นโยบายการใช้คุกกี้

20th มิ.ย. 2022 Uncategorized

นโยบายความเป็นส่วนตัว
เอกสารต่อไปนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจถึงรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ ดังนี้

Cookie Policy
นโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ถูกใช้งานบนเว็บไซต์ (ซึ่งต่อจากนี้เราจะเรียกว่า “เว็บไซต์”) ซึ่งเว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายๆ กัน แนะนำให้อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวคู่กับนโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม(คุกกี้) ฉบับนี้

การใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) เป็นมาตรฐานทั่วไปบนอินเตอร์เน็ต และเบราวเซอร์สำหรับท่องอินเตอร์เน็ตทั่วไปจะตั้งค่ายอมรับการใช้งานคุกกี้อัตโนมัติ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจว่าจะใช้คุกกี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณ คุณสามารถเลือกที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับการใช้งานคุกกี้ได้ หรือจะตั้งค่าเบราวเซอร์เพื่อไม่ยอมรับการใช้งานคุกกี้ หรือตั้งให้เตือนเวลาที่เว็บไซต์ส่งคุกกี้มาให้คุณ

ในกรณีที่คุณใช้งานเว็บไซต์เราต่อ จะถือว่าคุณได้ทำการยอมรับและยินยอมตามกฎหมายให้เราใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ของเรา และ/หรือเทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ของบุคคลที่สาม สำหรับการใช้งานของคุณตามนโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ฉบับนี้ หากคุณไม่ต้องการใช้คุกกี้บนเว็บไซต์เรา คุณจะต้องปฏิเสธโดยชัดแจ้งด้วยการตั้งค่าไม่รับคุกกี้บนเบราวเซอร์ หรือไม่ใช้งานเว็บไซต์ รายละเอียดวิธีการตั้งค่าคุกกี้บนเบราวเซอร์ที่นิยมใช้กันทั่วไปอยู่ในข้อมูลด้านล่าง อย่างไรก็ตามหากปิดการใช้คุกกี้ ฟังก์ชัน คุณสมบัติบางอย่างของเว็บไซต์อาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และเราจะไม่รับผิดชอบในความไม่สะดวกหรือความเสียหายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ปิดการใช้คุกกี้ของคุณ

อะไรคือเทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้)?
เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) เป็นไฟล์ขนาดเล็กที่เก็บไว้บนคอมพิวเตอร์ของคุณ (หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต่ออินเตอร์เน็ต เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท๊บเล็ต) เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ โดยปกติคุกกี้มักจะเป็นชื่อไฟล์ที่มีชื่อเว็บไซต์ ค่าอายุของคุกกี้นั้น ๆ (ว่าคุกกี้ตัวนี้มีอายุการใช้งานบนอุปกรณ์ของคุณเท่าไหร่) และตามด้วยค่าต่าง ๆ ที่ถูกสร้างด้วยระบบอัตโนมัติและเป็นค่าที่ไม่ซ้ำกัน

คุกกี้ใช้ทำอะไร?
เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ประสบการณ์การเข้าเว็บไซต์ของเราดีขึ้น ใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น แสดงผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการของคุณมากขึ้น อีกทั้งคุกกี้ยังช่วยให้ฟังชันต่าง ๆ บนเว็บไซต์ทำงานเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น เราใช้คุกกี้เพื่อจดจำการตั้งค่าต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณ (ภาษา, ประเทศ เป็นต้น) เพื่อให้ประสบการณ์การเข้าเว็บของเราง่ายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เรายังใช้คุกกี้เพื่อรวบรวมสถิติโดยรวมที่ไม่ระบุชื่อซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่าผู้คนใช้งานเว็บไซต์ของเราอย่างไรและเพื่อช่วยเราปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหาของพวกเขา ข้อมูลนี้จะไม่เปิดเผยตัวตนของคุณ “ในโลกแห่งความเป็นจริง” ในบางครั้งหากเราได้รับความยินยอมจากคุณล่วงหน้าเราอาจใช้คุกกี้, แท็กหรือเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันเพื่อรับข้อมูลที่ทำให้เราสามารถแสดงให้คุณเห็นเว็บไซต์หรือจากเว็บไซต์จากบุคคลที่สาม หรือการโฆษณาอื่น ๆ ตามการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ

เราใช้คุกกี้ประเภทใด?
คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานของเว็บไซต์ของเราและภายใต้ข้อกำหนดของเรากับคุณ ตัวอย่างเช่นคุกกี้ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยของเว็บไซต์ของเรา

คุกกี้ความปลอดภัย (Strictly Necessary Cookies) : คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้เป็นปกติ มีความปลอดภัย และทำให้ท่านสามารถเข้าใช้เว็บไซต์ได้ เช่น การ log in เข้าสู่เว็บไซต์ การยืนยันตัวตน ทั้งนี้ ท่านไม่สามารถปิดการใช้งานของคุกกี้ประเภทนี้ผ่านระบบของเว็บไซต์ของเราได้

คุกกี้เชิงวิเคราะห์ / ประสิทธิภาพ (Analytic Cookies) : คุกกี้เพื่อให้เรารับรู้และนับจำนวนผู้เยี่ยมชมและดูว่าผู้เยี่ยมชมใช้งานเว็บไซต์ของเราอย่างไร สิ่งนี้ช่วยให้เราได้รับผลประโยชน์สำหรับการปรับปรุงวิธีการทำงานของไซต์ของเราได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ทำให้มั่นใจว่าผู้ใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

คุกกี้ฟังก์ชัน (Functional Cookies) : คุกกี้เพื่อจดจำคุณเวลาที่คุณกลับมายังเว็บไซต์ของเรา ช่วยให้เราจดจำการตั้งค่าของคุณเพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเราทักทายคุณด้วยชื่อและจดจำการตั้งค่าของคุณ (ตัวอย่างเช่นการเลือกภาษา หรือภูมิภาค)

คุกกี้กำหนดเป้าหมาย / คุกกี้โฆษณา (Targeting Cookies) : คุกกี้เหล่านี้จะบันทึกการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราหน้าเว็บที่คุณเยี่ยมชมและลิงค์ที่คุณติดตาม เราจะใช้ข้อมูลคุกกี้เพื่อจดจำตัวเลือกบนเว็บไซต์ และการตั้งค่าของคุณแสดงผลโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของคุณมากขึ้น เราอาจแบ่งปันข้อมูลนี้กับบุคคลที่สามเพื่อการโฆษณา คุกกี้วิเคราะห์สื่อโซเชียลและคุกกี้ของพันธมิตรโฆษณา

Google Analytics : เว็บไซต์ของเราใช้ Google Analytics ซึ่งเป็นบริการวิเคราะห์เว็บ Google Analytics ใช้คุกกี้เพื่อช่วยเว็บไซต์วิเคราะห์วิธีการที่ผู้เยี่ยมชมใช้งานเว็บไซต์ ข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยคุกกี้เกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ (รวมถึงที่อยู่ IP ของคุณ) จะถูกส่งและจัดเก็บโดยเซิร์ฟเวอร์ Google ในสหรัฐอเมริกา Google ใช้ข้อมูลนี้เพื่อประเมินการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ รวบรวมรายงานกิจกรรมบนเว็บไซต์ และการใช้อินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ให้บริการเว็บไซต์และให้บริการเว็บไซต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเว็บไซต์ คุณสามารถป้องกันการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเว็บไซต์ของคุณและสร้างผ่านคุกกี้ (รวมถึงที่อยู่ IP ของคุณ) โดย Google รวมถึงการประมวลผลข้อมูลนี้โดย Google โดยการดาวน์โหลดและติดตั้งปลั๊กอินของเบราว์เซอร์ที่มีดังต่อไปนี้ ลิงก์: https://tools.google.com/dlpage/gaoptout?hl=en.

วิธีจัดการการตั้งค่าคุกกี้ในอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ของคุณ?
ตามปกติการตั้งค่าจากเบราว์เซอร์ท่องอินเทอร์เน็ตจะตั้งโปรแกรมให้ยอมรับคุกกี้ แต่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างง่ายดายโดยเปลี่ยนการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณ อย่างไรก็ตามหากปิดการคุกกี้ ฟังก์ชัน คุณสมบัติบางอย่างของเว็บไซต์อาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีปรับแต่งตัวเลือกคุกกี้ของคุณในการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณโปรดศึกษาลิงค์ต่อไปนี้:

สำหรับเบราวเซอร์ Internet Explorer : http://windows.microsoft.com/en-us/windows7/how-to-manage-cookies-in-internet-explorer-9;
สำหรับเบราวเซอร์ Safari : http://support.apple.com/kb/HT1677?viewlocale=en_US;
สำหรับเบราวเซอร์ Chrome : https://support.google.com/chrome/answer/95647?hl=en;
สำหรับเบราวเซอร์ Firefox : https://support.mozilla.org/en-US/kb/enable-and-disable-cookies-website-preferences;

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28%

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28%

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28% อานิสงส์สงครามรัสเซียดันความต้องการเพิ่ม ผู้ซื้อหันมานำเข้ามันสำปะหลังจากไทยทดแทนธัญพืชอื่นๆ ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ความต้องการจากผู้ซื้อต่างประเทศเพิ่มขึ้น ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทั่วโลกเพิ่มปริมาณสำรองธัญพืชเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพลังงานมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังทดแทนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตไม่เพียงพอและราคามันสำปะหลังสูงขึ้น

โดยเดือนพฤษภาคม 2565 หัวมันสดเชื้อแป้ง 25 % ราคาอยู่ที่ 3.03 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 20.79% ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยในปี 2565 (ม.ค. – เม.ย.) ไทยส่งออกมันสำปะหลังในรูปของมันเส้น

มันอัดเม็ด แป้งดิบ แป้งแปรรูป และอื่นๆ (กากมัน และสาคู) ปริมาณรวม 4,602,475.21 ตัน มูลค่า 54,886.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 28.23% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน (69%) ญี่ปุ่น (8%) อินโดนีเซีย (3%) เกาหลีใต้ (2%) และประเทศอื่นๆ (18%)

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

“ผู้ซื้อจากต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ และจีนตอนใต้ เป็นต้น ยังคงสนใจสั่งซื้อมันสำปะหลังของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคามันสำปะหลังทั้งระบบเป็นไปตามกลไกตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อว่าไทยสามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง”

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

อย่างไรก็ดีพบว่า ปัจจุบันเกษตรกรเร่งขุดมันสำปะหลังที่อายุไม่ถึง 8 เดือน ออกมาจำหน่ายมากขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับคุณภาพของผลผลิตโดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ จึงขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรอย่าเร่งขุดมันสำปะหลังก่อนครบอายุเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและท่อนพันธุ์ที่ดีสำหรับปีการผลิตถัดไป มีผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก กรมเร่งขยายตลาดในต่างประเทศโดยมุ่งเน้นตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเพียงตลาดเดียว เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ จีนตอนใต้ และซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น โดยเฉพาะการส่งออกมันเส้นไปจีนตอนใต้จนถึงปัจจุบันสร้างมูลค่าส่งออกได้แล้วกว่า 9,900ล้านบาท ด้านการตลาดในประเทศ ดำเนินกิจกรรมสร้างหลักประกันให้เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้ กำกับดูแลปัจจัยการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ราคาเหมาะสม

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

“จุรินทร์”ไฟเขียวแผนแก้โรคใบด่างมัน ช่วยเกษตรกร 1.2 แสนรายรับชดเชยประกันรายได้

“จุรินทร์”ไฟเขียวแผนแก้โรคใบด่างมัน ช่วยเกษตรกร 1.2 แสนรายรับชดเชยประกันรายได้

“จุรินทร์”ประชุม นบมส. ไฟเขียวแผนจัดการโรคใบด่างในมันสำปะหลัง 5 ปี เริ่มปี 66-70 จำนวน 6 มาตรการ ใช้งบ 474 ล้านบาท พร้อมมอบกรมวิชาการเกษตร ของบกลางจาก ครม. 25 ล้านบาท ทำวิจัยให้ต้นมันสำปะหลังแข็งแรง สู้โรค ลดความสูญเสีย เผยยังได้ช่วยเกษตรกรมันสำปะหลังตกค้าง 1.2 แสนราย ให้ได้รับชดเชยในโครงการประกันรายได้ วงเงิน 1,191 ล้านบาท ส่วนปัญหาส่งออกติดขัดที่ด่านจีน แก้จบแล้ว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2565 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการจัดการกับโรคใบด่าง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-70 ต่อเนื่องจากแผนเดิมที่จะจบในเดือนมี.ค.2565 ประกอบด้วย 6 มาตรการ ได้แก่ 1.การสร้างการรับรู้เรื่องโรคใบด่าง 2.เฝ้าระวังและป้องกัน 3.ควบคุมการระบาด 4.ให้ความช่วยเหลือ 5.การทำวิจัยพัฒนา และ 6.มาตรการติดตามประเมินผล รวม 10 โครงการ ใช้งบประมาณ 474 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยังมีมติเพิ่มเติมมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดทำวิจัยพัฒนากรรมวิธีทำให้ต้นมันสำปะหลังแข็งแรง ทันต่อโรคใบด่าง ลดความสูญเสียทั้งต่อเกษตรกรและงบประมาณแผ่นดินในการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่ติดโรคในอนาคต โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ของบกลาง 25 ล้านบาท เร่งสนับสนุนการวิจัยให้จบ มอบให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเป็นเจ้าของเรื่องร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ขณะเดียวกัน ได้เห็นชอบนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์รับเงินส่วนต่าง จำนวน 1.2 แสนราย ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ใช้งบประมาณจ่ายเงินส่วนต่าง 1,191 ล้านบาท

สำหรับกรณีปัญหาผู้ประกอบการร้องทุกข์ว่ามีรถบรรทุกมันสำปะหลังไทยที่ส่งออกไปประเทศจีน ติดที่ด่านจีนเกือบ 100 คัน เพราะจีนกำหนดมาตรการเร่งด่วนให้มีเอกสารขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกล่วงหน้า แต่เนื่องจากประกาศกระทันหัน ทำให้มีรถค้างที่ด่าน ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ทัน ทูตพาณิชย์และทูตเกษตรได้เจรจาจนประสบความสำเร็จสามารถข้ามแดนได้แล้วเกือบทั้งหมด คาดว่าปีนี้การส่งออกมันสำปะหลังของไทยจะยังสามารถทำตัวเลขได้ดีและนำเงินเข้าประเทศได้เป็น 100,000 ล้านบาทดังเดิม

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการประเมินสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปี 2564/65 พบว่า ทั่วโลกจะมีการผลิตหัวมันสด ประมาณ 302 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.21% ผลผลิตมันของไทย ลดลง 1% โดยไทยมีความต้องการหัวมันสดประมาณ 12.7 ล้านตัน ส่งออกประมาณ 29.7 ล้านตัน ตลาดใหญ่สุดของมันสำปะหลังไทย คือ จีน ประมาณ 70% ญี่ปุ่น 8% อินโดนิเซีย 3% เกาหลีใต้ 2% ตัวเลขการส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปี 2564 ส่งออก 34.88 ล้านตัน มูลค่า 123,209 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 14 ปี และจากปี 2564 ถึงปัจจุบัน ราคาอยู่ในระดับราคาดีโดยต่อเนื่อง ปัจจุบัน 2.50-2.60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และคาดว่าจะดีโดยต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับรายได้ที่ประกันและสูงกว่าในหลายช่วง เนื่องจากจีนยังมีความต้องการใช้มันสำปะหลังผลิตเอทานอล

ที่มา : Commerce News Agency

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาแป้งมันสำปะหลังติดด่านท่าเรือในจีน จากปัญหาจีนกำหนดขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแป้งมันกระชั้นชิด เร่งศุลกากรจีนขึ้นทะเบียน คาดสินค้าแป้งมันทยอยเคลียร์ออกจากด่านในไม่ช้า

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการแป้งมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ประสานสำนักงานเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน เร่งแก้ไขปัญหาช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน โดยมีทูตพาณิชย์ประสานศุลกากรในพื้นที่

ตามประกาศระเบียบฉบับที่ 248 ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอาหารนำเข้าจากต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าอาหารที่จะส่งไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศต้นทาง ใน 18 กลุ่มอาหาร หรือขึ้นทะเบียนด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.singlewindow.cn ของสำนักงานศุลกากรกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)

สำหรับสินค้านอกเหนือจาก 18 กลุ่มอาหาร ซึ่งเดิมแป้งมันสำปะหลังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ต่อมาทางการจีนได้ปรับปรุงรายการสินค้า โดยกำหนดให้ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังต้องขึ้นทะเบียน และปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการแสดงหมายเลขขึ้นทะเบียน (Registration No.) บนบรรจุภัณฑ์ก่อนการส่งออก ส่งผลให้แป้งมันสำปะหลังที่ขนส่งถึงท่าเรือจีนติดค้างจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการกับสำนักงานเกษตรในต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า สินค้ามันสำปะหลังได้ทยอยเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ปัจจุบันมีสินค้าคงค้างอยู่ร้อยละ 30 คาดว่าจะทยอยได้รับการขึ้นทะเบียน และตรวจปล่อยครบในไม่ช้า

นอกจากการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกข้างต้นแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังผลักดันมันสำปะหลังทั้งมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง โดยมีจีนเป็นตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนตอนล่างที่ใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งหาตลาดในประเทศเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่ ตุรกี นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังไปจีนคิดเป็นมูลค่าถึง 77,912 ล้านบาท แบ่งเป็นมันเส้น 40,416 ล้านบาท และแป้งมันสำปะหลัง 37,496 ล้านบาท

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผยตัวเลขราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งสัญญาณเตือนรัฐ เพื่อเตรียมการแก้ไข แต่ไม่คืบ หวั่นกระทบหนักส่งผลขาดแคลนอาหารสัตว์ เหตุสมาชิกหลายรายแบกรับต้นทุนไม่ไหวทยอยลดกำลังการผลิตลง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึง สถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งกำลังพุ่งสูงขึ้นอีก ในขณะที่อาหารสัตว์และสินค้าหลายรายการถูกตรึงราคา ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ วันนี้อยู่ที่ 11 บาท/กิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะสูงไปจนถึงเดือนเมษายน 2565 ซึ่งจะมีผลผลิตข้าวโพดหลังนาออกสู่ตลาด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ราคาข้าวโพดจะสูงถึง 12 บาทในเร็วๆนี้

ในขณะที่ข้าวสาลีก็มีราคาทะยานพุ่งสูงถึง 12 บาท/กิโลกรัม จาก 8.91 บาท/กิโลกรัม เป็นผลจากการเกิดสงครามในรัสเซีย กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาขยับตัวสูงแตะ 20 บาท/กิโลกรัม จาก 16.51 บาท/กิโลกรัม ส่วนกากถั่วเหลืองที่ซื้อจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศอยู่ที่ 21 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้วัตถุดิบตัวอื่นไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง ข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ DDGS หรือ น้ำมันปาลม์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ก็พร้อมใจกันปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ถ่านหินซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอาหารสัตว์ก็ปรับราคาสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารและขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ 2. นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ โดยมีการใช้มาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด อาทิ มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะมาตรการประกันรายได้เกษตรกรช่วยดูแลเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

“สมาคมฯได้นำเสนอข้อมูลแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ให้กระทรวงพาณิชย์รับทราบแล้ว พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขที่กระทรวงทำได้ เช่น การยกเลิกมาตรการในหลายด้าน อาทิ ขอให้พิจารณายกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2%, มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วน และเปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO, AFTA ยกเลิกโควต้าภาษีและค่าธรรมเนียมให้สามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณขาดแคลน ในปี 2565 เป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีความคืบหน้าใด” นายพรศิลป์กล่าว

เมื่อปี 2552 ราคากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงวัตถุดิบตัวอื่นๆ ไม่สูงเท่าวันนี้ แต่รัฐบาลในขณะนั้นได้พิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 4% เหลือ 2% ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในวันที่ราคาวัตถุดิบสูงมากเช่นขณะนี้ สมาคมฯ จึงขอวอนรัฐพิจารณามาตรการดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ เพราะมีสมาชิกหลายรายทนแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว และบางรายมีการปรับลดกำลังการผลิตลงแล้วเพื่อลดภาวะขายขาดทุน สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ไม่มีใครอยู่รอดได้หากถูกตรึงราคาขายปลายทาง แต่ปล่อยให้ราคาวัตถุดิบต้นทางขึ้นโดยไม่มีการกำกับดูแล และหากไม่มีทางออกในเร็ววันนี้ ไทยอาจจะพบกับวิกฤตขาดแคลนอาหารสัตว์ก็เป็นได้

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

​“พาณิชย์” เอาจริง! จับกุมผู้ขนย้ายมันสำปะหลังเกินน้ำหนัก ส่งตำรวจดำเนินคดีทันที

​“พาณิชย์” เอาจริง! จับกุมผู้ขนย้ายมันสำปะหลังเกินน้ำหนัก ส่งตำรวจดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายในผนึกกำลังตำรวจทางหลวง ตรวจสอบการขนย้ายมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน พบขนย้ายเกินน้ำหนักที่ขออนุญาต จับส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทันที พร้อมย้ำจะเดินหน้าตรวจสอบต่อ ป้องกันการลักลอบนำเข้า และกระทบราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร

ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2564 ที่ผ่านมา สายตรวจกรมการค้าภายใน ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจทางหลวง ดำเนินการตรวจสอบการขนย้ายมันสำปะหลังในพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบรถบรรทุกพ่วงจำนวน 1 คัน กำลังขนย้ายหัวมันสำปะหลังสด นำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงเรียกตรวจสอบ และผู้ขับรถบรรทุกพ่วงได้แสดงใบอนุญาตขนย้ายมันสำปะหลังสดและมันเส้น โดยมีต้นทางจากด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ปลายทาง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา น้ำหนักที่ได้รับอนุญาตขนย้ายอยู่ที่จำนวน 31,250 กิโลกรัม

ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการชั่งพิสูจน์ พบว่า มีน้ำหนัก 56,570 กิโลกรัม เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต 25,320 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศ กกร. ฉบับที่ 25 พ.ศ.2564 เรื่องการควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น อันเป็นความผิดตามมาตรา 25 (7) และมีโทษตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท เพื่อดำเนินคดีแล้ว

“กรมฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการขนย้ายผลผลิตทางการเกษตรสำคัญที่ต้องมีการขออนุญาตขนย้าย เช่น มันสำปะหลัง ทั้งหัวมันสดและมันเส้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกระเทียม เป็นต้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร และหากพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ” ร.ต.จักรากล่าว

ที่มา : Commerce News Agency

“ประกันรายได้มันสำปะหลัง” เช็คเงื่อนไขเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิที่นี่

“ประกันรายได้มันสำปะหลัง” เช็คเงื่อนไขเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิที่นี่

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเฮ! รัฐฯเคาะประกันรายได้มันสำปะหลัง พร้อมให้เกษตรกรที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ 8.41 หมื่นครัวเรือนสมัครเข้ารับสิทธิได้ ตรวจสอบเงื่อนไขมาตรการเยียวยาทั้งหมดที่นี่

วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ไฟเขียวอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการคู่ขนานรักษาเสถียรภาพราคา พืช 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2564/65 วงเงินรวม 2.7 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยจะดูแลเกษตรกรครอบคลุมกว่า 5.66 ล้านครัวเรือน

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมรายข้อมูล โดยเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำหรับรายละเอียดโครงการ วงเงิน พร้อมทั้งการชดเชยส่วนต่างราคาและเงื่อนไขอื่นๆจะมีอะไรบ้างนั้น ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่นี่

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2564/65

– วงเงิน 6,811 ล้านบาท
– ดูแลเกษตรกรได้ครอบคลุมกว่า 5.3 แสนครัวเรือน
– ประกันราคาหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท
– ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และไม่ซ้ำแปลง
– ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 มีนาคม 2565
– ใช้เงินทุนจาก ธ.ก.ส. และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการให้กับ ธ.ก.ส.
– ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 31 พฤษภาคม 2566

อนึ่งผลการดำเนินโครงการในปี 2563/64 ได้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างทั้งสิ้น 9 งวด โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 436,817 ครัวเรือน รวม 3,057 ล้านบาท สิ้นสุดการจ่ายเงินงวดสุดท้ายพฤศจิกายนนี้

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมครม. ในวันนี้ยังเห็นชอบให้สิทธิเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ฯ ปี 2562/63 คือ กลุ่มที่แจ้งปลูกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 มีนาคม 2563 จำนวน 8.41 หมื่นครัวเรือน ให้ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ฯ ปี 2563/64

ทั้งนี้เนื่องจากการปลูกมันสำปะหลังจะต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน ทำให้เกษตรกรบางส่วนที่เริ่มปลูกช้าและใช้เวลาปลูกนาน ไม่สามารถรับสิทธิโครงการได้ทัน โดยค่าใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างกลุ่มดังกล่าวนี้ ยังคงภายใต้กรอบวงเงินโครงการเดิม ตามมติ ครม. (18 ส.ค.2563)

สำหรับมาตรการคู่ขนาน 4 โครงการ ประกอบด้วย

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2564/65 วงเงินสินเชื่อ 690 ล้านบาท
วงเงินจ่ายขาดชดเชยดอกเบี้ย 41.40 ล้านบาท

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2564/65
วงเงิน 500 ล้านบาท

3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกมันสำปะหลัง ปี 2564/65
วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาดชดเชยดอกเบี้ย 225 ล้านบาท

4. โครงการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง ปี 2564/65
วงเงิน 10 ล้านบาท

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ครม.อนุมัติ ประกันรายได้ ข้าว มัน ข้าวโพด ปี 3

ครม.อนุมัติ ประกันรายได้ ข้าว มัน ข้าวโพด ปี 3

ข่าวดี ครม. เคาะประกันรายได้มันสำปะหลัง-ข้าวโพด ปี 3 บวกมาตรการคู่ขนาน พร้อมเร่งรัดประกันรายได้ข้าว สร้างความมั่นใจทั้งระบบ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ประกันรายได้ ปี 3 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ววันนี้ (25 ตุลาคม) ทั้ง 3 ตัว ก็คือ 1. ข้าว โดยจะประกอบด้วย ข้าว 5 ชนิด วงเงิน 18,000 ล้านบาท 2. มันสำปะหลัง วงเงิน 7,100 ล้านบาท และ 3.ข้าวโพด วงเงิน 1,900 ล้าน รวมทั้งหมดที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติไป 27,000 ล้านบาท ซึ่งหลักการเป็นไปอย่างเดียวกับประกันรายได้ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด แบบปีที่ 1 ปีที่ 2 ทุกประการ โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 3

สำหรับ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ขณะนี้ถือว่ามีราคาดี และมีราคาเกินรายได้ที่ประกัน อย่างมันสำปะหลัง วานนี้ (24ตุลาคม) มีราคา กก.ละ 2.70 บาท ซึ่งประกันรายได้ที่ 2.50 บาท ถือว่ามีราคาสูงกว่ารายได้ที่ประกันไว้ ส่วนข้าวโพดประกันรายได้ กก.ละ 8.50 บาท ขณะนี้มีราคา 9-10 บาท ถือว่าราคาสูงกว่ารายได้ที่ประกัน ยกเว้นข้าวที่มีราคาหย่อนลงมา

เพราะอาจจะยังเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องนโยบายว่าจะมีประกันรายได้หรือไม่ และจะมีมาตรการคู่ขนานที่จะมาช่วยสนับสนุนให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สามารถที่จะรวบรวมข้าว และเก็บสต็อกข้าวไว้จะได้เงินช่วยเหลือตันละ 1,500 บาทหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อที่ประชุมเห็นชอบชัดเจนแล้ว ก็สามารถเก็บรวมรวมข้าวได้และยังไม่จำเป็นต้องนำข้าวออกมาขายในยามที่ราคายังไม่ดี ซึ่งจะช่วยดึงราคาในตลาดให้สูงขึ้นได้

ขณะเดียวกันโรงสีที่ยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 หากรับซื้อข้าวเพื่อมาเก็บสต็อกไว้หรือไม่ วันนี้ก็ชัดเจนแล้ว และมีมติแล้ว เพราะฉะนั้นโรงสีก็จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องภาระดอกเบี้ย 3% ทำให้สามารถรับซื้อจากเกษตรกรได้ในราคาที่ดีขึ้น และเก็บสต็อกไว้ได้ ซึ่งก็จะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวในตลาดให้ดีขึ้นจากมติ ครม.วันนี้ (25 ตุลาคม)

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทยปี 64-67 ดันไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับ 1 ของโลก เล็งเพิ่มมูลค่าส่งออกอย่างน้อยปีละ 3% ดันราคาให้มีเสถียรภาพ ช่วยเกษตรกรเข้าถึงต้นพันธุ์ต้านโรค เชื้อแป้งสูง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร พร้อมวางมาตรการขับเคลื่อนด้านการผลิต การตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เตรียมจัดงานมันสำปะหลังโลกไตรมาสแรกปี 65 วางแผนแก้ปัญหาส่งออกแป้งมันไปจีนล่วงหน้า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่โรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (24 ต.ค. 64) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการมันสำปะหลังแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย และมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนส.ค.2564 โดยยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย มีวิสัยทัศน์สำคัญ คือ ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีอายุ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-67 มีเป้าหมายสำคัญ คือ 1.สร้างมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 3% ทุกปีต่อเนื่อง 2.จะดำเนินการให้ราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศมีเสถียรภาพ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 3.จะดำเนินการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงต้นพันธุ์ที่ต้านทานโรค เชื้อแป้งสูงและสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในปี 2567 ไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่

ทั้งนี้ การไปสู่เป้าหมาย มีมาตรการ 3 ด้านที่จะช่วยขับเคลื่อน ได้แก่ 1.ด้านการผลิต ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ 1.การพัฒนาพันธุ์ เพื่อนำไปสู่พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เชื้อแป้งสูงและผลผลิตต่อไร่สูง 2.ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบันประมาณ 3.6 ตันต่อไร่ เป็นไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่ในปี 2567 3.พัฒนาคุณภาพมันสำปะหลังไทยตามความต้องการของตลาดโดยใช้ “ตลาดนำการผลิต” 4.สร้างกลุ่มและรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศผู้ซื้อ

2.ด้านตลาดในประเทศ จะดำเนินการโดย 1.รักษาสมดุลด้านเสถียรภาพของราคาสำหรับตลาดในประเทศ 2.ส่งเสริมการขายมันสำปะหลัง หรือผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังผ่านช่องทางตลาดที่มีความหลากหลาย 3.ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.ด้านตลาดต่างประเทศหรือการส่งออก จะดำเนินการ 1.ขยายตลาดการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปหลากหลายประเทศมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม จากผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังด้วยการแปรรูปและใช้นวัตกรรมมากขึ้น 3.เพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า เช่น การรวมกลุ่มประเทศผู้ผลิต ผู้ส่งออกทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมอำนาจการต่อรองกับผู้ซื้อ เป็นต้น

นายจุรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดงานมันสำปะหลังโลก หรือ World Tapioca Conference ที่ จ.นครราชสีมา ช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 แต่ติดขัดในเรื่องของงบประมาณ เพราะกรรมาธิการของสภาได้ตัดงบออก แต่กรมการค้าต่างประเทศรับที่จะไปดำเนินการประสานงานทุกวิถีทาง เพื่อให้จัดงานนี้ขึ้นมาให้ได้ เพราะ จ.นครราชสีมา ถือเป็นเมืองหลวงของมันสำปะหลังของประเทศ และเรามีประสบการณ์ในการจัดงานมันสำปะหลังโลกมาแล้ว ถึงไม่ควรปล่อยให้โควิด-19 เป็นอุปสรรค

ส่วนกรณีปัญหาทางการจีนอาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังไทย ต้องขึ้นทะเบียนก่อนในเดือนต.ค.2564 จึงจะสามารถส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังจีนได้ ซึ่งข้อมูลยังขาดความชัดเจน แต่ข่าวที่ปรากฏเบื้องต้นผู้ประกอบการส่งออกแป้งมันจะต้องไปจดทะเบียน เพื่อป้องกันปัญหา จึงให้กรมการค้าต่างประเทศนำรายชื่อผู้ส่งออกแป้งมันไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 171 บริษัท โดยจะยื่นขอขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรไปพลางก่อน และให้ถือว่าภาคเอกชนได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้วเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

นอกจากนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอให้สามารถหาท่อนพันธุ์คุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาปลูกในฤดูการผลิตต่อไป โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวกลางนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถหาท่อนพันธุ์มาปลูกในฤดูกาลต่อไปได้

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้ตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ จ.นครราชสีมา และภาคเอกชน จัดงาน Virtual Inter Trade Fair นครชัยบุรินทร์ 4 จังหวัด ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจของ 4 จังหวัดเป็นการเฉพาะ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งาน และจะร่วมกันจัดงาน Mini Expo วันที่ 15-19 ธ.ค.2564 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของ จ.นครราชสีมา

ที่มา : Commerce News Agency (CNA)

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 6

ประกาศมาตรการของสมาคมฯ ในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉบับที่ 6

ประกาศ เรื่อง มาตรการของสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ในกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 6

Recent Posts