จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ