เล็งโละทิ้งมันเส้นสต๊อกรัฐ 3.4 แสนตัน

เล็งโละทิ้งมันเส้นสต๊อกรัฐ 3.4 แสนตัน

หลังพบเน่าเสียหายอื้อหวังลดค่าใช้จ่าย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะออกประกาศเงื่อนไขหลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น) ในสต๊อกรัฐบาล จากโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลังปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 รวม 340,000 ตัน เพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และการประมูลทั่วไป โดยจะขายให้ได้ราคาเหมาะสมที่สุด เพื่อลดความเสียหายให้กับรัฐบาล คาดจะเปิดให้เอกชนเสนอราคาได้ต้นเดือน ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันองค์การคลังสินค้า (อคส.) มีมันเส้นในสต๊อกจากโครงการแทรกแซงราคาปี 55/56 ฝากเก็บไว้กับคลังของเอกชน 35 ราย ใน 13 จังหวัด ปริมาณ 250,000 ตัน โครงการปี 54/55 ฝากเก็บกับ 14 ราย ใน 8 จังหวัด รวม 99,000 ตัน และโครงการปี 51/52 ฝากเก็บกับ 12 ราย ใน 6 จังหวัด รวม 34,000 ตัน มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 11 ล้านบาท ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่มี พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการ อคส. (บอร์ด) เป็นประธาน ได้เจรจากับโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ให้รับซื้อมันเส้นปี 51/52 ปริมาณ 31,400 ตัน เพื่อทำเชื้อเพลิง เพราะสภาพเน่าเสียหายมาก ประเมินว่า น่าจะได้ราคาตันละ 400 บาท จากราคาปัจจุบันที่ตันละ 5,840 บาท.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ครม. เห็นชอบหลักการระบายสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

ครม. เห็นชอบหลักการระบายสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 เพิ่มเติมจากแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ให้เปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป

2. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ให้ระบายโดยมีเงื่อนไขไม่ให้นำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าว เข้าสู่ระบบการตลาดและการค้าปกติ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ทุกรูปแบบ รวมถึงไม่นำไปปรับปรุงสภาพเพื่อการส่งออก โดยองค์การคลังสินค้าจะต้องมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและการนำไปใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้รั่วไหลและเกิดผลกระทบต่อตลาดและการค้าปกติ สำหรับรายละเอียดในการประมูล ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของแนวทางการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้

1. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเห็นควรเปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป

2. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเห็นควรระบาย
โดยมีเงื่อนไขไม่ให้นำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าวเข้าสู่ระบบการตลาดและการค้าปกติ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ทุกรูปแบบ รวมถึงไม่นำไปปรับปรุงสภาพเพื่อการส่งออก โดย อคส. จะต้องมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและการนำไปใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้รั่วไหลและเกิดผลกระทบต่อตลาดและการค้าปกติ

3. ให้คณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล ดำเนินการระบายโดยค่าเสื่อมสภาพที่ได้จากผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาขาย ทั้งนี้ ส่วนต่างของราคาที่ประมูลได้กับราคาที่รัฐควรได้รับตามคุณภาพสินค้าที่ควรจะเป็นไปตามระยะเวลาที่เก็บรักษา รวมทั้งค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนและหลังการขายให้องค์การคลังสินค้าพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องและรายงานผลให้ นบมส. ทราบต่อไป

4. กรณีการประมูลมีผู้เสนอซื้อแต่เสนอซื้อในราคาต่ำกว่าเกณฑ์ราคาที่กำหนด ให้คณะทำงานระบายฯ เจรจากับผู้เสนอราคาสูงสุดเพื่อให้ได้ข้อเสนอสุดท้ายและนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาระบาย

5. กรณีไม่มีผู้เสนอซื้อ ให้ อคส. เจรจากับเจ้าของคลังเพื่อให้ได้ข้อเสนอสุดท้ายและนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาการระบาย

6. มอบหมายให้คณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล พิจารณากำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขประกาศเปิดประมูล และนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการระบาย

–ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 17 สิงหาคม 2559–

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญ

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน แม้จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาส่งออกมันเส้นของไทยอาจให้ภาพที่ไม่สดใสในปีนี้ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากหลายปัจจัยกดดัน อาทิ มาตรการระบายข้าวโพดในสต๊อกของจีนที่ยังมีแนวโน้มระบายออกมาต่อเนื่อง รวมถึงกฎระเบียบใหม่ในการนำเข้าของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น มีผลตั้งแต่เดือนก.ค.2559 ตลอดจนคู่แข่งที่น่าจับตาอย่างเวียดนาม ที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมันเส้นของไทยในจีน อันจะเป็นการสร้างทางเลือกในการนำเข้ามันเส้นของจีน และเพิ่มอำนาจการต่อรองด้านราคาของจีน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะเป็นแรงกดดันราคาส่งออกมันเส้นไทยให้มีภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต

• ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ไทยอาจมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) โดยราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY)

• ระยะถัดไป ผู้ประกอบการมันสำปะหลังไทยควรขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นที่มีศักยภาพในจีน เพื่อชดเชยส่วนแบ่งตลาดมันเส้นที่ลดลง อาทิ แป้งมันสำปะหลังดิบ รวมถึงแป้งดัดแปร (Modified Starch) ที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจีน ตลอดจนควรขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศศักยภาพอื่นที่มีความต้องการสินค้าที่มันสำปะหลังสามารถไปทดแทนได้ เช่น อินเดีย ที่นิยมบริโภคสาคู ขณะเดียวกันก็ควรต้องรักษามาตรฐานของสินค้า และการส่งมอบที่ตรงเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

มันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรส่งออกติดหนึ่งในสิบของสินค้าเกษตรส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่าราวแสนล้านบาทต่อปี โดยมีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของตลาดจีนที่มีรองรับ แต่ในปี 2559 ราคาส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีแนวโน้มลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี (ปีพ.ศ.2554-2559) โดยเฉพาะมันเส้นของไทยที่ส่งออกไปจีน เนื่องมาจากแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ความต้องการซื้อมันเส้นจากไทยชะลอลง กดดันภาพรวมมันสำปะหลังของไทยที่ส่งออกไปจีนให้มีภาพที่น่าเป็นห่วงในระยะข้างหน้า นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของมันสำปะหลังไทยในเวทีโลกที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว

แม้ความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีนยังขยายตัว แต่ภาพของมันเส้นไทยยังถูกกดดันจากจีนต่อเนื่องไปอีกในระยะข้างหน้า

จีนเป็นตลาดส่งออกหลักของมันเส้นไทย โดยไทยส่งออกมันเส้นไปจีนเกือบทั้งหมดหรือราวร้อยละ 99 ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงานทดแทนอย่างเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในประเทศที่มีมากกว่า 1,370 ล้านคน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในระยะข้างหน้า แนวโน้มความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน น่าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อันส่งผลต่อความต้องการใช้มันเส้นซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แสดงถึงโอกาสของมันเส้นไทยในการส่งออกไปจีนที่ยังมีให้เห็นอยู่ ผนวกกับกำลังซื้อจากจีนที่ยังมี แม้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะให้ภาพการเติบโตที่ชะลอลงในปี 2559 ไปอยู่ที่ราวร้อยละ 6.6 (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ร้อยละ 6.9 (YoY) และในปี 2560 คาดเติบโตอยู่ที่ราวร้อยละ 6.4 (YoY)

แนวโน้มความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลของจีน คาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของจีน คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2559-2563 ตามการเติบโตของจำนวนประชากรจีนที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสุรามากขึ้น พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณยอดขายแอลกอฮอล์ของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6,400 ล้านลิตรในปี 2563 สะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบอย่างมันเส้นและ/หรือวัตถุดิบอื่น เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

• เอทานอล

ความต้องการใช้เอทานอลของจีน สะท้อนจากปริมาณการผลิต คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2558-2562 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของจีนที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในรถยนต์ พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตเอทานอลของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6.6 พันล้านลิตร ในปี 2562 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตเอทานอลในจีนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้จีนจะยังมีความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นโอกาสของมันเส้นไทยในการเข้าไปทำตลาดในจีน แต่ภาพของราคาส่งออกมันเส้นไทยในปีนี้กลับให้ภาพที่แย่ลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมราคามันเส้นของไทยในปีนี้อาจไม่สดใสนัก โดยมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) (ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกมันเส้นหดตัวร้อยละ 38.8 (YoY)) แบ่งเป็นราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY) จากผลของหลายปัจจัยกดดัน ทำให้การส่งออกมันเส้นไทยน่าจะยังคงให้ภาพที่ไม่สดใสต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ด้วยสาเหตุจากแรงฉุด ดังนี้

• จีนมีการใช้ข้าวโพดในสต๊อกที่มีอยู่มากกว่า 100 ล้านตันทดแทนการใช้มันสำปะหลัง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนมันสำปะหลังได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี โดยเป็นการใช้ข้าวโพดในสต๊อกเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 (จีนมีนโยบายรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดราวร้อยละ 20 จนสต๊อกข้าวโพดเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องระบายออกมา) ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังให้ลดลง และสร้างแรงกดดันต่อราคามันสำปะหลังไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) คาดว่า จีนอาจมีความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2559-2560 เฉลี่ยร้อยละ 5.8 ต่อปี (YoY) หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 217 ล้านตัน และ 226 ล้านตัน ตามลำดับ ผนวกกับจีนมีนโยบายให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง เพื่อต้องการควบคุมอุปทานข้าวโพดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า สต๊อกข้าวโพดที่มีอยู่ในคลังของจีนน่าจะให้ภาพที่ทยอยลดลงในระยะข้างหน้า จากความต้องการใช้ข้าวโพดของจีนที่ยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจต้องอาศัยระยะเวลาในการระบายข้าวโพดในสต๊อกเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งในระสั้น จะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อราคามันสำปะหลังไทย

• จีนออกกฎระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 เป็นต้นไป ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกมันสำปะหลังไปจีนต้องมีการขึ้นทะเบียน และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ/มาตรฐานของจีน อาทิ ห้ามมีแมลงศัตรูพืช รวมถึงต้องมีการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัย และคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากมากขึ้นในการส่งออกมันเส้นไปจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการส่งออกมันเส้นไทย

• คู่แข่งมันเส้นอย่างเวียดนาม มีแนวโน้มเพิ่มบทบาทมากขึ้นในจีน โดยเวียดนามมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และเร่งการส่งออก จนมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนมากขึ้น เห็นได้จาก สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.5 ในปี 2558 และร้อยละ 24.8 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จากร้อยละ 18.0 ในปี 2553 ขณะที่สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากไทยเริ่มลดลงจากร้อยละ 79.8 ในปี 2553 มาที่ร้อยละ 79.1 ในปี 2558 และร้อยละ 73.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า เวียดนามอาจเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของไทยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดมันเส้นของเวียดนามในจีนจะยังนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับไทย แต่หากไทยไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงลดต้นทุนการผลิต เวียดนามก็อาจเพิ่มบทบาทในตลาดจีนมากขึ้นตามลำดับในระยะข้างหน้า

จากปัจจัยกดดันที่มีต่อมันเส้นไทยดังกล่าว จะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองด้านราคาของจีนที่มีมากขึ้น ซึ่งภาพของแรงกดดันด้านราคานี้ น่าจะยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และเมื่อผนวกกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะยิ่งกดดันความต้องการใช้มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล กระทบราคามันเส้นให้ปรับลดลงด้วย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 36.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 35.3 (YoY) และราคาส่งออกมันเส้นของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 175.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงร้อยละ 17.6 (YoY) ทั้งนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจยังไม่ฟื้นตัวนัก โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าในระยะข้างหน้า ราคามันเส้นไทยอาจให้ภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตจึงควรต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ส่งออกมันสำปะหลังครึ่งปีแรกหด 14% เกษตรกรแห่ร้องพาณิชย์ราคามันร่วงหนักเหลือ กก.ละ 1.20 บาท นบมส. เตรียมชง ครม. อัด 2,121 ล้านบริหารจัดการมัน พร้อมระบายสต๊อก 3.48 แสนตัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังไทยปีการผลิต 2559/2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลเชื่อมโยงกับตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์สำปะหลังไทยในช่วง 6 เดือนแรก ที่มีปริมาณ 5.96 ล้านตัน ลดลง 14.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในด้านมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 1,560 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.9% จากราคาส่งออกเฉลี่ย ลดลงเหลือ 261 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็น 11.3% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก 90% ของการส่งออก ลดการใช้มันสำปะหลัง ตามนโยบายรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้โรงงานแอลกอฮอล์ และรัฐวิสาหกิจในประเทศใช้ข้าวโพดในสต๊อกรัฐบาล

นายธีระชาติ เสยกระโทก ผู้ประสานงานสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดลดลงอย่างมาก โดยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ราคา กก.ละ 1.60-1.70 บาท สำหรับมันที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำกว่า 25% ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคา กก.ละ 2.00 บาท ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ กก.ละ 1.90 บาท

“ฝน ตกลงมาปริมาณมากตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำจำเป็นต้องเร่งขุดหัวมันออกมาขายเปอร์เซ็นต์ แป้งน้อย ราคาลดลง ทางสมาพันธ์จึงได้ร้องไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ช่วยดูแลปัญหาราคา”

แหล่งข่าวจากผู้ปลูกมันสำปะหลังในหลาย จังหวัดให้ข้อมูลว่า ฝนตกลงมามากจนลานมันไม่สามารถรับซื้อและตากมันสำปะหลังได้ จึงต้องนำไปขายให้โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งบางจุดซื้อเพียง กก.ละ 1.20-1.30 บาท ถือว่าต่ำมาก ถ้าหากคำนวณต้นทุนการผลิตแป้ง หากซื้อมันสำปะหลังเปอร์เซ็นต์แป้ง 25% ต้องใช้น้ำหนัก 4-5 กก. คิดเป็นเงิน 6.50 บาท บวกกับค่าใช้จ่ายแปรสภาพอีก กก.ละ 2.50-2.80 บาท รวมต้นทุนผลิตแป้ง กก.ละ 9.00-9.30 บาท แต่ขายแป้งได้ราคา กก.ละ 11.30 บาท กำไร กก.ละ 2.30 บาท และยังสามารถนำกากมันไปขายได้อีก

นางสาว วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 3/2559 ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้เสนอมาตรการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2559/2560 วงเงิน 2,121.7 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า

โดยเบื้องต้นประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือด้านการผลิต โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อดำเนินการ 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 310,000 ราย รายละไม่เกิน 80,000 บาท วงเงิน 372 ล้านบาท

2) โครงการพักชำระหนี้เงินต้น และลดดอกเบี้ยให้เกษตรกร 600,000 ราย รายละไม่เกิน 500,000 บาท คิดเป็นเงินต้น 48,000 ล้านบาท รัฐจะชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.50% ในเวลา 2 ปี วงเงิน 1,440 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในระบบน้ำหยดให้สมาชิกสหกรณ์-สมาชิก ธ.ก.ส. 20,000 ราย รายละ 230,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ซึ่งรัฐชดเชยดอกเบี้ย 204.7 ล้านบาท

4) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต และการแปรรูปมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยที่ขอชดเชยจากรัฐ 60 ล้านบาท 5) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 1,500 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี รวมวงเงิน 45 ล้านบาท พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด โดยจัดหาและเชื่อมโยงตลาดที่มีศักยภาพด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดทำหลักเกณฑ์ประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาล 348,267 ตัน โดยหลังจากนี้จะรายงานผลสรุป ครม. คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

จีนออกระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสําปะหลัง

จีนออกระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสําปะหลัง

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันของจีน (AQSIQ) ได้ประกาศใช้กฎระเบียบฉบับใหม่ว่าด้วย “มาตรการการตรวจสอบและกักกันการนำเข้าและส่งออกธัญพืช” เพื่อควบคุมและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าธัญพืชที่นำเข้า ส่งออก และนำผ่านแดน สำหรับการนำไปใช้ในกระบวนการแปรรูปต่อเนื่องเท่านั้น โดยครอบคลุมเมล็ดธัญพืช พืชตระกูลถั่ว พืชน้ำมันและพืชหัว รวมถึงผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

กฎระเบียบใหม่ดังกล่าว กำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตรรวบรวมและจัดส่งรายชื่อโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้ AQSIQ พิจารณาขึ้นทะเบียน โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผ่านเว็บไซต์ AQSIQ หากโกดังใดไม่มีรายชื่อจะไม่สามารถส่งออกไปยังจีนได้ ถ้ามีความจำเป็นจีนอาจจัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาตรวจประเมินสถานประกอบการและระบบการตรวจรับรองของประเทศผู้ส่งออก และยังกำหนดให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ มาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องกับจีน เช่น การห้ามมีแมลงศัตรูพืชกักกัน รวมทั้งจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน

“ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบออกใบรับรองปลอดศัตรูพืช อยู่ระหว่างการดำเนินการเร่งขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในขอบเขตที่อยู่ภายใต้ระเบียบใหม่ฉบับนี้ เพื่อส่งให้จีนขึ้นทะเบียนต่อไป เบื้องต้นไทยได้ขอหารือจีน เพื่อผ่อนปรนระยะเวลาดำเนินการ เนื่องจากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันกำหนด แต่ได้เร่งรัดดำเนินการเป็นการด่วน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการส่งออก ผู้ประกอบการโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่จะส่งออกไปจีน ควรรีบมาแจ้งขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

กฎระเบียบฉบับนี้ มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศที่ส่งออกสินค้ามายังจีน โดยครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปต่อเท่านั้น เช่น มันเส้น ซึ่งนำมาใช้แปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น สุรา หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สี เอทานอล เป็นต้น ไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำเร็จรูปที่ใช้เพื่อการบริโภคได้เลย เช่น แป้งมัน รวมถึงกากมันสำปะหลังซึ่งใช้ทำอาหารสัตว์

เลขาธิการ มกอช. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนได้ทยอยออกระเบียบภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่ของจีน โดยกำหนดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานเป็นรายการสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินการกับสินค้าเกษตรและอาหารรายการอื่นๆ เช่น ข้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายสำคัญของโลก โดยส่งออกในรูปมันเส้น แป้งมัน มันสำปะหลังอัดเม็ด สำหรับมันเส้นที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน ซึ่งปี 2558 ไทยมีปริมาณการส่งออกไปจีนสูงกว่า 7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่จีนนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทย เวียดนาม กัมพูชา เพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ อาหารมนุษย์เพื่อบริโภค หรือเอาไปแปรรูปต่อในอุตสาหกรรม ทั้งเพื่อเป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

เมื่อฤดูฝนมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า ฤดูแห่งการเพาะปลูกได้เริ่มต้นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการขับเคลื่อนโครงการดีๆ อย่าง โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกันให้บริการและช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตที่สามารถลดต้นทุน พร้อมกับเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เตรียมความพร้อมที่จะให้ความรู้แก่เกษตรกรในหลายด้านผ่านศูนย์เรียนรู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเขตความเหมาะสมของดินในแต่ละภูมิภาค ความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช การวิเคราะห์ดินเพื่อเตรียมพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดิน เป็นต้น

โดยล่าสุด ได้มีการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) การพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) และการบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเขาฉกรรจ์ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลังแบบครบวงจร ให้เกษตรกรในพื้นที่นำข้อมูลไปวางแผนในการเพาะปลูกเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นี้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานในพื้นที่ ที่เกษตรกรจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็ง ตลอดจนกระตุ้นให้เกษตรกรนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

“อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า หากเกษตรกรมีการวางแผนในการเพาะปลูกที่ดี ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม มีการวิเคราะห์ดินและปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดินและความต้องการของพันธุ์พืชที่จะปลูกแล้ว จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ร้อยละ 20 เลยทีเดียว” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

23 มิ.ย. 59 พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ได้สั่งการให้กองทัพไทย โดยหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 51 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้าในการสำรวจปริมาณมันเส้นคงคลังของรัฐในการเตรียมเสนอรัฐบาลขออนุมัติระบายมันเส้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและพลิกกองซึ่งต้องเสียใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้าน

พล.ต.ต.ไกรสร กล่าวอีกว่าในวันที่ 23 มิ.ย.59 ทั้ง 3 หน่วยงานได้เข้าร่วมตรวจปริมาณมันเส้นขององค์การคลังสินค้าที่ฝากเก็บ หจก.ข้าวหอมอุบล จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จว.อุบลราชธานี ตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55

สำหรับการตรวจสอบปริมาณทางกายภาพพบว่า มีมันเส้นคงเหลือประมาณ 1,930 ตัน ซึ่งจากเดิมฝากเก็บไว้ปริมาณ 10,743 ตัน หายไปประมาณ 8,800 ตัน รวมมูลค่าความเสียหาย ประมาณ 65.4 ล้านบาท ผลการคัดแยกปริมาณมันเส้นที่เหลือ โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้รถตักคัดแยก พบว่ามีการนำแกลบบรรจุถุงบิ้กแบ็คซุกซ่อนไว้ภายในและใช้มันเส้นปิดทับ ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะได้ทำการคัดแยก เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหาย ที่รัฐต้องเสียค่าฝากเก็บ และในเบื้องต้นได้ประมาณการมันเส้นที่สูญหายตามจำนวนที่นำแกลบมาซุกซ่อนไว้แทนอีกประมาณ 10.5 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย และค่าปรับ ประมาณ 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้ไปตรวจสอบที่ภูมิลำเนาของเจ้าของโกดังที่เป็นคู่สัญญากับองค์การคลังสินค้า พบว่าได้หลบหนีไปแล้ว แต่การดำเนินการตามกฎหมายยังคงดำเนินการต่อไป โดยองค์การคลังสินค้าจะได้แจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกระทำความผิด และหากพบว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟ้องเงิน จะได้ประสาน ป.ป.ง. ดำเนินตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม องค์การคลังสินค้า ได้ทยอยสำรวจมันเส้นฝากเก็บในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด พบความเสียหายที่ผ่านมา และมีการดำเนินคดีไปแล้ว 120 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 296 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

บ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมากจังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำชลประทานต้องอาศัยน้ำฝน เกษตรกรปลูกแบบธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ และถ้าเจอสภาพภัยแล้งยิ่งเป็นตัวฉุดให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร เล่าว่าปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบ้านหัวอ่างพัฒนา ที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงมากนัก จนกระทั่งเมื่อปี 2557 ภาครัฐโดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรกรสามารถนำน้ำไปใช้เพื่อปลูกมันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่เกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่พบว่าเกษตรกรได้ทำระบบน้ำหยดใช้ในแปลงมันสำปะหลัง แต่ยังขาดความรู้การควบคุมปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ที่จะช่วยเสริมให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น ด้วยความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้ว ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ขึ้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ภายใต้แนวคิดศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” โดยบูรณาการผลงานวิจัยด้านการผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนได้แก่ โรงแป้ง โรงงานเอทานอล สหกรณ์การเกษตร ผู้ผลิตปัจจัยการผลิตในนามคลัสเตอร์มันโคราช ตอบสนองนโยบายประชารัฐ เพื่อเป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิต และเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อพัฒนาสู่เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

การดำเนินงานมี 2 กิจกรรม ได้แก่ จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยคัดเลือกเทคโนโลยีจากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร กิจกรรมที่สองคือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยี คือ การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการระบบน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการอารักขาพืชทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการดูงานจากแปลงเรียนรู้ต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรมด้วย โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรกดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวม 50 ไร่ ปีต่อไปขยายผลสู่เกษตรกรครบทั้ง 24 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่กรมวิชาการเกษตรนำมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะเน้นไปที่เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะเมื่อมีระบบน้ำก็ส่งเสริมให้ทำระบบน้ำหยดที่เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการให้น้ำในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยผสมไปในระบบน้ำหยด ลดการใช้ปุ๋ยได้ครึ่งหนึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ยังลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานในการหว่านปุ๋ยด้วยที่สำคัญการใช้ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินความจำเป็น ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง

ขณะนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ได้ติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด การวัดปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ รวมถึงจัดทำโปรแกรมการถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 20-30% สร้างรายได้ที่ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ที่บ้านหัวอ่างพัฒนา จะสามารถพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ

คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานคลัสเตอร์มันโคราช กล่าวเสริมว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งขณะนี้ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเกษตรกรที่จะมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเองก็จะได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อไปขายแข่งขันในตลาดโลกได้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานควบคู่กันไป สำหรับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตรมีทั้งฝึกอบรม ให้ปฏิบัติจริงและจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะมาสรุปผลว่าการใช้เทคโนโลยีกับวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการขยายผลต่อไป อย่างไรก็ดีอยากให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เช่น มีพื้นที่ 15 ไร่ ก็แบ่งมา 2 ไร่ทำตามแปลงต้นแบบ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าดีก็ขยายให้ครบทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตนี้ขยายไปสู่มือชาวไร่มันสำปะหลังได้มากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรกรฯ ร้องกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้าข้าวสาลี เหตุนำเข้าเกินปริมาณที่ควรเข้ามาชดเชย ส่งผลกระทบราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังดิ่ง เกษตรกรกว่า 450,000 ครัวเรือนกระทบหนัก โรงงานผลิตอาหารสัตว์หยุดรับซื้อ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา สมาคมผู้ประกอบการการค้าพืชไร่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการมันสำปะหลัง สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวว่า สภาเกษตรกรฯได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และหลายสมาคมผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ ขอนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล (Corn DDGS) เพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้หยุดรับซื้อผลผลิตจากผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบภายในประเทศ

ดังนั้นทางสภาเกษตรกรฯจึงได้ร่วมกับสมาคมต่าง ๆ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวทางการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านราคาและการผลิตกับเกษตรกร 4 ประการ ได้แก่

1. ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559 ให้อยู่ในปริมาณไม่เกินกับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องทดแทนอย่างเข้มงวด

2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้อาหารสัตว์ที่ขายให้กับเกษตรกร จากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ในเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบในต่างประเทศ

3. ให้กำหนดสัดส่วนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศกับการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยภายในประเทศ สำหรับส่วนที่เกินความจำเป็นในการใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ

และ 4. ให้พิจารณาข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลก่อนที่จะซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศมาใช้

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จากเดิม 1.6 ล้านตันต่อปี เหลือเพียง 7 แสนตันต่อปี ส่งผลกระทบในการรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร 2 ล้านตันต่อปี รวมถึงกระทบต่อการใช้วัตถุดิบรำข้าว

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดถึง 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมี 4-4.5 ล้านตัน ดังนั้นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาทดแทนการใช้ข้าวโพด ประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS มารวมถึง 3.9 ล้านตัน และลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศ ทำให้มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีมากกว่า 450,000 ครัวเรือน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ามีปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีพุ่งขึ้นไปถึง 1.15 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

อคส.เสนอรมว.พาณิชย์ เผาทิ้งมันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐบาล ในโครงการแทรกแซงตั้งแต่ปี 51/52 หลังพบเน่าเสียหายจนแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนข้าวสต๊อกรัฐที่ผู้ชนะประมูลรับมอบไม่ได้นั้น ลั่นเอาผิดตามกฎหมายถึงที่สุด ทั้งแพ่ง-อาญา

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อคส.จะหารือกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอความเห็นชอบให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นในสต๊อกรัฐบาลจำนวน 387,000 ตัน จากโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52 รวม 31,400 ตัน, ปี 54/55 อีก 99,000 ตัน และปี 55/56 จำนวน 250,000 ตัน เนื่องจากได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พบว่า มันเส้นดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย แม้กระทั่งผลิตเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ได้ จำเป็นต้องเผาทำลายทิ้ง ไม่เช่นนั้น จะเสียงบประมาณในการจัดเก็บเดือนละกว่า 11 ล้านบาท

“อคส. จะขอความเห็นชอบจากรมว.พาณิชย์ให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นโครงการปี 51/52 ก่อน เพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เป็นฝุ่นผง และเน่าเสียหาย ซึ่งขณะนี้นี้ยังไม่ทราบว่า ถ้าเผาทิ้งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ต้องรอให้นางอภิรดี และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง เห็นชอบก่อน จึงจะศึกษารายละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากโครงการแทรกแซงราคาตั้งแต่ปี 51/52 รวม 94,000 ตันนั้น ก็ต้องขอความเห็นชอบเผาทิ้งเช่นกัน เพราะเน่าเสียมากกว่ามันเส้น”

ส่วนกรณีที่ผู้ชนะประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล รับมอบข้าว หรือขนข้าวออกจากโกดังไม่ได้ เพราะคุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้นั้น อคส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังที่จ.ศรีสะเกษ และสุ่มเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ พบว่า ข้าวเสื่อมสภาพมาก และยังเป็นข้าวผิดประเภทจริง โดยรับจำนำข้าวหอมมะลิ แต่สินค้าในโกดังกลับเป็นข้าวขาว จึงต้องตรวจสอบและหาผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ จากนั้นจึงดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งอาญา และแพ่ง โดยถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยึดทรัพย์ด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์