พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาแป้งมันสำปะหลังติดด่านท่าเรือในจีน จากปัญหาจีนกำหนดขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแป้งมันกระชั้นชิด เร่งศุลกากรจีนขึ้นทะเบียน คาดสินค้าแป้งมันทยอยเคลียร์ออกจากด่านในไม่ช้า

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการแป้งมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ประสานสำนักงานเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน เร่งแก้ไขปัญหาช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน โดยมีทูตพาณิชย์ประสานศุลกากรในพื้นที่

ตามประกาศระเบียบฉบับที่ 248 ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอาหารนำเข้าจากต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าอาหารที่จะส่งไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศต้นทาง ใน 18 กลุ่มอาหาร หรือขึ้นทะเบียนด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.singlewindow.cn ของสำนักงานศุลกากรกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)

สำหรับสินค้านอกเหนือจาก 18 กลุ่มอาหาร ซึ่งเดิมแป้งมันสำปะหลังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ต่อมาทางการจีนได้ปรับปรุงรายการสินค้า โดยกำหนดให้ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังต้องขึ้นทะเบียน และปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการแสดงหมายเลขขึ้นทะเบียน (Registration No.) บนบรรจุภัณฑ์ก่อนการส่งออก ส่งผลให้แป้งมันสำปะหลังที่ขนส่งถึงท่าเรือจีนติดค้างจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการกับสำนักงานเกษตรในต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า สินค้ามันสำปะหลังได้ทยอยเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ปัจจุบันมีสินค้าคงค้างอยู่ร้อยละ 30 คาดว่าจะทยอยได้รับการขึ้นทะเบียน และตรวจปล่อยครบในไม่ช้า

นอกจากการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกข้างต้นแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังผลักดันมันสำปะหลังทั้งมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง โดยมีจีนเป็นตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนตอนล่างที่ใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งหาตลาดในประเทศเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่ ตุรกี นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังไปจีนคิดเป็นมูลค่าถึง 77,912 ล้านบาท แบ่งเป็นมันเส้น 40,416 ล้านบาท และแป้งมันสำปะหลัง 37,496 ล้านบาท

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผยตัวเลขราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งสัญญาณเตือนรัฐ เพื่อเตรียมการแก้ไข แต่ไม่คืบ หวั่นกระทบหนักส่งผลขาดแคลนอาหารสัตว์ เหตุสมาชิกหลายรายแบกรับต้นทุนไม่ไหวทยอยลดกำลังการผลิตลง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึง สถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งกำลังพุ่งสูงขึ้นอีก ในขณะที่อาหารสัตว์และสินค้าหลายรายการถูกตรึงราคา ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ วันนี้อยู่ที่ 11 บาท/กิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะสูงไปจนถึงเดือนเมษายน 2565 ซึ่งจะมีผลผลิตข้าวโพดหลังนาออกสู่ตลาด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ราคาข้าวโพดจะสูงถึง 12 บาทในเร็วๆนี้

ในขณะที่ข้าวสาลีก็มีราคาทะยานพุ่งสูงถึง 12 บาท/กิโลกรัม จาก 8.91 บาท/กิโลกรัม เป็นผลจากการเกิดสงครามในรัสเซีย กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาขยับตัวสูงแตะ 20 บาท/กิโลกรัม จาก 16.51 บาท/กิโลกรัม ส่วนกากถั่วเหลืองที่ซื้อจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศอยู่ที่ 21 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้วัตถุดิบตัวอื่นไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง ข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ DDGS หรือ น้ำมันปาลม์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ก็พร้อมใจกันปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ถ่านหินซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอาหารสัตว์ก็ปรับราคาสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารและขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ 2. นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ โดยมีการใช้มาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด อาทิ มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะมาตรการประกันรายได้เกษตรกรช่วยดูแลเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

“สมาคมฯได้นำเสนอข้อมูลแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ให้กระทรวงพาณิชย์รับทราบแล้ว พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขที่กระทรวงทำได้ เช่น การยกเลิกมาตรการในหลายด้าน อาทิ ขอให้พิจารณายกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2%, มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วน และเปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO, AFTA ยกเลิกโควต้าภาษีและค่าธรรมเนียมให้สามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณขาดแคลน ในปี 2565 เป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีความคืบหน้าใด” นายพรศิลป์กล่าว

เมื่อปี 2552 ราคากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงวัตถุดิบตัวอื่นๆ ไม่สูงเท่าวันนี้ แต่รัฐบาลในขณะนั้นได้พิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 4% เหลือ 2% ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในวันที่ราคาวัตถุดิบสูงมากเช่นขณะนี้ สมาคมฯ จึงขอวอนรัฐพิจารณามาตรการดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ เพราะมีสมาชิกหลายรายทนแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว และบางรายมีการปรับลดกำลังการผลิตลงแล้วเพื่อลดภาวะขายขาดทุน สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ไม่มีใครอยู่รอดได้หากถูกตรึงราคาขายปลายทาง แต่ปล่อยให้ราคาวัตถุดิบต้นทางขึ้นโดยไม่มีการกำกับดูแล และหากไม่มีทางออกในเร็ววันนี้ ไทยอาจจะพบกับวิกฤตขาดแคลนอาหารสัตว์ก็เป็นได้

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

​“พาณิชย์” เอาจริง! จับกุมผู้ขนย้ายมันสำปะหลังเกินน้ำหนัก ส่งตำรวจดำเนินคดีทันที

​“พาณิชย์” เอาจริง! จับกุมผู้ขนย้ายมันสำปะหลังเกินน้ำหนัก ส่งตำรวจดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายในผนึกกำลังตำรวจทางหลวง ตรวจสอบการขนย้ายมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน พบขนย้ายเกินน้ำหนักที่ขออนุญาต จับส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทันที พร้อมย้ำจะเดินหน้าตรวจสอบต่อ ป้องกันการลักลอบนำเข้า และกระทบราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร

ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2564 ที่ผ่านมา สายตรวจกรมการค้าภายใน ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจทางหลวง ดำเนินการตรวจสอบการขนย้ายมันสำปะหลังในพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบรถบรรทุกพ่วงจำนวน 1 คัน กำลังขนย้ายหัวมันสำปะหลังสด นำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงเรียกตรวจสอบ และผู้ขับรถบรรทุกพ่วงได้แสดงใบอนุญาตขนย้ายมันสำปะหลังสดและมันเส้น โดยมีต้นทางจากด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ปลายทาง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา น้ำหนักที่ได้รับอนุญาตขนย้ายอยู่ที่จำนวน 31,250 กิโลกรัม

ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการชั่งพิสูจน์ พบว่า มีน้ำหนัก 56,570 กิโลกรัม เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต 25,320 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศ กกร. ฉบับที่ 25 พ.ศ.2564 เรื่องการควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น อันเป็นความผิดตามมาตรา 25 (7) และมีโทษตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท เพื่อดำเนินคดีแล้ว

“กรมฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการขนย้ายผลผลิตทางการเกษตรสำคัญที่ต้องมีการขออนุญาตขนย้าย เช่น มันสำปะหลัง ทั้งหัวมันสดและมันเส้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกระเทียม เป็นต้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร และหากพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ” ร.ต.จักรากล่าว

ที่มา : Commerce News Agency

“ประกันรายได้มันสำปะหลัง” เช็คเงื่อนไขเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิที่นี่

“ประกันรายได้มันสำปะหลัง” เช็คเงื่อนไขเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิที่นี่

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเฮ! รัฐฯเคาะประกันรายได้มันสำปะหลัง พร้อมให้เกษตรกรที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ 8.41 หมื่นครัวเรือนสมัครเข้ารับสิทธิได้ ตรวจสอบเงื่อนไขมาตรการเยียวยาทั้งหมดที่นี่

วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ไฟเขียวอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการคู่ขนานรักษาเสถียรภาพราคา พืช 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2564/65 วงเงินรวม 2.7 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยจะดูแลเกษตรกรครอบคลุมกว่า 5.66 ล้านครัวเรือน

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมรายข้อมูล โดยเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำหรับรายละเอียดโครงการ วงเงิน พร้อมทั้งการชดเชยส่วนต่างราคาและเงื่อนไขอื่นๆจะมีอะไรบ้างนั้น ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่นี่

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2564/65

– วงเงิน 6,811 ล้านบาท
– ดูแลเกษตรกรได้ครอบคลุมกว่า 5.3 แสนครัวเรือน
– ประกันราคาหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท
– ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และไม่ซ้ำแปลง
– ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 มีนาคม 2565
– ใช้เงินทุนจาก ธ.ก.ส. และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการให้กับ ธ.ก.ส.
– ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 31 พฤษภาคม 2566

อนึ่งผลการดำเนินโครงการในปี 2563/64 ได้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างทั้งสิ้น 9 งวด โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 436,817 ครัวเรือน รวม 3,057 ล้านบาท สิ้นสุดการจ่ายเงินงวดสุดท้ายพฤศจิกายนนี้

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมครม. ในวันนี้ยังเห็นชอบให้สิทธิเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ฯ ปี 2562/63 คือ กลุ่มที่แจ้งปลูกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 มีนาคม 2563 จำนวน 8.41 หมื่นครัวเรือน ให้ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ฯ ปี 2563/64

ทั้งนี้เนื่องจากการปลูกมันสำปะหลังจะต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน ทำให้เกษตรกรบางส่วนที่เริ่มปลูกช้าและใช้เวลาปลูกนาน ไม่สามารถรับสิทธิโครงการได้ทัน โดยค่าใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างกลุ่มดังกล่าวนี้ ยังคงภายใต้กรอบวงเงินโครงการเดิม ตามมติ ครม. (18 ส.ค.2563)

สำหรับมาตรการคู่ขนาน 4 โครงการ ประกอบด้วย

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2564/65 วงเงินสินเชื่อ 690 ล้านบาท
วงเงินจ่ายขาดชดเชยดอกเบี้ย 41.40 ล้านบาท

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2564/65
วงเงิน 500 ล้านบาท

3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกมันสำปะหลัง ปี 2564/65
วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาดชดเชยดอกเบี้ย 225 ล้านบาท

4. โครงการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง ปี 2564/65
วงเงิน 10 ล้านบาท

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ครม.อนุมัติ ประกันรายได้ ข้าว มัน ข้าวโพด ปี 3

ครม.อนุมัติ ประกันรายได้ ข้าว มัน ข้าวโพด ปี 3

ข่าวดี ครม. เคาะประกันรายได้มันสำปะหลัง-ข้าวโพด ปี 3 บวกมาตรการคู่ขนาน พร้อมเร่งรัดประกันรายได้ข้าว สร้างความมั่นใจทั้งระบบ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ประกันรายได้ ปี 3 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ววันนี้ (25 ตุลาคม) ทั้ง 3 ตัว ก็คือ 1. ข้าว โดยจะประกอบด้วย ข้าว 5 ชนิด วงเงิน 18,000 ล้านบาท 2. มันสำปะหลัง วงเงิน 7,100 ล้านบาท และ 3.ข้าวโพด วงเงิน 1,900 ล้าน รวมทั้งหมดที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติไป 27,000 ล้านบาท ซึ่งหลักการเป็นไปอย่างเดียวกับประกันรายได้ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด แบบปีที่ 1 ปีที่ 2 ทุกประการ โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 3

สำหรับ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ขณะนี้ถือว่ามีราคาดี และมีราคาเกินรายได้ที่ประกัน อย่างมันสำปะหลัง วานนี้ (24ตุลาคม) มีราคา กก.ละ 2.70 บาท ซึ่งประกันรายได้ที่ 2.50 บาท ถือว่ามีราคาสูงกว่ารายได้ที่ประกันไว้ ส่วนข้าวโพดประกันรายได้ กก.ละ 8.50 บาท ขณะนี้มีราคา 9-10 บาท ถือว่าราคาสูงกว่ารายได้ที่ประกัน ยกเว้นข้าวที่มีราคาหย่อนลงมา

เพราะอาจจะยังเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องนโยบายว่าจะมีประกันรายได้หรือไม่ และจะมีมาตรการคู่ขนานที่จะมาช่วยสนับสนุนให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สามารถที่จะรวบรวมข้าว และเก็บสต็อกข้าวไว้จะได้เงินช่วยเหลือตันละ 1,500 บาทหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อที่ประชุมเห็นชอบชัดเจนแล้ว ก็สามารถเก็บรวมรวมข้าวได้และยังไม่จำเป็นต้องนำข้าวออกมาขายในยามที่ราคายังไม่ดี ซึ่งจะช่วยดึงราคาในตลาดให้สูงขึ้นได้

ขณะเดียวกันโรงสีที่ยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 หากรับซื้อข้าวเพื่อมาเก็บสต็อกไว้หรือไม่ วันนี้ก็ชัดเจนแล้ว และมีมติแล้ว เพราะฉะนั้นโรงสีก็จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องภาระดอกเบี้ย 3% ทำให้สามารถรับซื้อจากเกษตรกรได้ในราคาที่ดีขึ้น และเก็บสต็อกไว้ได้ ซึ่งก็จะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวในตลาดให้ดีขึ้นจากมติ ครม.วันนี้ (25 ตุลาคม)

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทยปี 64-67 ดันไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับ 1 ของโลก เล็งเพิ่มมูลค่าส่งออกอย่างน้อยปีละ 3% ดันราคาให้มีเสถียรภาพ ช่วยเกษตรกรเข้าถึงต้นพันธุ์ต้านโรค เชื้อแป้งสูง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร พร้อมวางมาตรการขับเคลื่อนด้านการผลิต การตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เตรียมจัดงานมันสำปะหลังโลกไตรมาสแรกปี 65 วางแผนแก้ปัญหาส่งออกแป้งมันไปจีนล่วงหน้า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่โรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (24 ต.ค. 64) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการมันสำปะหลังแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย และมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนส.ค.2564 โดยยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย มีวิสัยทัศน์สำคัญ คือ ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีอายุ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-67 มีเป้าหมายสำคัญ คือ 1.สร้างมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 3% ทุกปีต่อเนื่อง 2.จะดำเนินการให้ราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศมีเสถียรภาพ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 3.จะดำเนินการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงต้นพันธุ์ที่ต้านทานโรค เชื้อแป้งสูงและสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในปี 2567 ไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่

ทั้งนี้ การไปสู่เป้าหมาย มีมาตรการ 3 ด้านที่จะช่วยขับเคลื่อน ได้แก่ 1.ด้านการผลิต ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ 1.การพัฒนาพันธุ์ เพื่อนำไปสู่พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เชื้อแป้งสูงและผลผลิตต่อไร่สูง 2.ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบันประมาณ 3.6 ตันต่อไร่ เป็นไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่ในปี 2567 3.พัฒนาคุณภาพมันสำปะหลังไทยตามความต้องการของตลาดโดยใช้ “ตลาดนำการผลิต” 4.สร้างกลุ่มและรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศผู้ซื้อ

2.ด้านตลาดในประเทศ จะดำเนินการโดย 1.รักษาสมดุลด้านเสถียรภาพของราคาสำหรับตลาดในประเทศ 2.ส่งเสริมการขายมันสำปะหลัง หรือผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังผ่านช่องทางตลาดที่มีความหลากหลาย 3.ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.ด้านตลาดต่างประเทศหรือการส่งออก จะดำเนินการ 1.ขยายตลาดการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปหลากหลายประเทศมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม จากผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังด้วยการแปรรูปและใช้นวัตกรรมมากขึ้น 3.เพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า เช่น การรวมกลุ่มประเทศผู้ผลิต ผู้ส่งออกทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมอำนาจการต่อรองกับผู้ซื้อ เป็นต้น

นายจุรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดงานมันสำปะหลังโลก หรือ World Tapioca Conference ที่ จ.นครราชสีมา ช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 แต่ติดขัดในเรื่องของงบประมาณ เพราะกรรมาธิการของสภาได้ตัดงบออก แต่กรมการค้าต่างประเทศรับที่จะไปดำเนินการประสานงานทุกวิถีทาง เพื่อให้จัดงานนี้ขึ้นมาให้ได้ เพราะ จ.นครราชสีมา ถือเป็นเมืองหลวงของมันสำปะหลังของประเทศ และเรามีประสบการณ์ในการจัดงานมันสำปะหลังโลกมาแล้ว ถึงไม่ควรปล่อยให้โควิด-19 เป็นอุปสรรค

ส่วนกรณีปัญหาทางการจีนอาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังไทย ต้องขึ้นทะเบียนก่อนในเดือนต.ค.2564 จึงจะสามารถส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังจีนได้ ซึ่งข้อมูลยังขาดความชัดเจน แต่ข่าวที่ปรากฏเบื้องต้นผู้ประกอบการส่งออกแป้งมันจะต้องไปจดทะเบียน เพื่อป้องกันปัญหา จึงให้กรมการค้าต่างประเทศนำรายชื่อผู้ส่งออกแป้งมันไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 171 บริษัท โดยจะยื่นขอขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรไปพลางก่อน และให้ถือว่าภาคเอกชนได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้วเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

นอกจากนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอให้สามารถหาท่อนพันธุ์คุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาปลูกในฤดูการผลิตต่อไป โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวกลางนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถหาท่อนพันธุ์มาปลูกในฤดูกาลต่อไปได้

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้ตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ จ.นครราชสีมา และภาคเอกชน จัดงาน Virtual Inter Trade Fair นครชัยบุรินทร์ 4 จังหวัด ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจของ 4 จังหวัดเป็นการเฉพาะ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งาน และจะร่วมกันจัดงาน Mini Expo วันที่ 15-19 ธ.ค.2564 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของ จ.นครราชสีมา

ที่มา : Commerce News Agency (CNA)

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 6

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 6

ประกาศ เรื่อง มาตรการของสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ในกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 6

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 5

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 5

ประกาศ เรื่อง มาตรการของสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ในกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 5

“พาณิชย์”เตือนผู้ประกอบการมันเข้มงวด กันโควิด-19 ปนเปื้อน ในกระบวนการส่งออก

“พาณิชย์”เตือนผู้ประกอบการมันเข้มงวด กันโควิด-19 ปนเปื้อน ในกระบวนการส่งออก

กรมการค้าต่างประเทศเตือนผู้ประกอบการมันสำปะหลัง ที่ส่งสินค้าไปจีน ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19 ในกระบวนการส่งออก หลังได้รับแจ้งข้อกังวลจากภาคเอกชน หากไม่มีใบรับรองอาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าได้

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศที่ขนส่งมันสำปะหลังจากไทยไปจีน ควรมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือของตนปราศจากเชื้อโควิด-19 เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับแจ้งข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ณ ท่าเรือปลายทางของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใหญ่เดินทะเลที่ขนส่งสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน ที่ไม่มีใบรับรองการตรวจโควิด-19 อาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางของจีนได้

ทั้งนี้ ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว กรมฯ ได้ประสานภาคเอกชน หากพบการติดเชื้อของพนักงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออก และดำเนินการภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) โดยเคร่งครัด รวมทั้งให้พนักงานมีการตรวจสอบการติดเชื้อโดยวิธี ATK (Antigen Test Kit) เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกจะปลอดจากเชื้อโควิด-19 เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรต้องเพิ่มความเข้มงวดการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของกระบวนการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเรือใหญ่เดินทะเลที่ลูกค้าปลายทางเป็นผู้จัดหามาเองนั้น กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือปราศจากการติดเชื้อโควิด-19 ในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังทุกตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการเทียบท่า ณ เมืองปลายทาง

ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 6.361 ล้านตัน มูลค่า 2,330.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 43% และ 48% ตามลำดับ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกรวม 4.441 ล้านตัน มูลค่า 1,573.38 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : Commerce News Agency

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 4

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 4

ประกาศ เรื่อง มาตรการของสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ในกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 4