ต้อนรับคณะสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล

ต้อนรับคณะสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล

คณะจากสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบสมาคมฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมันสำปะหลัง โดยมีคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสมาคมฯ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567

การสัมมนาเชิงวิชาการ

การสัมมนาเชิงวิชาการ

สมาคมฯ ได้จัดการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ปัญหาการขาดแคลนผลผลิตมันสำปะหลังไทย” บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ และเรื่อง “การขยายต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค” บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี และคุณเพ็ญนภา บานเย็น จากบริษัท พูลผล จำกัด ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

จีนลุยพัฒนาข้าวโพด GMO เพิ่มผลผลิตในประเทศ สนค.แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

จีนลุยพัฒนาข้าวโพด GMO เพิ่มผลผลิตในประเทศ สนค.แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

สนค. ติดตามสถานการณ์ข้าวโพด GMO ของประเทศจีน เร่งเพิ่มผลผลิตในประเทศหนุนการปลูกในพื้นที่ 8 มณฑล และคาดการณ์ว่าปี 67 พท้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 4.17 – 6.25 ล้านไร่ แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือผลกระทบส่งออกมันสำปะหลังเร่งปรับตัวธุรกิจ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์การวิจัยและพัฒนาข้าวโพด GMO ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านการวิจัยดังกล่าวครั้งแรกในปี 2540 โดยสามารถวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานแมลงศัตรูพืชได้ และจีนได้ดำเนินการวิจัยด้านดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้เริ่มเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพด GMO มาตั้งแต่ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ปี 2566 จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวโพด อันดับ 1 ของโลก มีปริมาณ 27.14 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 9,017.99 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26.99% จากปีก่อนหน้า โดยมีการนำเข้าจากประเทศบราซิลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตข้าวโพดซึ่งใช้พันธุ์ข้าวโพด GMO ที่สำคัญของโลก และในปีเดียวกันจีนมีผลผลิตข้าวโพดในประเทศรวม 288.84 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนปี 67-68 คาดว่าจีนจะมีปริมาณผลผลิตข้าวโพดอยู่ที่ 296 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.4%

จะเห็นว่าปริมาณผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศของจีนยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวโพด GMO ของจีน เพื่อการต่อสู้กับโรคและศัตรูพืช และต้องการเพิ่มปริมาณข้าวโพดเพื่อความมั่งคงด้านอาหารและการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านธัญพืช ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการเพาะปลูก

ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรภายในประเทศที่สำคัญตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีน และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2567 จีนได้ออกประกาศรายการข้าวโพด GMO 37 สายพันธุ์ จาก 24 บริษัทและหน่วยงานวิจัย ที่สามารถนำไปเพาะปลูกได้ใน 8 มณฑลของจีน ประกอบด้วย

  • มองโกเลียใน
  • กานซู
  • เหอเป่ย
  • จี๋หลิน
  • เหลียวหนิง
  • กว่างซี
  • เสฉวน
  • ยูนนาน

ซึ่งใน 4 มณฑลแรก สามารถทำการเพาะปลูกข้าวโพด GMO ได้ในทุกพื้นที่ จึงคาดว่าจีนจะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด GMO เพิ่มขึ้นเป็น 4.17 – 6.25 ล้านไร่ ในปี 67

และล่าสุด รัฐบาลจีนได้เอกสารแนวทางการพัฒนาชนบท และภาคการเกษตรของจีน โดยปี 2567 มีการกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาเขตพื้นที่ชนบทอย่างครอบคลุม ที่มุ่งเน้นการยกระดับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง บนพื้นฐานการวิจัยพัฒนา และการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการผลิตพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ

แนวนโยบายดังกล่าวจึงเป็นการเน้นย้ำว่าจีนจะพัฒนาการใช้ข้าวโพด GMO เพื่อความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับผลผลิตในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าธัญพืช แม้ปัจจุบันพื้นที่การเพาะปลูกข้าวโพด GMO ของจีนจะมีไม่ถึง 1% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดทั้งประเทศ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 276.37 ล้านไร่ และคาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด GMO ของจีนในช่วงปี 2568 – 2570 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 – 15% ต่อปี

“ถึงแม้ข้าวโพดจะไม่ใช่สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย แต่ข้าวโพดเป็นสินค้าทดแทนมันสำปะหลังที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และเอทานอล ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และจีนเองก็เป็นตลาดมันสำปะหลังที่สำคัญของไทย การที่จีนจะหันมาใช้ข้าวโพด GMO เพื่อการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศให้เพียงพอกับความต้องการ อาจกระทบต่อความต้องการมันสำปะหลัง ดังนั้น จึงควรหาแนวทางเพื่อสอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าวที่มีแนวโน้มอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่ตลาด ซึ่งไทยมีตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกมันเส้นที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง” นายพูนพงษ์กล่าว

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี พบการระบาดของหนอนกระทู้หอมกัดกินต้นมันสำปะหลัง ในพื้นที่ อ.พนมทวน, อ.ห้วยกระเจา และ อ.บ่อพลอย รวมพื้นที่การระบาด กว่า 7 พันไร่ เกษตรกรกว่า 600 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อพบตัวหนอนหรือกลุ่มไข่ในแปลงให้เก็บ และนำมาทำลาย พร้อมกำจัดวัชพืชที่อยู่ในแปลงและบริเวณรอบแปลง

สำหรับฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% (กลุ่ม 28)

“หลังจากพ่นสารเคมีแล้ว 1-2 วัน เกษตรกรต้องสำรวจแปลง หากยังพบการระบาดของหนอนกระทู้ให้พ่นสารเคมีซ้ำ และควรสลับกลุ่มสารเคมี เพื่อป้องกันการดื้อยา หากการระบาดของหนอนลดลง ให้ควบคุมด้วยชีวภัณฑ์ โดยฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 80 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร หรือไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หลังจากฉีดพ่นสารเคมีแล้ว 15 วัน”

สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่ยังไม่พบการระบาด อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน ด้วยการใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ ร่วมกับวิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย พร้อมทั้งใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ที่พบเข้าทำลายหนอนกระทู้หอม ได้แก่ มวนพิฆาต แมลงหางหนีบ

ใช้สารสกัดสะเดา อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 3 วัน 3-4 ครั้งต่อเนื่อง ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 3-5 วัน เมื่อพบการระบาด หากมีการระบาดรุนแรงให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง หลังจากนั้นพ่นทุก 5 วัน จนกระทั่งหนอนลดปริมาณการระบาด ใช้ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ควรพ่นเมื่อหนอนมีขนาดเล็กจะให้ผลในการควบคุมได้รวดเร็ว กรณีหนอนระบาดรุนแรงให้พ่นวันเว้นวัน

ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28).

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

คลอดแล้ว “มาตรการชะลอเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง” ปี 2566/67 เริ่มวันนี้

คลอดแล้ว “มาตรการชะลอเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง” ปี 2566/67 เริ่มวันนี้

ครม. เห็นชอบ มาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 เริ่มต้นโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 เมษายน 2568 ธ.ก.ส. พร้อมจัดสินเชื่อกับเกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 วงเงินงบประมาณ 56.96 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ เริ่มต้นโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 เมษายน 2568 โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้สินเชื่อกับเกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท หรือ ไม่เกิน 20 ไร่/ครัวเรือน ไร่ละไม่เกิน 2,500 บาท

สำหรับมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการเพาะปลูก โดยการชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ผ่านพ้นช่วงแล้ง ให้ได้รับฝนซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและเปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น

รวมทั้งช่วยเหลือให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนระหว่างรอการเก็บเกี่ยว โดยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูการผลิตปี 2566/67 ประมาณ 65,100 ครัวเรือน

สำหรับมีวิธีดำเนินการตามมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 ธ.ก.ส. จะเปิดให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้น ธนาคารจะตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกประเมินพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและให้สินเชื่อแก่เกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 3,255 ล้านบาท

ระยะเวลาโครงการ
– เริ่มตั้งแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติ ถึง 30 เมษายน 2568 กำหนด

ระยะเวลาสมัครเข้าร่วมโครงการ
– ภายใน 30 มิถุนายน 2567

ระยะเวลาจ่ายสินเชื่อ
– เริ่มตั้งแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติ ถึง31 กรกฎาคม 2567

ระยะเวลาชดเชยดอกเบี้ย
– เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันรับสินเชื่อแต่ไม่เกิน 31 มกราคม 2568

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการรักษาเสถียรภาพราคาหัวมันสด ปี 2566/67 เพื่อให้การกำกับดูแลมันสำปะหลังเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยมอบหมายคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลังบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลังรับไปพิจารณาดำเนินการปรับแผนการขยายท่อนพันธุ์ให้ครอบคลุมพื้นที่ระบาดภายในปี 2569 ทั้งพันธุ์ต้านทานโรค (พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ติดโรค) และพันธุ์ทนทานต่อโรค (พันธุ์ที่มีความแข็งแรง ติดโรคได้ยาก แต่ยังติดโรคได้)

รวมทั้งการส่งเสริมการเพาะปลูกด้วยระบบน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิตและรองรับการขยายท่อนพันธุ์ โดยจัดทำรายละเอียดโครงการ แผนดำเนินการกรอบวงเงินงบฯ และแหล่งเงินก่อนเสนอ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ต่อไป

ขณะเดียวกันยังมอบหมายกรมศุลกากร กำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งการนำเข้าทางด่านถาวรและจุดผ่อนปรน ให้เป็นไปตามระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคง ป้องกัน สกัดกั้น การลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด และให้กรมการค้าต่างประเทศ เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้าและส่งออกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลังปี 2566/67 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินว่า ณ เดือนมีนาคม 2567 โดยมีผลผลิตทั้งประเทศ 26.88 ล้านตัน ลดลง 3.74 ล้านตัน เนื่องจากขาดแคลนท่อนพันธุ์ สภาวะอากาศร้อน/แล้ง รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดโรคใบด่าง เพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง โดยผลผลิตกระจุกตัวช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2567 ปัจจุบันเก็บเกี่ยวแล้ว 23.50 ล้านตัน

ส่วนราคาในประเทศ ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 มันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% มีราคาอยู่ที่ 3.20 บาทต่อกิโลกรัม, มันเส้น มีราคาอยู่ที่ 7.43 และแป้งมัน มีราคาอยู่ที่ 18.85 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากเกษตรกรบางส่วนเร่งขุดผลผลิตที่ไม่ครบอายุออกจำหน่าย ประกอบกับสภาวะอากาศร้อนจัดส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงและมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ สำหรับราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม และแป้งมันอยู่ที่ 20.59 บาทต่อกิโลกรัม

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เริ่มแล้ว!! พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเพาะขยายกล้า เป้า 2.4 แสนต้น ภายใน 3 เดือน

เริ่มแล้ว!! พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเพาะขยายกล้า เป้า 2.4 แสนต้น ภายใน 3 เดือน

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานภาคีในการขับเคลื่อนแก้ไขผลกระทบของเกษตรกรจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งพบการแพร่ระบาดมาตั้งแต่ ปี 2561 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรและแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดตาม มาตรการป้องกัน กำจัด โรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้สนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังทนทานต่อโรคใบด่าง ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เพื่อลดความรุนแรงของโรคและผลกระทบต่อปริมาณของผลผลิตอันเป็นเหตุให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนน้อยลงจากเดิม

ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานงานและได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (TTDI) สนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 รวมจำนวน 15,000 ลำ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังเร่งเดินหน้าผลิตขยายเป็นต้นกล้ามันสำปะหลังสะอาดพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง โดยมีแผนดำเนินการภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อผลิตต้นกล้าให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 240,000 ต้น จากนั้นจะนำต้นกล้าไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 8 ศูนย์ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเวลา 10 เดือน เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่พร้อมเป็นพันธุ์ตั้งต้นสำหรับใช้เพิ่มปริมาณต้นกล้าในปี 2568 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมแผนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี โดยเฉพาะหน่วยงานภาคการศึกษาที่มีเครื่องมือและพื้นที่ในการผลิตขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยจะร่วมกันผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างตามเป้าหมาย 15 ล้านท่อนในปี 2569 เพื่อให้เพียงพอสำหรับสนับสนุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 9 ล้านไร่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ปลอดโรค และทราบแหล่งที่มาของท่อนพันธุ์ ชัดเจน ไม่ควรปลูกพันธุ์อ่อนแอต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง ได้แก่ ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพันธุ์อ่อนแอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ทนทานต่อโรคใบด่าง ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดขของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ที่หน่วยงานภาครัฐจะสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง ตลอดจนสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกมันสำปะหลังที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในรอบระยะเวลาที่ร่วมโครงการต่อไป ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ที่มา : ThaiPR.net

อาลัย กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิตในวัย 56 ปี

อาลัย กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิตในวัย 56 ปี

19th เม.ย. 2024 Uncategorized

ไว้อาลัยแด่กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จากไปอย่างสงบ ด้วยวัย 56 ปี เมื่อ 03.28 น. 19 เม.ย. 2567

วันที่ 19 เมษายน 2567 ประชาชาติธุรกิจ ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 19 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น. ด้วยวัย 56 ปี

ประกาศแล้ว! พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ รับ 11,000 บาทต่อเดือน
บังคับใช้แล้ว! หลักเกณฑ์การดำเนินงาน 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว
กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิต อายุ 56 ปี
หลังจากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จากที่มีอาการป่วยวูบและล้มที่บ้านพักในคืนวันที่ 10 เม.ย. 2567 ก่อนส่งตัวไปโรงพยาบาล

ล่าสุด ทางครอบครัวรัชโน แจ้งข้อความระบุว่า พ่อจั่น ได้จากไปแล้วอย่างสงบ ในวันที่ 19 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น.

ก่อนที่พ่อจั่นจะจากไป พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้เทศน์นำทางก่อนลมหายใจสุดท้ายผ่านทางโทรศัพท์

“ร่างกายเสมือนเป็นบ้าน บ้านของคุณกีรติตอนนี้กำลังจะผุพัง เราจึงไม่ควรไปห่วงหาอาลัยในบ้านที่กำลังจะพังทลายหลังนี้ เมื่อถึงเวลาที่บ้านพังลงมาแล้วก็ขอให้สละบ้านหลังนี้ เพื่อไปยังบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า บ้านที่สร้างจากคุณงามความดีตลอดชีวิตที่คุณกีรติได้สั่งสมมา“

”คุณกีรติไม่ต้องเป็นห่วงคนในครอบครัว ทั้งคุณแม่ ภรรยา และลูกทั้ง 2 คน ทุกคนจะสามารถอยู่ได้อย่างดีด้วยคุณงามความดีที่คุณกีรติได้ทำไว้ แม้ว่าคุณกีรติจะไม่อยู่แล้ว”

”ตอนนี้คุณกีรติกำลังจะต้องเดินทางไกล สัมภาระอะไรต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป ความห่วงใยกังวลใจทั้งหลายก็ทิ้งเอาไว้ ขอให้เอาพระรัตนตรัยเป็นสิ่งนำทางในการเดินทางไกลครั้งนี้ สิ่งที่ติดตัวไปคือความดีและบุญกุศลที่สร้างสมมา“

พ่อจั่นได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวอย่างใกล้ชิด
จนลมหายใจสุดท้าย และพ่อจั่นได้เดินทางไปสู่สุคติแล้ว

ส่วนกำหนดการงานศพจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

เปิดประวัติ “กีรติ รัชโน”
สำหรับประวัตินายกีรติ รัชโน เกิดเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2510 ปัจจุบันอายุ 56 ปี มีชื่อเลนว่า “จั่น”

การศึกษา

จบชั้นประถม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสังคมวิทยา จบปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการคลัง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจบระดับปริญญาเอก บริหารธุรกิจ ยูไนเต็ด สเตตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ และการตลาดระหว่างประเทศ

ประสบการณ์การทำงาน
ปัจจุบัน-ปลัดกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2564-2565 รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2562-2563 อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2561-2562 ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2559-2562 รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2556-2559 ผู้อำนวยการกองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2554-2556 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2553-2554 ผู้อำนวยการกองนโยบายการค้าและพัฒนาระบบบริหาร

ผ่านการอบรม
หลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.) รุ่น 79
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 11
หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 63 (วปอ.63)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ
– มหาวชิรมงกุฎ
– ประถมาภรณ์ช้างเผือก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เตือน “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง” ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย

เตือน “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง” ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย

มูลนิธิสถาบันฯ เตือนภัยเกษตรกร “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง”ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย ชี้ใครครอบครองพันธุ์เถื่อนให้ทำลายทันที ผวาทำลายอุตสาหกรรมพังทั้งระบบ

รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ กรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่มีสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศขายต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง พันธุ์อิทธิ 2 จากเกษตรกรแถวหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอ้างว่า ได้รับต้นพันธุ์มาจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย

มูลนิธิสถาบันฯ ขอแจ้งว่า ข้อความข้างต้นเป็นการหลอกลวง เนื่องจาก 1.มูลนิธิสถาบันฯ เพิ่งกระจายต้นกล้า X20 ของพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้เกษตรกรที่มีศักยภาพในการดูแลเป็นชุดแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2566 โดยต้นกล้า X20 ที่ปลูกลงแปลงแล้วจะมีอายุจนถึงขณะนี้เพียง 4 เดือน ซึ่งตรงกันข้ามกับเกษตรกรหนองบุญมากที่ปลูกพันธุ์ต้านทานที่กล่าวอ้างมาถึง 2 รุ่นแล้ว

“มูลนิธิสถาบันฯ สันนิษฐานว่า ได้มีการลักลอบนำเข้าพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยไม่มีการขออนุญาตและควบคุมตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นการละเมิด ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืช และพาหะแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้นและเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของมันสำปะหลังจัดเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ดังนั้น ทั้งผู้นำเข้าและผู้ครอบครองต้นพันธุ์ดังกล่าว อาจถูกดำเนินคดีอาญา

อย่างไรก็ดีทางมูลนิธิสถาบันฯ ใคร่ขอความร่วมมือเกษตรกร หรือผู้นำเข้า หรือผู้ครอบครองต้นพันธุ์ ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้หยุดการขาย และให้ดำเนินการทำลายต้นพันธุ์ดังกล่าวโดยด่วน เพื่อทำลายและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ที่ติดมากับต้นพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงแก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศ

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

อุตฯ “มันสำปะหลัง” ระสํ่า คาดผลผลิตต่ำ 19 ล้านตัน จับตาส่งออกวูบหนัก

อุตฯ “มันสำปะหลัง” ระสํ่า คาดผลผลิตต่ำ 19 ล้านตัน จับตาส่งออกวูบหนัก

มันสำปะหลังขาดตลาดหนัก ผลผลิตปี 67 คาดตํ่ากว่า 19 ล้านตัน ใช้ป้อนโรงแป้งอย่างเดียวยังไม่พอกว่า 1 ล้านตัน นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง ลุ้นนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวเติมส่วนที่ขาดส่งออกแทน ขณะคณะสำรวจมันฯ รายงาน ผลผลิต กัมพูชา-ลาว ไม่ต่างจากไทยของน้อย เสียหายภัยแล้ง
จากผลผลิตหัวมันสำปะหลัง ที่ใช้แปรรูปเพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งมันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมันขาดตลาด ไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้โรงงานแปรรูปในหลายพื้นที่ประกาศขายกิจการในเวลานี้

นายสุรพงษ์ แสงศิริพงษ์พันธ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย ในช่วง 2 เดือนแรกปี 2567 มียอดส่งออกรวม 4.3 แสนตัน ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ส่งออกได้ กว่า 1.4 ล้านตัน เป็นผลกระทบจาก
1. เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตหัวมันก่อนกำหนด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.ก็ไม่มีหัวมันแล้ว
2. ภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังต้นปี 2566 ต้องยืนต้น ตาย และมีการปลูกซํ้าก็ยืนต้นตายเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถปลูกได้เช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากขาดนํ้าฝน


3. ปัญหาเรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นโรคพืช ที่รัฐบาลและเอกชนได้พยายามแก้ไขกันอยู่ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทันเวลา และขยายลุกลามเป็นวงกว้างทั่วประเทศ (ข้อมูลคณะอนุฯโรคใบด่างฯ พบการระบาด 32 จังหวัด มีพื้นที่กว่า 2 แสนไร่) ทำให้ผลผลิตตกตํ่า จากก่อนหน้าที่จะเกิดโรคระบาด ไทยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี แต่พอเกิดโรคระบาดส่งผลให้ปี 2566 มีผลผลิตน้อยกว่า 26 ล้านตัน และในปี 2567 คาดจะมีผลผลิตตํ่ากว่า 19 ล้านตัน โดยมีเหตุผลสนับสนุนจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งสถานการณ์เอลนีโญ หรือภัยแล้งจะมาก่อนเวลา

ขณะที่ด้านตลาดส่งออกมี 2 เรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ 1.โรงงานอาหารสัตว์ในจีน ที่ซื้อวัตถุดิบมันสำปะหลังจากไทย ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนใหม่ ๆ จีนได้หันมาซื้อจากไทยมากขึ้น พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 ปัญหาได้คลี่คลายลงจากที่รัสเซียและทางยุโรปได้มีการเจรจากัน ในการที่จะให้ธัญพืชจากยูเครนเข้าสู่ยุโรปได้และส่งออกไปต่างประเทศได้ ส่งผลให้จีนมีการนำเข้าสินค้าจากยูเครน และบัลแกเรียเข้าไปมากพอสมควร ขณะที่ข้าวโพดที่มีการปลูกในจีนมีการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 288 ล้านตัน มากกว่าในหลายปีที่ผ่านมา จากปกติมีผลผลิตไม่ถึง 250 ล้านตัน ทำให้คาดว่าจะมีเพียงพอใช้ในประเทศ ทดแทนการใช้มันสำปะหลัง

“ความจริงปีนี้หากจีนมีความต้องการใช้มันสำปะหลังของไทย เราเองก็ไม่มีให้ อย่างปีนี้ผลผลิตไม่น่าเกิน 19 ล้านตัน โรงงานแป้งมัน มีความต้องการใช้ 20 ล้านตัน เรายังติดลบไม่พอใช้ 1 ล้านตัน ก็หวังว่าจะได้อานิสงส์จากกัมพูชาและลาว ส่งมันสำปะหลังเข้ามาในรูปมันเส้นเข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไป ในปีนี้ผมเชื่อว่า โรงงานแป้งมันคาดจะส่งออกได้ไม่เกิน 3 ล้านตัน ส่วนมันเส้นไม่น่าเกิน 1.8 ล้านตัน”

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า อยากจะให้รัฐบาลเข้ามาดูแลใน 2 เรื่องเร่งด่วน คือ 1.แก้ไขเรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลังให้ทันเวลา 2. เรื่องผลผลิตต่อไร่ตํ่าเกินไป ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ของไทยเฉลี่ยที่ 3.3 ตันต่อไร่ แต่ปีนี้คาดจะลดลงเหลือ 2.9 ตันต่อไร่ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย เช่น สปป.ลาว ผลผลิต 4 ตันต่อไร่ , กัมพูชา 3.8 ตันต่อไร่ เวียดนาม 3.5 ตันต่อไร่ เป็นต้น จากผลกระทบในปัจจัยที่กล่าวมา ทำให้ไทยต้องสูญเสียตลาดต่างประเทศไปมาก โดยปี 2565 ไทยมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 1.5 แสนล้านบาท ปี 2566 ลดลงเหลือ 1.2 แสนล้านบาท ในปี 2567 นี้ยังไม่แน่ใจว่าการส่งออกจะถึง 8 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ไขจะทำไทยเสียโอกาส

ด้านนายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย หนึ่งในคณะสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว (วันที่ 18-22 ก.พ.67) กล่าวว่า จากการออกไปสำรวจพบว่า “ประเทศกัมพูชา” คาดการณ์ฤดูการผลิตปี 2566/67 พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเท่าเดิม เนื่องจาก มีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้น แต่บางพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดแทนมันสำปะหลัง ที่เสียหายจากกระทบแล้ง และปัจจุบันเกษตรกรได้ชะลอการขุดเพื่อเก็บต้นมันไว้ เพราะเกรงว่าจะขาดแคลนท่อนพันธุ์ไว้ปลูกต่อในช่วงฤดูฝน

“ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง สาเหตุจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง นอกจากนี้เกษตรกรขุดมันสำปะหลังก่อนครบอายุ(อายุมันฯ 5-7 เดือน) ออกมาขายส่งผลให้ในฤดูการผลิตปี 2566/67 จะปลูกและขุดมันสำปะหลัง ล่าช้าออกไป 2-3 เดือน เกษตรกรมีการเก็บท่อนพันธุ์มันสำปะหลังไว้ขาย 20% เนื่องจากราคาท่อนพันธุ์ดี อยู่ที่ 2.50-3.00 บาท (1 มัด= 20 ต้น)”

นอกจากนี้จากการลงสำรวจไร่ พบมีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกแปลง และพบโรคพุ่มแจ้ในบางแปลง ปัจจุบันลานมันรับซื้อหัวมันสด (มันรวม) 2.80-2.90 บาท/กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 23-25% ราคามันเส้น 7.50 – 7.80 บาท/กิโลกรัม ผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศกัมพูชาปีนี้ เกษตรกรขายหัวมันสดมากกว่ามันเส้น เนื่องจากราคาดี การส่งออกมันสำปะหลังส่วนใหญ่จะส่งหัวมันสดออกไปยังประเทศเวียดนามมากกว่าประเทศไทย และมันเส้นก็จะส่งออกไปยังประเทศไทยมากกว่าประเทศเวียดนาม คาดการณ์ฤดูการผลิตปี 2567/68 เนื่องจากมันราคาดี เกษตรกรจะหันมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น และปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า

ส่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จากการสอบถามผู้ค้ามันสำปะหลัง ให้ข้อมูลว่าพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเท่าเดิม เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้หรือหากต้องมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นก็ยังขาดแคลนแรงงานในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง นอกจากนี้สภาพอากาศที่แห้งแล้งยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้ปลูกมันสำปะหลังแล้วยืนต้นตาย ทำให้ขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง จากการสำรวจไร่มันสำปะหลังยังพบโรคพุ่มแจ้ ไรแดงเป็นส่วนใหญ่ แต่พบว่าการระบาดของโรคใบด่างเพียง 50% ของทั้งประเทศ โดยเกษตรกรยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลงจากเดิม 30-40 ตัน/เฮกตาร์ ลดลงเหลือ 20-25 ตัน/เฮกตาร์ ส่วนราคารับซื้อหัวมันสด อยู่ที่ 2.50-2.70 บาท/กิโลกรัม ราคามันเส้น อยู่ที่ 6.70-6.90 บาท/กิโลกรัม โดยหัวมันสดส่งออกไปยังประเทศเวียดนามเป็นส่วนใหญ่

ข้อมูลเมืองปากเซ จากการสอบถามผู้ค้ามันสำปะหลัง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ว่างเปล่า แต่คาดว่าผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากขาดแคลนท่อนพันธุ์เพราะปีที่ผ่านมาอากาศแล้งจัด เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังแล้วยืนต้นตาย ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน คาดการณ์ฤดูการผลิต ปี 2567/68 หากมีฝนตกจะช่วยให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นราว 30% นอกจากนี้ลาวยังออกประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการคุ้มครองการเก็บซื้อ การปรุงแต่ง และการส่งออกมันสำปะหลัง (หัวมัน) ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกมันเส้นด้วยและจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังระหว่างไทย-ลาวอย่างมาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ