกลับมาอยู่ส่วนกลาง ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านการพัฒนา ส่งเสริมการตลาด ตลาดส่งออก ทำแผนยุทธศาสตร์การส่งออก และปี 2551 เป็นทูตพาณิชย์ที่แอฟริกาใต้ ปี 2554 เป็นนักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ และปีเดียวกันขึ้นเป็นผู้อำนวยการสูงสำนักแผนพัฒนาการส่งออก ปี 2557 เป็นทูตพาณิชย์ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ ปี 2558 เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และปี 2562 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนนายกีรติ เริ่มรับราชการที่กรมการค้าต่างประเทศ และในปี 2553-54 เป็นผู้อำนวยการกองนโยบายการค้าและพัฒนาระบบบริหาร ปี 2554-56 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าข้อตกลง ปี 2556-59 เป็นผู้อำนวยการกองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป ปี 2559-61 เป็นรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และปี 2561 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ทั้งข้าว และมันสำปะหลัง และยังเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันในเรื่องการระบายข้าว การทำตลาดข้าว การดูแลและผลักดันการส่งออกมันสำปะหลัง

ที่มา : Commerce News Agency

ครม. อนุมัติงบกลาง 248 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ครม. อนุมัติงบกลาง 248 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 24 กันยายน 2562 

เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี พ.ศ 2559 เพื่อดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ภายในกรอบวงเงินทั้งสิ้น 248,448,330 บาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2562 ไปพลางก่อน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 234,264,000 บาท โดยให้เบิกจ่ายในงบดำเนินงาน จำนวน 98,064,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างและแมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะนำโรค ในพื้นที่ระบาด 11 จังหวัด จำนวน 45,400 ไร่ และงบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป จำนวน 136,200,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ตามอัตราค่าใช้จ่ายที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ สำหรับค่าใช้จ่ายบริหารจัดการโครงการ การสร้างการรับรู้และชี้แจงโครงการ ประชาสัมพันธ์ ติดตามสถานการณ์ และประเมินผล จำนวน 14,184,330 บาท เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 และดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 และวันที่ 17 กันยายน 2562 ให้ครบถ้วนอย่างเคร่งครัด และตรวจสอบพื้นที่และจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบให้ถูกต้องครบถ้วน โดยคำนึงถึงภารกิจของหน่วยงาน ความพร้อม ศักยภาพและความสามารถ วิธีการดำเนินการที่โปร่งใส รวมทั้งจะต้องได้รับความเห็นชอบความเหมาะสมของอัตราค่าใช้จ่ายจากกระทรวงการคลังก่อน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี พ.ศ. 2559 แล้วแต่กรณี และการดำเนินโครงการจะต้องไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ประสบปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนกำหนดให้มีคู่มือหลักเกณฑ์ ขั้นตอนในการขอรับการจัดสรรงบประมาณ การเบิกจ่ายเงิน การติดตามและการรายงานผลการดำเนินโครงการเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน การกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินโครงการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) แล้ว เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ที่มา: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 24 กันยายน 2562

“จุรินทร์”เคาะงบ 286 ล้าน ชดเชยไร่มัน 3 พันต่อไร่

“จุรินทร์”เคาะงบ 286 ล้าน ชดเชยไร่มัน 3 พันต่อไร่

นบมส.เห็นชอบให้ใช้งบกลาง 286 ล้านบาท แก้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ทั้งเพื่อทำลายแปลงที่เกิดโรคระบาดกว่า 45,000 ไร่ และชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไร่ละ 3,000 บาท หลังพบระบาดใน 11 จังหวัด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส.ระบุภายหลังการประชุม(19 ก.ย.62) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการป้องกัน และกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

โดยจะใช้งบกลางวงเงิน 286 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จ่ายชดเชยใน 2 ส่วนคือการทำลายแปลงที่มีการระบาดและชดเชยให้กับเกษตรกร มีพื้นที่ทั้งหมด 45,400 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรต้องแจ้งการพบโรคตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2563 และแปลงมันที่ปลูกต้องขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังปลูกตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 ถึง 30 กันยายน 2562

ส่วนกรณีที่พบต้นพันธุ์ เป็นโรคหลัง 30 กันยายน 2562 ให้กระทรวงเกษตร ฯไปพิจารณาใช้ พ.ร.บ.กักกันพืช ปี 2551เพื่อการควบคุมการระบาด เช่น การประกาศเป็นเขตควบคุมโรค และตามกฎหมายนั้นเจ้าหน้าที่สามารถทำลายมันสำปะหลังที่ปลูกได้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะนำเสนอ ครม.เห็นชอบอีกครั้ง เนื่องจากหากเกิดโรคแล้วจะเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรมากและจะมีผลกระทบต่อมันสำปะหลังในภาพรวมของประเทศและสุดท้ายจะกระทบต่อปริมาณการใช้ในประเทศและการส่งออกด้วย

ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า หากแปลงปลูกมีการระบาดของโรคจะส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย 100 % คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเสียหายประมาณ 160,000 ตัน หรือประมาณ 1% จากพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ 5 ล้านไร่“

จะมีการจ่ายชดเชย 2 ส่วนคือการจ่ายเงินในการกำจัดต้นมันสำปะงไร่ละ 3,000 บาท วงเงิน 136 ล้านบาทและการจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรไร่ละ 3,000 บาทวงเงิน 136 ล้านบาท ส่วนอีก 14 ล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการ โดยมีเงื่อนไขจะต้องได้รับคำยืนยันจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นโรคใบด่างหรือไม่ ส่วนสถานการณ์ราคามันสำปะหลังขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท คาดว่าจากผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้น

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ลุ้น‘จุรินทร์’กล่อมจีนเพิ่มนำเข้าข้าว-ผลไม้

ลุ้น‘จุรินทร์’กล่อมจีนเพิ่มนำเข้าข้าว-ผลไม้

นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าเกษตรไทย จีนนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเป็นผลจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่ลดภาษีสินค้าเป็นศูนย์กว่าร้อยละ 90 รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในไทย จีน และประเทศอาเซียน ให้กับภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง

นางอรมน กล่าวว่า งานไชน่าอาเซียนเอ็กซ์โป จัดที่มณฑลกว่างซี ซึ่งเป็นประตูเชื่อมอาเซียนและจีน เพราะเป็นมณฑลเดียวของจีนที่มีพรมแดนติดกับอาเซียนทั้งทางบก ทะเล และอากาศ และที่สำคัญเป็นช่องทางหลักขนส่งสินค้าเกษตรของไทยไปจีน โดยครึ่งหนึ่งของผลไม้จากอาเซียนในตลาดจีนเป็นการนำเข้าผ่านกว่างซี โดยปี 2561 ไทยส่งออกผลไม้ไปยังจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์มูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และช่วง 7 เดือนปีนี้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีนแล้วกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การค้ารวม 2 ฝ่ายช่วง 7 เดือนมีมูลค่า 44,900 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งไทยส่งออกไปจีน 16,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากจีน 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกของไทยไปจีน เช่น เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สดและ แช่แข็ง เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้น และสินค้านำเข้าจากจีน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเยือนจีนครั้งนี้ นายจุรินทร์ จะหารือและเร่งรัดพิจารณานำเข้าข้าวไทยตามสัญญาซื้อที่ได้ลงนามไว้ก่อนหน้านี้ 1 ล้านตัน และเหลืออยู่ระหว่างเจรจาด้านราคาและส่งมอบอีก 3 แสนตัน รวมถึงหารือลงนามซื้อต่อเนื่องอีก 1 ล้านตัน พร้อมกับหารือเพิ่มการนำเข้าสินค้าเป้าหมายของไทย ทั้งยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และผลไม้

ที่มา : มติชนออนไลน์

“เฉลิมชัย” อัดงบ 272 ล้านบาท ตัดวงจร โรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง พื้นที่ 8 จังหวัด

“เฉลิมชัย” อัดงบ 272 ล้านบาท ตัดวงจร โรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง พื้นที่ 8 จังหวัด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส เพื่อเกษตรกรจะได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน โดยตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่ โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว โดยรวมวงเงินอนุมัติไว้ จำนวน 272ล้านบาท เป็นค่าชดเชย 136ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท รวมทั้ง สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย ซึ่งจะมีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศรวม 50 จังหวัด จำนวน 523,589 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 8.6 ล้านไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 8 จังหวัดข้างต้น และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอื่น ๆ ทั้ง 50 จังหวัด ระมัดระวังโรคดังกล่าว โดยสามารถป้องกันการระบาดได้โดยไม่นำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ ยกเว้นมันเส้นและหัวมันสด ที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วย เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าว เพิ่มเติมอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ส่งผลทำให้ต้นโตไม่เต็มที่ ผลผลิตเสียหาย หลังจากในปีที่ผ่านมาโรคนี้ได้ถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา

แม้ว่าจะพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่มีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2-3 รอบเสียหายหมด ก็ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก เกษตรกรต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาท่อนพันธุ์ในปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน ซึ่งการระบาดของโรคนี้ ได้ขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียง ผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน ดังนั้น อยากขอความร่วมมือจากเกษตรกร ก่อนจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากที่ใด ควรตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้าง โดยพบการระบาดแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดบริเวณแนวชายแดนใกล้กับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

“โรคใบด่างมัน”ลามหนัก 4 สมาคมโร่พบ”เฉลิมชัย”

4 สมาคมมันสำปะหลังยกขบวนเข้าพบ รมว.เกษตรฯ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หลังชาวไร่มันสำปะหลังอ่วม ผลผลิตมันเสียหายหนักจากภัยแล้ง-การระบาดของโรคไวรัสใบด่าง (CMD) แพร่ไปกับท่อนพันธุ์มันส่งผ่านบริการโลจิสติกส์ชื่อดังจากเสิงสาง/ครบุรี ส่งข้ามภาคไปถึงชลบุรี เตรียมงัดประกาศ กกร. เข้มขนย้ายทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน 4 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งสถานการณ์ผลผลิตหัวมันสดกำลังตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงจากสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งดำเนินไปอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ฤดูแล้งของปี 2561 กระทั่งถึง 2562 ฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) ที่ระบาดจากกัมพูชาเข้าในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างกว้างขวาง คาดว่าผลผลิตปี 2561/2562 จะลดลงอย่างแน่นอน

“สถานการณ์ทั้ง 2 ดำเนินไปอย่างควบคู่กัน การระบาดของโรคใบด่างในปีที่ผ่านมาถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรีในเขมร แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดเขมร เราพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2-3 รอบเสียหายหมดก็เริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก ส่งผลให้เกิดความต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้นเป็นพิเศษ ราคาท่อนพันธุ์ปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน แถมไม่มีของด้วยใครมีท่อนพันธุ์ก็รีบนำออกมาขาย ไม่ตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เลยระบาดกันใหญ่”

สถานการณ์ระบาดล่าสุดพบที่ จ.สระแก้ว ไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่จ.นครราชสีมาใน อ.เสิงสาง-ครบุรี อีกไม่น้อยกว่า 6,000 ไร่ และขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียงผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน โดยสมาคมมันสำปะหลังเชื่อว่ามีการระบาดของโรคใบด่างในประเทศประมาณ 100,000 ไร่ไปแล้ว

ทั้งนี้ โรค CMD เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น

ผลผลิตมันสำปะหลังเสียหาย 80-100% พาหะนำโรคเป็นแมลงหวี่ขาวยาสูบ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้หลังจากนี้ทั้ง 4 สมาคมมันสำปะหลังจะออกสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562/2563 ในเดือนสิงหาคมนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ลำปาง-ลำพูน-แพร่-พะเยา-เชียงราย) ซึ่งแม้โรคนี้ยังระบาดไปไม่ถึง แต่เสียหายจากภัยแล้ง ชาวไร่เชียงรายต้องขุดทิ้งและปลูกใหม่แล้ว 2-3 รอบก็เสียหายอีกจากขาดน้ำและไม่มีฝนตก

“ผลผลิตมันสำปะหลังปีที่ผ่านมา (2561/2562) มีปริมาณ 29,974,636 ตัน ซึ่งผลผลิตปีนี้คงไม่ถึง สำหรับราคารับซื้อหัวมันสดอยู่ที่ 2.30-2.50 บาท/กก. มันเส้น 6.50-6.65 บาท/กก. แต่ไม่มีของเพราะเสียหายหนักต้องรอไปจนถึงเดือนธันวาคม” แหล่งข่าวกล่าว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงขณะนี้มีพื้นที่ระบาดแล้ว 18,000 ไร่ ล่าสุดเริ่มพบที่จังหวัดชลบุรีอีก 53 ไร่ มาจากท่อนพันธุ์มันที่ชาวไร่สั่งซื้อจาก อ.เสิงสาง-ครบุรี ผ่านบริการ “เคอรี่ โลจิสติกส์” ดังนั้น ขอให้ชาวไร่ที่สั่งซื้อท่อนพันธุ์ต้องตรวจสอบให้ดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าปลอดโรค

ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯพยายาม “จำกัด” พื้นที่ระบาด โดยใช้ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 8/2561 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาต การอนุญาต แบบหนังสืออนุญาตและวิธีการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้นกลับมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

ธปท.ปรับเกณฑ์คุมบัญชีเงินฝาก-บอนด์ของต่างชาติ สกัดเก็งกำไรเงินบาท

ธปท. ห่วงเงินบาทแข็งค่าเร็วกระทบภาคเศรษฐกิจ ออกมาตรการเพื่อเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทั้ง ปรับเกณฑ์ยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศทั้ง NRBS และ NRBA ลดลงเหลือ 200 ลบ./บัญชี จาก 300 ลบ.ป้องการการพักเงิน เริ่ม 22 ก.ค.นี้ พร้อมยกระดับการรายงานข้อมูลตราสารหนี้ไทยของต่างชาติให้ลึกถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริงเริ่มงวดก.ค.นี้

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น

ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม

2) การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100%

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100%

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 100% ภายใน 15 ก.ค.นี้

หลังพบการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) กำลังระบาดในขณะนี้ ได้สั่งการให้ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ที่มีอยู่ ประมาณ 8.9 ล้านไร่ และ แนวชายแดนโดยเฉพาะจังหวัด สระแก้ว นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ปราจีนบุรี จัดทีมเจ้าหน้าที่เกษตร และร่วมกับเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกมันสำปะหลัง ทั่วประเทศ ทุกต้น และรายงานให้กรมฯ ทราบ ภายใน 15 ก.ค. 2562 นี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่มีรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในหลายจังหวัด ดังนั้นเพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอื่นๆ จึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรทุกจังหวัด ที่มีแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่มีพื้นที่ปลูกประมาณ 8.9 ล้านไร่ เฝ้าติดตามการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยจัดทีมลงพื้นที่สำรวจทุกต้น และรายงานให้กรมฯ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตรวจสอบแปลงของตัวเอง หากพบ ลักษณะอาการ หากพบอาการ ใบเป็นด่าง เหลือง เสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาหารด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น เบื้องต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่เข้าไปทำลายทันที นอกจากนี้ กำชับให้ทุกจังหวัด เตือนเกษตรกรห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

สำหรับ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เพิ่งพบการระบาดในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ การป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง

1. เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะห+ลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ภายในประเทศ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก

2. เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุกๆ 2 สัปดาห์ หากพบอาการที่ผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบและทำลาย หลังจากนั้นเกษตรกรควรฉีด พ่นสารเคมีต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียงเพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรค ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์

3. หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

“พาณิชย์” เตรียมแผนทำโครงการ “ประกันรายได้” 4 สินค้าเกษตร ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง

“พาณิชย์” เตรียมแผนทำโครงการ “ประกันรายได้” 4 สินค้าเกษตร ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง

กรมการค้าภายในเผยเตรียมข้อมูลและแนวทางทำ “ประกันรายได้” พืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังพร้อมแล้ว รอชง “จุรินทร์” ว่าที่รมว.พาณิชย์คนใหม่ พร้อมแนวทางขับเคลื่อนที่เหมาะสม ทั้งการกำหนดพื้นที่ ปริมาณผลผลิตของเกษตรกรแต่ละราย และการเน้นช่วยรายย่อย ไม่ใช่ช่วยแบบหว่านแห

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำรายละเอียดและแนวทางการดำเนินโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรเสร็จแล้ว และพร้อมเสนอให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์คนใหม่พิจารณาภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง หากรัฐบาลชุดใหม่ จะดำเนินโครงการประกันรายได้ ตามนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยได้จัดทำรายละเอียดการรับประกันรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 4 ชนิดที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง

“ถ้ารัฐบาลชุดใหม่ จะทำประกันรายได้ กรมฯ ก็พร้อมเสนอให้รมว.พาณิชย์คนใหม่พิจารณา โดยได้เตรียมข้อมูล และวิธีการทำโครงการไว้หมดแล้ว อย่างวิธีการคำนวณราคากลาง หรือราคาอ้างอิง เพื่อจะนำมาคำนวณจำนวนเงินที่รัฐจะชดเชยรายได้ให้เกษตรกร การลงทะเบียนเกษตรกร เพื่อยืนยันความมีตัวตน เป็นต้น และยังจะเสนอให้ใช้วิธีการทำเหมือนที่เคยทำมาแล้ว เช่น กำหนดพื้นที่ หรือปริมาณสินค้าเกษตรของเกษตรกรแต่ละราย ไม่ใช่ช่วยเหลือทุกราย แต่จะเน้นเฉพาะรายย่อย ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เพื่อไม่ให้เห็นภาระกับรัฐบาลมากเกินไป”

สำหรับการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ควรกำหนดพื้นที่ไว้ที่ 15-30 ไร่ต่อรายเหมือนที่ผ่านมา ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดพื้นที่ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย หรือไม่เกิน 15 ตัน ขณะที่มันสำปะหลัง ไม่เกิน 100 ตันต่อราย แต่ปาล์มน้ำมัน ที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่เคยประกันรายได้ จึงยังไม่ชัดเจนว่า จะกำหนดพื้นที่ หรือปริมาณผลผลิตเท่าไร โดยจำนวนพื้นที่และปริมาณสินค้าเกษตรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรแต่ละรายดังกล่าว เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นของกรมฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงแนวทางการดำเนินโครงการก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาลเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สินค้าเกษตรกรบางรายการ ยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการพยุงราคา หรือการประกันรายได้ เพราะราคาตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว และข้าวเปลือกหอมมะลิ เช่นเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ปัจจุบันกิโลกรัม (กก.) ละประมาณ 8 บาทกว่า แต่หากราคาลดลง รัฐจะเข้าไปช่วยพยุงราคา เพื่อไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อน ส่วนปาล์มน้ำมัน ยังน่าเป็นห่วง เพราะแม้ราคาขยับขึ้น โดยผลปาล์มสดกก.ละใกล้เคียง 4 บาท และน้ำมันปาล์มดิบ กก.ประมาณ 20 บาทแล้ว แต่ราคายังไม่แน่นอน เพราะราคาในตลาดโลกลดลง ขณะที่มันสำปะหลัง เป็นห่วงเรื่องโรคใบด่างระบาด ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ปัญหาการระบาดอย่างเร่งด่วนแล้ว

ที่มา : Commerce News Agency