แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญ

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน แม้จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาส่งออกมันเส้นของไทยอาจให้ภาพที่ไม่สดใสในปีนี้ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากหลายปัจจัยกดดัน อาทิ มาตรการระบายข้าวโพดในสต๊อกของจีนที่ยังมีแนวโน้มระบายออกมาต่อเนื่อง รวมถึงกฎระเบียบใหม่ในการนำเข้าของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น มีผลตั้งแต่เดือนก.ค.2559 ตลอดจนคู่แข่งที่น่าจับตาอย่างเวียดนาม ที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมันเส้นของไทยในจีน อันจะเป็นการสร้างทางเลือกในการนำเข้ามันเส้นของจีน และเพิ่มอำนาจการต่อรองด้านราคาของจีน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะเป็นแรงกดดันราคาส่งออกมันเส้นไทยให้มีภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต

• ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ไทยอาจมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) โดยราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY)

• ระยะถัดไป ผู้ประกอบการมันสำปะหลังไทยควรขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นที่มีศักยภาพในจีน เพื่อชดเชยส่วนแบ่งตลาดมันเส้นที่ลดลง อาทิ แป้งมันสำปะหลังดิบ รวมถึงแป้งดัดแปร (Modified Starch) ที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจีน ตลอดจนควรขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศศักยภาพอื่นที่มีความต้องการสินค้าที่มันสำปะหลังสามารถไปทดแทนได้ เช่น อินเดีย ที่นิยมบริโภคสาคู ขณะเดียวกันก็ควรต้องรักษามาตรฐานของสินค้า และการส่งมอบที่ตรงเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

มันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรส่งออกติดหนึ่งในสิบของสินค้าเกษตรส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่าราวแสนล้านบาทต่อปี โดยมีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของตลาดจีนที่มีรองรับ แต่ในปี 2559 ราคาส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีแนวโน้มลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี (ปีพ.ศ.2554-2559) โดยเฉพาะมันเส้นของไทยที่ส่งออกไปจีน เนื่องมาจากแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ความต้องการซื้อมันเส้นจากไทยชะลอลง กดดันภาพรวมมันสำปะหลังของไทยที่ส่งออกไปจีนให้มีภาพที่น่าเป็นห่วงในระยะข้างหน้า นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของมันสำปะหลังไทยในเวทีโลกที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว

แม้ความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีนยังขยายตัว แต่ภาพของมันเส้นไทยยังถูกกดดันจากจีนต่อเนื่องไปอีกในระยะข้างหน้า

จีนเป็นตลาดส่งออกหลักของมันเส้นไทย โดยไทยส่งออกมันเส้นไปจีนเกือบทั้งหมดหรือราวร้อยละ 99 ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงานทดแทนอย่างเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในประเทศที่มีมากกว่า 1,370 ล้านคน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในระยะข้างหน้า แนวโน้มความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน น่าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อันส่งผลต่อความต้องการใช้มันเส้นซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แสดงถึงโอกาสของมันเส้นไทยในการส่งออกไปจีนที่ยังมีให้เห็นอยู่ ผนวกกับกำลังซื้อจากจีนที่ยังมี แม้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะให้ภาพการเติบโตที่ชะลอลงในปี 2559 ไปอยู่ที่ราวร้อยละ 6.6 (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ร้อยละ 6.9 (YoY) และในปี 2560 คาดเติบโตอยู่ที่ราวร้อยละ 6.4 (YoY)

แนวโน้มความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลของจีน คาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของจีน คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2559-2563 ตามการเติบโตของจำนวนประชากรจีนที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสุรามากขึ้น พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณยอดขายแอลกอฮอล์ของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6,400 ล้านลิตรในปี 2563 สะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบอย่างมันเส้นและ/หรือวัตถุดิบอื่น เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

• เอทานอล

ความต้องการใช้เอทานอลของจีน สะท้อนจากปริมาณการผลิต คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2558-2562 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของจีนที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในรถยนต์ พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตเอทานอลของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6.6 พันล้านลิตร ในปี 2562 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตเอทานอลในจีนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้จีนจะยังมีความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นโอกาสของมันเส้นไทยในการเข้าไปทำตลาดในจีน แต่ภาพของราคาส่งออกมันเส้นไทยในปีนี้กลับให้ภาพที่แย่ลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมราคามันเส้นของไทยในปีนี้อาจไม่สดใสนัก โดยมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) (ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกมันเส้นหดตัวร้อยละ 38.8 (YoY)) แบ่งเป็นราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY) จากผลของหลายปัจจัยกดดัน ทำให้การส่งออกมันเส้นไทยน่าจะยังคงให้ภาพที่ไม่สดใสต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ด้วยสาเหตุจากแรงฉุด ดังนี้

• จีนมีการใช้ข้าวโพดในสต๊อกที่มีอยู่มากกว่า 100 ล้านตันทดแทนการใช้มันสำปะหลัง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนมันสำปะหลังได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี โดยเป็นการใช้ข้าวโพดในสต๊อกเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 (จีนมีนโยบายรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดราวร้อยละ 20 จนสต๊อกข้าวโพดเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องระบายออกมา) ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังให้ลดลง และสร้างแรงกดดันต่อราคามันสำปะหลังไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) คาดว่า จีนอาจมีความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2559-2560 เฉลี่ยร้อยละ 5.8 ต่อปี (YoY) หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 217 ล้านตัน และ 226 ล้านตัน ตามลำดับ ผนวกกับจีนมีนโยบายให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง เพื่อต้องการควบคุมอุปทานข้าวโพดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า สต๊อกข้าวโพดที่มีอยู่ในคลังของจีนน่าจะให้ภาพที่ทยอยลดลงในระยะข้างหน้า จากความต้องการใช้ข้าวโพดของจีนที่ยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจต้องอาศัยระยะเวลาในการระบายข้าวโพดในสต๊อกเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งในระสั้น จะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อราคามันสำปะหลังไทย

• จีนออกกฎระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 เป็นต้นไป ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกมันสำปะหลังไปจีนต้องมีการขึ้นทะเบียน และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ/มาตรฐานของจีน อาทิ ห้ามมีแมลงศัตรูพืช รวมถึงต้องมีการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัย และคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากมากขึ้นในการส่งออกมันเส้นไปจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการส่งออกมันเส้นไทย

• คู่แข่งมันเส้นอย่างเวียดนาม มีแนวโน้มเพิ่มบทบาทมากขึ้นในจีน โดยเวียดนามมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และเร่งการส่งออก จนมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนมากขึ้น เห็นได้จาก สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.5 ในปี 2558 และร้อยละ 24.8 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จากร้อยละ 18.0 ในปี 2553 ขณะที่สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากไทยเริ่มลดลงจากร้อยละ 79.8 ในปี 2553 มาที่ร้อยละ 79.1 ในปี 2558 และร้อยละ 73.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า เวียดนามอาจเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของไทยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดมันเส้นของเวียดนามในจีนจะยังนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับไทย แต่หากไทยไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงลดต้นทุนการผลิต เวียดนามก็อาจเพิ่มบทบาทในตลาดจีนมากขึ้นตามลำดับในระยะข้างหน้า

จากปัจจัยกดดันที่มีต่อมันเส้นไทยดังกล่าว จะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองด้านราคาของจีนที่มีมากขึ้น ซึ่งภาพของแรงกดดันด้านราคานี้ น่าจะยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และเมื่อผนวกกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะยิ่งกดดันความต้องการใช้มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล กระทบราคามันเส้นให้ปรับลดลงด้วย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 36.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 35.3 (YoY) และราคาส่งออกมันเส้นของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 175.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงร้อยละ 17.6 (YoY) ทั้งนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจยังไม่ฟื้นตัวนัก โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าในระยะข้างหน้า ราคามันเส้นไทยอาจให้ภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตจึงควรต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ส่งออกมันสำปะหลังครึ่งปีแรกหด 14% เกษตรกรแห่ร้องพาณิชย์ราคามันร่วงหนักเหลือ กก.ละ 1.20 บาท นบมส. เตรียมชง ครม. อัด 2,121 ล้านบริหารจัดการมัน พร้อมระบายสต๊อก 3.48 แสนตัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังไทยปีการผลิต 2559/2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลเชื่อมโยงกับตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์สำปะหลังไทยในช่วง 6 เดือนแรก ที่มีปริมาณ 5.96 ล้านตัน ลดลง 14.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในด้านมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 1,560 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.9% จากราคาส่งออกเฉลี่ย ลดลงเหลือ 261 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็น 11.3% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก 90% ของการส่งออก ลดการใช้มันสำปะหลัง ตามนโยบายรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้โรงงานแอลกอฮอล์ และรัฐวิสาหกิจในประเทศใช้ข้าวโพดในสต๊อกรัฐบาล

นายธีระชาติ เสยกระโทก ผู้ประสานงานสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดลดลงอย่างมาก โดยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ราคา กก.ละ 1.60-1.70 บาท สำหรับมันที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำกว่า 25% ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคา กก.ละ 2.00 บาท ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ กก.ละ 1.90 บาท

“ฝน ตกลงมาปริมาณมากตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำจำเป็นต้องเร่งขุดหัวมันออกมาขายเปอร์เซ็นต์ แป้งน้อย ราคาลดลง ทางสมาพันธ์จึงได้ร้องไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ช่วยดูแลปัญหาราคา”

แหล่งข่าวจากผู้ปลูกมันสำปะหลังในหลาย จังหวัดให้ข้อมูลว่า ฝนตกลงมามากจนลานมันไม่สามารถรับซื้อและตากมันสำปะหลังได้ จึงต้องนำไปขายให้โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งบางจุดซื้อเพียง กก.ละ 1.20-1.30 บาท ถือว่าต่ำมาก ถ้าหากคำนวณต้นทุนการผลิตแป้ง หากซื้อมันสำปะหลังเปอร์เซ็นต์แป้ง 25% ต้องใช้น้ำหนัก 4-5 กก. คิดเป็นเงิน 6.50 บาท บวกกับค่าใช้จ่ายแปรสภาพอีก กก.ละ 2.50-2.80 บาท รวมต้นทุนผลิตแป้ง กก.ละ 9.00-9.30 บาท แต่ขายแป้งได้ราคา กก.ละ 11.30 บาท กำไร กก.ละ 2.30 บาท และยังสามารถนำกากมันไปขายได้อีก

นางสาว วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 3/2559 ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้เสนอมาตรการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2559/2560 วงเงิน 2,121.7 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า

โดยเบื้องต้นประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือด้านการผลิต โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อดำเนินการ 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 310,000 ราย รายละไม่เกิน 80,000 บาท วงเงิน 372 ล้านบาท

2) โครงการพักชำระหนี้เงินต้น และลดดอกเบี้ยให้เกษตรกร 600,000 ราย รายละไม่เกิน 500,000 บาท คิดเป็นเงินต้น 48,000 ล้านบาท รัฐจะชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.50% ในเวลา 2 ปี วงเงิน 1,440 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในระบบน้ำหยดให้สมาชิกสหกรณ์-สมาชิก ธ.ก.ส. 20,000 ราย รายละ 230,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ซึ่งรัฐชดเชยดอกเบี้ย 204.7 ล้านบาท

4) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต และการแปรรูปมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยที่ขอชดเชยจากรัฐ 60 ล้านบาท 5) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 1,500 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี รวมวงเงิน 45 ล้านบาท พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด โดยจัดหาและเชื่อมโยงตลาดที่มีศักยภาพด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดทำหลักเกณฑ์ประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาล 348,267 ตัน โดยหลังจากนี้จะรายงานผลสรุป ครม. คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

จีนออกระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสําปะหลัง

จีนออกระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสําปะหลัง

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันของจีน (AQSIQ) ได้ประกาศใช้กฎระเบียบฉบับใหม่ว่าด้วย “มาตรการการตรวจสอบและกักกันการนำเข้าและส่งออกธัญพืช” เพื่อควบคุมและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าธัญพืชที่นำเข้า ส่งออก และนำผ่านแดน สำหรับการนำไปใช้ในกระบวนการแปรรูปต่อเนื่องเท่านั้น โดยครอบคลุมเมล็ดธัญพืช พืชตระกูลถั่ว พืชน้ำมันและพืชหัว รวมถึงผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

กฎระเบียบใหม่ดังกล่าว กำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตรรวบรวมและจัดส่งรายชื่อโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้ AQSIQ พิจารณาขึ้นทะเบียน โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผ่านเว็บไซต์ AQSIQ หากโกดังใดไม่มีรายชื่อจะไม่สามารถส่งออกไปยังจีนได้ ถ้ามีความจำเป็นจีนอาจจัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาตรวจประเมินสถานประกอบการและระบบการตรวจรับรองของประเทศผู้ส่งออก และยังกำหนดให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ มาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องกับจีน เช่น การห้ามมีแมลงศัตรูพืชกักกัน รวมทั้งจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน

“ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบออกใบรับรองปลอดศัตรูพืช อยู่ระหว่างการดำเนินการเร่งขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในขอบเขตที่อยู่ภายใต้ระเบียบใหม่ฉบับนี้ เพื่อส่งให้จีนขึ้นทะเบียนต่อไป เบื้องต้นไทยได้ขอหารือจีน เพื่อผ่อนปรนระยะเวลาดำเนินการ เนื่องจากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันกำหนด แต่ได้เร่งรัดดำเนินการเป็นการด่วน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการส่งออก ผู้ประกอบการโกดังเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่จะส่งออกไปจีน ควรรีบมาแจ้งขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

กฎระเบียบฉบับนี้ มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศที่ส่งออกสินค้ามายังจีน โดยครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปต่อเท่านั้น เช่น มันเส้น ซึ่งนำมาใช้แปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น สุรา หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สี เอทานอล เป็นต้น ไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำเร็จรูปที่ใช้เพื่อการบริโภคได้เลย เช่น แป้งมัน รวมถึงกากมันสำปะหลังซึ่งใช้ทำอาหารสัตว์

เลขาธิการ มกอช. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนได้ทยอยออกระเบียบภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่ของจีน โดยกำหนดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานเป็นรายการสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินการกับสินค้าเกษตรและอาหารรายการอื่นๆ เช่น ข้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายสำคัญของโลก โดยส่งออกในรูปมันเส้น แป้งมัน มันสำปะหลังอัดเม็ด สำหรับมันเส้นที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน ซึ่งปี 2558 ไทยมีปริมาณการส่งออกไปจีนสูงกว่า 7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่จีนนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทย เวียดนาม กัมพูชา เพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ อาหารมนุษย์เพื่อบริโภค หรือเอาไปแปรรูปต่อในอุตสาหกรรม ทั้งเพื่อเป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

เมื่อฤดูฝนมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า ฤดูแห่งการเพาะปลูกได้เริ่มต้นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการขับเคลื่อนโครงการดีๆ อย่าง โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกันให้บริการและช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตที่สามารถลดต้นทุน พร้อมกับเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เตรียมความพร้อมที่จะให้ความรู้แก่เกษตรกรในหลายด้านผ่านศูนย์เรียนรู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเขตความเหมาะสมของดินในแต่ละภูมิภาค ความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช การวิเคราะห์ดินเพื่อเตรียมพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดิน เป็นต้น

โดยล่าสุด ได้มีการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) การพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) และการบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเขาฉกรรจ์ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลังแบบครบวงจร ให้เกษตรกรในพื้นที่นำข้อมูลไปวางแผนในการเพาะปลูกเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นี้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานในพื้นที่ ที่เกษตรกรจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็ง ตลอดจนกระตุ้นให้เกษตรกรนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

“อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า หากเกษตรกรมีการวางแผนในการเพาะปลูกที่ดี ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม มีการวิเคราะห์ดินและปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดินและความต้องการของพันธุ์พืชที่จะปลูกแล้ว จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ร้อยละ 20 เลยทีเดียว” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

พบทุจริตมันเส้นทำรัฐสูญ 100 ล. ใช้แกลบยัดบิ๊กแบ็คปิดอำพราง

23 มิ.ย. 59 พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ได้สั่งการให้กองทัพไทย โดยหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 51 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้าในการสำรวจปริมาณมันเส้นคงคลังของรัฐในการเตรียมเสนอรัฐบาลขออนุมัติระบายมันเส้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและพลิกกองซึ่งต้องเสียใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้าน

พล.ต.ต.ไกรสร กล่าวอีกว่าในวันที่ 23 มิ.ย.59 ทั้ง 3 หน่วยงานได้เข้าร่วมตรวจปริมาณมันเส้นขององค์การคลังสินค้าที่ฝากเก็บ หจก.ข้าวหอมอุบล จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จว.อุบลราชธานี ตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55

สำหรับการตรวจสอบปริมาณทางกายภาพพบว่า มีมันเส้นคงเหลือประมาณ 1,930 ตัน ซึ่งจากเดิมฝากเก็บไว้ปริมาณ 10,743 ตัน หายไปประมาณ 8,800 ตัน รวมมูลค่าความเสียหาย ประมาณ 65.4 ล้านบาท ผลการคัดแยกปริมาณมันเส้นที่เหลือ โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้รถตักคัดแยก พบว่ามีการนำแกลบบรรจุถุงบิ้กแบ็คซุกซ่อนไว้ภายในและใช้มันเส้นปิดทับ ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะได้ทำการคัดแยก เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหาย ที่รัฐต้องเสียค่าฝากเก็บ และในเบื้องต้นได้ประมาณการมันเส้นที่สูญหายตามจำนวนที่นำแกลบมาซุกซ่อนไว้แทนอีกประมาณ 10.5 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย และค่าปรับ ประมาณ 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้ไปตรวจสอบที่ภูมิลำเนาของเจ้าของโกดังที่เป็นคู่สัญญากับองค์การคลังสินค้า พบว่าได้หลบหนีไปแล้ว แต่การดำเนินการตามกฎหมายยังคงดำเนินการต่อไป โดยองค์การคลังสินค้าจะได้แจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกระทำความผิด และหากพบว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟ้องเงิน จะได้ประสาน ป.ป.ง. ดำเนินตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม องค์การคลังสินค้า ได้ทยอยสำรวจมันเส้นฝากเก็บในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด พบความเสียหายที่ผ่านมา และมีการดำเนินคดีไปแล้ว 120 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 296 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

‘บ้านหัวอ่างพัฒนา ’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

บ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมากจังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำชลประทานต้องอาศัยน้ำฝน เกษตรกรปลูกแบบธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ และถ้าเจอสภาพภัยแล้งยิ่งเป็นตัวฉุดให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร เล่าว่าปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบ้านหัวอ่างพัฒนา ที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงมากนัก จนกระทั่งเมื่อปี 2557 ภาครัฐโดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรกรสามารถนำน้ำไปใช้เพื่อปลูกมันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่เกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่พบว่าเกษตรกรได้ทำระบบน้ำหยดใช้ในแปลงมันสำปะหลัง แต่ยังขาดความรู้การควบคุมปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ที่จะช่วยเสริมให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น ด้วยความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้ว ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ขึ้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ภายใต้แนวคิดศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” โดยบูรณาการผลงานวิจัยด้านการผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนได้แก่ โรงแป้ง โรงงานเอทานอล สหกรณ์การเกษตร ผู้ผลิตปัจจัยการผลิตในนามคลัสเตอร์มันโคราช ตอบสนองนโยบายประชารัฐ เพื่อเป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิต และเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อพัฒนาสู่เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

การดำเนินงานมี 2 กิจกรรม ได้แก่ จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยคัดเลือกเทคโนโลยีจากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร กิจกรรมที่สองคือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยี คือ การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการระบบน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการอารักขาพืชทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการดูงานจากแปลงเรียนรู้ต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรมด้วย โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรกดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวม 50 ไร่ ปีต่อไปขยายผลสู่เกษตรกรครบทั้ง 24 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่กรมวิชาการเกษตรนำมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะเน้นไปที่เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะเมื่อมีระบบน้ำก็ส่งเสริมให้ทำระบบน้ำหยดที่เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการให้น้ำในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยผสมไปในระบบน้ำหยด ลดการใช้ปุ๋ยได้ครึ่งหนึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ยังลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานในการหว่านปุ๋ยด้วยที่สำคัญการใช้ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินความจำเป็น ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง

ขณะนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ได้ติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด การวัดปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ รวมถึงจัดทำโปรแกรมการถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 20-30% สร้างรายได้ที่ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ที่บ้านหัวอ่างพัฒนา จะสามารถพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ

คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานคลัสเตอร์มันโคราช กล่าวเสริมว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งขณะนี้ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเกษตรกรที่จะมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเองก็จะได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อไปขายแข่งขันในตลาดโลกได้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานควบคู่กันไป สำหรับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตรมีทั้งฝึกอบรม ให้ปฏิบัติจริงและจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะมาสรุปผลว่าการใช้เทคโนโลยีกับวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการขยายผลต่อไป อย่างไรก็ดีอยากให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เช่น มีพื้นที่ 15 ไร่ ก็แบ่งมา 2 ไร่ทำตามแปลงต้นแบบ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าดีก็ขยายให้ครบทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตนี้ขยายไปสู่มือชาวไร่มันสำปะหลังได้มากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรกรฯ ร้องกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้าข้าวสาลี เหตุนำเข้าเกินปริมาณที่ควรเข้ามาชดเชย ส่งผลกระทบราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังดิ่ง เกษตรกรกว่า 450,000 ครัวเรือนกระทบหนัก โรงงานผลิตอาหารสัตว์หยุดรับซื้อ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา สมาคมผู้ประกอบการการค้าพืชไร่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการมันสำปะหลัง สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวว่า สภาเกษตรกรฯได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และหลายสมาคมผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ ขอนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล (Corn DDGS) เพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้หยุดรับซื้อผลผลิตจากผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบภายในประเทศ

ดังนั้นทางสภาเกษตรกรฯจึงได้ร่วมกับสมาคมต่าง ๆ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวทางการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านราคาและการผลิตกับเกษตรกร 4 ประการ ได้แก่

1. ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559 ให้อยู่ในปริมาณไม่เกินกับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องทดแทนอย่างเข้มงวด

2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้อาหารสัตว์ที่ขายให้กับเกษตรกร จากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ในเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบในต่างประเทศ

3. ให้กำหนดสัดส่วนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศกับการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยภายในประเทศ สำหรับส่วนที่เกินความจำเป็นในการใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ

และ 4. ให้พิจารณาข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลก่อนที่จะซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศมาใช้

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จากเดิม 1.6 ล้านตันต่อปี เหลือเพียง 7 แสนตันต่อปี ส่งผลกระทบในการรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร 2 ล้านตันต่อปี รวมถึงกระทบต่อการใช้วัตถุดิบรำข้าว

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดถึง 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมี 4-4.5 ล้านตัน ดังนั้นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาทดแทนการใช้ข้าวโพด ประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS มารวมถึง 3.9 ล้านตัน และลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศ ทำให้มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีมากกว่า 450,000 ครัวเรือน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ามีปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีพุ่งขึ้นไปถึง 1.15 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

อคส.เสนอรมว.พาณิชย์ เผาทิ้งมันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐบาล ในโครงการแทรกแซงตั้งแต่ปี 51/52 หลังพบเน่าเสียหายจนแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนข้าวสต๊อกรัฐที่ผู้ชนะประมูลรับมอบไม่ได้นั้น ลั่นเอาผิดตามกฎหมายถึงที่สุด ทั้งแพ่ง-อาญา

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อคส.จะหารือกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอความเห็นชอบให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นในสต๊อกรัฐบาลจำนวน 387,000 ตัน จากโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52 รวม 31,400 ตัน, ปี 54/55 อีก 99,000 ตัน และปี 55/56 จำนวน 250,000 ตัน เนื่องจากได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พบว่า มันเส้นดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย แม้กระทั่งผลิตเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ได้ จำเป็นต้องเผาทำลายทิ้ง ไม่เช่นนั้น จะเสียงบประมาณในการจัดเก็บเดือนละกว่า 11 ล้านบาท

“อคส. จะขอความเห็นชอบจากรมว.พาณิชย์ให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นโครงการปี 51/52 ก่อน เพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เป็นฝุ่นผง และเน่าเสียหาย ซึ่งขณะนี้นี้ยังไม่ทราบว่า ถ้าเผาทิ้งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ต้องรอให้นางอภิรดี และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง เห็นชอบก่อน จึงจะศึกษารายละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากโครงการแทรกแซงราคาตั้งแต่ปี 51/52 รวม 94,000 ตันนั้น ก็ต้องขอความเห็นชอบเผาทิ้งเช่นกัน เพราะเน่าเสียมากกว่ามันเส้น”

ส่วนกรณีที่ผู้ชนะประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล รับมอบข้าว หรือขนข้าวออกจากโกดังไม่ได้ เพราะคุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้นั้น อคส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังที่จ.ศรีสะเกษ และสุ่มเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ พบว่า ข้าวเสื่อมสภาพมาก และยังเป็นข้าวผิดประเภทจริง โดยรับจำนำข้าวหอมมะลิ แต่สินค้าในโกดังกลับเป็นข้าวขาว จึงต้องตรวจสอบและหาผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ จากนั้นจึงดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งอาญา และแพ่ง โดยถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยึดทรัพย์ด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

ไม่มีอะไรดีไปหมดหรือเลวไปหมด ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เป็นสัจธรรมคู่โลกใบนี้…ส่วนใครจะนำข้อดีไปใช้ได้มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรู้เท่าทันแค่ไหน

ระบบน้ำหยดที่กำลังได้รับความนิยมตาม ไร่มันสำปะหลังก็เช่นกัน น่าจะมีแต่ดี…ไม่มีข้อเสีย

“ภาวะภัยแล้งปีนี้ สิ่งที่เราพบในหลายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ระบบน้ำหยดทำให้ โรครากเน่าหัวเน่า และ โรครากปม ระบาดมากขึ้น ทั้งที่โรคนี้จะพบการระบาดเฉพาะในหน้าฝน ฤดูแล้งไม่เคยเกิดการระบาดเลย”

ดร.จรรยา มณีโชติ หัวหน้าโครงการวิจัยการ บริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่มากับน้ำหยด

แต่ไม่ได้หมาย ความว่า ระบบน้ำหยดไม่ดี ใช้ไม่ได้ เพียงแต่ระบบน้ำหยดทำให้ เชื้อราไฟท็อปทอร่า ต้นตอของโรครากเน่าหัวเน่า และ ไส้เดือนฝอยชนิดไม่ดี ต้นตอก่อให้เกิดโรครากปม ที่ฝังตัวอยู่ในดินยามหน้าแล้ง เมื่อเจอน้ำหยดเข้าไปมันจะแหวกว่ายเข้ามาขยายพันธุ์ แพร่เชื้อร้ายทำลายต้นมันฯได้ดีกว่าไม่มีน้ำ ส่งผลให้มันสำปะหลังไม่ให้หัวมาขุดขาย

ดังนั้น สิ่งที่เกษตรกรควรรู้ให้เท่าทัน ถ้าใช้ระบบน้ำหยด ต้องรู้จักเลือกพันธุ์ที่ทนต่อ 2 โรคนี้…จากการวิจัย ดร.จรรยา พบว่า พันธุ์ระยอง 72 เหมาะสมที่สุด

แต่พันธุ์ระยอง 72 มีข้อด้อย…อ่อนแอ ต่อเพลี้ยแป้งสีชมพู ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาป้องกันเพลี้ยแป้งสีชมพูก่อนปลูกก่อนเท่านั้นเอง

ส่วนพันธุ์ระยอง 7 กับ ระยอง 11 ถ้าใช้น้ำหยดไม่ควรปลูก

P590427-02

น้ำหยดไม่เพียงแต่ทำให้ 2 โรคดังว่าระบาดได้ผิดธรรมชาติเท่านั้น…ยังทำให้เมล็ดพันธุ์ เหง้า หัว วัชพืชงอกได้ดีอีกด้วย น้ำหยดตรงไหน วัชพืชงอกตรงนั้น

งอกตรงโคนต้นจะใช้จอบถากถางต้นมันฯ ท่อน้ำหยดเสี่ยงถูกจอบทำลาย จะใช้มือถอนคงไม่ไหว จะใช้ยาฉีดพ่น ต้นมันฯ พลอยตาย…ถ้าไม่ป้องกันกำจัดวัชพืชเติบโตได้เร็วกว่า จะแย่งกินอาหารและน้ำหยดจากต้นมันสำปะหลังไปหมดสิ้น แถมวัชพืชยังเป็นแหล่งพักพิงให้แมลงศัตรูพืชมาทำลายต้นมันฯได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ปลูกมันสำปะหลังจะใช้น้ำหยด ต้องป้องกันวัชพืชตั้งแต่เริ่มปลูก ลงท่อนพันธุ์เสร็จให้พ่นยาคุ้มวัชพืชทับลงไปทันที…แต่วัชพืชที่ขึ้นได้ในแปลงปลูกมันฯ มีทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง ดร.จรรยาแนะให้ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิดไปพร้อมกันทีเดียว เพื่อประหยัดค่าแรง…นำน้ำยา 2 ชนิดมาผสมรวมกัน

แต่ต้องทำเป็นขั้นตอน ให้นำฟูลมิอ๊อกซาซิน 20 กรัม (คุมวัชพืชใบกว้าง) ผสมกับน้ำ 80 ลิตร คนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นถึงนำอะลาคลอร์ 500 ซีซี (คุมวัชพืชใบแคบ) ผสมเติมลงไป คนให้เข้ากันอีกที…ถึงจะนำไปฉีดพ่นคุมวัชพืชได้

ฉีดพ่นทับไปเฉพาะบนร่องแถวปลูกมันฯ ส่วนตรงร่องทางดินไม่ต้อง ไปฉีดให้เปลืองเงิน …เพราะตรงนั้นน้ำไม่มีหยด วัชพืชไม่งอก.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

พาณิชย์ ตามติดนโยบายปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี มั่นใจไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังไทย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อกของรัฐบาลจีน ซึ่งผู้ส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีความกังวลว่าจะส่งผลกดดันให้ราคามันสำปะหลังที่นำเข้าจากไทยตกต่ำลง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชทดแทนมันสำปะหลังในการผลิตแอลกอฮอล์ว่า กรมการค้าต่างประเทศมองว่านโยบายนี้ไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังในไทย เนื่องจากจีนเพาะปลูกข้าวโพดมากทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่โรงงานแอลกอฮอล์ซึ่งนำเข้ามันเส้นจำนวนมากไปเป็นวัตถุดิบตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีระยะทางที่ห่างไกลกันมาก อีกทั้งนโยบายอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดของรัฐบาลจีนจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าข้าวโพดและธัญพืชทดแทนข้าวโพด เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์มากกว่า

“กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามมาตรการข้าวโพดของจีนอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย ในปี 58 ไทยส่งออกไปจีนปริมาณ 7.287 ล้านตันคิดเป็นสัดส่วน 99.57% ของปริมาณที่ส่งออกไปทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 57 ปริมาณ 7.5%”

สำหรับแนวทางการปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปีของจีนครั้งนี้ ได้มีการยกเลิกนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อก หันมาทำการอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน ขณะเดียวกันส่งเสริมให้ผู้ซื้อรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรงในราคาตลาด ส่วนการระบายสต๊อกข้าวโพด จะมีนโยบายชัดเจนเดือนเม.ย.นี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์