สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรจี้รัฐคุมนำเข้าข้าวสาลี รง.อาหารสัตว์แห่นำเข้ากดราคาข้าวโพดมันในปท.

สภาเกษตรกรฯ ร้องกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้าข้าวสาลี เหตุนำเข้าเกินปริมาณที่ควรเข้ามาชดเชย ส่งผลกระทบราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังดิ่ง เกษตรกรกว่า 450,000 ครัวเรือนกระทบหนัก โรงงานผลิตอาหารสัตว์หยุดรับซื้อ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา สมาคมผู้ประกอบการการค้าพืชไร่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการมันสำปะหลัง สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวว่า สภาเกษตรกรฯได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และหลายสมาคมผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ ขอนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล (Corn DDGS) เพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้หยุดรับซื้อผลผลิตจากผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบภายในประเทศ

ดังนั้นทางสภาเกษตรกรฯจึงได้ร่วมกับสมาคมต่าง ๆ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวทางการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านราคาและการผลิตกับเกษตรกร 4 ประการ ได้แก่

1. ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559 ให้อยู่ในปริมาณไม่เกินกับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องทดแทนอย่างเข้มงวด

2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้อาหารสัตว์ที่ขายให้กับเกษตรกร จากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ในเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบในต่างประเทศ

3. ให้กำหนดสัดส่วนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศกับการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยภายในประเทศ สำหรับส่วนที่เกินความจำเป็นในการใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ

และ 4. ให้พิจารณาข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลก่อนที่จะซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศมาใช้

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จากเดิม 1.6 ล้านตันต่อปี เหลือเพียง 7 แสนตันต่อปี ส่งผลกระทบในการรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร 2 ล้านตันต่อปี รวมถึงกระทบต่อการใช้วัตถุดิบรำข้าว

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดถึง 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมี 4-4.5 ล้านตัน ดังนั้นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาทดแทนการใช้ข้าวโพด ประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS มารวมถึง 3.9 ล้านตัน และลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศ ทำให้มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีมากกว่า 450,000 ครัวเรือน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ามีปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีพุ่งขึ้นไปถึง 1.15 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

สลด! มันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐรอเผาทิ้ง

อคส.เสนอรมว.พาณิชย์ เผาทิ้งมันเส้น-ข้าวโพดสต๊อกรัฐบาล ในโครงการแทรกแซงตั้งแต่ปี 51/52 หลังพบเน่าเสียหายจนแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนข้าวสต๊อกรัฐที่ผู้ชนะประมูลรับมอบไม่ได้นั้น ลั่นเอาผิดตามกฎหมายถึงที่สุด ทั้งแพ่ง-อาญา

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อคส.จะหารือกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอความเห็นชอบให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นในสต๊อกรัฐบาลจำนวน 387,000 ตัน จากโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52 รวม 31,400 ตัน, ปี 54/55 อีก 99,000 ตัน และปี 55/56 จำนวน 250,000 ตัน เนื่องจากได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พบว่า มันเส้นดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย แม้กระทั่งผลิตเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ได้ จำเป็นต้องเผาทำลายทิ้ง ไม่เช่นนั้น จะเสียงบประมาณในการจัดเก็บเดือนละกว่า 11 ล้านบาท

“อคส. จะขอความเห็นชอบจากรมว.พาณิชย์ให้เผาทำลายทิ้งมันเส้นโครงการปี 51/52 ก่อน เพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เป็นฝุ่นผง และเน่าเสียหาย ซึ่งขณะนี้นี้ยังไม่ทราบว่า ถ้าเผาทิ้งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ต้องรอให้นางอภิรดี และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง เห็นชอบก่อน จึงจะศึกษารายละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากโครงการแทรกแซงราคาตั้งแต่ปี 51/52 รวม 94,000 ตันนั้น ก็ต้องขอความเห็นชอบเผาทิ้งเช่นกัน เพราะเน่าเสียมากกว่ามันเส้น”

ส่วนกรณีที่ผู้ชนะประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล รับมอบข้าว หรือขนข้าวออกจากโกดังไม่ได้ เพราะคุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้นั้น อคส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังที่จ.ศรีสะเกษ และสุ่มเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ พบว่า ข้าวเสื่อมสภาพมาก และยังเป็นข้าวผิดประเภทจริง โดยรับจำนำข้าวหอมมะลิ แต่สินค้าในโกดังกลับเป็นข้าวขาว จึงต้องตรวจสอบและหาผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ จากนั้นจึงดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งอาญา และแพ่ง โดยถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยึดทรัพย์ด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

น้ำหยด..มันสำปะหลัง ระวังโรคที่ไม่คาดฝัน

ไม่มีอะไรดีไปหมดหรือเลวไปหมด ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เป็นสัจธรรมคู่โลกใบนี้…ส่วนใครจะนำข้อดีไปใช้ได้มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรู้เท่าทันแค่ไหน

ระบบน้ำหยดที่กำลังได้รับความนิยมตาม ไร่มันสำปะหลังก็เช่นกัน น่าจะมีแต่ดี…ไม่มีข้อเสีย

“ภาวะภัยแล้งปีนี้ สิ่งที่เราพบในหลายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ระบบน้ำหยดทำให้ โรครากเน่าหัวเน่า และ โรครากปม ระบาดมากขึ้น ทั้งที่โรคนี้จะพบการระบาดเฉพาะในหน้าฝน ฤดูแล้งไม่เคยเกิดการระบาดเลย”

ดร.จรรยา มณีโชติ หัวหน้าโครงการวิจัยการ บริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่มากับน้ำหยด

แต่ไม่ได้หมาย ความว่า ระบบน้ำหยดไม่ดี ใช้ไม่ได้ เพียงแต่ระบบน้ำหยดทำให้ เชื้อราไฟท็อปทอร่า ต้นตอของโรครากเน่าหัวเน่า และ ไส้เดือนฝอยชนิดไม่ดี ต้นตอก่อให้เกิดโรครากปม ที่ฝังตัวอยู่ในดินยามหน้าแล้ง เมื่อเจอน้ำหยดเข้าไปมันจะแหวกว่ายเข้ามาขยายพันธุ์ แพร่เชื้อร้ายทำลายต้นมันฯได้ดีกว่าไม่มีน้ำ ส่งผลให้มันสำปะหลังไม่ให้หัวมาขุดขาย

ดังนั้น สิ่งที่เกษตรกรควรรู้ให้เท่าทัน ถ้าใช้ระบบน้ำหยด ต้องรู้จักเลือกพันธุ์ที่ทนต่อ 2 โรคนี้…จากการวิจัย ดร.จรรยา พบว่า พันธุ์ระยอง 72 เหมาะสมที่สุด

แต่พันธุ์ระยอง 72 มีข้อด้อย…อ่อนแอ ต่อเพลี้ยแป้งสีชมพู ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาป้องกันเพลี้ยแป้งสีชมพูก่อนปลูกก่อนเท่านั้นเอง

ส่วนพันธุ์ระยอง 7 กับ ระยอง 11 ถ้าใช้น้ำหยดไม่ควรปลูก

P590427-02

น้ำหยดไม่เพียงแต่ทำให้ 2 โรคดังว่าระบาดได้ผิดธรรมชาติเท่านั้น…ยังทำให้เมล็ดพันธุ์ เหง้า หัว วัชพืชงอกได้ดีอีกด้วย น้ำหยดตรงไหน วัชพืชงอกตรงนั้น

งอกตรงโคนต้นจะใช้จอบถากถางต้นมันฯ ท่อน้ำหยดเสี่ยงถูกจอบทำลาย จะใช้มือถอนคงไม่ไหว จะใช้ยาฉีดพ่น ต้นมันฯ พลอยตาย…ถ้าไม่ป้องกันกำจัดวัชพืชเติบโตได้เร็วกว่า จะแย่งกินอาหารและน้ำหยดจากต้นมันสำปะหลังไปหมดสิ้น แถมวัชพืชยังเป็นแหล่งพักพิงให้แมลงศัตรูพืชมาทำลายต้นมันฯได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ปลูกมันสำปะหลังจะใช้น้ำหยด ต้องป้องกันวัชพืชตั้งแต่เริ่มปลูก ลงท่อนพันธุ์เสร็จให้พ่นยาคุ้มวัชพืชทับลงไปทันที…แต่วัชพืชที่ขึ้นได้ในแปลงปลูกมันฯ มีทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง ดร.จรรยาแนะให้ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิดไปพร้อมกันทีเดียว เพื่อประหยัดค่าแรง…นำน้ำยา 2 ชนิดมาผสมรวมกัน

แต่ต้องทำเป็นขั้นตอน ให้นำฟูลมิอ๊อกซาซิน 20 กรัม (คุมวัชพืชใบกว้าง) ผสมกับน้ำ 80 ลิตร คนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นถึงนำอะลาคลอร์ 500 ซีซี (คุมวัชพืชใบแคบ) ผสมเติมลงไป คนให้เข้ากันอีกที…ถึงจะนำไปฉีดพ่นคุมวัชพืชได้

ฉีดพ่นทับไปเฉพาะบนร่องแถวปลูกมันฯ ส่วนตรงร่องทางดินไม่ต้อง ไปฉีดให้เปลืองเงิน …เพราะตรงนั้นน้ำไม่มีหยด วัชพืชไม่งอก.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

ชี้แผนปฏิรูปธัญพืชจีน ไม่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

พาณิชย์ ตามติดนโยบายปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี มั่นใจไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังไทย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อกของรัฐบาลจีน ซึ่งผู้ส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีความกังวลว่าจะส่งผลกดดันให้ราคามันสำปะหลังที่นำเข้าจากไทยตกต่ำลง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชทดแทนมันสำปะหลังในการผลิตแอลกอฮอล์ว่า กรมการค้าต่างประเทศมองว่านโยบายนี้ไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังในไทย เนื่องจากจีนเพาะปลูกข้าวโพดมากทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่โรงงานแอลกอฮอล์ซึ่งนำเข้ามันเส้นจำนวนมากไปเป็นวัตถุดิบตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีระยะทางที่ห่างไกลกันมาก อีกทั้งนโยบายอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดของรัฐบาลจีนจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าข้าวโพดและธัญพืชทดแทนข้าวโพด เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์มากกว่า

“กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามมาตรการข้าวโพดของจีนอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย ในปี 58 ไทยส่งออกไปจีนปริมาณ 7.287 ล้านตันคิดเป็นสัดส่วน 99.57% ของปริมาณที่ส่งออกไปทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 57 ปริมาณ 7.5%”

สำหรับแนวทางการปฏิรูปนโยบายบริหารจัดการธัญพืชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปีของจีนครั้งนี้ ได้มีการยกเลิกนโยบายรับซื้อและระบายข้าวโพดในสต็อก หันมาทำการอุดหนุนเกษตรกรให้ลดพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน ขณะเดียวกันส่งเสริมให้ผู้ซื้อรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรงในราคาตลาด ส่วนการระบายสต๊อกข้าวโพด จะมีนโยบายชัดเจนเดือนเม.ย.นี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เกษตรกรเฮ! ปุ๋ยสำหรับปลูก “ข้าว-ปาล์ม-ยาง-ข้าวโพด-มัน” รวม 11 สูตร ลดราคาลง 5-15%

เกษตรกรเฮ! ปุ๋ยสำหรับปลูก “ข้าว-ปาล์ม-ยาง-ข้าวโพด-มัน” รวม 11 สูตร ลดราคาลง 5-15%

“พาณิชย์” เผยผู้ผลิตปุ๋ยเคมียอมปรับลดราคาปุ๋ย 11 สูตรใช้สำหรับปลูกข้าว ปาล์ม ยาง ข้าวโพดและมันสำปะหลังลง 5-15% มีผลทันทีถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 59 โดยปรับลดกระสอบละ 10-30 บาท คาดช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยว่า สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิก 44 บริษัท ครอบคลุมผู้ค้าปุ๋ยเคมีประมาณ 70% ของทั้งประเทศ ได้ยินดีให้ความร่วมมือปรับลดราคาปุ๋ยเคมี (กระสอบละ 50 กิโลกรัม) ที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกพืชเกษตรจำนวน 11 สูตร ถือเป็นการปรับลดราคาลงเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งรับลดราคาตั้งแต่ 5-15% มีผลตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2559 โดยราคาที่ปรับลดเป็นราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่หากเป็นจังหวัดที่ห่างไกลออกไป ต้องบวกเพิ่มค่าขนส่งตามระยะทาง ไม่เกินกระสอบละ 10-30 บาท

“การลดราคาครั้งนี้เป็นการปรับลดครั้งที่ 3 หลังจากที่ปรับลดมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2558 ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ลดลงเฉลี่ยอีกกระสอบ ละ 10-30 บาท หากรวม 2 ครั้งก่อนหน้านี้ จะลดลงถึงกระสอบละ 45-100 บาท ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล”

สำหรับปุ๋ยเคมีทั้ง 11 ชนิด เป็นปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าว 4 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0 ปรับลด 30 บาทต่อกระสอบ (50 กิโลกรัม) หรือลดลง 15.03% เหลือกระสอบละ 565 บาท สูตร 16-20-0 ลดลง 10 บาท ต่อกระสอบ หรือลด 8.63% เหลือกระสอบละ 635 บาท สูตร 16-16-8 ลดลง 10 บาท หรือลด 9.52% เหลือกระสอบละ 665 บาท สูตร 16-8-8 ลดลง 10 บาท หรือลดลง 11.57% เหลือกระสอบละ 535 บาท

ปุ๋ยยางพารา 3 สูตร ได้แก่ สูตร 18-4-5 ลดลงกระสอบละ 10 บาท หรือลดลง 7.89-10.08% เหลือกระสอบละ 525-535 บาท สูตร 14-4-9 ลดลง 10 บาท หรือลด 7.89-10.34% เหลือกระสอบละ 520-525 บาท สูตร 15-7-18 ลดลง 10 บาท หรือลด 7.53-7-89% เหลือกระสอบละ 675-700 บาท

ปุ๋ยปาล์ม 2 สูตร ได้แก่ สูตร 21-0-0 ลดลงกระสอบละ 10 บาท หรือลด 12.20-12.50% เหลือกระสอบละ 350-360 บาท สูตร 0-0-60 ลด 15 บาท หรือลด 8.02-8.39% เหลือกระสอบละ 655-745 บาท

ปุ๋ยที่ใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ได้แก่ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง จำนวน 2 สูตร ได้แก่ สูตร 15-15-15 ลด 10 บาท หรือลด 5.05-6.10% เหลือ กระสอบละ 770-940 บาท และสูตร 18-8-8 ลด 10 บาท หรือลด 8.06% เหลือกระสอบละ 570 บาท

นายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการปรับลดราคาปุ๋ยเคมีลงมาตามต้นทุนที่ลดลง เพื่อช่วยเหลือด้านต้นทุนให้กับเกษตรกร และหวังว่าเกษตรกรจะเพาะปลูกให้มีผลผลิตดีขึ้นตามต้นทุนที่ลดลง

ส่วนปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายปุ๋ยเคมีปรับลดลงแล้ว 30% จากเดิมมีการนำเข้าเฉลี่ย 5 ล้านตันต่อปี มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 4.5 ล้านตันต่อปี มีมูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่มูลค่านำเข้าลดลงมาจากราคาต้นทุนที่ลดลงจากผลกระทบราคาน้ำมัน โดยเชื่อว่าหลังการปรับลดราคา จะทำให้ยอดขายดีขึ้น แต่ต้องขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศประกอบด้วย เพราะหากยังมีปัญหาภัยแล้งรุนแรง เชื่อว่าความต้องการใช้ปุ๋ยจะยังคงลดลง

ที่มา : ผู้จัดการ Online

พาณิชย์ล้อมรั้ว ป้องกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ประเทศ

พาณิชย์ล้อมรั้ว ป้องกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ประเทศ

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ภาพข่าวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาตรวจพบการปลอมปนทรายในผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่จะส่งออกมายังไทย ณ ลานมันแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ ตามข่าวได้ระบุว่าลานมันดังกล่าวมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับคนกัมพูชาด้วย อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการระบุชื่อเจ้าของกิจการหรือบริษัทแต่อย่างใด

“สำหรับกรณีการปลอมปนมันสำปะหลังเส้นดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจเข้มคุณภาพผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้า โดยหากพบว่าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายระบุไว้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐานของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของกัมพูชา (The Cambodia Import Export Inspection and Fraud Repression Directorate-General หรือ CAMCONTROL) เพื่อประชุมหารือในการสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ และความร่วมมือในการกำกับดูแลและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างไทย-กัมพูชา ต่อไป”

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากกัมพูชา ปริมาณ 1,487,933 ตัน คิดเป็นร้อยละ 87.34 ของการนำเข้าทั้งหมด อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดเกี่ยวกับ การนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร. 1385 หรือผ่านทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชาวไร่มันฯ ต้องเปลี่ยน ใช้น้ำหยดได้ไร่ละ 8 ตัน

ชาวไร่มันฯ ต้องเปลี่ยน ใช้น้ำหยดได้ไร่ละ 8 ตัน

สภาพอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรหลายพื้นที่ไม่พร้อมปรับเปลี่ยนปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะชาวไร่มันสำปะหลังที่กำลังวิตกกังวล ลงท่อนพันธุ์ไปแล้วรอดจากอาการแห้งตายคาท้องร่องได้หรือไม่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แนะการทำเกษตรในช่วงวิกฤตินี้ จะให้ได้ผลดี เกษตรกรต้องทำเกษตรแบบประณีต ดูแลตัวพืช สภาพดิน และใช้เทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทนดี ไม่ใช่ยึดการทำเกษตรแบบดั้งเดิม การทำไร่มันสำปะหลัง หากต้องการให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ควรเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์

แม้แต่ไร่มันฯ ยังแห้งตาย “นาอิน อุตรดิตถ์” แล้งจัดจริง

แม้แต่ไร่มันฯ ยังแห้งตาย “นาอิน อุตรดิตถ์” แล้งจัดจริง

อุตรดิตถ์ – นายอำเภอพิชัย นายอำเภอพิชัย เมืองอุตรดิตถ์ ยอมรับ 2 ตำบลแล้งสาหัส “นายาง” แหล่งน้ำทำประปาไส้เดือนปนจนคนไม่อยากใช้ ขณะที่ไร่มันสำปะหลัง “นาอิน” ยังแห้งตาย

เกษตรฯ-ภาคเอกชน ร่วมพัฒนา-ยกระดับ ‘มันสำปะหลัง’ ป้อนโรงงานเพิ่ม

เกษตรฯ-ภาคเอกชน ร่วมพัฒนา-ยกระดับ ‘มันสำปะหลัง’ ป้อนโรงงานเพิ่ม

รมวิชาการเกษตร จับมือมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่นฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังสู่ชาวไร่เมืองน้ำดำ ต่อยอดสีคิ้วโมเดล ช่วยยกระดับผลผลิตต่อไร่พุ่ง 20% ลดต้นทุน สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่ม…

ก.พาณิชย์สั่งตรวจเข้มมันฯ เขมรทะลักไทย ผงะ 5 เดือนนำเข้าผ่าน“ช่องจอม”กว่า 2 แสนตัน

ก.พาณิชย์สั่งตรวจเข้มมันฯ เขมรทะลักไทย ผงะ 5 เดือนนำเข้าผ่าน“ช่องจอม”กว่า 2 แสนตัน

ก.พาณิชย์สั่งตรวจเข้มมันฯเขมรทะลักไทย ผงะ 5 เดือนนำเข้าผ่าน“ช่องจอม”กว่า 2 แสนตัน มันสำปะหลังทั้งมันเส้น และหัวมันสด จากกัมพูชาทะลักเข้าไทย ที่ด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ แค่ 5 เดือนนำเข้ามากกว่า 2 แสนตัน วันนี้ (11 มี.ค.)