เป้าส่งออกลดวูบเหลือ 3% ‘ข้าว-มัน-น้ำตาล’ อ่วมพิษบาทแข็ง

เป้าส่งออกลดวูบเหลือ 3% ‘ข้าว-มัน-น้ำตาล’ อ่วมพิษบาทแข็ง

เอกชนถอดใจหดเป้าหมายส่งออกปี 2562 คาดการณ์ “Q2” โต 0% ทั้งปีโต 3% จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 5% เหตุตลาดโลกระส่ำสงครามการค้าลดสต๊อกสินค้านำเข้าลง ด้านสินค้าเกษตร “มันเส้น-ข้าว-น้ำตาล” อ่วมเจอพิษบาทแข็ง สิ่งทอหวั่นขึ้นค่าแรงกระทบซ้ำเติมแข่งไม่ได้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการปรับลดเป้าการส่งออกปี 2562 ที่จัดทำโดยสถาบันภาคเอกชนว่า ขณะนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออก (สรท.) กับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต่างปรับลดประมาณการเป้าการส่งออกปี 2562 ลงเหลือเพียง 3% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5% เนื่องจากแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังได้รับผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยเฉพาะตลาดจีนที่ต้องลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบจากไทย และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากกรณีอังกฤษเตรียมแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ด้วย

ตลาดโลกลดสต๊อกสินค้า

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่สภาผู้ส่งออก ได้ปรับประมาณการเป้าหมายการส่งออกปี 2561 ลงเหลือ 3% มูลค่า 260,337 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เป็นผลมาจากแนวโน้มการค้าโลกชะลอตัวหลังปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังคงยืดเยื้อ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามเจรจากันก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ประเทศคู่ค้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้าซัพพลายให้กับจีนและสหรัฐต่างประสบปัญหาชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วย

“เมื่อสถานการณ์การค้าโลกเป็นเช่นนี้ ทำให้หลาย ๆ ประเทศลดการสต๊อกสินค้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้ากลุ่มวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าที่ไทยส่งออกไปยังตลาดจีนเพื่อผลิตส่งเข้าสหรัฐ อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในหลาย ๆประเทศยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงทั้งเวเนซุเอลา ทั้งปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ แม้ว่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์จะกลับมาเป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่ตัวเลขการส่งออกที่แท้จริง แต่เป็นการส่งออกสินค้าอาวุธคืนให้กับสหรัฐ หากหักลบตัวเลขนี้ออกไปก็จะพบว่า การส่งออกยังติดลบอยู่ -5% เท่าที่ประเมินคาดว่า ในไตรมาส 1 ปีนี้ส่งออกจะติดลบหรือทรงตัว 0% หากไทยจะผลักดันการส่งออกทั้งปีให้โตถึงเป้าหมายใหม่จะต้องส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนให้ได้มากกว่า 21,000 ล้านเหรียญ” นายวิศิษฐ์กล่าว

ตั้งรัฐบาลช้ายิ่งแย่หนัก

ส่วนโอกาสที่การส่งออกไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาเป็นบวกหรือ 0% นั้น “ยังเป็นเรื่องที่อึมครึม” จากปัจจัยภายนอกข้างต้นและยังมีปัจจัยภายในเชื่อมโยงกับไทยคือ ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยเฉพาะ การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่เกิดการอย่างล่าช้าเท่ากับว่า ในไตรมาส 2/2562 ไทยจะไม่มีเครื่องมือพิเศษมาช่วยภาคส่งออก ทั้งยังมาประสบปัญหาถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) อีก หากเทียบกับประเทศแข่งอย่างเวียดนา-อินโดนีเซีย ที่สามารถบรรลุความตกลง FTA กับประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ๆ ไปแล้ว

ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 3% จากการประเมินว่า การส่งออกรายสินค้ากลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจะขยายตัว 1.40% มูลค่า 41,632 ล้านเหรียญ มีสินค้าที่น่าห่วงคือ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคาดว่าจะติดลบ -10% มูลค่า2,800 ล้านเหรียญ, น้ำตาล -7% มูลค่า 2,567 ล้านเหรียญ, ข้าว 0% มูลค่า 5,619 ล้านเหรียญ ส่วนยางพาราขยายตัว 3% มูลค่า 4,740 ล้านเหรียญ, อาหาร 5% มูลค่า 22,406 ล้านเหรียญ

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญคาดว่า จะขยายตัว 3% มูลค่า 207,205 ล้านเหรียญ โดยสินค้าวัสดุก่อสร้างขยายตัว7% มูลค่า 10,479 ล้านเหรียญ, ผลิตภัณฑ์ยาง 6% มูลค่า 11,685 ล้านเหรียญ, อัญมณีและเครื่องประดับ 5% มูลค่า 12,577 ล้านเหรียญ, สิ่งทอ 5% มูลค่า 7,494 ล้านเหรียญ, อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 4% (จากคาดการณ์เดิม 3.5%) มูลค่า 39,706 ล้านเหรียญ, ยานยนต์และส่วนประกอบ 4% (จากเดิม 3.5%) มูลค่า 39,052 ล้านเหรียญ, เครื่องใช้ไฟฟ้า 3% มูลค่า 25,071 ล้านเหรียญ, เม็ดพลาสติก 3% มูลค่า 15,043 ล้านเหรียญ,น้ำมันสำเร็จรูป 3% มูลค่า 9,595 ล้านเหรียญ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3% มูลค่า 8,448 ล้านเหรียญ และเคมีภัณฑ์ 3% มูลค่า 9,455 ล้านเหรียญ

มันเส้นอ่วมติดลบ -30%

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วงไตรมาส 2 ว่า จะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2562 ที่ส่งออกติดลบ -40% หรือส่งออกได้ปริมาณ 1,813,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณซัพพลายมันสำปะหลังลดลงจากเกิดปัญหาราคาตกต่ำเมื่อปี 2558 ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกอ้อยแทน “ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาปลูกมัน” ประกอบกับการนำเข้าวัตถุดิบมันสำปะหลังจากเพื่อนบ้านไม่ได้เช่นทุก ๆ ปี เพราะผลผลิตมันสำปะหลังของกัมพูชาลดลงจากการระบาดของโรคใบด่าง และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น “ราคามันเส้นปรับตัวสูงขึ้น ตันละ 15-20 เหรียญ FOB หรือจากต้นปี 200 เหรียญ ก็เป็น 215-220 เหรียญ/ตัน ราคานี้ลูกค้าจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของเรารับไม่ได้และชะลอการสั่งซื้อออกไปทำให้ยอดส่งออกทั้งปีปีนี้จะติดลบถึง -30%”

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าขณะนี้สถานการณ์การส่งออกข้าว “ค่อนข้างชะลอตัว” จากอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าทำให้ราคาข้าวไทย “สูงกว่า” ข้าวเวียดนามต่อเนื่องคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2/2562 จะยังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาทั้งจากตลาดฟิลิปปินส์ที่ซื้อไปครบแล้ว ตลาดอินโดนีเซียคงจะรอสั่งซื้อหลังผ่านการเลือกตั้งภายในไปแล้วและตลาดจีน ซึ่งยังไม่สามารถเจรจาหาข้อสรุปการส่งมอบข้าวออร์เดอร์รัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ที่เหลือได้ เนื่องจากจีนต่อรองราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้ส่งออกข้าวประเมินว่า จะรักษาฐานการส่งออกเฉลี่ยในไตรมาส 2 ได้ประมาณ 2 ล้านตัน หรือเดือนละ 700,000-800,000ตัน เท่ากับในช่วงไตรมาส 1/2562 “หลังจากผ่านไตรมาส 2 จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกข้าวกันอีกครั้งว่า จะลดลงจากเดิมที่วางไว้ 9.5 ล้านตันหรือไม่”

สิ่งทอยังลำบาก

นายสมเกียรติ อำนวยพรสกุล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวถึงการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไตรมาส 2/2562 “ยังลำบาก” โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2562 น่าจะติดลบ -2% เมื่อเทียบจากปี 2561 ส่วนจะมากหรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมาต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะตลาดหลัก (สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น) อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายซื้อสินค้าทำให้ปรับตัวลดลง รวมถึงเรื่องของ Brexit ที่ยังไม่ชัดเจนด้วย สิทธิประโยชน์ทางการค้าและปัจจัยในเรื่องของค่าแรง

ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า แม้สหภาพยุโรปจะให้โควตาไทยส่งเข้าเนื้อไก่ประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก 5,460 ตัน/ปี จากโควตาเดิม 252,000 ตัน/ปีนั้น ถือว่า “เพิ่มขึ้นมาไม่มากนัก” และโควตาที่เพิ่มให้ไทยเป็นรายการไก่แปรรูปไม่ปรุงสุก เช่น ไก่หมักซอส ซึ่งปกติไก่ไทยที่ส่งออกไปเป็นไก่ปรุงสุก “แนวโน้มการส่งออกไก่ไทยเข้าสหภาพยุโรปปีนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากอังกฤษออกจากอียูและอียูประกาศโควตาใหม่ ถ้าไทยถูกลดโควตาก็ต้องไปเจรจากับอียูเพื่อขอเพิ่ม”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คต. ยืนยันจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังไทยอย่างต่อเนื่อง

คต. ยืนยันจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังไทยอย่างต่อเนื่อง

กรมการค้าต่างประเทศ ยืนยันไทยยังส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ตามปกติ พร้อมแนะผู้ประกอบการมันสำปะหลังของไทย เร่งพัฒนาศักยภาพของตนรองรับมาตรการการค้ารูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ จึงได้ประสานสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่งตรวจสอบข้อมูล/ข้อเท็จจริงหลังจากมีกระแสข่าวว่าประเทศจีนจะไม่ซื้อมันสำปะหลังไทย โดยพบว่าประเทศจีนยังคงมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น และปัจจุบันนโยบายการนำเข้ามันสำปะหลังของจีนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังไปยังประเทศจีนได้ตามปกติ

สำหรับปี 2561 ราคามันสำปะหลังไทยสูงทั้งระบบ ผู้นำเข้าจีนจึงหันไปใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนมันสำปะหลังมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณส่งออกของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีพบว่าในปี 2561 ไทยส่งออกมันสำปะหลังไปจีนมูลค่ารวม 1,766.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น 2.48% จากปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวม 1,723.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจีนนำเข้ามันสำปะหลังเส้นปริมาณ 4.496 ล้านตัน ลดลง 36.74% จากปีก่อน และนำเข้าแป้งมันสำปะหลังปริมาณ 1.841 ล้านตัน ลดลง 11.91% จากปีก่อน โดยนำเข้าจากประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 3.934 ล้านตัน และ1.474 ล้านตันตามลำดับ

นายอดุลย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารเป็นลำดับต้นๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของตนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น ลดต้นทุนการผลิต ปรับเปลี่ยนกระบวนการแปรรูป การเก็บรักษา ตลอดจนความสะอาดในการขนส่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืช เพื่อไม่ให้ประเทศคู่ค้าใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าในอนาคต

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

พาณิชย์ เตรียมกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังภายในมี.ค.นี้ คุมเข้มป้องกันโรคไวรัสใบด่างระบาด

พาณิชย์ เตรียมกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังภายในมี.ค.นี้ คุมเข้มป้องกันโรคไวรัสใบด่างระบาด

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เห็นชอบกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งกำลังระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังของประเทศเพื่อนบ้าน

โดยผู้ประกอบการที่นำเข้ามันสำปะหลังตามแนวชายแดน จะต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนด เช่น จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดินและจุดผ่อนปรนการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว, จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี, จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จังหวัดสุรินทร์, จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี และจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำเหือง จังหวัดเลย เป็นต้น

“กรมฯ ขอให้ผู้นำเข้ามันสำปะหลังตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อม ก่อนที่มาตรการกำหนดด่านนำเข้าจะมีผลบังคับใช้ภายในมีนาคม 2562” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุ

ทั้งนี้ การกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังดังกล่าว เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสุขอนามัยพืช (Plant life or health) ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านนำเข้า ควบคุมตรวจสอบมันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้เข้มงวดขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย ป้องกันไม่ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังไทยกว่า 5 แสนครัวเรือน ตลอดจนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่มีมูลค่าส่งออกต่อปีกว่า 1 แสนล้านบาทได้รับผลกระทบ

“ไทยไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยยังคงต้องการนำเข้าอยู่ เพียงแต่ผู้นำเข้าจะต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนด เพราะไทยจำเป็นต้องป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากประเทศเพื่อนบ้านสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังได้ ก็จะพิจารณาเสนอให้ผ่อนคลายมาตรการกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังต่อไป” นายอดุลย์ระบุ

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เข้าพบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชา และ สปป.ลาว ประจำประเทศไทย เพื่อชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการกำหนดด่านนำเข้า ซึ่งเอกอัครราชทูตของทั้ง 2 ประเทศมีความเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ ตลอดจนพร้อมที่จะช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อม

สำหรับโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในแถบแอฟริกา สามารถแพร่ระบาดได้โดยท่อนพันธุ์ เหง้า และแมลงหวี่ขาวยาสูบ โดยต้นมันสำปะหลังที่ติดเชื้อจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังในแถบแอฟริกามากถึง 80-100% เพราะมันสำปะหลังที่เป็นโรคดังกล่าวจะไม่เจริญเติบโต ที่สำคัญโรคนี้ไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้ จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ประเทศในแถบแอฟริกายังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้

อนึ่ง ในปี 2561 ไทยนำเข้ามันสำปะหลัง ปริมาณ 2.12 ล้านตัน มูลค่า 8,700 ล้านบาท ลดลงจากปี 2560 ที่นำเข้าปริมาณ 2.89 ล้านตัน มูลค่า 12,300 ล้านบาท คิดเป็น 27% และ 29% ตามลำดับ แหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ กัมพูชา 75% และลาว 25%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ครม.ไฟเขียว 7 โครงการอุ้มมันฯ

ครม.ไฟเขียว 7 โครงการอุ้มมันฯ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ร่วมกับสมาคมมันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ มันสำปะหลัง ณ ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 13-18 มกราคม 2562 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังสำคัญ โดยไทยนำเข้ามันสำปะหลังสดและมันเส้นจากกัมพูชาเพื่อรวบรวมปรับปรุงคุณภาพ/แปรรูปส่งออกเป็นจำนวนมาก ขณะที่เวียดนามถือเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังที่กัมพูชา ใน 5 จังหวัด (เสียมราฐ, อุดรมีชัย, พระวิหาร, รัตนคีรี และ ตโบงฆมุม) และเวียดนาม 2 จังหวัด (ญาลาย และกว่างหงาย) คาดว่า ผลผลิตมันสำปะหลัง ปี 2561/62 ในพื้นที่ดังกล่าว จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคามันสำปะหลัง ปี 2560/61 ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก และดูแลเอาใจใส่ต้นมันสำปะหลังดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ พบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายใบด่าง มันสำปะหลังในทุกจังหวัด แต่การแพร่ระบาดมีเพียง บางพื้นที่ จึงคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่ให้ลดลง

สำหรับสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังของไทย ปี 2561/62 (ตุลาคม 2561 ถึง กันยายน 2562) ข้อมูล ณ ธันวาคม 2561 คาดว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.40 ล้านไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560/61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.73 ผลผลิต 29.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.53 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,566 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.65 เนื่องจากในปี 2561 ราคาหัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก เฉลี่ย 2.25 บาท/กิโลกรัม สูงกว่าปี 2560 ซึ่งเฉลี่ยที่ราคา 1.52 บาท/กิโลกรัม จึงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง

ด้านราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เดือนมกราคม 2562 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.27 บาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2561 ที่ราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.30 เนื่องจากราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง) มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดมาก อาจทำให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวลดลงได้

ทั้งนี้ ภาครัฐเตรียมแนวทางแก้ปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2561/62 รวม 7 โครงการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ประกอบด้วย
1) โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง
2)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด
3) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและ สร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร
4)โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
5) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด)
6) โครงการขยายโอกาสทางการค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ
7) โครงการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

รมว.พาณิชย์ มั่นใจราคามันสำปะหลังดีต่อเนื่อง เซ็น MOU 4 สมาคม หนุนเกษตรกรมัน

รมว.พาณิชย์ มั่นใจราคามันสำปะหลังดีต่อเนื่อง เซ็น MOU 4 สมาคม หนุนเกษตรกรมัน

วันนี้ (17 มกราคม 2562) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการภายใต้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง และพบปะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ณ สหกรณ์การเกษตรปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ชี้แจงแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในปีการผลิต 2561/62 ซึ่งเป็นการบริหารจัดการโครงสร้าง มันสำปะหลังทั้งระบบตั้งแต่การผลิตและการตลาดเพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคา มันสำปะหลังอย่างยั่งยืน ได้แก่

• ให้สินเชื่อสหกรณ์ ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลา 12 เดือน วงเงินสินเชื่อ 1,500 ล้านบาท เพื่อรวบรวมรับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกร ช่วยดูดซับผลผลิตให้เกษตรกร มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่หลากหลาย

• ให้สินเชื่อเกษตรกร ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 0.5 ต่อเดือน รายละไม่เกิน 20,000 บาท เป้าหมายเกษตรกร 100,000 ราย วงเงินสินเชื่อ 2,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือน เพื่อลดปัญหา การก่อหนี้นอกระบบของเกษตรกร

• สนับสนุนเงินทุนการเพาะปลูกระบบน้ำหยด เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) และคุณภาพของผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง รายละไม่เกิน 230,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 4 ต่อปี วงเงินสินเชื่อ 1,150 ล้านบาท

• สนับสนุนเครื่องสับมันขนาดเล็ก เพื่อให้กลุ่มเกษตรกร (วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน) สามารถแปรรูปเป็นมันเส้นในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต จำนวน 740 เครื่อง

• เชื่อมโยงตลาด ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมันสำปะหลังทั้งในประเทศและต่างประเทศ

• ยกระดับคุณภาพมันสำปะหลัง ให้ตรงกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด)

• กำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลัง อย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบนำเข้า รวมทั้งการป้องกันโรคพืช อาทิ โรคไวรัสใบด่างที่อาจมีการแพร่ระบาดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
โดยผลการดำเนินงานของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา (ปี 2560/61) ได้มีการบริหารจัดการโครงสร้าง มันสำปะหลังทั้งระบบทั้งในด้านการผลิตและการตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร ส่งผลให้
ในปีที่ผ่านมาราคามันสำปะหลังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ราคาสูงสุด กก.ละ 3.04 บาท เมื่อเทียบกับปีก่อนราคาอยู่ที่ กก.ละ 1.81 บาท) และในปัจจุบันราคาเฉลี่ยมันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% (ต.ค. 61 – ม.ค. 62) อยู่ที่ กก. ละ 2.81 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรมีความพึงพอใจ เนื่องจากต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร อยู่ที่ประมาณ 1.90 บาท

ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ในวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนาม MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

• การรับซื้อมันสำปะหลังราคาที่เป็นธรรม ระหว่างเกษตรกรและโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรที่จะสามารถจำหน่ายผลผลิตมันสำปะหลังได้ในราคาที่เป็นธรรม

• แนวทางการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ระหว่างสมาคมการค้า มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ที่ดีที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับผลตอบแทนจากการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิตและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกอย่างแท้จริง โดยใช้กลไกของภาคเอกชน ในการแก้ไขปัญหาและยกระดับมาตรฐานการค้า ตลอดจนขีดความสามารถแก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังทั้งระบบ

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์

พาณิชย์ เล็งจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันเจอผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่

พาณิชย์ เล็งจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันเจอผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่

พาณิชย์เผยมติจ่ายชดเชยเกษตรกรไร่มันได้รับผลกระทบโรคใบด่าง 3,000 บาท/ไร่ พร้อมเร่งสกัดโรคหวั่นลามไปวงกว้าง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2561 ว่า ที่ประชุมได้มีมติแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในไร่มันสำปะหลัง เน้นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ปราจีนบุรี โดยของงบกลางเพื่อชดเชยให้กับเกษตรกรไร่ละ 3,000 บาท หรือ คิดเป็นราคาหัวมันสดประมาณกิโลกรัม (ก.ก.) ละ 1 บาท ส่วนใช้งบประมาณเท่าไหร่นั้นรอให้กรมวิชาการเกษตรกรตรวจสอบพื้นที่เสียหายก่อน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงมาตรการดูแลเรื่องการนำเข้า ขนย้าย พร้อมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้

“สิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การสกัดไม่ให้มีการลุกลามของโรคใบด่างไปยังพื้นที่อื่นๆ เพราะขณะนี้ยังมีการระบาดอยู่ในวงจำกัด สามารถดูแลได้ โดยกรมวิชาการเกษตรจะออกตรวจสอบพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังว่ามีที่ไหนอีกที่มีการระบาด หากพบก็ทำลายทันที และจะจ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 3,000 บาท โดยไม่ได้จำกัดจำนวนไร่ว่าจะต้องเท่าไร แต่จะจ่ายชดเชยตามจริง เพราะถ้าควบคุมไม่ได้ จะมีผลต่อราคามันสำปะหลังของไทยในอนาคต”

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติให้กำกับดูแลมันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและเวียดนาม โดยจะควบคุมดูแลการนำเข้าท่อนพันธุ์และหัวมันสำปะหลังที่ด่านนำเข้า ซึ่งจะมีการตรวจสอบโรคพืชอย่างละเอียด และนอกจากตรวจสอบที่ต้นทางนำเข้าแล้ว เมื่อขนส่งมันสำปะหลังไปถึงปลายทางจะมีการตรวจสอบโรคพืชอีกครั้ง รวมทั้งสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้มงวดจังหวัดชายแดนที่นำเข้าท่อนพันธุ์และหัวมันสำปะหลัง โดยให้แจ้งการขนย้ายข้ามจังหวัด และขอความร่วมมือโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ให้มีการทำลายเหง้าที่ติดหัวมันสำปะหลังทิ้งทุกครั้งที่แปรรูปเสร็จ เพื่อให้เป็นไปตามสุขอนามัยในการดูแลการระบาดของโรคพืชในประเทศ

ทั้งนี้ เชื่อว่าจากมาตรการทั้งหมดนี้ จะทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างได้ และเป็นโอกาสที่ไทยจะเป็นการส่งออกมันสำปะหลังไปยังตลาดต่างประเทศ ทดแทนมันสำปะหลังของประเทศที่มีการระบาดของโรคดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น

สำหรับราคามันสำปะหลังในปัจจุบันถือว่ามีราคาดี โดยมีราคาอยู่ที่กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.75 ส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยช่วง 9 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณ 6.35 ล้านตัน ลดลง 22.6% และมูลค่า 2,315 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.4%

ที่มา : ข่าวสด

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่

“สนธิรัตน์” เผยที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้ทุกหน่วยงานระดมหามาตรการแก้ไขโรคใบด่างในมันสำปะหลังก่อนกระจายทุกพื้นที่ โดยเร่งสรุปให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป พบตอนนี้มันสำปะหลังที่ปราจีน มีปัญหาหวั่นจะกระจายไปในพื้นที่อื่น จะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรได้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกร ร่วมกันหามาตรการในการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง พร้อมทั้งมาตาการช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการที่จะช่วยเหลือจะดำเนินการอย่างไรบ้างนั้น อาจจะต้องรอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปในการหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปได้ผ่านมา 2 สัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในมาตรการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2561/62 ด้วย เช่น การส่งเสริมเครื่องซับมันให้กับเกษตรกรอีก 450 เครื่อง จากเดิมที่มีอยู่ 500 เครื่อง สนับสนุนโครงการน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการให้สินเชื้อในการรวบรวมมันสำปะหลัง ส่งเสริมการให้สินเชื้อฉุกเฉิน ยกระดับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวมไปถึงการดูแลในเรื่องของมาตรการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยมาตรการดังกล่าวนี้สามารถเดินหน้าส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งเดินหน้าต่อไป

“การเร่งหามาตรการแก้ไขโรคใบด่าง ในมันสำปะหลังมองว่าเป็นปัญหาที่เราต้องยกระดับขึ้นมาสู่ระดับนโยบาย เพื่อร่วมบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และจากการปัญหาที่พบมีบางพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันหามาตรการที่เหมาะสมแก้ไขต่อไป พร้อมกันนี้ ยังพบว่าขณะนี้โรคดังกล่าวได้กระจายในเวียดนาม กัมพูชา และผลผลิตมันสำปะหลังได้รับความเสียหายจากโรคที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด สำหรับประเทศไทยกรมวิชาการเกษตรกร ก็เร่งแก้ไขปัญหานี้อยู่”

ด้านนางสุรีย์ ยอดประจง กรรมการและที่ปรึกษา สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า จากนี้ภาคเอกชนจะต้องเร่งประชุมหารือเพื่อหาข้อสรปุและมาตรการในการแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรกรในการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาได้รับการแก้ไขไปแล้ว เช่น ในพื้นที่ศรีสะเกษ และสุรินทร์ แต่ขณะนี้โรคได้กระจายไปในพื้นที่ปราจีนบุรี โดยภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐก็เข้าไปแก้ไข แต่พบว่าเกษตรกร เจ้าของพื้นที่ในการเพราะปลูกยังขาดความเข้าใจและความร่วมมือ ซึ่งจากเดิมพบต้นมันสำปะหลังติดโรคเพียง 1-2 ต้น ตั้งแต่ตรวจพบปัญหาในเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา

แต่ในปัจจุบันโรคได้กระจายพื้นที่เพิ่มขึ้น 30% ของพื้น 850 ไร่ ที่มีปัญหาซึ่งก็มีความกังวลหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าโรคอาจจะกระจายแพร่ไปในพื้นที่ใกล้เคียง โดยโรคใบด่างนี้ไม่มีวิธีการป้องกัน เมื่อติดโรคแล้ว มันสำปะหลังนั้นต้องทำลายทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยจำเป็นต้องขุดฝั่งลึก 3 เมตร พร้อมฉีดยาพ่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ซึ่งต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือ และชี้แจงกับเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

สำหรับราคามันสำปะหลังขณะนี้อยู่ที่ 2.00-2.80 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุน 1.80-1.90 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2561/62 เฉลี่ยอยู่ที่ 29 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา และในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

มกอช. ชี้แจงกฎเหล็กนำเข้าส่งออก มันสำปะหลังไปจีน ให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ทราบแนวทางการปฏิบัติ เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เชิญผู้ประกอบการผลิตและส่งออกมันสำปะหลังไปจีน ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกรมวิชาการเกษตรและ มกอช. ในหัวข้อเรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ชี้แจงกฎระเบียบข้อบังคับ หมายเลข 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบกักกันธัญพืช นำเข้าส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ห้องบอลรูม A โรงแรมมารวยการ์เด้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ในปี 2559 จีนได้บังคับใช้ระเบียบข้อบังคับ 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบประกันธัญพืชนำเข้า-ส่งออก โดยมีผลใช้บังคับกับทุกประเทศ กฎระเบียบนี้กำหนดให้โรงงานผลิตโรงงานแปรรูปและโรงงานเก็บรักษาธัญพืชส่งออกไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของจีน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านการควบคุม ตรวจสอบการกักกันพืชก่อนการส่งออก ได้ประสานงานและเจรจากับฝ่ายจีนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้จีนขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกของไทยก่อน แต่ช่วงต้นปี 2561 มีการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภายในของจีน ส่งผลให้หน่วยงานด้านการตรวจสอบและกักกันโรคการนำเข้า-ส่งออกเดิม AQSIQ ถูกย้าย ไปรวมกับกระทรวงการศุลกากร หรือ GACC ซึ่งเข้มงวดต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว และได้แจ้งให้ฝ่ายไทยเร่งรัดดำเนินการตรวจประเมินโรงงานผลิต โรงงานแปรรูป โรงงานเก็บรักษาธัญพืช และยื่นรายชื่อผู้ผ่านการประเมินให้ฝ่ายจีนขึ้นทะเบียนตามระเบียบข้อบังคับ

ดังนั้น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร จึงจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อดำเนินการตามข้อกำหนด จึงได้จัดการสัมมนา เรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน เพื่อเผยแพร่และชี้แจงระเบียบข้อบังคับ 177 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการของไทยได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และแจ้งให้ผู้ประกอบการของไทยทราบแนวทางในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการนำเข้าดังกล่าวของจีน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการค้ามันสำปะหลังของไทยในฐานะผู้ส่งออกหลักไปจีน

“กฎระเบียบนี้ จีน ใช้เป็นข้อกำหนด และบังคับให้ทุกประเทศที่นำเข้า-ส่งออกธัญพืช ต้องปฏิบัติตาม เพื่อกำกับดูแล ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของธัญพืชที่ส่งออก นำเข้า และนำผ่าน ไปยังจีน หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามจะทำให้เสียโอกาสทางการแข่งขันทางการค้ากับจีน เนื่องปัจจุบันจีนให้ความสำคัญต่อระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับต่อสินค้าเกษตร ที่ผลิตในประเทศ นำเข้า และส่งออก โดยเริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรและอาหารจาก ทุกประเทศที่ส่งไปยังจีน ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก มันเส้น และกากมัน ของไทย ศึกษาและดำเนินการตามกฎระเบียบดังกล่าวของจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก”

ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศผู้นำเข้าและแปรรูปมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุด ด้วยปริมาณการนำเข้ากว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลกในแต่ละปี ซึ่งประเทศไทยสามารถขยายมูลค่าการส่งออก มันสำปะหลัง ไปยังจีนได้ ถึงปีละกว่า 40,000 ล้านบาท โดนเฉพาะ มันเส้นและกากมัน สามารถคลองตลาดจีนได้ถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด เลขาธิการกล่าว…

ที่มา : RYT9.COM

Recent Posts