อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

กรมวิชาการเกษตร เปิดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ Focus Group ในประเด็น “อนาคตเกษตรไทยยุคใหม่” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาพืชพันธุ์ให้แข็งแกร่ง ทนทาน และมีคุณภาพดีขึ้น เพื่อสู้กับวิกฤตที่เกษตรกรกำลังเผชิญ!

โอกาสทองของเกษตรกร ทำไมต้องสนใจ “เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม”?
นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ภาคการเกษตรไทย เพราะนี่คือทางออกสำคัญในการรับมือกับ ภัยพิบัติและสภาพอากาศแปรปรวน สร้างพืชที่ทนแล้ง ทนโรคได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม ๆ นานหลายปี ปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด พัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) แตกต่างจากพืช GMO ที่มีการตัดต่อยีนต่างชนิดใส่เข้าไป แต่ GEd เป็นการปรับปรุงแก้ไขยีนที่มีอยู่แล้วในพืชอย่างแม่นยำ คล้ายกับการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ทำได้เร็วและควบคุมได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง กรมฯ ยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้ภายใต้หลักวิชาการที่ถูกต้องและมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล

โปร่งใส ปลอดภัย! กฎหมายใหม่เพื่อพี่น้องเกษตรกร
กรมวิชาการเกษตรได้มีการออกประกาศสำคัญ 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอย่างถูกต้อง และ ประกาศกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2567 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่พืช GMO

ประกาศเหล่านี้จะทำให้เกษตรกรและนักวิจัยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์พืชได้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

เวทีแลกเปลี่ยนเสียงจากทุกภาคส่วน
เวทีเสวนาในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่นักวิชาการ แต่ยังได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วน ทั้งกรรมาธิการด้านการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร (อย.) สมาคมเมล็ดพันธุ์ สภาอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือมีเสียงของ “เกษตรกรสมัยใหม่” เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำปิดท้ายว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่กรมฯ พร้อมเปิดรับฟังข้อกังวลของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างจริงใจ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่อประเทศ เกษตรกร และผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนที่สุด”

สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ พืชพันธุ์ดีขึ้น ทนทานต่อโรค แมลง และสภาพอากาศได้ดีกว่าเดิม ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลผลิตมีคุณภาพสูงตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ที่มา : Fackbookเกษตรสัญจร

รวมน้ำใจสู่ชาวใต้

รวมน้ำใจสู่ชาวใต้

บริษัท พูลผล จำกัด ผู้ผลิตวุ้นเส้นแบบกึ่งสำเร็จรูป ตรา ต้นสน และ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตวุ้นเส้นแบบกึ่งสำเร็จรูป ตรา มังกรคู่ ร่วมบริจาควุ้นเส้นแบบกึ่งสำเร็จรูป ผ่าน กรมส่งเสริมการเกษตร ในโครงการรวมน้ำใจสู่ชาวใต้ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่พี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ที่ จ.สงขลา

สมาคมฯ ร่วมคณะเดินทางกับสมาคมแป้งฯ เพื่อส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง

สมาคมฯ ร่วมคณะเดินทางกับสมาคมแป้งฯ เพื่อส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง

สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้นำคณะเดินทางไปส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายน 2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย รวม 42 ท่าน

ทาง สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายพิเชษฐ ตั้งสุณาวรรณ อุปนายกสมาคมฯ, นายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคมฯ, ดร.สุรีย์ ยอดประจง กรรมการ, นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการ, นายมนัส แสงศิริพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษา และนายสุรศักดิ์ พงศ์ศรี รองเลขาฯ เข้าร่วมเดินทางในกิจกรรมดังกล่าว

โดยกิจกรรมต่างๆ มีดังนี้
• การจัดประชุมเจรจาการค้าสินค้ามันสำปะหลัง (Business Matching) ร่วมกับผู้ซื้อ/ผู้ใช้สินค้ามันสำปะหลัง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ประกอบการจีนเข้าร่วมมากกว่า 150 ท่าน จาก 70 บริษัท เพื่อเป็นการส่งเสริมการขยายตลาดและรักษาความสามารถการแข่งขันของสินค้ามันสำปะหลังไทยที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า ความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับของประเทศจีนและทั่วโลก

• การเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าและนวัตกรรม Exhibition Hall of State Laboratory of Non-Grain Biomass Energy Technology, Mingyang Group ตลอดจนการแลกเปลี่ยนสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังร่วมกัน

• การเยี่ยมชมโรงงานผลิตกระดาษ Sun Paper Group โรงงานผลิตกระดาษใหญ่ที่สุดของจีน โดยใช้แป้งมันสำปะหลัง/แป้งดัดแปร เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

• การเยี่ยมชมท่าเรือ Qinzhou Port ท่าเรือนำเข้าสินค้าสู่เมืองหนานหนิง เพื่อศึกษากระบวนการนำเข้าสินค้ามันสำปะหลัง ศึกษาดูงานพื้นที่ตรวจสอบและกักกันโรค เยี่ยมชมห้องนิทรรศการการขนส่งระบบเรือ+ราง

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวนประมาณ 3.34 ล้านตัน ในช่วงสิบเดือนแรกของปี 2025 ทำรายได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจากศุลกากรเวียดนาม

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 59.8% ในด้านปริมาณ และเพิ่มขึ้น 8.5% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

เฉพาะเดือนตุลาคม มีการส่งออก 260,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 88.53 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47.6% ในด้านปริมาณ และ 16.3% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบปีต่อปี ราคาส่งออกเฉลี่ยในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็น 340.1 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.7% จากเดือนกันยายน
จีนยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยนำเข้า 3.16 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 962.74 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนมกราคม–ตุลาคม เพิ่มขึ้น 63.8% ในด้านปริมาณ และ 10.3% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตลาดอื่น ๆ หลายแห่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว เช่น ไต้หวัน (จีน), ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สาธารณรัฐเกาหลี และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะสาธารณรัฐเกาหลีมีการเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเดือนตุลาคม โดยเพิ่มการนำเข้ามันสำปะหลังจากเวียดนามถึง 1,282% จากเดือนกันยายน เป็นมากกว่า 7,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.99 ล้านดอลลาร์

บทความโดย ชู มิง โคย

ที่มา https://en.vneconomy.vn/vietnams-cassava-exports-top-over-1-bln-in-10m.htm

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

กรมการค้าต่างประเทศ จับมือร่วมกับภาคเอกชน และนักวิชาการรวมกว่า 22 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดว่าจะสามารถสร้างความต้องการล่วงหน้าในตลาดได้ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2568/69 จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการตลาดต่างประเทศสินค้ามันสำปะหลัง ได้เร่งดำเนินการตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้ามันสำปะหลังของไทยและรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากในฤดูการผลิตนี้ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังของเกษตรกรภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้ส่งออกมันสำปะหลังที่มีศักยภาพ พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมีองค์ความรู้ในการนำมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมเจรจาเปิดตลาดอาหารสัตว์ และผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ กาว ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่ศักยภาพของสินค้ามันสำปะหลังไทย เนื่องจากมีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายธุรกิจและการลงทุนในหลากหลายประเทศ รวมถึงมีกำลังซื้อสูง และเปิดกว้างต่อสินค้านำเข้าคุณภาพดี โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น

“การจัดคณะเดินทางระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นการบุกตลาดตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจากการดำเนินการในช่วงต้นปีที่ได้มีการเดินทางไปขยายตลาดที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

ในการเยือนครั้งนี้ คณะเดินทางจะหารือกับผู้นำเข้ารายใหญ่สำคัญในสองเมือง ได้แก่ กรุงอาบูดาบี และ นครดูไบ ทั้งในส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมที่ใช้แป้งเป็นวัตถุดิบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าและมุมมองด้านการทำธุรกิจ รวมถึงหารือแนวทางการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีการค้าโลก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันสำปะหลังขาดตลาด ลานมัน-โรงแป้งแย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง 2.55 – 2.70 บาท/กก.นายกสมาคมการค้ามันฯ คาดการณ์ปี 68 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทะลุ 4.5 ล้านตัน ห่วงปี 69 ผลผลิตไม่พอส่งออก วอนรัฐผ่อนปรนนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หวั่นเสียตลาดให้เวียดนาม

อัปเดตสถานการณ์การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและหัวมันสำปะหลังไทย ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 และแนวโน้มการส่งออกปี 2569 จะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังปิดตายการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชา ที่ช่วยดันราคาในประเทศอีกด้านสมาคมมันสำปะหลังกัมพูชาได้เซ็นขายหัวมันสด 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย 9 เดือนของปี 2568 ว่า มีปริมาณรวมกว่า 4.1 ล้านตัน (มูลค่า 23,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปี คาดทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 4.5 ล้านตัน

มีปัจจัยบวกจากราคามันเส้น ณ เวลานี้สามารถแข่งขันได้กับธัญพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเอทานอล และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ในปีนี้มีมันเส้นขายเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ด้วย จาก 3 ปีก่อนหน้านี้ราคามันเส้นไทยแพงมาก ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนหันไปใช้ธัญพืชอื่นทดแทน

“ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่แข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่ามาจากราคาหัวมันในประเทศตํ่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไม่อยากให้เกิดขึ้น และเป็นความเสียใจ ไม่พอใจ เพราะเมื่อเทียบกับไปในหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังขายหัวมันสดได้ในราคาสูง ก็อยากทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าใจว่าผู้ส่งออกกดราคา ซึ่งยืนยันว่าราคาที่รับซื้อเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจริง”

นายอำนาจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ราคาหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.55 – 2.70 บาท เชื้อแป้ง 30% เฉลี่ย 2.15 – 2.40 บาทต่อกก. เป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีน้อย ฝนตก สินค้าขาดตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันแย่งกันซื้อ เพราะมีคำสั่งซื้อที่ต้องเร่งผลิตส่งมอบสินค้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีการผลิต 2568/69 ประเมินผลผลิต 22 ล้านตัน จากปีก่อน 25-26 ล้านตัน เนื่องจากราคาไม่ดี ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ได้ราคาดีกว่า ทำให้ผลผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงและน่าเป็นห่วง ทั้งที่ความต้องการของโรงงานแป้งมันและโรงงานมันเส้นต้องการหัวมันสดถึง 37 ล้านตัน

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยถึงจำเป็นต้องนำเข้ามันสำปะหลังมาโดยตลอด สาเหตุหลักก็มาจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า ปี 2567 ไทยมีการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชาและ สปป.ลาว กว่า 9 ล้านตัน แต่ทางคณะผู้สำรวจฯ คาดการณ์ว่ามีมากกว่า 10 ล้านตัน”

ในปี 2569 หากหัวมันสดไม่เพียงพอกับการแปรรูปส่งออก และด่านชายแดนไทย-กัมพูชายังปิดไม่สามารถนำเข้าได้ คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะลดลง ปัจจุบันกัมพูชาได้ส่งหัวมันสดไปเวียดนาม โดยล่าสุดสมาคมมันสำปะหลังแห่งกัมพูชาได้ไปเซ็น MOU กับสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม โดยจะส่งผลผลิตหัวมันสดปริมาณ 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังเข้ามาไทยไม่ได้ ก็เหลือที่ลาว ซึ่งปีนี้นำเข้ามันเส้น 2.67 ล้านตัน เทียบเท่ามันสด 6 ล้านตัน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจำกัดฤดูการนำเข้า หากร้ายสุดเข้ามาไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวไร่มันของไทย เท่ากับว่ามันเส้นจะหดหายไป จะทำให้เกิดวิกฤตกับโรงงานมันเส้น

“ทางสมาคมขอให้ภาครัฐผ่อนปรนทีละขั้นตอน ถ้าปิดด่านไม่ให้นำเข้าเลย ผู้ประกอบการเดือดร้อน จะทำให้ไทยเสียตลาดมันเส้นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก” นายอำนาจกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สมาคมฯ ร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ณ เมืองฉางซา

สมาคมฯ ร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ณ เมืองฉางซา

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมฯ และ นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการสมาคมฯ เป็นผู้แทนสมาคมฯ เข้าร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ครั้งที่ 1 และการประชุมอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังครั้งที่ 12 ประจำปี 2025 ณ เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่จัดโดย SCI 99 ซึ่ง นายอำนาจ ได้รับเกียรติให้ขึ้นอภิปราย และร่วมวิเคราะห์การพัฒนาตลาดมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมดังกล่าว เป็นการบูรณาการทรัพยากรต้นน้ำและปลายน้ำในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคส่วนมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลัง รวมทั้งสถานะการณ์ข้าวโพดในจีน โดยมีผู้นำทางการค้ามันสำปะหลังของไทย, ผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศ, องค์กรแปรรูปปลายน้ำ และตัวแทนอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมการประชุม เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดมันสำปะหลังทั่วโลก, วิเคราะห์แนวโน้มตลาด, สำรวจโอกาสการพัฒนา, อำนวยความสะดวกในการร่วมมือทางการค้า นอกจากนี้มีการพาชมสถานประกอบการดอกไม้ไฟและแม่พิมพ์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังอีกด้วย

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐานข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ออกกฎเข้มงวดตามข้อกำหนดปักกิ่ง ส่งออกแล้ว 1.22 ล้านตันปีนี้ ทีมทรัมป์ไม่พอใจหลังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน 2 หมื่นล้าน
ดอลลาร์

SCMP รายงานว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกมาตรการเข้มงวดปรับมาตรฐานส่งออกข้าวฟ่างเพื่อป้อนตลาดจีนโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เคยครองตลาดข้าวฟ่างในจีนมาก่อนที่สงครามการค้าภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเปลี่ยนสมดุลโลจิสติกส์การค้าโลก

สำนักงานเลขาธิการเกษตรของอาร์เจนตินาออกมติเมื่อวันศุกร์ กำหนดกฎการจัดเกรดใหม่ตามน้ำหนักทดสอบและจำกัดสิ่งเจือปน โดยการส่งออกต้องมีน้ำหนักขั้นต่ำ 72, 70 และ 67 กิโลกรัมต่อเฮกโตลิตรตามเกรด และสินค้าที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรองการส่งออกมาตรฐาน มาตรการนี้ยังปรับปรุงวิธีการจัดเกรดข้าวฟ่างเพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์และการแปรรูปของต่างประเทศ

หน่วยงานระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “อำนวยความสะดวกในการตลาดภายในประเทศ ยกระดับคุณภาพของการผลิตระดับชาติ และปรับปรุงตำแหน่งของอาร์เจนตินาในตลาดที่เรียกร้องมากขึ้น” โดยมติดังกล่าวแทนที่กฎปี 2537 และอ้างถึงการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะผู้ซื้อข้าวฟ่างหลักของอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าจีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวฟ่างรายใหญ่ของอาร์เจนตินา โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ อาร์เจนตินาส่งออกข้าวฟ่าง 1.23 ล้านตัน โดย 1.22 ล้านตันไปยังจีน เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาการค้านั้นให้คงที่โดยการปรับปรุงความสม่ำเสมอของสินค้า

การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ถูกถ่ายภาพที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติขณะอ่านข้อความที่วิจารณ์อาร์เจนตินาที่ยกเลิกภาษีการส่งออกธัญพืชไม่นานหลังจากได้รับแพ็คเกจทางการเงิน 20 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ข้อความนั้นซึ่งมีรายงานว่ามาจากรัฐมนตรีเกษตร บรูค รอลลินส์ ระบุว่า “เราช่วยเหลืออาร์เจนตินาเมื่อวานนี้ และเป็นการตอบแทน อาร์เจนตินาได้ลบภาษีส่งออกธัญพืช ลดราคาให้กับจีนในช่วงเวลาที่เราตามปกติจะขายให้กับจีน ราคาถั่วเหลืองกำลังลดลงเพิ่มเติมเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างความช่วยเหลือทางการเงินกับความพยายามในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในอเมริกาใต้ ภายใต้เงื่อนไขของการช่วยเหลือ อาร์เจนตินาถูกคาดหวังให้ลดความร่วมมือกับปักกิ่ง แต่ไม่กี่วันก่อนการประชุมสหประชาชาติ รัฐบาลได้ระงับภาษีการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ส่งผลให้มีการประกาศส่งออกใหม่มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน

ที่มา : IMCT News Thai Perspectives on Global News

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ