3 สมาคม MOU ซื้อหัวมัน 1.90 บาท สมาคมแป้งอ้างกลไกตลาดเมินเข้าร่วม

3 สมาคม MOU ซื้อหัวมัน 1.90 บาท สมาคมแป้งอ้างกลไกตลาดเมินเข้าร่วม

3 สมาคมมันเส้น จับมือ MOU ประกันราคารับซื้อมันเส้นส่งออกช่วยชาวไร่ กก.ละ 1.90 บาท ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมออกมาตรการให้ผู้ประกอบการแจ้งวัตถุประสงค์การนำเข้ามัน เพื่อรับทราบข้อมูลและหามาตรการดูแลราคาไม่ให้ตกต่ำ ส่วนสมาคมแป้งมันไม่ยอมร่วมเซ็น MOU ด้วย อ้างมีผู้เล่นมากราย ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมได้ประชุมร่วมกับ 3 สมาคมมันสำปะหลัง (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย) ถึงมาตรการนำเข้าและส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังปี 2560/2561 ตกต่ำ โดยเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบแนวทางมาตรการการนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศ โดยเพิ่มมาตรการให้ผู้นำเข้ามันสำปะหลังต้องแจ้งวัตถุประสงค์การนำไปใช้ ก่อนการนำเข้าและการขนย้าย เพื่อให้สามารถกำกับดูแลสินค้ามันสำปะหลังได้ โดยมาตรการกำกับดูแลนี้จะเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบต่อไป

“เดิมทีเรามีมาตรการดูแลการนำเข้าด้วยการขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ระงับหรือห้ามนำเข้า สามารถนำเข้ามันสำปะหลังเข้ามาใช้ได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเพิ่มการแจ้งวัตถุประสงค์การใช้เท่านั้น เพื่อกรมจะสามารถนำข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางดูแลราคาสินค้ามันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี การเพิ่มมาตรการแจ้งวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้นั้นต้องมีการทำระบบไอทีเพื่อรองรับมาตรการใหม่นี้ด้วย” นายกีรติกล่าว

ส่วนมาตรการเรื่องของการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศมีมาตรฐานของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีการเพิ่มเติมก็คงเป็นในส่วนการหามาตรการเพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังตกต่ำ เนื่องจากกรมไม่มีอำนาจบังคับการส่งออก

ประกันราคา – ผลหารือ 3 สมาคมระหว่างสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย มีข้อสรุปร่วมกันว่าดูแลราคารับซื้อมันสำปะหลังปี 2560/2561 โดยกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำตันละ 175 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นหัวมันกก.ละ 1.90 บ.

สำหรับแนวโน้มการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2560 นี้ คาดว่า “จะขยายตัว” โดยเฉพาะมันเส้น เนื่องจากตลาดจีนมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น 20% ในปีนี้ อีกทั้งจีนเชื่อมั่นคุณภาพมันสำปะหลังไทย ซึ่งการนำเข้าส่วนใหญ่ 90% จีนนำเข้าจากไทยเพื่อนำไปผลิตแอลกอฮอล์ คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเริ่มออกในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ และจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 ขณะที่คาดการณ์ผลผลิตนั้นยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องดูผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย

แหล่งข่าวจากสมาคมมันสำปะหลังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมมีข้อสรุปว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทาง 3 สมาคมจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกมันเส้นดูแลรับซื้อหัวมันสำปะหลังจากเกษตรกรในฤดูการผลิตปี 2560/2561 ในราคาเฉลี่ย (เปอร์เซ็นต์แป้ง 25%) กก.ละ 1.90 บาท เพื่อช่วยเหลือไม่ให้เกษตรกรขาดทุน โดยราคาดังกล่าวเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ต้นทุนราคา กก.ละ 5.30-5.40 บาท หมายถึงภาคเอกชนต้องส่งออกในราคา FOB ไม่ต่ำกว่าตันละ 175 เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่ราคา 165 เหรียญ โดย

ผู้ส่งออกต้องแจ้งให้เกษตรกรรับทราบและทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์ ให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่ละช่วงด้วย ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศจะออกมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน

“ปัจจุบันชาวไร่มันขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว ทั้งที่ปลายทางมันเส้นไทยโรงงานแอลกอฮอล์ในจีนผุดขึ้นหลายแห่ง ดังนั้นราคาก็ควรเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพิ่ม เราจึงมากำหนดราคาส่งออกที่เหมาะสม 175 เหรียญ คำนวณว่าส่งออกไปขายเพื่อผลิตเป็นแอลกฮอล์ในจีนตันละ 4,580 หยวน มีกำไรอีก 200-300 หยวน ถือว่าต่ำแล้ว เพราะถ้าไปขายเท่ากับราคาแอลกอฮอล์ปัจจุบันสูงถึงตันละ 5,720 หยวน” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวไร่กังวลว่า แม้ว่าจะมีการตั้งราคาส่งออกขั้นต่ำมันเส้น “แต่ก็อาจไม่ได้ทำให้ราคาหัวมันสูงขึ้น” เพราะสัดส่วนการใช้หัวมันสดเพื่อผลิตมันเส้นมีเพียง 20-30% ส่วนอีก 70-80% ใช้ผลิตแป้งมัน ซึ่งในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กำหนดราคารับซื้อหัวมันขั้นต่ำครั้งนี้ “ทางสมาคมแป้งมันสำปะหลังไม่ยอมเซ็น MOU ด้วย”

ด้านนายบุญมี วัฒนเรืองรอง เลขาธิการสมาคมแป้งมันสำปะหลัง กล่าวว่า สมาคมแป้งฯได้เข้าร่วมหารือและรับทราบมาตรการกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำ แต่เนื่องจากลักษณะธุรกิจของโรงแป้งมีผู้ซื้อ-ผู้ขายจำนวนมาก การกำหนดราคาเป็นไปตามกลไกตลาด “ต่างจากมันเส้นที่มีผู้ซื้อ-ผู้ขายน้อยราย” มีการแข่งขันลดราคาส่งออกระหว่างผู้ส่งออกด้วยกันเอง ในช่วงที่ผ่านมาราคาส่งออกแป้งมัน FOB อยู่ที่ตันละ 320-330 เหรียญ หรือลดลงต่ำสุดในรอบหลาย ๆ ปี เพราะ “มีการแข่งขันสูง” ดังนั้นผู้ส่งออกแป้งจึงไม่สามารถจะกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำได้ แต่ยืนยันว่า “โรงแป้งเป็นผู้ซื้อหัวมันหลัก 80-90% มีการแข่งขันราคากันและจะไม่กดราคาเกษตรกร โดยขณะนี้ราคาเฉลี่ยรับซื้อที่ กก.ละ 1.80 บาท” นายบุญมีกล่าว

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

​“พาณิชย์” นำคณะพบผู้นำเข้าจีน พิสูจน์ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลัง

​“พาณิชย์” นำคณะพบผู้นำเข้าจีน พิสูจน์ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลัง

“พาณิชย์” โต้ข่าวลือทุบราคามันสำปะหลังช่วงต้นฤดูกาล นำคณะผู้ประกอบการไทยไปพบผู้นำเข้าจีนถึงที่ ยันไม่มีการสั่งปิดท่าเรือ โดยอ้างปัญหามลภาวะตอนขนถ่ายสินค้า ย้ำบริษัทรายใหญ่ของจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยต่อเนื่อง และยังนำเข้าเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนผู้ส่งออกต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐาน ให้ดีต่อเนื่อง

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับผู้แทนสมาคมสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยและสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยเดินทางไปยังจีน เพื่อติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ณ มณฑลเจียงชู และมณฑลซานตง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเป็นลำดับที่ 1 และ 2 หลังจากที่มีข่าวลือออกมาว่าจะมีการปิดท่าเรือบางแห่ง เนื่องจากปัญหามลภาวะที่เกิดจากการขนถ่ายมันสำปะหลัง ณ ท่าเรือ ทำให้มีผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังของไทย ซึ่งจากการไปพบหาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด ทางผู้นำข้าวของจีนยังคงยืนยันการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยอย่างต่อเนื่อง

“หลายปีที่ผ่านมา ในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตมันสำปะหลังจะออกสู่ตลาด มักจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และเพื่อเป็นการป้องกันปัญหา กระทรวงฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้แทนจากสมาคมมันสำปะหลังเพื่อร่วมกันหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าไม่พบข้อมูลการปิดท่าเรือแต่อย่างใด”นายวินิจฉัยกล่าว

ทั้งนี้ คณะได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารมณฑลซานตง เพื่อหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศร่วมกันเพื่อส่งเสริมให้มีการขยายการค้าระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น และยังได้ทราบข้อมูลว่าท่าเรือหลายแห่ง เช่น ท่าเรือเหลียนหยุนก่างและท่าเรือรื่อจ้าว ได้มีการดำเนินการติดตั้งเครื่องมือดูดละอองฝุ่นที่ฟุ้งกระจายระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามลภาวะ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน คณะยังได้หารือร่วมกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายสำคัญของจีน ได้แก่ 1.บริษัท Fulaichun Group มีการนำเข้าเพื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์สำหรับบริโภค โดยปี 2559 นำเข้า 0.8 ล้านตัน โดยบริษัทมีนโยบายที่จะเพิ่มการนำเข้าเป็น 1 ล้านตันในปี 2560 และ 1.2 ล้านตัน ในปี 2561 2.บริษัท Hongda Group มีการนำเข้าเพื่อผลิตเป็นเคมีภัณฑ์ และมีการนำเข้าปีละ 0.8 ล้านตัน โดยบริษัทยืนยันไม่มีนโยบายลดการนำเข้าแต่อย่างใด

นายวินิจฉัยกล่าวว่า กระทรวงฯ ขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทยให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้า เพื่อร่วมกันผลักดันให้การค้ามันสำปะหลังของไทยและจีนมีการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป เพราะมันสำปะหลังเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งในแต่ละปีสามารถนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท และที่สำคัญสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทยกว่า 5 แสนครัวเรือน รวมถึงผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกกว่าล้านครัวเรือน

สำหรับการส่งออกมันสำปะหลัง 6 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 1,371.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

ที่มา : Commerce News Agency

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการเสริมข้าวโพด-มันสำปะหลัง ไม่ให้ราคาตกต่ำ

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการเสริมข้าวโพด-มันสำปะหลัง ไม่ให้ราคาตกต่ำ

พาณิชย์ เพิ่มมาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-มันสำปะหลัง ปี 60/61 เตรียมจับมือโรงงานอาหารสัตว์-เอทานอล ลงนามเอ็มโอยูซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง พร้อมเร่งหาตลาดส่งออก หวังรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้ตกต่ำ

วันที่ 16 ส.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึง มาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 60/61 ที่จะเริ่มออกสู่ลาดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไปว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมสินค้าทั้ง 2 รายการ เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้เกิดราคาตกต่ำได้ โดยในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการการซื้อตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยจะใช้โมเดล 3 ประสาน ระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม (พ่อค้าคนกลาง) และโรงงานผลิตอาหารสัตว์โดยจะนำร่องที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นแห่งแรก

สำหรับโมเดล 3 ประสานจะเริ่มที่โคราชก่อน โดยในเร็วๆ นี้ หจก.ตรงพานิช จะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมล็ดแห้ง เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% กิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรนิคมลำตะคอง ปริมาณ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรปากช่อง 5,000 ตัน รวม 15,000 ตัน การดำเนินการเช่นนี้ จะทำให้มีผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่แน่นอน และขายได้ราคาตามที่กำหนด ไม่เกิดปัญหาราคาตกต่ำ และจะใช้โมเดลนี้กับทุกจังหวัดที่มีโรงงานอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดี ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรตากให้แห้ง และทยอยนำออกมาขาย เพื่อให้ขายได้ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั่วประเทศรับซื้อ ขณะเดียวกันจะเร่งหาตลาดส่งออก เช่น ฟิลิปปินส์ ที่เป็นลูกค้าเก่า และศรีลังกา ตลาดใหม่

ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มเติมสำหรับมันสำปะหลัง จะมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้ากลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอล เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้มันสดในประเทศ โดยในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ บริษัท ทรัพย์ทิพย์ เอทานอล จำกัด จะลงนามในเอ็มโอยู เพื่อรับซื้อมันสดจากสหกรณ์การเกษตรด่านขุนทดปีละ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรเทพารักษ์ ปีละ 10,000 ตันเช่นกัน นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงตลาดกับกลุ่มปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม และส่งเสริมการปลูกมันออร์แกนิก รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปมันเป็นสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารเด็ก อาหารผู้สูงวัย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน เพื่อไม่ให้ส่งออกมันเส้นในราคาต่ำเกินจริง หรือไม่ขายตัดราคากันเอง เพราะจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อน จากการถูกกดราคารับซื้อหัวมันสด และยังทำให้ราคาหัวมันตกต่ำ รวมถึงต้องมีมาตรการลงโทษสำหรับคนทำผิดด้วย.
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

ชงกกร.คุมเข้มพ่อค้าพืชไร่ หวังแก้ปมราคาข้าวโพดดิ่ง

ชงกกร.คุมเข้มพ่อค้าพืชไร่ หวังแก้ปมราคาข้าวโพดดิ่ง

ชง กกร. 7 ส.ค.นี้ ออกประกาศคุมเข้มพ่อค้าพืชไร่จดทะเบียนแจ้งปริมาณสถานที่จัดเก็บ หลังเกษตรกรร้องเรียนราคาผลผลิตตกต่ำ ด้านสมาคมพ่อค้าพืชไร่รับสนองมาตรการของภาครัฐ ขีดเส้น 3 เดือนหากราคาข้าวโพดไม่ปรับขึ้น รัฐควรทบทวนมาตรการใหม่

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธาน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 เพื่อออกประกาศตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้ค้า และผู้ประกอบการค้าพืชไร่ เช่น ลานมันลานเทปาล์มน้ำมัน และผู้รับซื้อข้าวโพด ให้แจ้งปริมาณ และสถานที่จัดเก็บเพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามดูแลผู้ที่อยู่ในระบบการซื้อขายตามบัญชีที่เกิดขึ้นได้

“ที่ผ่านมามีเกษตรกรร้องเรียนว่าไม่ได้รับราคาที่เหมาะสมตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น คุมราค่าปลายทาง แต่เกษตรกรต้นทางขายได้ราคาต่ำ เกิดคำถามว่า แล้วกลางทางได้เท่าไร น่าจะดูแลกลางทางด้วย เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดูแลเกษตรกร ต่อไปหากไม่แจ้งก็จะมีความผิดตามกฎหมายราคาสินค้าฯ” นางนันทวัลย์กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า กรณีที่มีการกำหนดราคาแนะนำที่รับซื้อแล้ว โรงงานอาหารสัตว์ไม่รับซื้อ โดยอ้างว่าเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์เกี่ยวกับการใช้ที่ดินที่ถูกกฎหมาย ทำให้เกษตรกรกว่า 40-50% ไม่สามารถจำหน่ายข้าวโพดให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้นั้น นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลอยู่แล้ว โดยมีการแบ่งโซนพื้นที่ อาจจะมีการผ่อนปรนให้กับบางพื้นที่ หรือบางพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำที่จะต้องดูแลรักษาผืนป่าต้นน้ำ

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมยินดีให้ความร่วมมือและจะประชาสัมพันธ์ให้พ่อค้ารายงานตามที่กรมการค้าภายในออกประกาศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการซื้อ-ขายสินค้ากับเกษตรกรได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าพืชไร่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมเชื่อมั่นว่าพ่อค้าพืชไร่จะไม่โกงเกษตรกรผู้ปลูก เพราะต้องอาศัยและพึ่งพากันและกันมาตลอด ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากผู้ซื้อคนสุดท้าย ทั้งที่เป็นผู้ใช้และผู้ส่งออกที่มีต่างชาติเป็นนอมินีเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ ที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบด้วยการซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกหลากชนิดและคุณภาพต่ำมาใช้แทนสินค้าข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม หากเวลาผ่านไปประมาณ 3 เดือนแล้วเกษตรกรยังเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ อยากขอให้หน่วยงานราชการพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขตรงนี้ เพราะอาจเป็นการแก้ไม่ถูกจุด โดยสมาคมการค้าพืชไร่ ขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์นำมันเส้นบรรจุไว้ในรายการที่โรงงานอาหารสัตว์ต้องซื้อ 3 ส่วน ให้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน แบบเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเสนอให้ควบคุม DDGs เหมือนข้าวสาลี

แนวโน้มสถานการณ์การตลาดในช่วงนี้ได้รับแรงกดดันจากการตรวจสอบข้าวโพดตามชายแดน และการนำเข้าข้าวสาลี ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มอ่อนตัวไปตามสภาวะ ปริมาณที่ออกสู่ตลาด ในเดือนสิงหาคมคงจะออกสู่ตลาด 170,000-180,000 ตัน เช่น จังหวัดน่าน พะเยา และแพร่ ส่วนข้าวโพดนำเข้าจากกัมพูชาคงจะลดลงเหลือไม่เกิน 200,000 ตัน เพราะแรงกดดันราชการที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

รายงานข่าวระบุว่า มีการนำเข้าข้าวสาลีมาเพิ่มในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 60,000 ตัน และวันที่ 5 สิงหาคม 2560 อีก 50,000 ตัน รวม 110,000 ตัน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กสิกร ประเมินน้ำท่วมอีสาน เสียหาย 1.57 หมื่นล้าน ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

กสิกร ประเมินน้ำท่วมอีสาน เสียหาย 1.57 หมื่นล้าน ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

วิจัยกสิกร ประเมินน้ำท่วมภาคอีสาน กระทบเศรษฐกิจเสียหายวงกว้างหลายจังหวัด คาดประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ของจีดีพี โดยเฉพาะด้านเกษตร ยิ่งซ้ำเติมคนในพื้นที่ จากราคาพืชผลตกต่ำ…

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินผลกระทบในเบื้องต้นต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากผลของอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเซินกา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก อาทิ สกลนคร มหาสารคาม ศรีสะเกษ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ล่าสุด อาจมีผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยสูญเสียไปประมาณ 15,725 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP โดยแบ่งเป็นด้านเกษตรกรรม มูลค่า 12,375 ล้านบาท, ด้านพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม มูลค่า 2,000 ล้านบาท และการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ มูลค่า 1,350 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวไม่รวมความเสียหายด้านทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ถนน สะพาน เป็นต้น) และยังต้องมีการติดตามระยะเวลาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะ และอาจมีการทบทวนตัวเลขนี้ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งยังต้องติดตามสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนและยังอาจจะมีพายุเพิ่มเติมเข้ามาได้อีกในช่วงเวลาที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขผลกระทบดังกล่าวอาจมีผลไม่มากนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งไม่กระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปัจจุบัน ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.4% ในปี 2560 เนื่องจากภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่ในระดับภูมิภาค จากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อคนในท้องที่ ที่ครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเผชิญความยากลำบากอยู่ก่อนแล้ว จากปัญหารายได้ภาคเกษตร (ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวลดลง เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา) การมีงานทำ รวมทั้งปัญหาในภาคธุรกิจเอสเอ็มอี.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

“พาณิชย์” เผยมีเอกชนแค่รายเดียวยื่นซื้อมันล็อตสุดท้าย 3.4 พันตัน ให้ราคา 2.5 ล้านบาท

“พาณิชย์” เผยมีเอกชนแค่รายเดียวยื่นซื้อมันล็อตสุดท้าย 3.4 พันตัน ให้ราคา 2.5 ล้านบาท

“พาณิชย์” เผยมีแค่รายเดียวที่ให้ราคาสูงสุด ซื้อมันสำปะหลังเป็นการทั่วไปล็อตสุดท้าย 3,449 ตัน มูลค่า 2.5 ล้านบาท ส่วนมันเข้าอุตสาหกรรม 263 ตัน ไม่มีใครซื้อ เตรียมนำผลเสนอประธาน นบมส.อนุมัติ

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 19 ก.ค. 2560 กรมฯ ได้เปิดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนยื่นซองคุณสมบัติผู้เสนอซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในสต๊อกของรัฐบาลปริมาณรวม 3,712.994 ตัน แบ่งเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3,449.620 ตัน และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 263.374 ตัน โดยมีผู้ยื่นซองคุณสมบัติผู้เสนอซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นการทั่วไป จำนวน 2 ราย และทั้งสองรายเป็นผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในเบื้องต้น แต่สำหรับการจำหน่ายเข้าสู่อุตสาหกรรม ไม่มีผู้ยื่นซองคุณสมบัติแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หลังประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ กรมฯ ได้ให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อ และหลังจากครบกำหนดระยะเวลา ปรากฏว่าทั้ง 2 รายได้ยื่นซองเสนอราคา แต่เป็นผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด จำนวน 1 ราย ใน 1 คลัง ปริมาณ 3,449 ตัน มูลค่าที่เสนอซื้อ ประมาณ 2.5 ล้านบาท

“กรมฯ จะนำผลการยื่นซองเสนอราคาซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสูงสุดเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต๊อกของรัฐบาล ก่อนนำเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) พิจารณาอนุมัติ และจะแจ้งยืนยันผลการจำหน่ายให้ผู้ชนะการประมูลทราบตามขั้นตอนต่อไป” นายกีรติกล่าว

ผู้สื่อข่าวว่า การประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการประมูลมันสำปะหลังล็อตสุดท้าย หลังจากที่จัดเก็บมาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2551/2552 และพบว่าคุณภาพได้เสื่อมลง จึงต้องเร่งระบายเพื่อลดภาระการจัดเก็บรักษาที่ตกอยู่เดือนละกว่า 1 แสนบาท โดยเอกชนที่เสนอสูงสุดอยู่ที่ประมาณตันละ 724 บาท หรือเฉลี่ยราคากิโลกรัมละ 72 สตางค์

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

“พาณิชย์” เตรียมออกประกาศ กกร. กำหนดให้พ่อค้าที่ซื้อข้าวโพด มัน ปาล์ม ต้องขึ้นทะเบียน

“พาณิชย์” เตรียมออกประกาศ กกร. กำหนดให้พ่อค้าที่ซื้อข้าวโพด มัน ปาล์ม ต้องขึ้นทะเบียน

กรมการค้าภายในเตรียมเสนอ กกร.ออกประกาศให้พ่อค้าที่รับซื้อข้าวโพด มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ต้องขึ้นทะเบียน พร้อมให้แจ้งที่อยู่ ราคารับซื้อ สถานที่เก็บ และผู้ที่รับซื้อต่อ เพื่อดูแลราคาสินค้าเกษตร ป้องกันไม่ให้เกษตรกรโดนเอาเปรียบ ส่วนการแก้ปัญหามันสำปะหลังราคาตกต่ำ เตรียมใช้ “มหาสารคามโมเดล” ดึงผู้เลี้ยงโคนมโคเนื้อรับซื้อมันเส้นจากเกษตรกร

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ จะเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาออกประกาศ กกร. กำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเกษตร ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมฯ และให้แจ้งสถานที่อยู่ ราคารับซื้อ ปริมาณที่รับซื้อ สถานที่เก็บ และให้แจ้งผลผลิตที่รับซื้อนำไปขายต่อให้ใคร เพื่อที่จะได้ติดตามดูแลราคาสินค้าเกษตรทั้ง 3 รายการได้ครบวงจร และป้องกันไม่ให้เกษตรกรโดนเอารัดเอาเปรียบ คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในต้นเดือน ส.ค. 2560 และมีผลบังคับใช้ทันที

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการซื้อสินค้าเกษตรไม่มาขึ้นทะเบียน จะมีโทษทั้งปรับและจำคุกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละ 2,000 บาท

นางนันทวัลย์กล่าวว่า สำหรับการดูแลราคามันสำปะหลังช่วงปลายฤดูที่ยังมีผลผลิตตกค้างนั้น กรมฯ จะผลักดันให้มีการนำ “มหาสารคามโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมและโคเนื้อ ได้ทำการเชื่อมโยงรับซื้อมันเส้นเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ มาใช้กับเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่อื่นๆ โดยขณะนี้ได้ประสานไปยังองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่ามีแหล่งเลี้ยงวัวที่ไหน ก็จะทำการเชื่อมโยงให้มีการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังมีที่ขายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

ส่วนมาตรการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้กำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวสาลีต้องซื้อข้าวโพดในอัตรา 1 ต่อ 3 ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ได้พิจารณาว่าจะใช้มาตรการนี้ต่อหรือไม่ หรือจะใช้วิธีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลีแทน ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณา โดยส่วนตัวมองว่าการขึ้นภาษีจะทำให้บริหารจัดการได้ง่ายกว่า เพราะผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ที่ใช้อาหารสัตว์จากข้าวสาลีนำเข้าสามารถขอคืนภาษีได้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

‘มาร์ค’ มอบ ‘เกียรติ’ ยื่น 5 ข้อ พณ.แก้วิกฤติมันสำปะหลัง-ข้าวโพดตกต่ำ

‘มาร์ค’ มอบ ‘เกียรติ’ ยื่น 5 ข้อ พณ.แก้วิกฤติมันสำปะหลัง-ข้าวโพดตกต่ำ

“อภิสิทธิ์” แนะ 5 ข้อแก้วิกฤติมันสำปะหลัง-ข้าวโพดตกต่ำ ให้”เกียรติ” นำทีมยื่น รมว.พาณิชย์ ขอทำทันทีแก้ไขได้แน่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.60 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ, นายเกียรติ สิทธีอมร, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค และอดีตส.ส.พรรค 17 คน อาทิ นายเทพไท เสนพงศ์, นายโกวิทย์ ธารณา, นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ร่วมลงชื่อในหนังสือที่ ปชป. ๖๐๙๐๐๐๘๓/๒๕๖๐ สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ 19 ก.ค. 2560 เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังและข้าวโพด เพื่อยื่นต่อ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ สรุปใจความว่า อดีตส.ส.พรรคที่มีชื่อหนังสือท้ายฉบับนี้ ได้ร่วมปรึกษากับตัวแทนสมาคมฯและเกษตรกรหลายกลุ่ม ถึงวิกฤติราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวน 5 แสนกว่าครอบครัว และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพราะเป็นสินค้าเกษตรหลักที่เพาะปลูกทั่วประเทศ และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

จึงมีข้อเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติราคามันสำปะหลังตกต่ำและรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังให้มีความยั่งยืน โดยสามารทำได้ทันที คือ

1.เนื่องจากข้าวสาลีเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต และต้องมำตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าตามประกาศ พ.ศ.2559 ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนปริมาณ และอัตราภาษีนำเข้าของข้าวสาลีให้เหมาะสม เพราะการลดภาษีการนำเข้าข้าวสาลีทุกประเภทให้เป็นศูนย์นั้น ทำให้ปริมาณนำเข้าข้าวสาลีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังและข้าวโพดโดยรวม และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง

2.ให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบราคาข้าวสาลีที่นำเข้าจากต่างประเทศว่า มีโครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ มีการอุดหนุนจากประเทศผู้ส่งออกที่ขัดต่อข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก หรือสนธิสัญญาอื่นๆ หรือไม่ และกระทรวงพาณิชย์ควรชี้แจงวัตถุประสงค์ของประกาศ พ.ศ. 2559 ข้อ 5.1 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าวสาลีว่าการนำเข้าข้าวสาลีนั้น ต้องใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ในกิจการของผู้ขออนุญาตเท่านั้น มิใช่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อขายเชิงพาณิชย์หรือไม่ อย่างไร

3.มีการนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพดและกากข้าวโพดคุณภาพต่ำ ในราคาที่ต่ำจำนวนมาก ทำให้ราคามันสำปะหลังและข้าวโพดในประเทศ ตกต่ำลงอย่างมาก จึงควรกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าทางการเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำผลผลิตวัตถุดิบคุณภาพต่ำ มาคละปนกับผลผลิตในประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยโดนเอาเปรียบ กดราคาอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ควรมีเป้าหมายการพัฒนาจนถึงระดับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และเหมาะสม (Good Agriculture Practices) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยเร็ว

4.แก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพดและกากข้าวโพดที่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจังและให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศอย่างรุนแรง และทำให้มาตรฐานคุณภาพผลผลิตในประเทศโดยรวมถดถอยลง กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร

5.ให้กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลการซื้อขายมันสำปะหลังและข้าวโพด มิให้เกิดพฤติกรรมการเอารัดเอาเปรียบโดยพ่อค้าคนกลางทั้งในประเทศและจากต่างประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูง ใช้สัญญาหรือเงื่อนไขในการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม กดดันให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพดขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น รวมทั้งตรวจสอบอย่างจริงจังในเรื่องของส่วนต่างราคาส่งออกเปรียบเทียบกับราคาที่ซื้อขายในประเทศ ราคาที่รับซื้อโดยโรงงานและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร เพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่ของการผลิต ทั้งนี้ขอให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขปัญหาวิกฤติราคาตกต่ำของมันสำปะหลังและข้าวโพดและทำให้ราคามันสำปะหลังและข้าวโพดมีเสถียรภาพต่อไป โดยนายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้ นายเกียรติ นำคณะอดีต ส.ส.ไปยื่นหนังสือดังกล่าวต่อ รมว.พาณิชย์

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

จับตา! สินค้าเกษตรร่วงยกแผง รัฐเอาไม่อยู่-ทุบกำลังซื้อ

จับตา! สินค้าเกษตรร่วงยกแผง รัฐเอาไม่อยู่-ทุบกำลังซื้อ

จับตาราคาสินค้าเกษตรดิ่งเหว ทั้งข้าว-มันสำปะหลัง-ยางพารา-ข้าวโพด-ผลไม้ ทุบกำลังซื้อรากหญ้าไตรมาส 3 วูบ ชาวสวน-ชาวไร่ โอดรัฐบาล “หมดมุข” เอาแต่อัดมาตรการเดิม ๆ เหมือนให้ยาแก้ปวด ไม่แก้ปัญหาตรงจุด ทั้งการลักลอบนำเข้ามันเส้นแนวชายแดน นอมินีจีนสวมรอยตัดราคา เปิดนำเข้าข้าวสาลีกดราคาข้าวโพด ปาล์มสต๊อกล้น โรงสีมีปัญหาสินเชื่อยางถูกลอยแพ มังคุดราคาดิ่งเหว ทำรายได้เกษตรกรหดลงต่อเนื่อง

แม้ว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สคก.) จะเผยแพร่รายงาน 6 เดือนแรกของปีนี้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นก็ตาม สวนทางกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังต่อไตรมาส 1/2561 ต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว-มันสำปะหลัง-ข้าวโพด-ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ตามฤดูกาล ส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มรากหญ้าโดยตรง

ขณะที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ “ล่วงหน้า” แต่เลือกที่จะใช้วิธีรอจนเกิดวิกฤตการณ์ด้านราคาเกิดขึ้นแล้ว จึงเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แถมมาตรการที่รัฐนำออกมาใช้ก็เป็นมาตรการเดิม ๆ การต่ออายุโครงการเดิม ๆ ซึ่งถูกพิสูจน์ในครอปที่ผ่านมาแล้วว่า ใช้ไม่ได้ผล

ข้าวผันผวนหนัก

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ขณะนี้ได้ลดลงเหลือตันละ 8,000 บาท หลังจากที่ปรับขึ้นมาเพียง 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชาวนา “ยังต้องลุ้น” ต่อไปว่า

ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2560 รอบที่ 2 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีราคาลดลงต่อเนื่องหรือไม่ (ผลผลิตใกล้เคียงกับปี 2559) โดยเป็นที่น่าสงสัยก่อนหน้านี้ ผู้ส่งออกข้าวได้ออกมาแถลงราคาส่งออกข้าวปรับตัวสูงขึ้น 20-30% สวนทางกับราคาข้าวเปลือกในประเทศ ทำให้ “ราคาข้าวขึ้นไปในระยะสั้น ๆ แล้วก็ปรับลดลงมา”

ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ประกาศออกมา ส่วนใหญ่ใช้มาตรการเช่นเดียวกับปี 2559/2560 โดยมุ่งชะลอการขายข้าวด้วยการให้เก็บไว้ในยุ้งฉาง (มาตรการจำนำยุ้งฉางของ ธกส.) แต่ชาวนาอยากจะให้รัฐบาลช่วยประกาศราคาขั้นต่ำที่จะซื้อข้าวเปลือกให้ทราบล่วงหน้า ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีจะออก จะได้ไม่ไปขายราคาต่ำ แหล่งข่าวจากโรงสีข้าวยอมรับว่า ราคาข้าวที่ปรับตัวลดลงในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ปรับตัวลงไปตันละ 1,000-2,000 บาท โดยข้าวเปลือกที่เคยขึ้นไปตันละ 9,500 บาท ลดเหลือ 8,100 บาท ส่วนราคาข้าวสารจากตันละ 14,000 บาท ลดลงเหลือ 12,000 บาท สาเหตุสำคัญมาจากผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ไปขายตัดราคากันเอง ทั้งได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานขนข้าว ทำให้ส่งมอบข้าวล่าช้า และปริมาณฝนที่ตกลงมามากในช่วงนี้ ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง จึงส่งผลกระทบทำให้ราคาข้าวปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

“โรงสีข้าวก็ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากถูกธนาคารจำกัดวงเงินให้สินเชื่อ เรื่องนี้ร้องเรียนไปยังรัฐบาลแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข” ล่าสุด ในที่ประชุมรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบ โครงการปรับลดพื้นที่ปลูกพืชให้เหมาะสมภายแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/2561 จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 1,296.53 ล้านบาท เป้าหมาย 700,000 ไร่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ จากก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือในการทำการตลาดข้าวอินทรีย์

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการดูแลเสถียรภาพราคาข้าวว่า “ตอนนี้กำลังติดตามสถานการณ์ราคาข้าวอย่างใกล้ชิด” จากช่วงก่อนหน้าที่ราคาข้าวปรับสูงขึ้น แต่ต้องหารือภายใน นบข. ก่อนว่า จะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรสำหรับข้าวทั่วไป ส่วนโรงสีจะใช้โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่ผ่าน นบข. การชะลอขายในยุ้งฉางก็คงเดิม

ไร่มันฮือราคาร่วงเหลือ 90 สต.

นายราศี ไผ่สะอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ทำหนังสือร้องเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาราคาหัวมันสดตกต่ำภายใน 30 วัน โดยหัวมันในพื้นที่อีสานตอนบน ขายกันอยู่เพียง กก.ละ 0.90-1.10 บาทเท่านั้น ถ้ารัฐบาลยังไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลือก็จะกระทบกับผลผลิตมันสำปะหลังในฤดูกาล 2560/2561 แน่นอน

“ราคามันสำปะหลังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2559 ทั้ง ๆ ที่ปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังมี 42 ล้านตัน หรือเกินกว่าผลผลิตที่ไทยผลิตได้ ประมาณ 31 ล้านตัน จนต้องนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ปีละ 4 ล้านตัน แต่กลับเกิดปัญหาราคาปรับตัวลดลง จากสาเหตุสำคัญมีผู้ส่งออกมันเส้นที่เป็นนอมินีของบริษัทจีนเข้าไปแข่งขันขายมันเส้นในราคาต่ำแล้วมากดราคารับซื้อภายในประเทศ ยกตัวอย่าง ราคา FOB เคยสูงถึง 195 เหรียญ แต่ขณะนี้เหลือเพียง 141-144 เหรียญ หรือเท่ากับว่าขายมันเส้นได้ราคาแค่ กก.ละ 4.50 บาท จากที่เคยขายได้ 6.20 บาท เมื่อคิดทอนเป็นราคาหัวมันเหลือ กก.ละ 1.10-1.20 บาท เกษตรกรขาดทุนจากต้นทุนการเพาะปลูก กก.ละ 1.90 บาท รวมค่าขนส่ง-ค่าขุดจะมีต้นทุนสูง กก.ละ 2.40 บาท” นายราศีกล่าว

ดังนั้น สมาคมชาวไร่มันฯจึงยื่นข้อเสนอ 6 ข้อ ให้รัฐบาล ได้แก่ 1) ขอให้ยกเลิกการนำเข้าข้าวสาลี 2) ขอให้เพิ่มสัดส่วนการผลิตเอทานอลจากมันเส้นจาก 34% เป็น 50% 3) ขอให้ยกเลิกการใช้เบนซิน 91 และเพิ่มการใช้ อี 20 4) ขอให้ควบคุมการนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และควบคุมการส่งออกมันเส้นโดยบริษัทจีนที่ไปขายราคาต่ำ 5) ควรมีการขึ้นทะเบียนและติดตามสถานการณ์ส่งออก และ 6) กำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร โดยคำนวณจากราคาที่ควรจะขายมันเส้นเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ให้กับประเทศจีน

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เห็นชอบ 14 มาตรการดูแลชาวไร่มันสำปะหลัง วงเงิน 616 ล้านบาท แต่ “มาตรการเหล่านี้เกษตรกรยังไม่ได้ประโยชน์” ด้าน นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เตรียมประกาศเพิ่มมาตรการการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการให้ผู้ประกอบการนำเข้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์การนำเข้า

สต๊อกปาล์มล้น 4.5 แสนตัน

ด้านมาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 90 ล้านลิตร (หรือคิดเป็นผลปาล์มประมาณ 7.6 ล้านตัน) จากเดิมที่สต๊อก 50 ล้านลิตร เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากตลาดจากปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด 11.7 ล้านตันนั้น ปรากฏสถานการณ์ราคาผลปาล์มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่มาจากการกำหนดมาตรการข้างต้น เพราะผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถสต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นได้ แต่เป็นเพราะปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดลดลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าห่วงก็คือ ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ยังคงค้างอยู่ในประเทศในเดือนมิถุนายน น่าจะมีมากถึง 454,070 ตัน หรือสูงกว่าปริมาณสต๊อกเพื่อความปลอดภัยที่กำหนดไว้ ประมาณ 200,000 ตัน ในขณะที่สามารถส่งออกได้เพียง 4,632 ตัน ตรงนี้จะ “กดดัน” ราคาผลปาล์มในครอปหน้า

ด้านนายบุญรักษ์ อุ่นยวง กรรมการผู้จัดการ บริษัทเพื่อกระบี่ปาล์มออยล์ กล่าวว่า ตอนนี้ราคาปาล์มลดลงเหลือ 3.5 บาท เนื่องจากปัจจัยนโยบายนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบรัฐบาล ทำให้โรงสกัดกดราคารับซื้อปาล์มทะลายจากเกษตรกรที่อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาเดิม ๆ เหมือนทุกปีที่ผ่านมา

P600719-02

ข้าวสาลีทุบราคาข้าวโพดดิ่ง

นายทรงศัก ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวถึงราคาข้าวโพดที่ตกต่ำลงมาว่า มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (มาตรการ 3 ต่อ 1) โดยให้ซื้อราคา กก.ละ 8 บาทนั้น แม้จริงแล้วเกษตรกรขายได้ราคาแค่ กก.ละ 7.20-7.70 บาท/กก.เท่านั้น หรือไม่ถึง 8 บาท เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์ใช้มาตรฐานจัดเกรดข้าวโพด จนกระทั่งตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2560 ราคาข้าวโพดหน้าโรงงานปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ กก.ละ 8.50 บาท

ดังนั้น สมาคมการค้าพืชไร่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการเพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยขอให้เพิ่มมาตรการทางภาษีนำเข้าข้าวสาลี-DDGS (กากข้าวโพด)-รำข้าวสาลี-ปลายข้าวสาลี ในอัตราที่เคยใช้ก่อนมีการปรับลดภาษีนำเข้ามาเป็น 0% ในปัจจุบัน

สถาบันชาวสวนยางขาดทุนยับ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ราคายางพาราทุกชนิดทั้งน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันตกต่ำและผันผวนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะราคาน้ำยางสด (ท้องถิ่น) ที่ลดลงใกล้จะถึง 3 กก. 100 บาท (37-39 บาท/กก.) ส่วนยางแผ่นดิบในบางวันลดลงมาอยู่ที่ 47-48 บาท/กก., ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52-53 บาท/กก. ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีมาตรการใหม่ ๆ ออกมา เพียงแต่ใช้ “ต่ออายุ” มาตรการเดิม อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกร, โครงการสร้างความเข้มแข้งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคายางได้

นายสมพร ศรียวง ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนชาวสวนยางบ้านพรุนายขาว จำกัด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงขณะนี้ ผู้ประกอบการยาง-กลุ่มเกษตรกร-สหกรณ์-วิสาหกิจชุมชน ประสบภาวะขาดทุนจากราคายางพาราที่ตกต่ำและผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากรับซื้อจากสมาชิกในราคาที่สูงแล้วขายออกได้ราคาต่ำ

โดยกลุ่มยางขนาดใหญ่ขาดทุนแห่งละ 2-3 ล้านบาท ส่วนกลุ่มยางขนาดเล็กขาดทุนกว่า 1 ล้านบาท ขณะเดียวกันหลายกลุ่มก็กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อยางในฤดูกาลนี้ สำหรับจังหวัดพัทลุงมีกลุ่มยางไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง ขาดทุนแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท

สอดคล้องกับ นายชำนาญ เมฆตรง ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) กล่าวว่า สมาชิกของ ชสยท. ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ จะมีกำไรและขาดทุนในบางช่วงโดยเฉพาะปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา กลุ่มสถาบันเกษตรกรยางยังประสบภาวะขาดทุนอยู่

มังคุดราคาดิ่งเหว

นายธานินทร์ ยิ่งสกุล เกษตรกรบ้านหนองแฟบ จ.ตราด กล่าวว่า ราคามังคุดลดลงมากในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยล้งรับซื้อมังคุดคละกิโลกรัมละ 8-10 บาท ซึ่งราคานี้ชาวสวนอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าเก็บสูงถึง 5-6 บาท/กก. จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐช่วยหาตลาดระบายผลผลิต หรือมีห้องเย็นให้เก็บชะลอไม่ให้มังคุดล้นตลาดเพื่อจะได้ดึงราคาขึ้น

เช่นเดียวกับ นายบรรจบ สงัดศรี ชาวสวนมังคุดจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ขณะนี้ราคามังคุดหน้าสวนอยู่ที่ 5-7 บาท/กก. ราคาจำหน่ายที่ตลาด 12-13 บาท/กก.เท่านั้น ถือว่าเป็นราคาต่ำที่สุดเท่าที่เคยทำสวนมา โดยเมื่อ 2 ปีก่อนราคาขึ้นสูงสุดถึง 130 บาท/กก.

ยาง-ปาล์มฉุดเชื่อมั่น ศก.ใต้

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เดือนมิถุนายนว่า ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม เนื่องมาจากความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมันและยางพาราที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยราคายางพาราเดือนมิถุนายนปรับตัวลง 14 บาท/กก. ส่งผลให้รายได้ลดลง การจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัวและลดลง

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ครม.ตั้ง ‘นันทวัลย์ ศกุนตนาค’ ขึ้นเป็นปลัดพาณิชย์หญิง คนที่ 5

ครม.ตั้ง ‘นันทวัลย์ ศกุนตนาค’ ขึ้นเป็นปลัดพาณิชย์หญิง คนที่ 5

ครม.อนุมัติ แต่งตั้ง “นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีผล 1 ต.ค. ถือเป็นผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงพาณิชย์เป็นคนที่ 5 ติดต่อกัน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 มีมติแต่งตั้งให้นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ แทน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2560 โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยนางนันทวัลย์ ถือเป็นผู้หญิงคนที่ 5 ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงพาณิชย์ นับจากนางวัชรี วิมุกตายน ซึ่งเป็นปลัดหญิงคนแรก ต่อด้วยนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร และน.ส.วิบูลย์ลักษณ์

สำหรับนางนันทวัลย์ จบการศึกษาปริญญาตรีบัญชีบัณฑิต (การเงินและการธนาคาร) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท MBA ด้านการตลาด และด้านธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐฯ เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2526 ที่กรมพาณิชย์สัมพันธ์ (ปัจจุบัน คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ), ปี 2537 เป็นผู้อำนวยการกองการตลาดต่างประเทศ 2 กรมส่งเสริมการส่งออก, ปี 2541 ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี, ปี 2544 เป็นผู้เชี่ยวพิเศษด้านการส่งเสริมการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก

จากนั้นปี 2545 เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก,
ปี 2546 เป็นรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ,
ปี 2550 ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นที่ปรึกษาการพาณิชย์ และผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์,
ปี 2551 เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์,
ปี 2552 เป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ,
ปี 2553 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก,
ปี 2555 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ,
ปี 2555 เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์,
ปี 2556 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ,
ปี 2558 เป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
และปี 2559-ปัจจุบัน เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน
และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

Recent Posts