เอกชน 31 รายแห่ประมูลมันเส้นเสื่อม

เอกชน 31 รายแห่ประมูลมันเส้นเสื่อม

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน กรมการค้าต่างประเทศได้เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นซองเสนอราคาประมูลมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งเป็นล็อตสุดท้ายที่เก็บสต๊อกคงค้างมาตั้งแต่โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2551/2552 จนถึงปี 2555/2556 ปริมาณรวม 344,554.444 ตัน ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์เป็นประธาน

ทั้งนี้ ในการประมูลแยกเป็น 2 ส่วน คือ การประมูลมันสำปะหลังสู่ภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2559 มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 24 ราย จากที่ผ่านคุณสมบัติ 30 ราย คิดเป็นปริมาณเสนอซื้อ 216,000 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด 226,745 ตัน โดยให้ราคาเสนอซื้อต่ำสุดที่ กก.ละ 0.10 บาท สูงสุด กก.ละ 1.60 บาท และการประมูลเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2559 มีผู้ยื่นเสนอราคา 5 ราย จากที่ผ่านคุณสมบัติ 11 ราย คิดเป็นปริมาณ 28,000 ตัน จากทั้งหมดที่เปิดประมูลปริมาณ 117,809 ตัน โดยราคาที่เสนอซื้อราคา กก.ละ 1.20-2.00 บาท ซึ่งหลังจากนี้ผู้เสนอราคาสูงสุดในแต่ละคลังยังอยู่ระหว่างการให้ราคาเพิ่มได้อีกครั้ง จนกว่าจะมีผู้ชนะด้วยราคาสูงสุด

“การประมูลครั้งนี้มีผู้เสนอซื้อคึกคักเป็นที่น่าพอ หลังจากนี้จะสรุปราคาที่เสนอซื้อ และในวันที่ 15 กันยายนนี้ คณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต๊อกของรัฐบาล จะประชุมเพื่อกำหนดราคาฟลอไพรซ์ ซึ่งจะพิจารณาจากราคาตลาดย้อนหลัง 15 วัน และหักค่าเสื่อมราคาของมันสำปะหลังในแต่ละปี จากนั้นจะนำผลสรุปเสนอประธานนบมส. จะพิจารณา หากเปรียบเทียบแล้วราคาเสนอซื้อต่ำกว่าราคาฟลอไพรซ์ แต่หากเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาแล้วมากกว่าก็อาจจะขายก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาขายขึ้นอยู่กับระดับนโยบาย”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

กรมการค้าภายใน เตรียมหารือธนาคารพาณิชย์ หามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแป้งมัน-ลานมัน

กรมการค้าภายใน เตรียมหารือธนาคารพาณิชย์ หามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแป้งมัน-ลานมัน

กรมการค้าภายใน เตรียมหารือธนาคารพาณิชย์ หามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแป้งมัน ลานมัน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการแก๊สโซฮอล์ ในการดูดซับปริมาณแป้งมันออกจาดตลาด ขณะที่ ขอความร่วมมือ สคร. ต่างประเทศ จัดเจรจาการค้ามันสำปะหลัง

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเตรียมหารือธนาคารพาณิชย์ ในการหามาตรการช่วยเหลือ เรื่องของวงเงินสินเชื้อ รวมถึงมาตรการชดเชยดอกเบี้ย ให้กับผู้ประกอบการแป้งมันสำปะหลัง ลานมัน เพื่อส่งเสริมเรื่องของสภาพคล่องในการดำเนินการ เนื่องจากได้มีการรับซื้อมันสำปะหลังเข้ามาเก็บไว้ในสต๊อกเป็นจำนวนมาก อยากในการจัดการ อีกทั้ง ขอความร่วมมือผู้ประกอบการแก๊สโซฮอล์ ในการรับซื้อแผ้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น ในการดูดซับแป้งมันสำปะหลังในตลาด เบื้องต้นผู้ประกอบการได้ที่จะดูดซับปริมาณแป้งมันสำปะหลังในตลาด

อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการสิ้นเชื้อและการชดเชยดอกเบี้ย คงต้องหารือกับทางธนาคารว่าจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง หากต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลก็อาจจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป นอกจากนี้การขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ เรื่องของกฎหมายหลักประกันธุรกิจ ก็จะเป็นช่องทางหนึ่งให้ผู้ประกอบการนำมันสำปะลหลังเป็นหลักประกันในการขยายวงเงินได้อีกช่องทางในการเพิ่มสภาพคล่อง

ส่วนกรณีขอความร่วมมือผู้ประกอบการแก๊สโซฮอล์ในการดูดูซับปริมาณแป้งมันในตลาด เบื้องต้นผู้ประกอบการรับที่จะช่วยเหลือ เพราะปัจจุบันกำลังการผลิตเพียง 50% เท่านั้น ซึ่งยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น ซึ่งก็คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งนี้ มาตรการที่หารือเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ ครม. เห็นชอบไปก่อนหน้านี้ สำหรับมาตรการที่ ครม. ได้อนุมัติแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังแบบครบวงจร ปี 2559/60 จำนวน 4 โครงการ ก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย 1.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 3% ต่อปี รายละไม่เกิน 80,000 บาท คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วม 310,000 ราย

2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกด้วยระบบน้ำหยด โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส. ) คิดอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี 3. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่ม และ4.โครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตและแปรรูปมันสำปะหลัง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดูซับมันสำปะหลังออกจากตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกมากในช่วงเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 ที่คาดว่าจะออกมาปริมาณ 5-6 ล้านตัน จากผลผลิตทั้งปี 2559 อยู่ที่ 32 ล้านตัน และจะออกมากสุดในช่วง มกราคม-เมษายน 2560 ปริมาณ 20 ล้านตัน

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคามันสำปะหลังที่ตกลงมาในขณะนี้ เป็นผลกระทบมาจากปัจจัยเรื่องของภัยแล้งกระทบยต่อเชื้อแป้งลดลง การลดการนำเข้ามันสำปะหลังของจีน และการกดราคาแป้งมันในตลาดโลก จากปี 2558 จากที่มีการขายอยู่ในตลาดโลกอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปี 2559 ลดลงมาอยู่ที่ 200-300 เหรียญสหสรัฐต่อตัน ส่งผลต่อราคามันสำปะหลังภายในประเทศอย่างมาก ดังนั้น เพื่อแก้ไขราคาตกนอกจากมาตรการในการช่วยเหลือภายในประเทศแล้ว

สำหรับมาตการด้านต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ก็จะหาตลาดอื่นๆเพิ่มขึ้น เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และยุโรป เพื่อส่งออกมันเส้น แป้งมันไปในตลาดดังกล่าวให้มากขึ้น อีกทั้ง ยังหารือร่วมกับทูตพาณิชย์ ที่เป็นประเทศผู้ใช้มัน เพื่อดึงผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาร่วมงานจับคู่เจรจาธุรกิจกับโรงแป้งของไทยด้วย อีกทั้ง จะขยายความต้องการใช้มันสำปะหลังในประเทศ โดยการนำมันสำปะหลังมาแปรรูปเป็นผลิตภันฑ์อื่นๆเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น การทำขนมจากมันสำปะหลัง ลูกชิ้น ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น การผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง

ส่วนราคามันขณะนี้ หัวมันสด ความชื้น 25% อยู่ที่ 1.7-2 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าราคาในปีก่อนที่ราคาอยู่ที่ 2.30 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ ราคามันสดคุณภาพไม่ตรงมาตรฐานราคายู่ที่ 1.21 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากราคาเดิมเดือนที่แล้วที่มีราคา 1.25 บาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

เปิดประมูลมันสำปะหลัง 3.44 แสนตัน โละสต๊อกรัฐบาลลดภาระค่าจัดเก็บ

เปิดประมูลมันสำปะหลัง 3.44 แสนตัน โละสต๊อกรัฐบาลลดภาระค่าจัดเก็บ

พาณิชย์ เปิดประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาล 3.44 แสนตัน ครั้งแรกในปี 2559 หวังลดภาระจัดเก็บเดือนละ 50 ล้านบาท เปิดซองเคาะราคา 13 กันยายนนี้ ยืนยันไม่กระทบตลาด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต๊อกของรัฐบาล เปิดเผยว่า กรมได้ทำการเปิดประมูลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในสต๊อกของรัฐบาล รวมทั้งสิ้น 344,554 ตัน โดยแบ่งเป็นระบายเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2559 ปริมาณ 117,809 ตัน และระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2559 ปริมาณ 226,745 ตัน ซึ่งเป็นมันสำปะหลังจากโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2551/52 2554/55 และ 2555/56 ใน 59 คลัง 16 จังหวัด

โดยจะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าดูคลังในวันที่ 1-8 กันยายนและให้ยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ ในวันที่ 9 กันยายน และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อและเปิดซองเสนอราคาซื้อวันที่ 13 กันยายน ซึ่งการประมูลรอบนี้มีเงื่อนไขกำหนดราคาขั้นต่ำ เช่นเดียวกับการประมูลข้าว และเปิดกว้างให้ คนทั่วไป นิติบุคคล รัฐวิสาหกิจสถาบันเกษตรกรที่ประกอบกิจการค้ามันสำปะหลังหรือผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหรือสินค้าเกษตรเข้าร่วม ทั้งนี้ผู้ประมูลมันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมจะต้องแจ้งวัตถุประสงค์และประเภทอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้และรับรองว่าจะไม่นำเข้าสู่ตลาดและการค้าปกติ โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะเข้ามาดูแลและควบคุมหลังการระบาย

“การระบายมันสำปะหลังในช่วงนี้จะเป็นมันเส้นทั้งหมด และมันสำปะหลังที่ระบายสู่อุตสาหกรรม จะไม่เข้าสู่การบริโภคของคนและสัตว์ แต่จะไปยังภาคอุตสาหกรรม เช่น เชื้อเพลิงและปุ๋ย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการระบายมันสำปะหลังช่วงนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดมันสำปะหลัง เพราะไม่ได้เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด และจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนพฤศจิกายน อีกทั้งยังหวังว่าการระบายมันสำปะหลังครั้งนี้จะช่วยลดภาระการจัดเก็บมันสำปะหลังของรัฐที่ต้องมีภาระจ่ายเดือนละ 50 ล้านบาท เพราะมันสำปะหลังทั้งหมดที่นำออกมาจำหน่ายจะเป็นการโละสต๊อกมันทั้งหมดในสต๊อกรัฐ จึงหวังว่าการเปิดประมูลรอบนี้จะสามารถระบายมันสำปะหลังได้หมด”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังในเดือนกันยายนราคาหัวมันสดราคาอยู่ที่ 1.20-1.30 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งราคาลดลงจาก 1.40 บาทต่อกก.ในเดือนสิงหาคม ส่วนราคามันเส้นขณะนี้ราคา5.60-5.90 บาทต่อกก. ส่วนการส่งออกมันสำปะหลังนั้น ยังคงส่งออกได้ปกติ แม้จะได้รับผลกระทบจากกรณีที่จีนลดการนำเข้ามันสำปะหลังเพราะหันไปใช้ข้าวโพดทดแทนบ้าง แต่ก็กระทบไม่มาก

โดยในปี 2558 ไทยส่งออกมันสำปะหลังประมาณ 11.6 ล้านตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปจีน 7 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในการดูแลมันสำปะหลังในช่วงที่มันสำปะหลังจะออกสู่ตลาดนั้นกรมได้หาตลาดเพิ่มเติมรองรับผลผลิตมันสำปะหลังล๊อตใหม่ที่จะออก และในเดือนกันยายนนี้จะนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไปขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น

สำหรับการชี้แจงรายละเอียดการเปิดประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐครั้งนี้มีผู้ประกอบกิจการค้ามันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ให้ความสนใจรับฟังประมาณ 20 กว่าราย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

พาณิชย์ เปิดระบายมันสำปะหลัง 3.44 แสนตัน ชี้แจงทีโออาร์ 5 ก.ย.นี้

พาณิชย์ เปิดระบายมันสำปะหลัง 3.44 แสนตัน ชี้แจงทีโออาร์ 5 ก.ย.นี้

พาณิชย์ เตรียมเปิดระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสต็อกรัฐ ครั้งที่ 1 ปี 59 รวม 3.44 แสนตัน นัดชี้แจงทีโออาร์ 5 ก.ย.นี้ ก่อนเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติ 9 ก.ย. ยื่นซองเสนอราคา 13 ก.ย.

วันที่ 2 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป และเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/59 รวม 344,554 ตัน แบ่งเป็น การประมูลทั่วไป 117,809 ตัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากโครงการแทรกแซงราคาปี 54/55 และปี 55/56 และเข้าสู่อุตสาหกรรม อีก 226,745 ตัน จากโครงการแทรกแซงราคาปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 โดยจะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 9 ก.ย.59

ส่วนวันที่ 13 ก.ย. จะประกาศผลผู้ผ่านคุณสมบัติ พร้อมกับเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในช่วงเช้า และเปิดซองราคาช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม จะเปิดชี้แจงทีโออาร์วันที่ 5 ก.ย.นี้ ที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดีกว่าปล่อยให้เน่า! ชาวไร่นครสวรรค์ ลุยน้ำท่วมถอนมันสำปะหลังขาย

ดีกว่าปล่อยให้เน่า! ชาวไร่นครสวรรค์ ลุยน้ำท่วมถอนมันสำปะหลังขาย

น้ำจากเทือกเขาแม่วงก์ ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษรใน อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ เจ้าของไร่มันต้องจ้างคนงานมาลุยน้ำถอนมันสำปะหลัง ได้บ้างยังดีกว่าปล่อยให่แช่น้ำจนเน่า บอกพ่อให้ราคาจากตันละ 2 พันกว่า เหลือแค่พันเดียว

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเกษตรกร หมู่ที่ 6 ต.บ้านไร่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ จำนวนมาก ต้องลุยน้ำถอนหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขาย หลังจากเมื่อ 3 วันก่อนได้เกิดน้ำป่าจากเทือกเขาแม่วงก์ไหลบ่าเข้าท่วมขังในพื้นที่ จนมันสำปะหลังเริ่มได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

จากการเปิดเผยของ นายณัฐพล บัวสะอาด เกษตรกรในพื้นที่ บอกว่า น้ำป่าที่ท่วมขังในขณะนี้ไม่สามารถระบายออกจากไร่มันได้ เนื่องจากคลองสาธารณะยังมีน้ำในปริมาณมาก ล่าสุดน้ำที่ท่วมขังทำให้มันสำปะหลังจมน้ำเสียหายไปกว่าครึ่ง จึงต้องเร่งว่าจ้างคนงานมาลุยน้ำถอนต้นมัน ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว และนำไปขายเพื่อให้ได้ทุนคืนกลับมาบ้าง

ส่วนราคานั้นถูกทางพ่อค้าหักราคาไปกว่าครึ่งเช่นเดียวกัน อ้างว่ามันสำปะหลังจมน้ำเริ่มเน่าเสีย ไม่มีคุณภาพ โดยจะรับซื้อในราคาเพียงตันละหนึ่งพันบาทเท่านั้น จากราคาปกติจะขายได้ราคาตันละกว่า 2 พันบาท ในขณะที่มีเกษตรกรจำนวนมากต้องปล่อยให้ไร่มันจมน้ำเน่าเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถถอนหัวมันขึ้นมาขายได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ครม.อนุมัติ 4 โครงการอุ้มผู้ปลูกมันฯ ไฟเขียว ธกส.ปล่อยสินเชื่อ

ครม.อนุมัติ 4 โครงการอุ้มผู้ปลูกมันฯ ไฟเขียว ธกส.ปล่อยสินเชื่อ

ครม.อนุมัติ 4 โครงการอุ้มผู้ปลูกมันฯ ไฟเขียว ธกส.ปล่อยสินเชื่อ หนุนเกษตรกรแปลงใหญ่

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2559 อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และอนุมัติกรอบวงเงินสินเชื่อของ ธ.ก.ส.จำนวน 3,250 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปีรวมถึงอนุมัติวงเงินชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส.จำนวน 228 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จำนวน 650 แปลง แบ่งเป็น ข้าว 426 แปลง, พืชไร่ 110 แปลง, ผลไม้และพืชอื่นๆ 69 แปลง,ปศุสัตว์ 25 แปลง และประมง 20 แปลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลังปี 2559/60 จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี’59/60 เป้าหมายช่วยเหลือ 3.1 แสนราย เป็นเงินชดเชย 372 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่ 2 เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยดปี’59/60 เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)มีวงเงินสินเชื่อ 2,300 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 2.3 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 4%รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยรวม 102 ล้านบาท มีเป้าหมายช่วยเหลือ 1 หมื่นราย

ส่วนโครการที่ 3 เป็นโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลังปี’59/60 โดย ธ.ก.ส.เตรียมวงเงินสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท และมีวงเงินชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล 60 ล้านบาท ใช้ในการปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท และสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักร สร้างลานมันสำปะหลัง ระยะเวลา 2 ปี ลดอัตราดอกเบี้ย 3% และโครงการที่ 4 เป็นโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 59/60 วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 1% เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล 33 ล้านบาท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าครม. มีมติห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ซึ่งเป็นการแก้ไขพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยกำหนดมาตรฐานบังคับครอบคลุมถึงกรณีที่จะควบคุมเฉพาะการผลิต ส่งออก หรือนำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เล็งโละทิ้งมันเส้นสต๊อกรัฐ 3.4 แสนตัน

เล็งโละทิ้งมันเส้นสต๊อกรัฐ 3.4 แสนตัน

หลังพบเน่าเสียหายอื้อหวังลดค่าใช้จ่าย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะออกประกาศเงื่อนไขหลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น) ในสต๊อกรัฐบาล จากโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลังปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 รวม 340,000 ตัน เพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และการประมูลทั่วไป โดยจะขายให้ได้ราคาเหมาะสมที่สุด เพื่อลดความเสียหายให้กับรัฐบาล คาดจะเปิดให้เอกชนเสนอราคาได้ต้นเดือน ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันองค์การคลังสินค้า (อคส.) มีมันเส้นในสต๊อกจากโครงการแทรกแซงราคาปี 55/56 ฝากเก็บไว้กับคลังของเอกชน 35 ราย ใน 13 จังหวัด ปริมาณ 250,000 ตัน โครงการปี 54/55 ฝากเก็บกับ 14 ราย ใน 8 จังหวัด รวม 99,000 ตัน และโครงการปี 51/52 ฝากเก็บกับ 12 ราย ใน 6 จังหวัด รวม 34,000 ตัน มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 11 ล้านบาท ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่มี พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการ อคส. (บอร์ด) เป็นประธาน ได้เจรจากับโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ให้รับซื้อมันเส้นปี 51/52 ปริมาณ 31,400 ตัน เพื่อทำเชื้อเพลิง เพราะสภาพเน่าเสียหายมาก ประเมินว่า น่าจะได้ราคาตันละ 400 บาท จากราคาปัจจุบันที่ตันละ 5,840 บาท.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ครม. เห็นชอบหลักการระบายสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

ครม. เห็นชอบหลักการระบายสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 เพิ่มเติมจากแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ให้เปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป

2. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ให้ระบายโดยมีเงื่อนไขไม่ให้นำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าว เข้าสู่ระบบการตลาดและการค้าปกติ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ทุกรูปแบบ รวมถึงไม่นำไปปรับปรุงสภาพเพื่อการส่งออก โดยองค์การคลังสินค้าจะต้องมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและการนำไปใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้รั่วไหลและเกิดผลกระทบต่อตลาดและการค้าปกติ สำหรับรายละเอียดในการประมูล ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของแนวทางการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้

1. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเห็นควรเปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป

2. กรณีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเห็นควรระบาย
โดยมีเงื่อนไขไม่ให้นำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าวเข้าสู่ระบบการตลาดและการค้าปกติ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ทุกรูปแบบ รวมถึงไม่นำไปปรับปรุงสภาพเพื่อการส่งออก โดย อคส. จะต้องมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและการนำไปใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้รั่วไหลและเกิดผลกระทบต่อตลาดและการค้าปกติ

3. ให้คณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล ดำเนินการระบายโดยค่าเสื่อมสภาพที่ได้จากผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาขาย ทั้งนี้ ส่วนต่างของราคาที่ประมูลได้กับราคาที่รัฐควรได้รับตามคุณภาพสินค้าที่ควรจะเป็นไปตามระยะเวลาที่เก็บรักษา รวมทั้งค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนและหลังการขายให้องค์การคลังสินค้าพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องและรายงานผลให้ นบมส. ทราบต่อไป

4. กรณีการประมูลมีผู้เสนอซื้อแต่เสนอซื้อในราคาต่ำกว่าเกณฑ์ราคาที่กำหนด ให้คณะทำงานระบายฯ เจรจากับผู้เสนอราคาสูงสุดเพื่อให้ได้ข้อเสนอสุดท้ายและนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาระบาย

5. กรณีไม่มีผู้เสนอซื้อ ให้ อคส. เจรจากับเจ้าของคลังเพื่อให้ได้ข้อเสนอสุดท้ายและนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาการระบาย

6. มอบหมายให้คณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกของรัฐบาล พิจารณากำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขประกาศเปิดประมูล และนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการระบาย

–ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 17 สิงหาคม 2559–

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญ

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน แม้จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาส่งออกมันเส้นของไทยอาจให้ภาพที่ไม่สดใสในปีนี้ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากหลายปัจจัยกดดัน อาทิ มาตรการระบายข้าวโพดในสต๊อกของจีนที่ยังมีแนวโน้มระบายออกมาต่อเนื่อง รวมถึงกฎระเบียบใหม่ในการนำเข้าของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น มีผลตั้งแต่เดือนก.ค.2559 ตลอดจนคู่แข่งที่น่าจับตาอย่างเวียดนาม ที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมันเส้นของไทยในจีน อันจะเป็นการสร้างทางเลือกในการนำเข้ามันเส้นของจีน และเพิ่มอำนาจการต่อรองด้านราคาของจีน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะเป็นแรงกดดันราคาส่งออกมันเส้นไทยให้มีภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต

• ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ไทยอาจมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) โดยราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY)

• ระยะถัดไป ผู้ประกอบการมันสำปะหลังไทยควรขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นที่มีศักยภาพในจีน เพื่อชดเชยส่วนแบ่งตลาดมันเส้นที่ลดลง อาทิ แป้งมันสำปะหลังดิบ รวมถึงแป้งดัดแปร (Modified Starch) ที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจีน ตลอดจนควรขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศศักยภาพอื่นที่มีความต้องการสินค้าที่มันสำปะหลังสามารถไปทดแทนได้ เช่น อินเดีย ที่นิยมบริโภคสาคู ขณะเดียวกันก็ควรต้องรักษามาตรฐานของสินค้า และการส่งมอบที่ตรงเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

มันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรส่งออกติดหนึ่งในสิบของสินค้าเกษตรส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่าราวแสนล้านบาทต่อปี โดยมีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของตลาดจีนที่มีรองรับ แต่ในปี 2559 ราคาส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีแนวโน้มลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี (ปีพ.ศ.2554-2559) โดยเฉพาะมันเส้นของไทยที่ส่งออกไปจีน เนื่องมาจากแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ความต้องการซื้อมันเส้นจากไทยชะลอลง กดดันภาพรวมมันสำปะหลังของไทยที่ส่งออกไปจีนให้มีภาพที่น่าเป็นห่วงในระยะข้างหน้า นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของมันสำปะหลังไทยในเวทีโลกที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว

แม้ความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีนยังขยายตัว แต่ภาพของมันเส้นไทยยังถูกกดดันจากจีนต่อเนื่องไปอีกในระยะข้างหน้า

จีนเป็นตลาดส่งออกหลักของมันเส้นไทย โดยไทยส่งออกมันเส้นไปจีนเกือบทั้งหมดหรือราวร้อยละ 99 ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงานทดแทนอย่างเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในประเทศที่มีมากกว่า 1,370 ล้านคน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในระยะข้างหน้า แนวโน้มความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน น่าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อันส่งผลต่อความต้องการใช้มันเส้นซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แสดงถึงโอกาสของมันเส้นไทยในการส่งออกไปจีนที่ยังมีให้เห็นอยู่ ผนวกกับกำลังซื้อจากจีนที่ยังมี แม้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะให้ภาพการเติบโตที่ชะลอลงในปี 2559 ไปอยู่ที่ราวร้อยละ 6.6 (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ร้อยละ 6.9 (YoY) และในปี 2560 คาดเติบโตอยู่ที่ราวร้อยละ 6.4 (YoY)

แนวโน้มความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลของจีน คาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของจีน คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2559-2563 ตามการเติบโตของจำนวนประชากรจีนที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสุรามากขึ้น พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณยอดขายแอลกอฮอล์ของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6,400 ล้านลิตรในปี 2563 สะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบอย่างมันเส้นและ/หรือวัตถุดิบอื่น เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

• เอทานอล

ความต้องการใช้เอทานอลของจีน สะท้อนจากปริมาณการผลิต คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2558-2562 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของจีนที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในรถยนต์ พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตเอทานอลของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6.6 พันล้านลิตร ในปี 2562 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตเอทานอลในจีนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้จีนจะยังมีความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นโอกาสของมันเส้นไทยในการเข้าไปทำตลาดในจีน แต่ภาพของราคาส่งออกมันเส้นไทยในปีนี้กลับให้ภาพที่แย่ลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมราคามันเส้นของไทยในปีนี้อาจไม่สดใสนัก โดยมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) (ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกมันเส้นหดตัวร้อยละ 38.8 (YoY)) แบ่งเป็นราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY) จากผลของหลายปัจจัยกดดัน ทำให้การส่งออกมันเส้นไทยน่าจะยังคงให้ภาพที่ไม่สดใสต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ด้วยสาเหตุจากแรงฉุด ดังนี้

• จีนมีการใช้ข้าวโพดในสต๊อกที่มีอยู่มากกว่า 100 ล้านตันทดแทนการใช้มันสำปะหลัง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนมันสำปะหลังได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี โดยเป็นการใช้ข้าวโพดในสต๊อกเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 (จีนมีนโยบายรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดราวร้อยละ 20 จนสต๊อกข้าวโพดเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องระบายออกมา) ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังให้ลดลง และสร้างแรงกดดันต่อราคามันสำปะหลังไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) คาดว่า จีนอาจมีความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2559-2560 เฉลี่ยร้อยละ 5.8 ต่อปี (YoY) หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 217 ล้านตัน และ 226 ล้านตัน ตามลำดับ ผนวกกับจีนมีนโยบายให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง เพื่อต้องการควบคุมอุปทานข้าวโพดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า สต๊อกข้าวโพดที่มีอยู่ในคลังของจีนน่าจะให้ภาพที่ทยอยลดลงในระยะข้างหน้า จากความต้องการใช้ข้าวโพดของจีนที่ยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจต้องอาศัยระยะเวลาในการระบายข้าวโพดในสต๊อกเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งในระสั้น จะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อราคามันสำปะหลังไทย

• จีนออกกฎระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 เป็นต้นไป ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกมันสำปะหลังไปจีนต้องมีการขึ้นทะเบียน และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ/มาตรฐานของจีน อาทิ ห้ามมีแมลงศัตรูพืช รวมถึงต้องมีการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัย และคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากมากขึ้นในการส่งออกมันเส้นไปจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการส่งออกมันเส้นไทย

• คู่แข่งมันเส้นอย่างเวียดนาม มีแนวโน้มเพิ่มบทบาทมากขึ้นในจีน โดยเวียดนามมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และเร่งการส่งออก จนมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนมากขึ้น เห็นได้จาก สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.5 ในปี 2558 และร้อยละ 24.8 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จากร้อยละ 18.0 ในปี 2553 ขณะที่สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากไทยเริ่มลดลงจากร้อยละ 79.8 ในปี 2553 มาที่ร้อยละ 79.1 ในปี 2558 และร้อยละ 73.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า เวียดนามอาจเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของไทยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดมันเส้นของเวียดนามในจีนจะยังนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับไทย แต่หากไทยไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงลดต้นทุนการผลิต เวียดนามก็อาจเพิ่มบทบาทในตลาดจีนมากขึ้นตามลำดับในระยะข้างหน้า

จากปัจจัยกดดันที่มีต่อมันเส้นไทยดังกล่าว จะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองด้านราคาของจีนที่มีมากขึ้น ซึ่งภาพของแรงกดดันด้านราคานี้ น่าจะยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และเมื่อผนวกกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะยิ่งกดดันความต้องการใช้มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล กระทบราคามันเส้นให้ปรับลดลงด้วย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 36.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 35.3 (YoY) และราคาส่งออกมันเส้นของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 175.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงร้อยละ 17.6 (YoY) ทั้งนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจยังไม่ฟื้นตัวนัก โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าในระยะข้างหน้า ราคามันเส้นไทยอาจให้ภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตจึงควรต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ชาวไร่ร้องราคาหัวมันสด”ดิ่งเหว” เหลือ1.20บาท-รัฐทุ่ม2พันล.ให้ธกส.ปล่อยกู้ลดดอก

ส่งออกมันสำปะหลังครึ่งปีแรกหด 14% เกษตรกรแห่ร้องพาณิชย์ราคามันร่วงหนักเหลือ กก.ละ 1.20 บาท นบมส. เตรียมชง ครม. อัด 2,121 ล้านบริหารจัดการมัน พร้อมระบายสต๊อก 3.48 แสนตัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังไทยปีการผลิต 2559/2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลเชื่อมโยงกับตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์สำปะหลังไทยในช่วง 6 เดือนแรก ที่มีปริมาณ 5.96 ล้านตัน ลดลง 14.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในด้านมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 1,560 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.9% จากราคาส่งออกเฉลี่ย ลดลงเหลือ 261 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็น 11.3% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก 90% ของการส่งออก ลดการใช้มันสำปะหลัง ตามนโยบายรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้โรงงานแอลกอฮอล์ และรัฐวิสาหกิจในประเทศใช้ข้าวโพดในสต๊อกรัฐบาล

นายธีระชาติ เสยกระโทก ผู้ประสานงานสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดลดลงอย่างมาก โดยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ราคา กก.ละ 1.60-1.70 บาท สำหรับมันที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำกว่า 25% ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคา กก.ละ 2.00 บาท ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ กก.ละ 1.90 บาท

“ฝน ตกลงมาปริมาณมากตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำจำเป็นต้องเร่งขุดหัวมันออกมาขายเปอร์เซ็นต์ แป้งน้อย ราคาลดลง ทางสมาพันธ์จึงได้ร้องไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ช่วยดูแลปัญหาราคา”

แหล่งข่าวจากผู้ปลูกมันสำปะหลังในหลาย จังหวัดให้ข้อมูลว่า ฝนตกลงมามากจนลานมันไม่สามารถรับซื้อและตากมันสำปะหลังได้ จึงต้องนำไปขายให้โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งบางจุดซื้อเพียง กก.ละ 1.20-1.30 บาท ถือว่าต่ำมาก ถ้าหากคำนวณต้นทุนการผลิตแป้ง หากซื้อมันสำปะหลังเปอร์เซ็นต์แป้ง 25% ต้องใช้น้ำหนัก 4-5 กก. คิดเป็นเงิน 6.50 บาท บวกกับค่าใช้จ่ายแปรสภาพอีก กก.ละ 2.50-2.80 บาท รวมต้นทุนผลิตแป้ง กก.ละ 9.00-9.30 บาท แต่ขายแป้งได้ราคา กก.ละ 11.30 บาท กำไร กก.ละ 2.30 บาท และยังสามารถนำกากมันไปขายได้อีก

นางสาว วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 3/2559 ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้เสนอมาตรการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2559/2560 วงเงิน 2,121.7 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า

โดยเบื้องต้นประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือด้านการผลิต โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อดำเนินการ 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 310,000 ราย รายละไม่เกิน 80,000 บาท วงเงิน 372 ล้านบาท

2) โครงการพักชำระหนี้เงินต้น และลดดอกเบี้ยให้เกษตรกร 600,000 ราย รายละไม่เกิน 500,000 บาท คิดเป็นเงินต้น 48,000 ล้านบาท รัฐจะชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.50% ในเวลา 2 ปี วงเงิน 1,440 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในระบบน้ำหยดให้สมาชิกสหกรณ์-สมาชิก ธ.ก.ส. 20,000 ราย รายละ 230,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ซึ่งรัฐชดเชยดอกเบี้ย 204.7 ล้านบาท

4) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต และการแปรรูปมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยที่ขอชดเชยจากรัฐ 60 ล้านบาท 5) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 1,500 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี รวมวงเงิน 45 ล้านบาท พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด โดยจัดหาและเชื่อมโยงตลาดที่มีศักยภาพด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบมส.เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดทำหลักเกณฑ์ประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาล 348,267 ตัน โดยหลังจากนี้จะรายงานผลสรุป ครม. คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Recent Posts