สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลังผวาฉุดส่งออกกว่า 9 หมื่นล้านวูบ

สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลังผวาฉุดส่งออกกว่า 9 หมื่นล้านวูบ

จากการที่ประเทศไทยในแต่ละปีสามารถขยายมูลค่าการส่งออกมันสําปะหลังผลิตภัณฑ์รวมไม่ต่ำกว่าปีละ 9 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะมันเส้นและกากมันสามารถคลองตลาดจีนได้ถึง 80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้นหากเกษตรกรผู้ปลูกของไทยเจอกับโรคใบด่างจะทำให้มีผลกระทบโดยตรง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่าได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียกประชุม และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ตรวจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อระดมสมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาเช่น วิธีระงับปัญหา มาตรการสกัดกั้น การเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลผลิตประสบโรคระบาด และให้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อระดมกำลังแก้ไขปัญหาด้วย

“สำหรับมาตรการเร่งด่วน ให้มีการควบคุมพื้นที่ที่พบการระบาด เช่น ตรวจยืด/ควบคุม/จำกัดบริเวณท่อนพันธุ์ พาหะโรค เพื่อรอการทำลาย และควบคุมมิให้เคลื่อนย้ายพาหะไปยังพื้นที่อื่นๆ การระดมวัสดุ/สารเคมีฆ่าเชื้อ และปฏิบัติการทำลายพาหะโรค 3. การบันทึก/พิสูจน์/ตรวจวิเคราะห์ทางห้อง lab เพื่อนำไปสู่การประกาศเขตระบาดโรค และให้การช่วยเหลือตามระเบียบ”

4. การตั้งด่านสกัดกั้น และหาข่าวการลักลอบเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์/พาหะโรค ตามแนวชายแดน และรอบพื้นที่รัศมีการระบาด
5. ในพื้นที่รอบรัศมีการระบาด/หรือมีความเสี่ยง ให้ จนท เกษตรจังหวัด อำเภอ ตำบล อาสาสมัครเกษตร ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด ตรวจเยี่ยม แนะนำ และกำกับ ให้เกษตรกรได้จัดการแปลงมันฯ ตามหลักวิชาการ (ค้นหาโรค พ่นสารเคมีทำลาย /ป้องกัน)
6. ระดมสรรพกำลัง เจ้าหน้าที่ และให้ความรู้ก่อนปฏิบัติการตามข้อ 1-4
7. เตรียมงบประมาณเพื่อการจัดหาวัสดุ เครื่องมือ ในการปฏิบัติการ
8. ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้ แก่เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และ องค์กรระหว่างประเทศ ด้านระบาดวิทยา 9. ปฏิบัติการค้นหาโรค scaning/ surviellance อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง
10. ปฏิบัติการร่วมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อค้นหาโรคและทำลาย (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) และ
11. เตรียมห้อง Lab เครื่องมือตรวจวิเคราะห์โรค เพื่อรองรับตัวอย่างที่ส่งตรวจ วินิจฉัย และรายงานโรค ที่เป็นสากลแหล่ง

ข่าวกระทรวงพาณิชย์ เผย การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยปี 2561 มูลค่ารวม 9.96 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นมันสำปะหลังอัดเม็ดและมันเส้น 2.84 หมื่นล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง 4.4 หมื่นล้านบาท ตลาดส่งออก 5 อันดับได้แก่ 1.ประเทศจีน 2.ญี่ป่น 3.อินโดนีเซีย 4.ไต้หวัน และ 5.มาเลเซีย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ประชุมติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังไทย

ประชุมติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังไทย

วันนี้ (21 มิ.ย. 62) เวลา 14.00 น. สมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้ง 4 ได้ร่วมประชุมกับนายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังไทย ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

P620621-02-02 P620621-02-03 P620621-02-04 P620621-02-05

โดยท่านสมาชิก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อจำกัดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อจำกัดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเข้าพบนายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และนายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อหารือการเฝ้าระวัง และจำกัดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ ห้องรับรอง ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ตำบลท่าเกษม อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร พบโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 มีการระบาดอยู่ 5 อำเภอในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และเดือนมิถุนายน สำรวจพบการระบาดเพิ่มเป็น 8 อำเภอ จึงขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นการเร่งด่วน เพื่อจะบูรณาร่วมกันในการกำจัดโรคใบด่างในมันสำปะหลัง และลดการแพร่กระจายไม่ให้ระบาดไปมากกว่านี้ โดยโรคดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมีปริมาณผลผลิตที่ลดลง

ทั้งนี้หากระบาดเป็นจำนวนมากจะทำให้ขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลัง สำหรับโรคใบด่างในมันสำปะหลังมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรค มีหลักวิธีกำจัด 3 ข้อ ได้แก่ 1.พบแล้วให้ฝังกลบทำลาย 2.กำจัดแมงหวี่ขาว และ 3.ห้ามเคลื่อนย้ายออกจากแปลง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดที่อื่น คือ เกษตรกรต้องสำรวจทุกอาทิตย์ ๆ ละ 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำ เมื่อพบการระบาดให้ทำลายทันที โดยการทำให้ต้นตาย ด้วยวิธีฝังกลบ หรือสับต้นมันสำปะหลังเป็นท่อน ๆ แล้วใส่ถุงดำมัดปากถุงทิ้งไว้ในแปลงกลางแดดจนกว่าต้นจะตาย แล้วห้ามเคลื่อนย้ายออกนอกแปลง และถ้าต้องการจะปลูกใหม่ต้องใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาดจากแปลงที่ไม่เป็นโรคมาก่อน พร้อมทั้งแจ้งสำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ สิ่งที่สำคัญเกษตรกรต้องให้ความร่วมมือกับทางหน่วยราชการในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค จึงจะกำจัดโรคระบาดนี้ได้จริงจัง

นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ทางจังหวัดมีความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หลังจากนี้จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรควบคู่ไปกับการกำจัดโรคใบด่างในมันสำปะหลัง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคและหาแนวทางป้องกัน สกัดกั้น การนำเข้าพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นโรคด้วย โดยในเบื้องต้นได้มีเกษตรอำเภอลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคใบด่างในในสำปะหลัง และการทำลายเมื่อพบโรคดังกล่าว ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

การประชุมหารือกับรีคัลท์ ผู้สร้างแอปพลิเคชั่นช่วยเหลือเกษตรกรไทย

การประชุมหารือกับรีคัลท์ ผู้สร้างแอปพลิเคชั่นช่วยเหลือเกษตรกรไทย

วันนี้ (18 มิ.ย. 62) สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้เชิญนายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งรีคัลท์ และทีมงาน ซึ่งเป็นผู้สร้างแอฟพลิเคชั่นรีคัลท์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการให้ข้อมูลในการวางแผนการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ รู้จุดบกพร่องในแปลง เพื่อให้แก้ไขได้ทันที และได้รับข้อมูลการเพาะปลูกจากผู้เชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน

ปัจจุบันได้เปิดให้ดาวน์โหลดแอฟพลิเคชั่นรีคัลท์ (Ricult) ฟรี ในเบื้องต้นจะสามารถดูข้อมูลการพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำ ซึ่งจะมีเฉพาะในระบบ Android  ส่วนระบบ iOS (iPhone) สามารถใช้แอปฯ โดยเข้าผ่านเว็บไซต์

ระบบ Android โหลด แอปฯ Ricult ใน Play Store

1. ใส่เบอร์โทรศัพท์ ของท่าน

2. ใส่รหัสองค์กร 8877

3. ใส่ชื่อ-นามสกุล ของท่าน

4. รอรับรหัส จาก SMS

5. นำรหัสไปใส่ และเข้าใช้งานได้ทันที

ส่วนระบบ iOS (iPhone) สามารถใช้แอปฯ โดยเข้าผ่านเว็บไซต์

1. เข้าเว็บไซต์ : www.ricult.com/app

2. เลือกประเทศ Thailand

3. ใส่เบอร์โทรศัพท์ ของท่าน

4. ใส่รหัสองค์กร 8877

5. ใส่ชื่อ-นามสกุล ของท่าน

6. รอรับรหัส จาก SMS

7. นำรหัสไปใส่ และเข้าใช้งานได้ทันที

โดยท่านสมาชิก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ

P620618-02P620618-03P620618-05P620618-04

แนะเกษตรกรแบนมันสำปะหลังพันธุ์ 89 สุ่มเสี่ยงโรคใบด่าง

แนะเกษตรกรแบนมันสำปะหลังพันธุ์ 89 สุ่มเสี่ยงโรคใบด่าง

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรไม่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 89 ยันเป็นพันธุ์สุดอ่อนแอแพ้ทุกโรคทั้งหัวเน่า พุ่มแจ้ และใบด่าง เผยผลแสกนพื้นที่ปลูกมันล่าสุดพบโรคใบด่าง 5 อำเภอในจังหวัดสระแก้ว ย้ำเป็นโรคระบาดมันสำปะหลังติดอันดับร้ายแรงที่สุดทำผลผลิตเสียหายสิ้นเชิง

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากตามรายงานจากประเทศเวียดนามโรคนี้ทำให้ผลผลิตเสียหาย 50- 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยกรมวิชาการเกษตรได้เข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลัง และสร้างการรับรู้โดยประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกับจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเตรียมไว้ในกรณีหากเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ในฤดูปลูกมันสำปะหลังในปีที่ผ่านมาจะยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย แต่ในฤดูปลูกมันสำปะหลังปี 2562 นี้ กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรและภาคเอกชน ดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างในพื้นที่ 5 อำเภอ จำนวน 18 ตำบลในจังหวัดสระแก้ว และได้สั่งการไม่ให้เคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคข้ามจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคใบด่างไปยังพื้นที่อื่น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดขากเชื้อไวรัส SLCMV โดยขอให้เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังทุก 2 สัปดาห์ หากพบต้นที่แสดงอาการต้องสงสัยให้ดำเนินการถอนทำลายต้นที่ต้องสงสัยและต้นข้างเคียงในพื้นที่ 4×4 เมตร (ไม่เกินจำนวน 16 ต้น) โดยวิธีฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตรทำการกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร และพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ด้วยสารเคมีอิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงที่พบอาการต้องสงสัยและแปลงใกล้เคียง เพื่อป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคที่สำคัญ

“จากผลการสำรวจต้นมันสำปะหลังที่พบเป็นโรคใบด่าง สาเหตุสำคัญมาจากเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 89 ซึ่งแม้จะโตได้ดีและให้น้ำหนักดี แต่เป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่อ่อนแอต่อทุกโรคของมันสำปะหลัง ได้แก่ โรคหัวเน่า พุ่มแจ้ และใบด่าง ดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงไปปลูกพันธุ์อื่น และต้องมาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากอาจมีโรคใบด่างติดเข้ามากับท่อนพันธุ์ด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดในฤดูปลูกต่อมาได้ ทั้งนี้ หากมีโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรเสียหายโดยสิ้นเชิงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย เพราะจัดเป็นโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดของมันสำปะหลัง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ที่มา : ThaiPR.net

คต. หารือ 4 สมาคมมันสำปะหลัง เตรียมรับมือ-สกัดปัญหาผลผลิตรอบใหม่

คต. หารือ 4 สมาคมมันสำปะหลัง เตรียมรับมือ-สกัดปัญหาผลผลิตรอบใหม่

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในวงการมันสำปะหลัง ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมประชุมหารือและติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้ามันสำปะหลัง เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ประกอบการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562/63 รวมถึงการหารือแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยในระยะยาว เช่น การใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น โดยจะประมวลผลเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เพื่อพิจารณาออกมาตรการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2562/63 ต่อไป

นายอดุลย์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ปีการผลิต 2561/62 ผลผลิตได้ออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 28.46 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90.2 คงเหลือผลผลิตที่คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2562 อีกราว 3.09 ล้านตัน หรือร้อยละ 9.8 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ และรักษาระดับราคามันสำปะหลังสดให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุนและมีกำไร

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ( CMD) ไทยสามารถบริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดได้ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถผลิตแปรรูป และส่งออกสินค้ามันสำปะหลังได้อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ซื้อ ผู้นำเข้า มีความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น สินค้ามันสำปะหลังนวัตกรรม ที่มีการนำมันสำปะหลังมาผลิต ทั้งอาหารและไม่ใช่อาหาร ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

นายอดุลย์ กล่าวว่า แม้ในช่วงนี้ จะเป็นช่วงท้ายฤดูกาลเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง กรมฯ ขอฝากข้อคิดไปยังพี่น้องเกษตรกรว่าไม่ควรรีบขุดหัวมันอ่อนออกมาขาย เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ เพราะจะทำให้ขายได้ราคาไม่สูงมากนัก แต่ถ้ารอให้มีเชื้อแป้งสมบูรณ์ ก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ขอให้เกษตรกรเตรียมท่อนพันธุ์มันสำปะหลังให้เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป คาดว่าในระยะถัดไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเกิดภาวะการขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ปลอดโรค CMD ส่งผลให้มีความต้องการท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคจากประเทศไทยสูงขึ้น จึงขอให้เกษตรกรชะลอการจำหน่ายท่อนพันธุ์ให้ความสำคัญกับการเตรียมท่อนพันธุ์ที่ดีให้เพียงพอกับความต้องการ โดยให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตหัวมันสำปะหลังมากกว่าการจำหน่ายในรูปท่อนพันธุ์ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจน้อยกว่า

ที่มา : มติชนออนไลน์

การแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคีสมาคมฯ ครั้งที่ 5

การแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคีสมาคมฯ ครั้งที่ 5

สมาคมฯ ได้จัดการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคี สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย 2562 ในวันอังคารที่ 23 เมษายน 2562 ณ สนามกอล์ฟ ราชคราม กอล์ฟ ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

P620423-02 P620423-03 P620423-04 P620423-05 P620423-06 P620423-07 P620423-08 P620423-09 P620423-10 P620423-11 P620423-12 P620423-13 P620423-14

เป้าส่งออกลดวูบเหลือ 3% ‘ข้าว-มัน-น้ำตาล’ อ่วมพิษบาทแข็ง

เป้าส่งออกลดวูบเหลือ 3% ‘ข้าว-มัน-น้ำตาล’ อ่วมพิษบาทแข็ง

เอกชนถอดใจหดเป้าหมายส่งออกปี 2562 คาดการณ์ “Q2” โต 0% ทั้งปีโต 3% จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 5% เหตุตลาดโลกระส่ำสงครามการค้าลดสต๊อกสินค้านำเข้าลง ด้านสินค้าเกษตร “มันเส้น-ข้าว-น้ำตาล” อ่วมเจอพิษบาทแข็ง สิ่งทอหวั่นขึ้นค่าแรงกระทบซ้ำเติมแข่งไม่ได้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการปรับลดเป้าการส่งออกปี 2562 ที่จัดทำโดยสถาบันภาคเอกชนว่า ขณะนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออก (สรท.) กับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต่างปรับลดประมาณการเป้าการส่งออกปี 2562 ลงเหลือเพียง 3% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5% เนื่องจากแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังได้รับผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยเฉพาะตลาดจีนที่ต้องลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบจากไทย และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากกรณีอังกฤษเตรียมแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ด้วย

ตลาดโลกลดสต๊อกสินค้า

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่สภาผู้ส่งออก ได้ปรับประมาณการเป้าหมายการส่งออกปี 2561 ลงเหลือ 3% มูลค่า 260,337 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เป็นผลมาจากแนวโน้มการค้าโลกชะลอตัวหลังปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังคงยืดเยื้อ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามเจรจากันก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ประเทศคู่ค้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้าซัพพลายให้กับจีนและสหรัฐต่างประสบปัญหาชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วย

“เมื่อสถานการณ์การค้าโลกเป็นเช่นนี้ ทำให้หลาย ๆ ประเทศลดการสต๊อกสินค้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้ากลุ่มวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าที่ไทยส่งออกไปยังตลาดจีนเพื่อผลิตส่งเข้าสหรัฐ อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในหลาย ๆประเทศยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงทั้งเวเนซุเอลา ทั้งปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ แม้ว่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์จะกลับมาเป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่ตัวเลขการส่งออกที่แท้จริง แต่เป็นการส่งออกสินค้าอาวุธคืนให้กับสหรัฐ หากหักลบตัวเลขนี้ออกไปก็จะพบว่า การส่งออกยังติดลบอยู่ -5% เท่าที่ประเมินคาดว่า ในไตรมาส 1 ปีนี้ส่งออกจะติดลบหรือทรงตัว 0% หากไทยจะผลักดันการส่งออกทั้งปีให้โตถึงเป้าหมายใหม่จะต้องส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนให้ได้มากกว่า 21,000 ล้านเหรียญ” นายวิศิษฐ์กล่าว

ตั้งรัฐบาลช้ายิ่งแย่หนัก

ส่วนโอกาสที่การส่งออกไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาเป็นบวกหรือ 0% นั้น “ยังเป็นเรื่องที่อึมครึม” จากปัจจัยภายนอกข้างต้นและยังมีปัจจัยภายในเชื่อมโยงกับไทยคือ ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยเฉพาะ การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่เกิดการอย่างล่าช้าเท่ากับว่า ในไตรมาส 2/2562 ไทยจะไม่มีเครื่องมือพิเศษมาช่วยภาคส่งออก ทั้งยังมาประสบปัญหาถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) อีก หากเทียบกับประเทศแข่งอย่างเวียดนา-อินโดนีเซีย ที่สามารถบรรลุความตกลง FTA กับประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ๆ ไปแล้ว

ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 3% จากการประเมินว่า การส่งออกรายสินค้ากลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจะขยายตัว 1.40% มูลค่า 41,632 ล้านเหรียญ มีสินค้าที่น่าห่วงคือ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคาดว่าจะติดลบ -10% มูลค่า2,800 ล้านเหรียญ, น้ำตาล -7% มูลค่า 2,567 ล้านเหรียญ, ข้าว 0% มูลค่า 5,619 ล้านเหรียญ ส่วนยางพาราขยายตัว 3% มูลค่า 4,740 ล้านเหรียญ, อาหาร 5% มูลค่า 22,406 ล้านเหรียญ

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญคาดว่า จะขยายตัว 3% มูลค่า 207,205 ล้านเหรียญ โดยสินค้าวัสดุก่อสร้างขยายตัว7% มูลค่า 10,479 ล้านเหรียญ, ผลิตภัณฑ์ยาง 6% มูลค่า 11,685 ล้านเหรียญ, อัญมณีและเครื่องประดับ 5% มูลค่า 12,577 ล้านเหรียญ, สิ่งทอ 5% มูลค่า 7,494 ล้านเหรียญ, อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 4% (จากคาดการณ์เดิม 3.5%) มูลค่า 39,706 ล้านเหรียญ, ยานยนต์และส่วนประกอบ 4% (จากเดิม 3.5%) มูลค่า 39,052 ล้านเหรียญ, เครื่องใช้ไฟฟ้า 3% มูลค่า 25,071 ล้านเหรียญ, เม็ดพลาสติก 3% มูลค่า 15,043 ล้านเหรียญ,น้ำมันสำเร็จรูป 3% มูลค่า 9,595 ล้านเหรียญ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3% มูลค่า 8,448 ล้านเหรียญ และเคมีภัณฑ์ 3% มูลค่า 9,455 ล้านเหรียญ

มันเส้นอ่วมติดลบ -30%

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วงไตรมาส 2 ว่า จะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2562 ที่ส่งออกติดลบ -40% หรือส่งออกได้ปริมาณ 1,813,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณซัพพลายมันสำปะหลังลดลงจากเกิดปัญหาราคาตกต่ำเมื่อปี 2558 ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกอ้อยแทน “ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาปลูกมัน” ประกอบกับการนำเข้าวัตถุดิบมันสำปะหลังจากเพื่อนบ้านไม่ได้เช่นทุก ๆ ปี เพราะผลผลิตมันสำปะหลังของกัมพูชาลดลงจากการระบาดของโรคใบด่าง และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น “ราคามันเส้นปรับตัวสูงขึ้น ตันละ 15-20 เหรียญ FOB หรือจากต้นปี 200 เหรียญ ก็เป็น 215-220 เหรียญ/ตัน ราคานี้ลูกค้าจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของเรารับไม่ได้และชะลอการสั่งซื้อออกไปทำให้ยอดส่งออกทั้งปีปีนี้จะติดลบถึง -30%”

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าขณะนี้สถานการณ์การส่งออกข้าว “ค่อนข้างชะลอตัว” จากอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าทำให้ราคาข้าวไทย “สูงกว่า” ข้าวเวียดนามต่อเนื่องคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2/2562 จะยังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาทั้งจากตลาดฟิลิปปินส์ที่ซื้อไปครบแล้ว ตลาดอินโดนีเซียคงจะรอสั่งซื้อหลังผ่านการเลือกตั้งภายในไปแล้วและตลาดจีน ซึ่งยังไม่สามารถเจรจาหาข้อสรุปการส่งมอบข้าวออร์เดอร์รัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ที่เหลือได้ เนื่องจากจีนต่อรองราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้ส่งออกข้าวประเมินว่า จะรักษาฐานการส่งออกเฉลี่ยในไตรมาส 2 ได้ประมาณ 2 ล้านตัน หรือเดือนละ 700,000-800,000ตัน เท่ากับในช่วงไตรมาส 1/2562 “หลังจากผ่านไตรมาส 2 จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกข้าวกันอีกครั้งว่า จะลดลงจากเดิมที่วางไว้ 9.5 ล้านตันหรือไม่”

สิ่งทอยังลำบาก

นายสมเกียรติ อำนวยพรสกุล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวถึงการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไตรมาส 2/2562 “ยังลำบาก” โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2562 น่าจะติดลบ -2% เมื่อเทียบจากปี 2561 ส่วนจะมากหรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมาต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะตลาดหลัก (สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น) อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายซื้อสินค้าทำให้ปรับตัวลดลง รวมถึงเรื่องของ Brexit ที่ยังไม่ชัดเจนด้วย สิทธิประโยชน์ทางการค้าและปัจจัยในเรื่องของค่าแรง

ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า แม้สหภาพยุโรปจะให้โควตาไทยส่งเข้าเนื้อไก่ประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก 5,460 ตัน/ปี จากโควตาเดิม 252,000 ตัน/ปีนั้น ถือว่า “เพิ่มขึ้นมาไม่มากนัก” และโควตาที่เพิ่มให้ไทยเป็นรายการไก่แปรรูปไม่ปรุงสุก เช่น ไก่หมักซอส ซึ่งปกติไก่ไทยที่ส่งออกไปเป็นไก่ปรุงสุก “แนวโน้มการส่งออกไก่ไทยเข้าสหภาพยุโรปปีนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากอังกฤษออกจากอียูและอียูประกาศโควตาใหม่ ถ้าไทยถูกลดโควตาก็ต้องไปเจรจากับอียูเพื่อขอเพิ่ม”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คต. ยืนยันจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังไทยอย่างต่อเนื่อง

คต. ยืนยันจีนยังต้องการนำเข้ามันสำปะหลังไทยอย่างต่อเนื่อง

กรมการค้าต่างประเทศ ยืนยันไทยยังส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ตามปกติ พร้อมแนะผู้ประกอบการมันสำปะหลังของไทย เร่งพัฒนาศักยภาพของตนรองรับมาตรการการค้ารูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ จึงได้ประสานสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่งตรวจสอบข้อมูล/ข้อเท็จจริงหลังจากมีกระแสข่าวว่าประเทศจีนจะไม่ซื้อมันสำปะหลังไทย โดยพบว่าประเทศจีนยังคงมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น และปัจจุบันนโยบายการนำเข้ามันสำปะหลังของจีนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังไปยังประเทศจีนได้ตามปกติ

สำหรับปี 2561 ราคามันสำปะหลังไทยสูงทั้งระบบ ผู้นำเข้าจีนจึงหันไปใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนมันสำปะหลังมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณส่งออกของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีพบว่าในปี 2561 ไทยส่งออกมันสำปะหลังไปจีนมูลค่ารวม 1,766.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น 2.48% จากปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวม 1,723.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจีนนำเข้ามันสำปะหลังเส้นปริมาณ 4.496 ล้านตัน ลดลง 36.74% จากปีก่อน และนำเข้าแป้งมันสำปะหลังปริมาณ 1.841 ล้านตัน ลดลง 11.91% จากปีก่อน โดยนำเข้าจากประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 3.934 ล้านตัน และ1.474 ล้านตันตามลำดับ

นายอดุลย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารเป็นลำดับต้นๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของตนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น ลดต้นทุนการผลิต ปรับเปลี่ยนกระบวนการแปรรูป การเก็บรักษา ตลอดจนความสะอาดในการขนส่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืช เพื่อไม่ให้ประเทศคู่ค้าใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าในอนาคต

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

พาณิชย์ เตรียมกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังภายในมี.ค.นี้ คุมเข้มป้องกันโรคไวรัสใบด่างระบาด

พาณิชย์ เตรียมกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังภายในมี.ค.นี้ คุมเข้มป้องกันโรคไวรัสใบด่างระบาด

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เห็นชอบกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งกำลังระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังของประเทศเพื่อนบ้าน

โดยผู้ประกอบการที่นำเข้ามันสำปะหลังตามแนวชายแดน จะต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนด เช่น จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดินและจุดผ่อนปรนการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว, จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี, จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จังหวัดสุรินทร์, จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี และจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำเหือง จังหวัดเลย เป็นต้น

“กรมฯ ขอให้ผู้นำเข้ามันสำปะหลังตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อม ก่อนที่มาตรการกำหนดด่านนำเข้าจะมีผลบังคับใช้ภายในมีนาคม 2562” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุ

ทั้งนี้ การกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังดังกล่าว เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสุขอนามัยพืช (Plant life or health) ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านนำเข้า ควบคุมตรวจสอบมันสำปะหลังที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้เข้มงวดขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย ป้องกันไม่ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังไทยกว่า 5 แสนครัวเรือน ตลอดจนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่มีมูลค่าส่งออกต่อปีกว่า 1 แสนล้านบาทได้รับผลกระทบ

“ไทยไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยยังคงต้องการนำเข้าอยู่ เพียงแต่ผู้นำเข้าจะต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนด เพราะไทยจำเป็นต้องป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากประเทศเพื่อนบ้านสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังได้ ก็จะพิจารณาเสนอให้ผ่อนคลายมาตรการกำหนดด่านนำเข้ามันสำปะหลังต่อไป” นายอดุลย์ระบุ

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เข้าพบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชา และ สปป.ลาว ประจำประเทศไทย เพื่อชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการกำหนดด่านนำเข้า ซึ่งเอกอัครราชทูตของทั้ง 2 ประเทศมีความเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ ตลอดจนพร้อมที่จะช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อม

สำหรับโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในแถบแอฟริกา สามารถแพร่ระบาดได้โดยท่อนพันธุ์ เหง้า และแมลงหวี่ขาวยาสูบ โดยต้นมันสำปะหลังที่ติดเชื้อจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังในแถบแอฟริกามากถึง 80-100% เพราะมันสำปะหลังที่เป็นโรคดังกล่าวจะไม่เจริญเติบโต ที่สำคัญโรคนี้ไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้ จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ประเทศในแถบแอฟริกายังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้

อนึ่ง ในปี 2561 ไทยนำเข้ามันสำปะหลัง ปริมาณ 2.12 ล้านตัน มูลค่า 8,700 ล้านบาท ลดลงจากปี 2560 ที่นำเข้าปริมาณ 2.89 ล้านตัน มูลค่า 12,300 ล้านบาท คิดเป็น 27% และ 29% ตามลำดับ แหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ กัมพูชา 75% และลาว 25%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์