เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

เตรียมพร้อมรับมือโรคไวรัส ใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไทย

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังอาจยังไม่ใช่โรคระบาด ที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย แต่ขณะนี้มีข้อมูลว่าพบแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนาม และกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาระบาดในประเทศและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง หรือ cassava mosaic disease (CMD) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส cassava mosaic virus เป็นไวรัสในกลุ่ม Begomovirus วงศ์ Geminiviridae มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในแถบแอฟริกา ต่อมาปี 2559 พบการระบาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศกัมพูชา โดยจำแนกได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โรคชนิดนี้สามารถแพร่ระบาดได้โดยท่อนพันธุ์ และแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci (Gennadius))(Hemiptera : Aleyrodidae) ซึ่งพืชที่แมลงหวี่ขาวยาสูบชอบอาศัยนั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่งพืชตระกูลพริก มะเขือ มันฝรั่ง และพืชตระกูลแตง ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลของการเป็นพืชอาศัยได้ของเชื้อไวรัส SLCMV กับพืชดังกล่าว แต่มีรายงานเกี่ยวกับพืชอาศัยอื่นๆ ของเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่าสามารถอาศัยและเพิ่มปริมาณได้ในพืช เช่น พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ชุมเห็ดเล็ก กระถิน ถั่วเหลือง พืชน้ำมัน ได้แก่ ละหุ่ง สบู่ดำ

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หากโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทยได้ จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังที่ลดลงได้มากถึง 80-100% โดยมันสำปะหลังที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสีย รูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลืองรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต หรือมีการเจริญเติบโตน้อย ทำให้ไม่มีการสร้างหัวมันสำปะหลัง ข้อสังเกตหากอาการใบด่างเหลือง หดลดรูป เกิดเฉพาะที่ใบยอด แสดงว่าการระบาดเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรคหากพบอาการผิดปกติทั้งต้นตั้งแต่ใบอ่อนจนใบแก่ แสดงว่าเกิดจากการนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคมาปลูก ที่สำคัญโรคนี้ไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าปัจจุบัน ไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่มีรายงานว่าพบ การระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเริ่มพบการระบาดในปี 2559 ที่จังหวัด รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา เป็นที่แรกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีระยะห่างจากประเทศไทยประมาณ 700 กิโลเมตร ต่อมาปี 2560 ระบาดไปที่ จังหวัดเต็ยนิญ (Tay Ninh) ของประเทศเวียดนาม พร้อมแพร่ระบาดไปอีกหลายจังหวัดในประเทศกัมพูชาและล่าสุด ปี 2561 พบที่จังหวัด อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีระยะทางห่างจากชายแดนไทยที่อำเภอ ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพียง 30-40 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กับแหล่งปลูก มันสำปะหลังสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมความพร้อมรับมือโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยจัดทำแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้นำชุมชน และเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนให้ทราบถึงลักษณะอาการและความสำคัญของโรค ส่งเสริมให้ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด และให้หมั่นสำรวจติดตามสถานการณ์ในแปลงมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยหากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคใบด่างให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน พร้อมเก็บตัวอย่างส่งกรมวิชาการเกษตรเพื่อยืนยันความเป็นโรค และลงพื้นที่แก้ไขปัญหาโดยทันที ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายที่กรมวิชาการเกษตรดำเนินการภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช ที่ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง คุมเข้มการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับมาตรการป้องกันในกรณีที่เกิดการระบาดเข้ามาในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมหารือกับกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการและแนวทางป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

เกษตรฯ สั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง’เจ้าหน้าที่’

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เตือนชาวไร่มันสำปะหลัง ระวังโรคพุ่มแจ้ภัยเงียบทำลายผลผลิต แนะหมั่นตรวจแปลงป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในมันสำปะหลังว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลังบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก พบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่พบค่อนข้างมากคือ จังหวัดกำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และมุกดาหาร ซึ่งโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง ลักษณะคล้ายกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหยิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก หากเป็นโรค พุ่มแจ้จะทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยงได้เตรียมการรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ด้าน นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กล่าวว่า โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่เป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของพืช ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็น พืชจะแตกตาข้างมาเพื่อความ อยู่รอด ยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง กรณีระบาดรุนแรงมันสำปะหลังจะยืนต้นตาย สังเกตบริเวณท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ เนื่องจากโรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ถ้าเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพุ่มแจ้ ไม่ได้สังเกตอาการของโรคหรือโรคแสดงอาการที่ไม่ชัดเจน อาจมีการนำต้นมันที่มีเชื้อสาเหตุโรคนี้ไปขายเป็นท่อนพันธุ์ ทำให้โรคเกิดการกระจายไปยังแหล่งปลูกมันสำปะหลังเป็นการแพร่เชื้อสาเหตุไปยังแหล่งปลูกมันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรรู้จักกับโรคพุ่มแจ้ และแนวทางป้องกันกำจัด ตลอดจนแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบอาการดังกล่าวให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และขุดต้นมันที่แสดงอาการไปเผาทำลายนอกแปลง แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สังเกตท่อนพันธุ์ที่คาดว่าอาจจะเป็นโรค จากการแตกตาข้างว่ามีมากแค่ไหน ปกติท่อนพันธุ์จะแตกตาเฉพาะที่บริเวณยอดด้านบนแค่ 2-3 ตา ถ้ามีการแตกตามากบริเวณกลางท่อนพันธุ์ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจติดเชื้อ นอกจากนั้นแนะนำให้กำจัดเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะ รวมทั้งกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะต้นสาบม่วง แหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อก่อโรคพุ่มแจ้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ ปลื้มงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ โชว์ศักยภาพการผลิตและส่งออกของไทย เผยมียอดซื้อขายกว่า 1.4 หมื่นลบ.

พาณิชย์ ปลื้มงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ โชว์ศักยภาพการผลิตและส่งออกของไทย เผยมียอดซื้อขายกว่า 1.4 หมื่นลบ.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้จัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018: WTC 2018) ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย.61 ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของวงการมันสำปะหลัง ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้และยอมรับศักยภาพของไทยว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิต การค้า และการส่งออกของไทยในอนาคต

ในงานครั้งนี้ได้จัดเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ จีน ตุรกี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปริมาณสูงถึง 1,490,000 ตัน มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการหาตลาดรองรับผลผลิตล่วงหน้าตามนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล เพราะปริมาณดังกล่าว สามารถรองรับผลผลิตหัวมันสดของไทยได้เป็นจำนวนมาก และยังจะส่งผลดีทำให้ราคาหัวมันสดปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่อง

“เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการต่างชาติว่าไทยให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและลูกค้าในเรื่องคุณภาพมาตรฐานต่อไป ซึ่งได้รับความชื่นชมจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และยืนยันว่าจะพิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยเพิ่มขึ้น” นายสนธิรัตน์ กล่าว

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้จัดให้มีการประชุมหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLVTประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย เพื่อกำหนดแนวทางที่จะร่วมมือกันด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิต และร่วมมือกันด้านการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังอย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของแต่ละประเทศมีความกินดีอยู่ดี

นอกจากนี้ ไทยยังได้แสดงให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ได้เห็นถึงศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการนำมันสำปะหลังไปใช้ผลิตเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อาหาร อาหารสัตว์ พลังงานทดแทน เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่ามันสำปะหลังของไทยเป็นพืชมหัศจรรย์ (The Magic Plant) ได้ด้วย

สำหรับมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยกว่า 500,000 ครัวเรือน โดยแต่ละปีไทยผลิตหัวมันสำปะหลังสดได้ประมาณ 28-30 ล้านตัน ส่งออกไปยังตลาดโลกได้ถึงร้อยละ 70 และมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี สามารถนำรายได้เข้าประเทศไทยปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.15 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 10 ปี และในช่วง 4 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวมปริมาณ 3.625 ล้านตัน ลดลง 7.99% มูลค่า 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ปริมาณ 3.94 ล้านตัน มูลค่า 933.75 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้จะส่งออกได้ปริมาณ 10.6 ล้านตัน มูลค่าประมาณ2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2560 ที่ส่งออกได้ 11 ล้านตัน มูลค่าเท่ากันที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018

ขอเชิญเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2018 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2561

สนใจสมัครสามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Link ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://www.worldtapiocaconference.com/2018/beta/

P610619-02

ราคามันทะลุโลละ 3.20 บาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี

ราคามันทะลุโลละ 3.20 บาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี

ราคาหัวมันสดพุ่งกิโลละ 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 51 ที่ราคาเคยขึ้นไปแตะที่ 3 บาท เตรียมลุยโรดโชว์หาตลาดต่อ มีแผนไปนิวซีแลนด์ และเจาะจีนรายเมือง พร้อมจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพมันสำปะหลังของไทย และใช้โอกาสนี้หารือคนในวงการทำแผนรับมือมันสำปะหลังสำหรับปีหน้า

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 3.10-3.20 บาท เพิ่มขึ้น 90.18%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1.63 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2551 ที่ราคาเคยอยู่ในระดับ กก.ละ 3 บาท และที่น่ายินดีไปกว่านั้นบางพื้นที่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ราคาขยับขึ้นไปสูงถึง กก.ละ 3.30-3.40 บาทด้วย

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดปรับตัวสูงขึ้น มาจากความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตลาดสำคัญอย่างจีน และตลาดใหม่ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกไปเจรจาขยายตลาด เช่น ตุรกี ที่สนใจนำเข้าเพิ่มขึ้น และยังมีแผนที่จะเดินทางไปขยายตลาดที่นิวซีแลนด์ เพราะเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงสัตว์มาก มีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงจะบุกเจาะตลาดจีน โดยจะเน้นไปยังเมืองและมณฑลให้มากขึ้น เพราะยังมีโอกาสเพิ่มการส่งออกได้อีกมาก

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากความร่วมมือของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่ทำตลาดโดยสะท้อนราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งออกมันเส้นปัจจุบันอยู่ที่ 245 เหรียญสหรัฐต่อตัน และแป้งมันอยู่ที่ 531 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยังมีมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาในประเทศ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการนำเข้า ยังคงสามารถนำเข้าได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ จะจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ ปลายเดือนมิ.ย.2561 เพื่อแสดงศักยภาพการผลิตและการส่งออกมันสำปะหลังของไทยให้กับคนในวงการมันสำปะหลังได้รับทราบ เพื่อสร้างการยอมรับและกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น และที่สำคัญ กรมฯ จะใช้โอกาสนี้ ในการหารือและประเมินแนวโน้มและทิศทางการค้ามันสำปะหลังในปี 2562 ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้จัดทำแผนและมาตรการรับมือเป็นการล่วงหน้า

“ปีนี้ ราคาหัวมันสำปะหลังสด ถือว่าดีมาก แต่ก็เป็นห่วงว่า เกษตรกรจะแห่กันปลูกมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ผลผลิตในปีหน้าออกมามาก ซึ่งกรมฯ อยากจะแนะนำให้ปลูกกันตามปกติ ปลูกเท่าที่เคยปลูก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคา”นายกีรติกล่าว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้นำเข้าวัตถุดิบสนใจซื้อมันสำปะหลังไทย หลังนำโชว์งานแฟร์ที่ตุรกี

ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้นำเข้าวัตถุดิบสนใจซื้อมันสำปะหลังไทย หลังนำโชว์งานแฟร์ที่ตุรกี

มันสำปะหลังไทยฮอต ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้นำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรในตุรกีและต่างประเทศต่อแถวสอบถามแสดงความสนใจสั่งซื้อมันเส้นและมัดอัดเม็ดของไทยไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ หลังนำสินค้าตัวอย่าง ผู้ประกอบการไทย และนักวิชาการไปให้ความรู้ ในงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติที่ตุรกี มั่นใจเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นแน่

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติ ครั้งที่ 13 เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย ร่วมสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายน 2561 ณ เมืองอันทาเลีย สาธารณรัฐตุรกี ว่าการเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเกินความคาดหมาย มีผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้นำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตร และผู้ประกอบการค้ารายสำคัญทั้งในตุรกีและประเทศต่างๆ ได้เข้ามาเยี่ยมชมบูทและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และแสดงความสนใจที่จะสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ตุรกี เป็นประเทศผู้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์รายสำคัญของโลก มีการนำเข้ากว่า 10 ล้านตันต่อปี และให้ความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยในวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แสดงความสนใจและยอมรับในผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยว่าเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและสามารถทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดว่าจะนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยได้เพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งมันเส้นและมันเม็ด จากปัจจุบันที่นิยมนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยในรูปกากมันสำปะหลังอัดเม็ด

“กรมฯ ได้นำ ผศ.ดร.เลอชาติ บุญเอก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปให้ความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรูปแบบอื่นว่าสามารถนำไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ได้ ไม่ว่าจะเป็นมันเส้นหรือมันอัดเม็ด ทำให้ตุรกีแสดงความสนใจที่จะนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปแบบอื่นสูงขึ้น และยังพร้อมที่จะแนะนำและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้มันสำปะหลังจากไทยเพิ่มขึ้นด้วย” นายอดุลย์กล่าว

นายอดุลย์กล่าวว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ได้ช่วยเปิดตัวให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยออกสู่สายตาของผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้คนในวงการผลิตอาหารสัตว์รับรู้ถึงคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ ถือเป็นการช่วยขยายตลาดส่งออกให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาตลาดเดียวอย่างจีน ซึ่งจะทำให้ราคามันสำปะหลังของไทยปรับตัวดีขึ้น และเกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดเพื่อไปทำอาหารสัตว์ ผู้ประกอบการไทยจะต้องติดตามสถานการณ์ราคาของสินค้าที่ทดแทนได้ เช่น ข้าวบาร์เลย์และข้าวโพดอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้วางแผนในการส่งออกได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมงานยังทำให้ได้ทราบความต้องการซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะกากเนื้อในปาล์มด้วย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

“พาณิชย์” ส่งทีมให้ความรู้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ตุรกี หวังเพิ่มยอดส่งออกมันสำปะหลังไทย

“พาณิชย์” ส่งทีมให้ความรู้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ตุรกี หวังเพิ่มยอดส่งออกมันสำปะหลังไทย

“พาณิชย์” เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติ 26 – 29 เม.ย. นี้ ส่งทีมนักวิชาการไปให้ความรู้แก่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ในตุรกี หวังขยายตลาดส่งออกมันปะหลังอัดเม็ดจากไทย เผยเดือน ก.ย. จะจัดคณะไปนิวซีแลนด์เพื่อขายมันอีก ด้านราคาหัวมันสดล่าสุดเฉลี่ยอยู่ที่กิโล 3.05 บาท เกษตรกรยิ้มกันถ้วนหน้า

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 26 – 29 เม.ย. 2561 กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสัตว์นานาชาติ International Feed Congress and Exhibition – TUYEM ครั้งที่ 13 ที่เมืองอันทาเลีย ประเทศตุรกี เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์มันสำปะหลังและขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้แพร่หลายในตลาดตุรกีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตุรกีถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการรองรับมันสำปะหลังของไทยได้เป็นอย่างดี

“กรมฯ ได้เชิญ ผศ.ดร.เลอชาติ บุญเอก ซึ่งเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์เชิงลึกกับตลาดผู้ใช้มันสำปะหลังของตุรกี ซึ่งมั่นใจว่า เมื่อผู้ซื้อรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์แล้ว จะมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเพิ่มขึ้น โดยน่าจะผลักดันให้เติบโตได้สูงถึง 4.5 ล้านตันต่อปี” นายอดุลย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดจีนเพียงตลาดเดียวต่อไป ซึ่งนอกเหนือจากตลาดตุรกีแล้ว ในช่วงเดือน ก.ย. 2561 กรมฯ จะร่วมกับสมาคมมันสำปะหลังที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมขยายตลาดมันสำปะหลังในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ามันสำปะหลังไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่มีศักยภาพอีกประเทศหนึ่ง โดยมั่นใจว่าจะขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปยังนิวซีแลนด์ได้เพิ่มขึ้น

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับราคาหัวมันสำปะหลังสดในปัจจุบันเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 3.05 บาท เป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ และคุ้มกับต้นทุนการผลิต ซึ่งกรมฯ มั่นใจว่า ราคาจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรการที่กรมฯ ได้นำมาใช้ดำเนินการได้ผล โดยเฉพาะการขอความร่วมมือให้สมาคมที่เกี่ยวข้องอย่าขายตัดราคากัน ซึ่งผลจากความร่วมมือทำให้ราคาส่งออกทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลดีต่อราคารับซื้อหัวมันสดในประเทศ ขณะที่มาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่งผลดี สามารถป้องกันมันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพที่จะเข้ามากระทบราคาในประเทศได้เป็นอย่างดี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

เกษตรฯ เตือนชาวไร่มันสำปะหลังระวังทัพศัตรูบุกโจมตีช่วงฤดูแล้ง

เกษตรฯ เตือนชาวไร่มันสำปะหลังระวังทัพศัตรูบุกโจมตีช่วงฤดูแล้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศเฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาดในช่วงฤดูแล้ง จับตาโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลังจ่อระบาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้ เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยแป้ง และไรแดงมันสำปะหลังในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วง สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตมันสำปะหลังค่อนข้างมาก อีกทั้งล่าสุดยังพบการทำลายของโรคพุ่มแจ้ บริเวณจังหวัดสระแก้ว ชลบุรี และในอีกหลายจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งพบการระบาดของโรคดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว โดยคาดว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในประเทศไทย จึงฝากเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง หากพบอาการผิดปกติกับต้นมันสำปะหลัง หรือไม่สามารถควบคุมการระบาดในแปลงมันสำปะหลังได้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านเพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดทันทีทันที

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันศัตรูพืชสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก

การไถตากดินอย่างน้อย ๑๔ วัน พ่นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งปลูกอื่น และการแช่ท่อนพันธุ์

ก่อนการเพาะปลูก ด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด หรือไทอะมิโทแซม อัตรา ๔ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือสารเคมีไดโนทีฟูแรน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (แช่ท่อนพันธุ์นาน ๕ – ๑๐ นาที) วิธีนี้ช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์ได้

ในส่วนของการป้องกันกำจัดศัตรูมันสำปะหลัง เน้นการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ได้แก่ ชีววิธีโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส แตนเบียน Anagyrus Lopezi ด้วงเต่าตัวห้ำ และเชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง และใช้ไรตัวห้ำ ด้วงเต่า Stethorus spp. เพื่อควบคุมไรแดงมันสำปะหลัง หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้ใช้สารเคมีอามีทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ให้พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรแดงทำลาย และไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำเกิน ๒ ครั้ง ในส่วนของโรคพุ่มแจ้การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรค และพืชอาศัยของแมลงพาหะนำโรค บำรุงต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดไปยังแหล่งอื่น รวมถึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่น ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ อีกทั้งการตัด หรือขุดต้นมันสำปะหลังที่พบทั้งโรค และแมลงศัตรูพืชไปเผาทำลายนอกแปลง ยังเป็นการช่วยลดปริมาณของศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่งด้วยและสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวของเกษตรกรเองควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

หากพบมันสำปะหลังแสดงอาการยอดอ่อนงอหงิกเป็นพุ่ม ลำต้นบิดเบี้ยว มีช่วงข้อถี่ เกิดราดำปกคลุมบางส่วนของใบและยอดมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นลักษณะการทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง หรือใบมันสำปะหลังเหลืองซีดเป็นรอยขีด มีจุดด่างเหลือง ใบม้วนงอ ซึ่งเกิดจากการทำลายของไรแดง หรือหากพบใบ ยอดมันสำปะหลังหงิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก แต่เมื่อสังเกตยอดที่แสดงอาการจะไม่พบตัวเพลี้ยแป้ง นั่นคือลักษณะการทำลายของโรคพุ่มแจ้ ซึ่งเกษตรกรบางรายอาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของเพลี้ยแป้ง เนื่องจากอาการที่สามารถสังเกตได้จากภายนอกใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ เมื่อพบการระบาดขอให้เกษตรกรดำเนินการป้องกันกำจัดทันทีเพื่อไม่ให้การระบาดแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

ที่มา : กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : นาฏสรวง ข่าว / เมษายน 2561

Recent Posts