หยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

หยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน คลีนพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ เคลียร์โรคใบด่างก่อนลามเข้าประเทศ มั่นใจเอาอยู่ ปูพรมสำรวจเข้มข้นพื้นที่เสี่ยงโรคบริเวณแนวชายแดนไทย กัมพูชา พร้อมเปิดสายด่วนชี้จุดต้องสงสัยโรคใบด่างระบาด

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus เป็นโรคที่มีความสำคัญทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ที่สำคัญสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ลักษณะอาการที่พบคือใบแสดงอาการด่างเหลือง และลดรูป ต้นแคระแกร็น จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชร้ายแรงเข้ามาระบาดทำความเสียหายให้กับผลผลิตของเกษตรกรและอาจส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้นตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย โดยเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา และจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินในกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังขึ้นในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างการรับรู้โดยประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศจำนวน 50 จังหวัด รวมพื้นที่ 2,668,000 ไร่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผลการดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 -2560 ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ของเกษตรกร ในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และ อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 8 ราย พื้นที่ 68 ไร่ ผลการตรวจพบเชื้อไวรัสใบด่างมันสำปะหลังต้องสงสัยกลุ่มไวรัส Begomovirus ซึ่งพบได้ทั่วไปไม่มีความรุนแรงและไม่ได้ทำลายผลผลิตในแปลงปลูกมันสำปะหลัง แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับขบวนการผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทย กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบอาการต้องสงสัยทั้งหมดตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่กำหนดไว้ จากการสอบถามเกษตรกรพบว่านำท่อนพันธุ์มาจากจังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้จากข้อสังเกตประเทศไทยไม่เคยมีการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังนั้นอาจมีการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์เข้ามา ซึ่งผู้ลักลอบมีความผิดตามพระราชบัญญัติกักพืช ห้ามนำเข้า ยกเว้นหัวมันสดและมันเส้น โดยมีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

“โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากเพราะสามารถทำลายผลผลิตของเกษตรกรได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจะเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และดำเนินการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังจะดำเนินการตามแผนฉุกเฉินที่ได้กำหนดไว้ทันที อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือให้ผู้ที่พบเห็นอาการของโรคใบด่างในมันสำปะหลังแจ้ง สายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตร โทร. 0–2579–8516 หรือ 061–415–2517 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดำเนินการสำรวจและปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินต่อไป อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ที่มา : เกษตรก้าวไกล

“มาตรการฉุกเฉิน”ทำลายฝังกลบมันสำปะต้องสงสัยโรคระบาดใบด่าง

“มาตรการฉุกเฉิน”ทำลายฝังกลบมันสำปะต้องสงสัยโรคระบาดใบด่าง

“กษ.”ใช้มาตรการฉุกเฉินทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลังศรีสะเกษ-สุรินทร์ หลังพบอาการต้องสงสัยจากโรคระบาดใบด่าง เป็นโรครุนแรงทำผลผลิตเสียหาย 100%

5 ตุลาคม 2561 กษ.ใช้มาตรการฉุกเฉินทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลัง ศรีสะเกษ สุรินทร์ หลังพบอาการต้องสงสัยจากโรคระบาดใบด่าง ชี้เป็นโรครุนแรงทำผลผลิตเสียหาย100% เฝ้าระวัง 51 จว.หวั่นโรคข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจประเทศ

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ว่าจากที่กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์จำนวน 68 ไร่ และได้ใช้มาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายแปลงมันสำปะหลังต้องสงสัยโรคใบด่างด้วยวิธีการฝังกลบทั้งหมด เนื่องจากโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่รุนแรงทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้โรคใบด่างเข้ามาระบาดภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง จึงได้หารือเพื่อขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ร่วมกันติดตาม สำรวจ และเฝ้าระวังในเขตพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 51 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชาที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคใบด่าง ในมาตรการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้กระทบเกิดความเสียหายกับพืชเศรษฐกิจหลัก

ที่มา : komchadluek.net

โรคใบด่างมันสำปะหลังลามไทย แจ้งด่านตอ.คุมเข้ม-ราคาหัวมันพุ่ง3บ.

โรคใบด่างมันสำปะหลังลามไทย แจ้งด่านตอ.คุมเข้ม-ราคาหัวมันพุ่ง3บ.

“วิกฤตโรคใบด่าง” ลามหนักข้ามประเทศจากกัมพูชา-เวียดนามเข้าไทยแล้ว “เอกชน” ชี้ออร์เดอร์พุ่งแต่หวั่นชอร์ตซัพพลายมันสำปะหลัง ดันราคาหัวมันสดดีดทะลุ กก.ละ 3 บาท ด้าน ก.เกษตรฯร่อนหนังสือเตือนผู้ว่าฯ คุมเข้ม 12 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาเสี่ยง

แหล่งข่าวจากวงการค้ามันสำปะหลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังจากเชื้อไวรัส หรือ Cassava Mosaic Virus ได้แพร่เข้าสู่ประเทศไทยแล้ว โดยพบเชื้อนี้ในมันสำปะหลังที่ปลูกบริเวณ จ.ปราจีนบุรี ในพื้นที่ 18 ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ส่งผลให้มีการเร่งออกหนังสือเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวัง เพราะโรคนี้มีแมลงหวี่เป็นพาหะนำโรค ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้รวดเร็ว และไม่สามารถรักษาได้ จะต้องขุดและเผาทำลายเท่านั้น โดยในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ทางกรมวิชาการเกษตรจะจัดประชุมเรื่องเฝ้าระวังโรคนี้

ด้านนายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อนุกรรมการแป้งมันสำปะหลัง สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ขณะนี้โรคใบด่างยังไม่ได้ระบาดเข้าประเทศไทย แต่มีการระบาดในประเทศเวียดนามตอนใต้ 12 จังหวัด และประเทศกัมพูชาเกือบทั้งหมด ยกเว้น จ.อุดรมีชัยที่มีพรมแดนติดกับไทย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าไทยจะสามารถป้องกันการระบาดได้ เพราะขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดตามแนวชายแดน ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าท่อนพันธุ์มันจากประเทศเพื่อนบ้าน และเฝ้าระวังการขนย้ายมันสำปะหลังข้ามแดน เพราะอาจมีเชื้อปนมาในเหง้ามันได้

“ผลจากปัญหาดังกล่าวทำให้ผลผลิตมันเวียดนามลดลงเหลือ 7-8 ล้านตัน จากเดิม 12 ล้านตัน ส่วนกัมพูชาคาดว่าจะมีไม่ถึง 10 ล้านตัน จากเดิม 13 ล้านตัน ทำให้ผู้ส่งออกจากเวียดนามหันมาซื้อไทย เพื่อนำไปส่งออกกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะไทยเองถึงจะได้รับออร์เดอร์แต่อาจชอร์ตซัพพลายมันสำปะหลังได้ เพราะปัจจุบันไทยผลิตได้ 29.9 ล้านตัน แต่ต้องการใช้ 40 ล้านตัน แต่ละปีจึงต้องนำเข้าหัวมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หากชอร์ตซัพพลายโรงแป้งจะได้รับผลกระทบสูงสุด เพราะปัจจุบันโรงแป้งใช้ผลผลิตปีละ 26-27 ล้านตัน มากกว่าอุตสาหกรรมอื่นทั้งอาหารสัตว์ เอทานอล มันเส้นรวมกัน ทำให้ปีนี้การส่งออกในส่วนของแป้งมันอาจจะลดลงเหลือ 3.5-3.6 ล้านตัน จากปีก่อน 4.2 ล้านตัน”

อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังสดปรับขึ้นไปเป็น กก.ละ 3 บาท จากปีก่อน 2.50 บาท ราคาแป้งมันในประเทศ กก.ละ 15 บาท จากปีก่อน 11-13 บาท และราคาส่งออกปรับขึ้นไปเป็น 510 เหรียญสหรัฐ จากปีก่อน 400 เหรียญสหรัฐ

“ขณะนี้เมื่อเกษตรกรเห็นราคาดีมาก ก็จะเร่งขุดหัวมันอ่อนอายุ 6-7 เดือนมาขาย จากปกติต้องขุดหลัง 8 เดือนไป (เชื้อแป้งน้อย) แต่เกรงว่ารายใดพบเชื้อก็อาจไม่แจ้งภาครัฐ แต่ขุดมาขายให้โรงงานเพราะราคาดี ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้โรคนี้แพร่ลุกลามไป ดังนั้น ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรฯจะต้องลงไปดูอย่างเข้มงวด เพราะโรคนี้จะต้องเผาทำลายทิ้งเท่านั้น”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการแทนปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด คณะกรรมการทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ เฝ้าระวังตรวจสอบปราบปรามการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์และส่วนใดส่วนหนึ่งของมันสำปะหลังในช่องทางแนวชายแดนตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย โดยเน้นพื้นที่เป้าหมายเป็นจังหวัดตามแนวชายแดนติดต่อกับกัมพูชา โดยโฟกัสไปยัง 12 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังอาจยังไม่ใช่โรคระบาด ที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย แต่ขณะนี้มีข้อมูลว่าพบแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนาม และกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาระบาดในประเทศและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง หรือ cassava mosaic disease (CMD) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส cassava mosaic virus เป็นไวรัสในกลุ่ม Begomovirus วงศ์ Geminiviridae มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในแถบแอฟริกา ต่อมาปี 2559 พบการระบาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศกัมพูชา โดยจำแนกได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โรคชนิดนี้สามารถแพร่ระบาดได้โดยท่อนพันธุ์ และแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci (Gennadius))(Hemiptera : Aleyrodidae) ซึ่งพืชที่แมลงหวี่ขาวยาสูบชอบอาศัยนั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่งพืชตระกูลพริก มะเขือ มันฝรั่ง และพืชตระกูลแตง ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลของการเป็นพืชอาศัยได้ของเชื้อไวรัส SLCMV กับพืชดังกล่าว แต่มีรายงานเกี่ยวกับพืชอาศัยอื่นๆ ของเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่าสามารถอาศัยและเพิ่มปริมาณได้ในพืช เช่น พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ชุมเห็ดเล็ก กระถิน ถั่วเหลือง พืชน้ำมัน ได้แก่ ละหุ่ง สบู่ดำ

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หากโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทยได้ จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังที่ลดลงได้มากถึง 80-100% โดยมันสำปะหลังที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสีย รูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลืองรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต หรือมีการเจริญเติบโตน้อย ทำให้ไม่มีการสร้างหัวมันสำปะหลัง ข้อสังเกตหากอาการใบด่างเหลือง หดลดรูป เกิดเฉพาะที่ใบยอด แสดงว่าการระบาดเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรคหากพบอาการผิดปกติทั้งต้นตั้งแต่ใบอ่อนจนใบแก่ แสดงว่าเกิดจากการนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคมาปลูก ที่สำคัญโรคนี้ไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าปัจจุบัน ไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่มีรายงานว่าพบ การระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเริ่มพบการระบาดในปี 2559 ที่จังหวัด รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา เป็นที่แรกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีระยะห่างจากประเทศไทยประมาณ 700 กิโลเมตร ต่อมาปี 2560 ระบาดไปที่ จังหวัดเต็ยนิญ (Tay Ninh) ของประเทศเวียดนาม พร้อมแพร่ระบาดไปอีกหลายจังหวัดในประเทศกัมพูชาและล่าสุด ปี 2561 พบที่จังหวัด อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีระยะทางห่างจากชายแดนไทยที่อำเภอ ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพียง 30-40 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กับแหล่งปลูก มันสำปะหลังสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมความพร้อมรับมือโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยจัดทำแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้นำชุมชน และเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนให้ทราบถึงลักษณะอาการและความสำคัญของโรค ส่งเสริมให้ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด และให้หมั่นสำรวจติดตามสถานการณ์ในแปลงมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยหากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคใบด่างให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน พร้อมเก็บตัวอย่างส่งกรมวิชาการเกษตรเพื่อยืนยันความเป็นโรค และลงพื้นที่แก้ไขปัญหาโดยทันที ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายที่กรมวิชาการเกษตรดำเนินการภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช ที่ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง คุมเข้มการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับมาตรการป้องกันในกรณีที่เกิดการระบาดเข้ามาในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมหารือกับกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการและแนวทางป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เตือนชาวไร่มันสำปะหลัง ระวังโรคพุ่มแจ้ภัยเงียบทำลายผลผลิต แนะหมั่นตรวจแปลงป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในมันสำปะหลังว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลังบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก พบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่พบค่อนข้างมากคือ จังหวัดกำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และมุกดาหาร ซึ่งโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง ลักษณะคล้ายกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหยิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก หากเป็นโรค พุ่มแจ้จะทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยงได้เตรียมการรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ด้าน นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กล่าวว่า โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่เป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของพืช ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็น พืชจะแตกตาข้างมาเพื่อความ อยู่รอด ยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง กรณีระบาดรุนแรงมันสำปะหลังจะยืนต้นตาย สังเกตบริเวณท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ เนื่องจากโรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ถ้าเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพุ่มแจ้ ไม่ได้สังเกตอาการของโรคหรือโรคแสดงอาการที่ไม่ชัดเจน อาจมีการนำต้นมันที่มีเชื้อสาเหตุโรคนี้ไปขายเป็นท่อนพันธุ์ ทำให้โรคเกิดการกระจายไปยังแหล่งปลูกมันสำปะหลังเป็นการแพร่เชื้อสาเหตุไปยังแหล่งปลูกมันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรรู้จักกับโรคพุ่มแจ้ และแนวทางป้องกันกำจัด ตลอดจนแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบอาการดังกล่าวให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และขุดต้นมันที่แสดงอาการไปเผาทำลายนอกแปลง แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สังเกตท่อนพันธุ์ที่คาดว่าอาจจะเป็นโรค จากการแตกตาข้างว่ามีมากแค่ไหน ปกติท่อนพันธุ์จะแตกตาเฉพาะที่บริเวณยอดด้านบนแค่ 2-3 ตา ถ้ามีการแตกตามากบริเวณกลางท่อนพันธุ์ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจติดเชื้อ นอกจากนั้นแนะนำให้กำจัดเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะ รวมทั้งกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะต้นสาบม่วง แหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อก่อโรคพุ่มแจ้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ ปลื้มงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ โชว์ศักยภาพการผลิตและส่งออกของไทย เผยมียอดซื้อขายกว่า 1.4 หมื่นลบ.

พาณิชย์ ปลื้มงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ โชว์ศักยภาพการผลิตและส่งออกของไทย เผยมียอดซื้อขายกว่า 1.4 หมื่นลบ.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้จัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018: WTC 2018) ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย.61 ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของวงการมันสำปะหลัง ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้และยอมรับศักยภาพของไทยว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิต การค้า และการส่งออกของไทยในอนาคต

ในงานครั้งนี้ได้จัดเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ จีน ตุรกี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปริมาณสูงถึง 1,490,000 ตัน มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการหาตลาดรองรับผลผลิตล่วงหน้าตามนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล เพราะปริมาณดังกล่าว สามารถรองรับผลผลิตหัวมันสดของไทยได้เป็นจำนวนมาก และยังจะส่งผลดีทำให้ราคาหัวมันสดปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่อง

“เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการต่างชาติว่าไทยให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและลูกค้าในเรื่องคุณภาพมาตรฐานต่อไป ซึ่งได้รับความชื่นชมจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และยืนยันว่าจะพิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยเพิ่มขึ้น” นายสนธิรัตน์ กล่าว

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้จัดให้มีการประชุมหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLVTประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย เพื่อกำหนดแนวทางที่จะร่วมมือกันด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิต และร่วมมือกันด้านการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังอย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของแต่ละประเทศมีความกินดีอยู่ดี

นอกจากนี้ ไทยยังได้แสดงให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ได้เห็นถึงศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการนำมันสำปะหลังไปใช้ผลิตเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อาหาร อาหารสัตว์ พลังงานทดแทน เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่ามันสำปะหลังของไทยเป็นพืชมหัศจรรย์ (The Magic Plant) ได้ด้วย

สำหรับมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยกว่า 500,000 ครัวเรือน โดยแต่ละปีไทยผลิตหัวมันสำปะหลังสดได้ประมาณ 28-30 ล้านตัน ส่งออกไปยังตลาดโลกได้ถึงร้อยละ 70 และมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี สามารถนำรายได้เข้าประเทศไทยปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.15 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 10 ปี และในช่วง 4 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวมปริมาณ 3.625 ล้านตัน ลดลง 7.99% มูลค่า 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ปริมาณ 3.94 ล้านตัน มูลค่า 933.75 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้จะส่งออกได้ปริมาณ 10.6 ล้านตัน มูลค่าประมาณ2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2560 ที่ส่งออกได้ 11 ล้านตัน มูลค่าเท่ากันที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2561

สนใจสมัครสามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Link ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://www.worldtapiocaconference.com/2018/beta/

P610619-02

ราคามันทะลุโลละ 3.20 บาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี

ราคามันทะลุโลละ 3.20 บาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี

ราคาหัวมันสดพุ่งกิโลละ 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 51 ที่ราคาเคยขึ้นไปแตะที่ 3 บาท เตรียมลุยโรดโชว์หาตลาดต่อ มีแผนไปนิวซีแลนด์ และเจาะจีนรายเมือง พร้อมจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพมันสำปะหลังของไทย และใช้โอกาสนี้หารือคนในวงการทำแผนรับมือมันสำปะหลังสำหรับปีหน้า

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 3.10-3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1.63 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2551 ที่ราคาเคยอยู่ในระดับ กก.ละ 3 บาท และที่น่ายินดีไปกว่านั้นบางพื้นที่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ราคาขยับขึ้นไปสูงถึง กก.ละ 3.30-3.40 บาทด้วย

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดปรับตัวสูงขึ้น มาจากความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตลาดสำคัญอย่างจีน และตลาดใหม่ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกไปเจรจาขยายตลาด เช่น ตุรกี ที่สนใจนำเข้าเพิ่มขึ้น และยังมีแผนที่จะเดินทางไปขยายตลาดที่นิวซีแลนด์ เพราะเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงสัตว์มาก มีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงจะบุกเจาะตลาดจีน โดยจะเน้นไปยังเมืองและมณฑลให้มากขึ้น เพราะยังมีโอกาสเพิ่มการส่งออกได้อีกมาก

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากความร่วมมือของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่ทำตลาดโดยสะท้อนราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งออกมันเส้นปัจจุบันอยู่ที่ 245 เหรียญสหรัฐต่อตัน และแป้งมันอยู่ที่ 531 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยังมีมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาในประเทศ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการนำเข้า ยังคงสามารถนำเข้าได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ จะจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ ปลายเดือนมิ.ย.2561 เพื่อแสดงศักยภาพการผลิตและการส่งออกมันสำปะหลังของไทยให้กับคนในวงการมันสำปะหลังได้รับทราบ เพื่อสร้างการยอมรับและกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น และที่สำคัญ กรมฯ จะใช้โอกาสนี้ ในการหารือและประเมินแนวโน้มและทิศทางการค้ามันสำปะหลังในปี 2562 ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้จัดทำแผนและมาตรการรับมือเป็นการล่วงหน้า

“ปีนี้ ราคาหัวมันสำปะหลังสด ถือว่าดีมาก แต่ก็เป็นห่วงว่า เกษตรกรจะแห่กันปลูกมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ผลผลิตในปีหน้าออกมามาก ซึ่งกรมฯ อยากจะแนะนำให้ปลูกกันตามปกติ ปลูกเท่าที่เคยปลูก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคา”นายกีรติกล่าว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

Recent Posts