พาณิชย์ เล็งจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันเจอผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่

พาณิชย์ เล็งจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันเจอผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่

พาณิชย์เผยมติจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันได้รับผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่ พร้อมเร่งสกัดโรคหวั่นลามไปวงกว้าง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2561 ว่า ที่ประชุมได้มีมติแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในไร่มันสำปะหลัง เน้นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ปราจีนบุรี โดยของงบกลางเพื่อชดเชยให้กับเกษตรกรไร่ละ 3,000 บาท หรือ คิดเป็นราคาหัวมันสดประมาณกิโลกรัม (ก.ก.) ละ 1 บาท ส่วนใช้งบประมาณเท่าไหร่นั้นรอให้กรมวิชาการเกษตรกรตรวจสอบพื้นที่เสียหายก่อน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงมาตรการดูแลเรื่องการนำเข้า ขนย้าย พร้อมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้

“สิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การสกัดไม่ให้มีการลุกลามของโรคใบด่างไปยังพื้นที่อื่นๆ เพราะขณะนี้ยังมีการระบาดอยู่ในวงจำกัด สามารถดูแลได้ โดยกรมวิชาการเกษตรจะออกตรวจสอบพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังว่ามีที่ไหนอีกที่มีการระบาด หากพบก็ทำลายทันที และจะจ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 3,000 บาท โดยไม่ได้จำกัดจำนวนไร่ว่าจะต้องเท่าไร แต่จะจ่ายชดเชยตามจริง เพราะถ้าควบคุมไม่ได้ จะมีผลต่อราคามันสำปะหลังของไทยในอนาคต”

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติให้กำกับดูแลมันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและเวียดนาม โดยจะควบคุมดูแลการนำเข้าท่อนพันธุ์และหัวมันสำปะหลังที่ด่านนำเข้า ซึ่งจะมีการตรวจสอบโรคพืชอย่างละเอียด และนอกจากตรวจสอบที่ต้นทางนำเข้าแล้ว เมื่อขนส่งมันสำปะหลังไปถึงปลายทางจะมีการตรวจสอบโรคพืชอีกครั้ง รวมทั้งสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้มงวดจังหวัดชายแดนที่นำเข้าท่อนพันธุ์และหัวมันสำปะหลัง โดยให้แจ้งการขนย้ายข้ามจังหวัด และขอความร่วมมือโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ให้มีการทำลายเหง้าที่ติดหัวมันสำปะหลังทิ้งทุกครั้งที่แปรรูปเสร็จ เพื่อให้เป็นไปตามสุขอนามัยในการดูแลการระบาดของโรคพืชในประเทศ

ทั้งนี้ เชื่อว่าจากมาตรการทั้งหมดนี้ จะทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างได้ และเป็นโอกาสที่ไทยจะเป็นการส่งออกมันสำปะหลังไปยังตลาดต่างประเทศ ทดแทนมันสำปะหลังของประเทศที่มีการระบาดของโรคดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น

สำหรับราคามันสำปะหลังในปัจจุบันถือว่ามีราคาดี โดยมีราคาอยู่ที่กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.75 ส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยช่วง 9 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณ 6.35 ล้านตัน ลดลง 22.6% และมูลค่า 2,315 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.4%

ที่มา : ข่าวสด

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่ โดยเร่งสรุปให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป พบตอนนี้มันสำปะหลังที่ปราจีน มีปัญหาหวั่นจะกระจายไปในพื้นที่อื่น จะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรได้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกร ร่วมกันหามาตรการในการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง พร้อมทั้งมาตาการช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการที่จะช่วยเหลือจะดำเนินการอย่างไรบ้างนั้น อาจจะต้องรอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปในการหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปได้ผ่านมา 2 สัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในมาตรการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2561/62 ด้วย เช่น การส่งเสริมเครื่องซับมันให้กับเกษตรกรอีก 450 เครื่อง จากเดิมที่มีอยู่ 500 เครื่อง สนับสนุนโครงการน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการให้สินเชื้อในการรวบรวมมันสำปะหลัง ส่งเสริมการให้สินเชื้อฉุกเฉิน ยกระดับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวมไปถึงการดูแลในเรื่องของมาตรการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยมาตรการดังกล่าวนี้สามารถเดินหน้าส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งเดินหน้าต่อไป

“การเร่งหามาตรการแก้ไขโรคใบด่าง ในมันสำปะหลังมองว่าเป็นปัญหาที่เราต้องยกระดับขึ้นมาสู่ระดับนโยบาย เพื่อร่วมบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และจากการปัญหาที่พบมีบางพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันหามาตรการที่เหมาะสมแก้ไขต่อไป พร้อมกันนี้ ยังพบว่าขณะนี้โรคดังกล่าวได้กระจายในเวียดนาม กัมพูชา และผลผลิตมันสำปะหลังได้รับความเสียหายจากโรคที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด สำหรับประเทศไทยกรมวิชาการเกษตรกร ก็เร่งแก้ไขปัญหานี้อยู่”

ด้านนางสุรีย์ ยอดประจง กรรมการและที่ปรึกษา สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า จากนี้ภาคเอกชนจะต้องเร่งประชุมหารือเพื่อหาข้อสรปุและมาตรการในการแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรกรในการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาได้รับการแก้ไขไปแล้ว เช่น ในพื้นที่ศรีสะเกษ และสุรินทร์ แต่ขณะนี้โรคได้กระจายไปในพื้นที่ปราจีนบุรี โดยภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐก็เข้าไปแก้ไข แต่พบว่าเกษตรกร เจ้าของพื้นที่ในการเพราะปลูกยังขาดความเข้าใจและความร่วมมือ ซึ่งจากเดิมพบต้นมันสำปะหลังติดโรคเพียง 1-2 ต้น ตั้งแต่ตรวจพบปัญหาในเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา

แต่ในปัจจุบันโรคได้กระจายพื้นที่เพิ่มขึ้น 30% ของพื้น 850 ไร่ ที่มีปัญหาซึ่งก็มีความกังวลหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าโรคอาจจะกระจายแพร่ไปในพื้นที่ใกล้เคียง โดยโรคใบด่างนี้ไม่มีวิธีการป้องกัน เมื่อติดโรคแล้ว มันสำปะหลังนั้นต้องทำลายทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยจำเป็นต้องขุดฝั่งลึก 3 เมตร พร้อมฉีดยาพ่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ซึ่งต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือ และชี้แจงกับเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

สำหรับราคามันสำปะหลังขณะนี้อยู่ที่ 2.00-2.80 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุน 1.80-1.90 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2561/62 เฉลี่ยอยู่ที่ 29 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา และในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออก มันสำปะหลังไปจีน ให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ทราบแนวทางการปฏิบัติ เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เชิญผู้ประกอบการผลิตและส่งออกมันสำปะหลังไปจีน ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกรมวิชาการเกษตรและ มกอช. ในหัวข้อเรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ชี้แจงกฎระเบียบข้อบังคับ หมายเลข 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบกักกันธัญพืช นำเข้าส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ห้องบอลรูม A โรงแรมมารวยการ์เด้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ในปี 2559 จีนได้บังคับใช้ระเบียบข้อบังคับ 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบประกันธัญพืชนำเข้า-ส่งออก โดยมีผลใช้บังคับกับทุกประเทศ กฎระเบียบนี้กำหนดให้โรงงานผลิตโรงงานแปรรูปและโรงงานเก็บรักษาธัญพืชส่งออกไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของจีน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านการควบคุม ตรวจสอบการกักกันพืชก่อนการส่งออก ได้ประสานงานและเจรจากับฝ่ายจีนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้จีนขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกของไทยก่อน แต่ช่วงต้นปี 2561 มีการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภายในของจีน ส่งผลให้หน่วยงานด้านการตรวจสอบและกักกันโรคการนำเข้า-ส่งออกเดิม AQSIQ ถูกย้าย ไปรวมกับกระทรวงการศุลกากร หรือ GACC ซึ่งเข้มงวดต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว และได้แจ้งให้ฝ่ายไทยเร่งรัดดำเนินการตรวจประเมินโรงงานผลิต โรงงานแปรรูป โรงงานเก็บรักษาธัญพืช และยื่นรายชื่อผู้ผ่านการประเมินให้ฝ่ายจีนขึ้นทะเบียนตามระเบียบข้อบังคับ

ดังนั้น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร จึงจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อดำเนินการตามข้อกำหนด จึงได้จัดการสัมมนา เรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน เพื่อเผยแพร่และชี้แจงระเบียบข้อบังคับ 177 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการของไทยได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และแจ้งให้ผู้ประกอบการของไทยทราบแนวทางในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการนำเข้าดังกล่าวของจีน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการค้ามันสำปะหลังของไทยในฐานะผู้ส่งออกหลักไปจีน

“กฎระเบียบนี้ จีน ใช้เป็นข้อกำหนด และบังคับให้ทุกประเทศที่นำเข้า-ส่งออกธัญพืช ต้องปฏิบัติตาม เพื่อกำกับดูแล ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของธัญพืชที่ส่งออก นำเข้า และนำผ่าน ไปยังจีน หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามจะทำให้เสียโอกาสทางการแข่งขันทางการค้ากับจีน เนื่องปัจจุบันจีนให้ความสำคัญต่อระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับต่อสินค้าเกษตร ที่ผลิตในประเทศ นำเข้า และส่งออก โดยเริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรและอาหารจาก ทุกประเทศที่ส่งไปยังจีน ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก มันเส้น และกากมัน ของไทย ศึกษาและดำเนินการตามกฎระเบียบดังกล่าวของจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก”

ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศผู้นำเข้าและแปรรูปมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุด ด้วยปริมาณการนำเข้ากว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลกในแต่ละปี ซึ่งประเทศไทยสามารถขยายมูลค่าการส่งออก มันสำปะหลัง ไปยังจีนได้ ถึงปีละกว่า 40,000 ล้านบาท โดนเฉพาะ มันเส้นและกากมัน สามารถคลองตลาดจีนได้ถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด เลขาธิการกล่าว…

ที่มา : RYT9.COM

เตือนไร่มันสำปะหลังเร่งสำรวจ สแกนหาโรคใบด่างฯ ช่วงปลายฝนก่อนระบาดหนัก

เตือนไร่มันสำปะหลังเร่งสำรวจ สแกนหาโรคใบด่างฯ ช่วงปลายฝนก่อนระบาดหนัก

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งมีพื้นที่ระบาดอยู่ใกล้ชายแดนไทย ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่ จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริม การเกษตร ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร เร่งสำรวจต้นที่แสดงอาการคล้ายโรคดังกล่าว เพื่อป้องกัน ไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลง มันสำปะหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังบริเวณใกล้ชายแดนกัมพูชา หากพบมันสำปะหลังแสดงอาการใกล้เคียงโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้าน เพื่อเข้าไปสังเกตต้นมันสำปะหลังดังกล่าวทันที และเก็บตัวอย่างต้องสงสัยส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ หากมีความเสี่ยงจะเร่งทำลายด้วยการฝังกลบใต้ดิน ลึกประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังมันสำปะหลังต้นอื่น นอกจากนี้ กรณีพบแมลงหวี่ขาวยาสูบอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังกลบต้น ที่แสดงอาการแล้ว ให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเพื่อตัดวงจรพาหะนำโรค และสำรวจเพิ่มเติมในบริเวณ ที่ห่างจากจุดพบอาการต้องสงสัยออกไปในรัศมี 5 กิโลเมตร

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะของโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีลำหัวสีเหลืองอ่อน ปีกสีขาว ขนาดตัวเล็ก 1 มิลลิเมตร สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว (ช่วงเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน) กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นมันสำปะหลังและแมลงหวี่ขาวยาสูบโดยเฉพาะในช่วงนี้ โดยแนะนำให้ทำความสะอาดแปลงปลูกมันสำปะหลังไม่ให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยที่อาจเป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น มันฝรั่ง กะเพรา โหระพา พริก และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของไวรัส สาเหตุโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ละหุ่ง สบู่ดำ ยาสูบ ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังด้วย

นอกจากนี้ การฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายโรคใบด่าง เป็นวิธีหยุดการแพร่กระจายของโรคที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการเผาทำลาย เนื่องจากการเผาอาจหลงเหลือชิ้นส่วน ของต้นมันสำปะหลังที่ยังสดอยู่ทำให้แมลงหวี่ขาวยาสูบอาจเข้าดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนนี้แล้วแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่อไป ประกอบกับหากมีความชื้นเหมาะสม ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เผาทำลายไม่หมดอาจแตกเป็นต้นอ่อนที่แสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายโรคต่อไปได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

หยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

หยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน คลีนพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ เคลียร์โรคใบด่างก่อนลามเข้าประเทศ มั่นใจเอาอยู่ ปูพรมสำรวจเข้มข้นพื้นที่เสี่ยงโรคบริเวณแนวชายแดนไทย กัมพูชา พร้อมเปิดสายด่วนชี้จุดต้องสงสัยโรคใบด่างระบาด

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus เป็นโรคที่มีความสำคัญทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ที่สำคัญสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ลักษณะอาการที่พบคือใบแสดงอาการด่างเหลือง และลดรูป ต้นแคระแกร็น จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชร้ายแรงเข้ามาระบาดทำความเสียหายให้กับผลผลิตของเกษตรกรและอาจส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้นตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย โดยเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา และจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินในกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังขึ้นในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างการรับรู้โดยประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศจำนวน 50 จังหวัด รวมพื้นที่ 2,668,000 ไร่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผลการดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 -2560 ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ของเกษตรกร ในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และ อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 8 ราย พื้นที่ 68 ไร่ ผลการตรวจพบเชื้อไวรัสใบด่างมันสำปะหลังต้องสงสัยกลุ่มไวรัส Begomovirus ซึ่งพบได้ทั่วไปไม่มีความรุนแรงและไม่ได้ทำลายผลผลิตในแปลงปลูกมันสำปะหลัง แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับขบวนการผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทย กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบอาการต้องสงสัยทั้งหมดตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่กำหนดไว้ จากการสอบถามเกษตรกรพบว่านำท่อนพันธุ์มาจากจังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้จากข้อสังเกตประเทศไทยไม่เคยมีการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังนั้นอาจมีการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์เข้ามา ซึ่งผู้ลักลอบมีความผิดตามพระราชบัญญัติกักพืช ห้ามนำเข้า ยกเว้นหัวมันสดและมันเส้น โดยมีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหยุด! โรคใบด่าง..อธิบดีหญิงแกร่ง สั่งเคลียร์พื้นที่เสี่ยงปลูกมันสำปะหลัง

“โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากเพราะสามารถทำลายผลผลิตของเกษตรกรได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจะเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และดำเนินการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังจะดำเนินการตามแผนฉุกเฉินที่ได้กำหนดไว้ทันที อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือให้ผู้ที่พบเห็นอาการของโรคใบด่างในมันสำปะหลังแจ้ง สายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตร โทร. 0–2579–8516 หรือ 061–415–2517 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดำเนินการสำรวจและปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินต่อไป อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ที่มา : เกษตรก้าวไกล

“มาตรการฉุกเฉิน”ทำลายฝังกลบมันสำปะต้องสงสัยโรคระบาดใบด่าง

“มาตรการฉุกเฉิน”ทำลายฝังกลบมันสำปะต้องสงสัยโรคระบาดใบด่าง

“กษ.”ใช้มาตรการฉุกเฉินทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลังศรีสะเกษ-สุรินทร์ หลังพบอาการต้องสงสัยจากโรคระบาดใบด่าง เป็นโรครุนแรงทำผลผลิตเสียหาย 100%

5 ตุลาคม 2561 กษ.ใช้มาตรการฉุกเฉินทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลัง ศรีสะเกษ สุรินทร์ หลังพบอาการต้องสงสัยจากโรคระบาดใบด่าง ชี้เป็นโรครุนแรงทำผลผลิตเสียหาย100% เฝ้าระวัง 51 จว.หวั่นโรคข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจประเทศ

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ว่าจากที่กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์จำนวน 68 ไร่ และได้ใช้มาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายแปลงมันสำปะหลังต้องสงสัยโรคใบด่างด้วยวิธีการฝังกลบทั้งหมด เนื่องจากโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่รุนแรงทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้โรคใบด่างเข้ามาระบาดภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง จึงได้หารือเพื่อขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ร่วมกันติดตาม สำรวจ และเฝ้าระวังในเขตพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 51 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชาที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคใบด่าง ในมาตรการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้กระทบเกิดความเสียหายกับพืชเศรษฐกิจหลัก

ที่มา : komchadluek.net

โรคใบด่างมันสำปะหลังลามไทย แจ้งด่านตอ.คุมเข้ม-ราคาหัวมันพุ่ง3บ.

โรคใบด่างมันสำปะหลังลามไทย แจ้งด่านตอ.คุมเข้ม-ราคาหัวมันพุ่ง3บ.

“วิกฤตโรคใบด่าง” ลามหนักข้ามประเทศจากกัมพูชา-เวียดนามเข้าไทยแล้ว “เอกชน” ชี้ออร์เดอร์พุ่งแต่หวั่นชอร์ตซัพพลายมันสำปะหลัง ดันราคาหัวมันสดดีดทะลุ กก.ละ 3 บาท ด้าน ก.เกษตรฯร่อนหนังสือเตือนผู้ว่าฯ คุมเข้ม 12 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาเสี่ยง

แหล่งข่าวจากวงการค้ามันสำปะหลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังจากเชื้อไวรัส หรือ Cassava Mosaic Virus ได้แพร่เข้าสู่ประเทศไทยแล้ว โดยพบเชื้อนี้ในมันสำปะหลังที่ปลูกบริเวณ จ.ปราจีนบุรี ในพื้นที่ 18 ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ส่งผลให้มีการเร่งออกหนังสือเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวัง เพราะโรคนี้มีแมลงหวี่เป็นพาหะนำโรค ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้รวดเร็ว และไม่สามารถรักษาได้ จะต้องขุดและเผาทำลายเท่านั้น โดยในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ทางกรมวิชาการเกษตรจะจัดประชุมเรื่องเฝ้าระวังโรคนี้

ด้านนายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อนุกรรมการแป้งมันสำปะหลัง สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ขณะนี้โรคใบด่างยังไม่ได้ระบาดเข้าประเทศไทย แต่มีการระบาดในประเทศเวียดนามตอนใต้ 12 จังหวัด และประเทศกัมพูชาเกือบทั้งหมด ยกเว้น จ.อุดรมีชัยที่มีพรมแดนติดกับไทย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าไทยจะสามารถป้องกันการระบาดได้ เพราะขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดตามแนวชายแดน ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าท่อนพันธุ์มันจากประเทศเพื่อนบ้าน และเฝ้าระวังการขนย้ายมันสำปะหลังข้ามแดน เพราะอาจมีเชื้อปนมาในเหง้ามันได้

“ผลจากปัญหาดังกล่าวทำให้ผลผลิตมันเวียดนามลดลงเหลือ 7-8 ล้านตัน จากเดิม 12 ล้านตัน ส่วนกัมพูชาคาดว่าจะมีไม่ถึง 10 ล้านตัน จากเดิม 13 ล้านตัน ทำให้ผู้ส่งออกจากเวียดนามหันมาซื้อไทย เพื่อนำไปส่งออกกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะไทยเองถึงจะได้รับออร์เดอร์แต่อาจชอร์ตซัพพลายมันสำปะหลังได้ เพราะปัจจุบันไทยผลิตได้ 29.9 ล้านตัน แต่ต้องการใช้ 40 ล้านตัน แต่ละปีจึงต้องนำเข้าหัวมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หากชอร์ตซัพพลายโรงแป้งจะได้รับผลกระทบสูงสุด เพราะปัจจุบันโรงแป้งใช้ผลผลิตปีละ 26-27 ล้านตัน มากกว่าอุตสาหกรรมอื่นทั้งอาหารสัตว์ เอทานอล มันเส้นรวมกัน ทำให้ปีนี้การส่งออกในส่วนของแป้งมันอาจจะลดลงเหลือ 3.5-3.6 ล้านตัน จากปีก่อน 4.2 ล้านตัน”

อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังสดปรับขึ้นไปเป็น กก.ละ 3 บาท จากปีก่อน 2.50 บาท ราคาแป้งมันในประเทศ กก.ละ 15 บาท จากปีก่อน 11-13 บาท และราคาส่งออกปรับขึ้นไปเป็น 510 เหรียญสหรัฐ จากปีก่อน 400 เหรียญสหรัฐ

“ขณะนี้เมื่อเกษตรกรเห็นราคาดีมาก ก็จะเร่งขุดหัวมันอ่อนอายุ 6-7 เดือนมาขาย จากปกติต้องขุดหลัง 8 เดือนไป (เชื้อแป้งน้อย) แต่เกรงว่ารายใดพบเชื้อก็อาจไม่แจ้งภาครัฐ แต่ขุดมาขายให้โรงงานเพราะราคาดี ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้โรคนี้แพร่ลุกลามไป ดังนั้น ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรฯจะต้องลงไปดูอย่างเข้มงวด เพราะโรคนี้จะต้องเผาทำลายทิ้งเท่านั้น”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการแทนปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด คณะกรรมการทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ เฝ้าระวังตรวจสอบปราบปรามการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์และส่วนใดส่วนหนึ่งของมันสำปะหลังในช่องทางแนวชายแดนตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย โดยเน้นพื้นที่เป้าหมายเป็นจังหวัดตามแนวชายแดนติดต่อกับกัมพูชา โดยโฟกัสไปยัง 12 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังอาจยังไม่ใช่โรคระบาด ที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย แต่ขณะนี้มีข้อมูลว่าพบแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนาม และกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาระบาดในประเทศและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง หรือ cassava mosaic disease (CMD) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส cassava mosaic virus เป็นไวรัสในกลุ่ม Begomovirus วงศ์ Geminiviridae มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในแถบแอฟริกา ต่อมาปี 2559 พบการระบาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศกัมพูชา โดยจำแนกได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โรคชนิดนี้สามารถแพร่ระบาดได้โดยท่อนพันธุ์ และแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci (Gennadius))(Hemiptera : Aleyrodidae) ซึ่งพืชที่แมลงหวี่ขาวยาสูบชอบอาศัยนั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่งพืชตระกูลพริก มะเขือ มันฝรั่ง และพืชตระกูลแตง ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลของการเป็นพืชอาศัยได้ของเชื้อไวรัส SLCMV กับพืชดังกล่าว แต่มีรายงานเกี่ยวกับพืชอาศัยอื่นๆ ของเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่าสามารถอาศัยและเพิ่มปริมาณได้ในพืช เช่น พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ชุมเห็ดเล็ก กระถิน ถั่วเหลือง พืชน้ำมัน ได้แก่ ละหุ่ง สบู่ดำ

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หากโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทยได้ จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังที่ลดลงได้มากถึง 80-100% โดยมันสำปะหลังที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสีย รูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลืองรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต หรือมีการเจริญเติบโตน้อย ทำให้ไม่มีการสร้างหัวมันสำปะหลัง ข้อสังเกตหากอาการใบด่างเหลือง หดลดรูป เกิดเฉพาะที่ใบยอด แสดงว่าการระบาดเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรคหากพบอาการผิดปกติทั้งต้นตั้งแต่ใบอ่อนจนใบแก่ แสดงว่าเกิดจากการนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคมาปลูก ที่สำคัญโรคนี้ไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าปัจจุบัน ไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่มีรายงานว่าพบ การระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเริ่มพบการระบาดในปี 2559 ที่จังหวัด รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา เป็นที่แรกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีระยะห่างจากประเทศไทยประมาณ 700 กิโลเมตร ต่อมาปี 2560 ระบาดไปที่ จังหวัดเต็ยนิญ (Tay Ninh) ของประเทศเวียดนาม พร้อมแพร่ระบาดไปอีกหลายจังหวัดในประเทศกัมพูชาและล่าสุด ปี 2561 พบที่จังหวัด อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีระยะทางห่างจากชายแดนไทยที่อำเภอ ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพียง 30-40 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กับแหล่งปลูก มันสำปะหลังสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมความพร้อมรับมือโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยจัดทำแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้นำชุมชน และเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนให้ทราบถึงลักษณะอาการและความสำคัญของโรค ส่งเสริมให้ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด และให้หมั่นสำรวจติดตามสถานการณ์ในแปลงมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยหากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคใบด่างให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน พร้อมเก็บตัวอย่างส่งกรมวิชาการเกษตรเพื่อยืนยันความเป็นโรค และลงพื้นที่แก้ไขปัญหาโดยทันที ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายที่กรมวิชาการเกษตรดำเนินการภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช ที่ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง คุมเข้มการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับมาตรการป้องกันในกรณีที่เกิดการระบาดเข้ามาในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมหารือกับกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการและแนวทางป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เตือนชาวไร่มันสำปะหลัง ระวังโรคพุ่มแจ้ภัยเงียบทำลายผลผลิต แนะหมั่นตรวจแปลงป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในมันสำปะหลังว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลังบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก พบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่พบค่อนข้างมากคือ จังหวัดกำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และมุกดาหาร ซึ่งโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง ลักษณะคล้ายกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหยิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก หากเป็นโรค พุ่มแจ้จะทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยงได้เตรียมการรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ด้าน นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กล่าวว่า โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่เป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของพืช ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็น พืชจะแตกตาข้างมาเพื่อความ อยู่รอด ยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง กรณีระบาดรุนแรงมันสำปะหลังจะยืนต้นตาย สังเกตบริเวณท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ เนื่องจากโรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ถ้าเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพุ่มแจ้ ไม่ได้สังเกตอาการของโรคหรือโรคแสดงอาการที่ไม่ชัดเจน อาจมีการนำต้นมันที่มีเชื้อสาเหตุโรคนี้ไปขายเป็นท่อนพันธุ์ ทำให้โรคเกิดการกระจายไปยังแหล่งปลูกมันสำปะหลังเป็นการแพร่เชื้อสาเหตุไปยังแหล่งปลูกมันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรรู้จักกับโรคพุ่มแจ้ และแนวทางป้องกันกำจัด ตลอดจนแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบอาการดังกล่าวให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และขุดต้นมันที่แสดงอาการไปเผาทำลายนอกแปลง แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สังเกตท่อนพันธุ์ที่คาดว่าอาจจะเป็นโรค จากการแตกตาข้างว่ามีมากแค่ไหน ปกติท่อนพันธุ์จะแตกตาเฉพาะที่บริเวณยอดด้านบนแค่ 2-3 ตา ถ้ามีการแตกตามากบริเวณกลางท่อนพันธุ์ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจติดเชื้อ นอกจากนั้นแนะนำให้กำจัดเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะ รวมทั้งกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะต้นสาบม่วง แหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อก่อโรคพุ่มแจ้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า