กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ภาคธุรกิจกัมพูชาและจีนกำลังเดินหน้าขยายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การลงทุนในโรงงานแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ตามรายงานของ Phnom Penh Post นายซุน จันทอล รองประธานคนที่หนึ่งของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายเฉิน หมิงอวี่ ประธานบริษัท Guangxi Nongken Mingyang Starch Development Co., Ltd.

ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายบริษัทจีนเปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การเพิ่มปริมาณการรับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาให้สูงถึงประมาณ 1 ล้านตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา

ประการที่สอง การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงเพื่อก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

และประการที่สาม การแสวงหาโอกาสความร่วมมือกับราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

นายซุน จันทอล ได้แสดงการสนับสนุนต่อแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร สร้างการจ้างงานเพิ่มเติม และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความทันสมัยของประเทศ

ทั้งนี้ เขายังระบุว่า กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนขยาย และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน–อาเซียน อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่เอื้ออำนวย

ในการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงาน พร้อมทั้งนำเสนอแผนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการหลายรูปแบบ

โดยมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้ากัมพูชาในตลาดระหว่างประเทศ

ที่มา: เว็บไซต์ NguyenStarch (Phnom Penh Post)

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง

ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

📌 เอกสารเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและสาธารณะ
❌ ห้ามจำหน่ายหรือใช้เพื่อการค้า

โหลดเลย👉http://online.anyflip.com/mkgtk/nnxi/

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรในภูมิภาคโอติ ประเทศกานา กำลังวิกฤต หลังมันสำปะหลังแห้งกองพะเนิน ผู้ซื้อหายาก

ดัมไบ (ภูมิภาคโอติ) 14 ม.ค. สำนักข่าวกานา (GNA) – เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายพันรายในภูมิภาคโอติกำลังเผชิญวิกฤต หลังมันสำปะหลังแปรรูปแบบมันเส้นแห้งของพวกเขากองค้างจำนวนมากโดยไม่มีผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางการเงินอย่างมาก

มันเส้นที่แปรรูปโดยยังมีเปลือกติดอยู่ ขณะนี้ถูกมองว่าไม่เหมาะสำหรับการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

การลงพื้นที่ของสำนักข่าวกานา (GNA) ไปยังหลายชุมชน พบกระสอบมันเส้นจำนวนมากวางเรียงอยู่ใต้ต้นมะม่วงและกองอยู่ริมถนน มีฝุ่นจับ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกร

นางคอมฟอร์ต บาบิโจเม เกษตรกรในหมู่บ้านเกียโต ชาโย ชุมชนเกษตรกรรมในเขตคราชี นชูมูรู เปิดเผยว่า ปัจจุบันมันเส้นหนึ่งกระสอบขายได้ต่ำกว่า 100 เซดี (ประมาณ 300 บาท) ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากราคาปีที่แล้วที่อยู่ที่ 350–400 เซดี (ประมาณ 1,000–1,150 บาท)

นายคาซิม ควาเม อาบูบาการ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากชุมชนซิบิ ในเขตนควานตาเหนือ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เนื่องจากมันเส้นที่แปรรูปไว้กำลังเสียหาย

สถานการณ์ของนายอาบูบาการ์ไม่ต่างจากเกษตรกรในเขตคราชีตะวันออก ซึ่งกำลังประสบปัญหาหาผู้ซื้อไม่ได้ และกำลังต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐในการช่วยหาตลาดหรือทางออกอื่นๆ ให้แก่เกษตรกร

สำนักข่าวกานา (GNA)
เรียบเรียงโดย แมกซ์เวลล์ อวูมาห์ / ลินดา อซันเต อักเยอิ
เผยแพร่โดย SyndiGate Media Inc.
ที่มา: https://www.msn.com/

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง
เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร
เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์ ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจังหวัด และบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกความร่วมมือเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism – JCM) ในจังหวัดเตนินห์


ภาพรวมของพิธีลงนาม

โครงการนี้คาดว่าจะเปิดแนวทางใหม่ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคการเกษตรและกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในท้องถิ่น ส่งผลต่อเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ปรับปรุงความเป็นอยู่ของเกษตรกร และผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดไปสู่โมเดลคาร์บอนต่ำ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในฐานะกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเป็นก้าวย่างที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและทิศทางของรัฐบาลกลางและระดับจังหวัด ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและยั่งยืน


รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัด นายเหงียน ดิ่ง ซวน กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี

จากการวิเคราะห์ของกรมเกษตรและพัฒนาชนบท พบว่าลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแยกสลายด้วยความร้อนแบบไร้ออกซิเจน (Anaerobic Pyrolysis) เพื่อผลิตไบโอชาร์ ร่วมกับการนำกลับมาใช้ใหม่ในการเพาะปลูก และการก่อตัวของห่วงโซ่มูลค่าคาร์บอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเปลี่ยน “ผลพลอยได้” ให้เป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยน “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อม” ให้เป็น “โอกาสในการพัฒนา”

ในขณะเดียวกัน Jizoku Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกคาร์บอนเครดิต มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยในประเทศญี่ปุ่นตามมาตรฐาน J-Credit ปัจจุบันบริษัทกำลังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระเบียบวิธีที่เหมาะสมกับสภาพทางธรรมชาติของแต่ละประเทศภายใต้กลไก JCM เพื่อประเมินศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุพันธกรณี NDC ของแต่ละประเทศ การลงนามบันทึกความเข้าใจในจังหวัดเตนินห์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) โดยมุ่งเน้นในด้านหลักๆ ได้แก่ การวิจัยการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง การทดสอบโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำ และการประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต JCM ในระหว่างกระบวนการดำเนินงาน Jizoku Inc. ให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานเฉพาะทางของจังหวัดและมหาวิทยาลัยพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงธรรม ความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการวัดผล การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ตามที่กลไก JCM กำหนดอย่างครบถ้วน


นายเหงียน ดวี ผู้อำนวยการบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้นำเสนอโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM ในพิธีลงนาม

ตามบันทึกความเข้าใจ คู่สัญญาตกลงที่จะร่วมมือกันในการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการแปรรูปลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยี Pyrolysis แบบไร้ออกซิเจนเพื่อผลิตไบโอชาร์เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต รวมถึงดำเนินโครงการนำร่องโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำบนพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ ในอำเภอ Go Dau และประเมินศักยภาพของชีวมวลจากลำต้นมันสำปะหลัง ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านคาร์บอน และความเป็นไปได้ในการลงทุนของโครงการ นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจยังระบุขอบเขตการวิจัยโดยมุ่งเน้นไปที่อำเภอ Tan Chau โดยมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วจังหวัดเตนินห์ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 60,000 เฮกตาร์ และขยายความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซในภาคการเกษตร โดยคาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยนีงาตะ (ญี่ปุ่น) และมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เข้าร่วมในการสนับสนุนทางวิชาการ แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซ


ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเตนินห์ และบริษัท Jizoku Inc. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ในจังหวัดเตนินห์

ตามข้อตกลง Jizoku Inc. จะรับผิดชอบเป็นผู้นำในการพัฒนาระเบียบวิธี JCM และระบบ MRV โดยจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทั้งหมดสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ ประสานงานกับองค์กรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ และพิจารณาการลงทุนในโรงงานผลิตไบโอชาร์ในจังหวัดเตนินห์หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษา ส่วนกรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์จะทำหน้าที่ประสานงานในการให้ข้อมูลและสนับสนุนการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร โดยมีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ และการประเมินผล

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีและความร่วมมือระหว่างคู่สัญญา โดยไม่มีภาระผูกพันทางการเงินต่อข้อผูกพันงบประมาณของจังหวัดเตนินห์ และจะใช้เป็นฐานสำหรับการพิจารณาดำเนินโครงการลงทุนและความร่วมมือที่เฉพาะ

ที่มา: https://www.tayninh.gov.vn

เวียดนามครองอันดับ 3 ของโลกด้านการส่งออกมันสำปะหลัง แต่ห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญอุปสรรค

เวียดนามครองอันดับ 3 ของโลกด้านการส่งออกมันสำปะหลัง แต่ห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญอุปสรรค

การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในระดับสากลถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากอุตสาหกรรมมันสำปะหลังต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและบรรลุมูลค่าการส่งออก 2.3–2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

แปลงปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์ ภาพโดยสำนักข่าวเวียดนาม (VNA) / VNS

ฮานอย – เวียดนามเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ความโปร่งใสของที่ดิน และการผลิตที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตามที่ผู้เข้าร่วมการประชุมในกรุงฮานอยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของตลาดนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น หากภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าการส่งออกในระดับ 2.3–2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แม้สินค้าเกษตรหลายชนิดจะเผชิญความผันผวน แต่การส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังของเวียดนามยังคงเติบโตอย่างค่อนข้างมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในปี 2025 เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังมากกว่า 3.99 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศที่บริโภคผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 93% ของการส่งออกมันสำปะหลังทั้งหมด ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและญี่ปุ่น มีอัตราการเติบโตที่ดี แม้ปริมาณจะยังไม่มากนัก ในทางตรงกันข้าม การส่งออกไปไต้หวัน (จีน) และเกาหลีใต้มีมูลค่าลดลง เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและราคาส่งออกที่ลดลง

นาย เหงี่ยม มินห์ เตี๊ยน ประธานสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้กับชุมชนชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ด้อยโอกาส เวียดนามผลิตมันสำปะหลังสดมากกว่า 18 ล้านตันต่อปี โดยประมาณ 58% มาจากการเพาะปลูกภายในประเทศ บนพื้นที่เพาะปลูกราว 500,000 เฮกตาร์ ส่วนที่เหลือนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ได้แก่ ลาวและกัมพูชา ตามคำกล่าวของ นาย ฮา กง ตว๋น ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์เศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม

ปัจจุบันเวียดนามมีโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง 142 แห่ง กำลังการผลิตรวมประมาณ 11.5 ล้านตันต่อปี ทำให้อุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการแปรรูป นอกเหนือจากแป้งมันสำปะหลังแล้ว ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และพลังงานชีวภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในเวียดนามมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น และการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ในบางพื้นที่ป่าไม้ การปลูกมันสำปะหลังยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมกับการเสื่อมโทรมของป่าไม้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังคือข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นจากตลาดต่างประเทศ ในด้านความถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกฎระเบียบว่าด้วยการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation) ซึ่งกำหนดให้ต้องพิสูจน์ว่าสินค้าเกษตรไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า แม้ปัจจุบันจะบังคับใช้กับสินค้าอย่างกาแฟ ยางพารา และไม้เป็นหลัก แต่คาดว่าจะส่งผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอนาคตอันใกล้

ขณะเดียวกัน ตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ต่างก็เริ่มออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเกษตรและป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจนเข้าสู่ตลาดของตน ในส่วนของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ก็ได้เพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาการเข้าถึงตลาด

การบรรจุแป้งมันสำปะหลังในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดเตนินห์

นายฮา กง ต๋วน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอยู่ที่ขั้นตอนวัตถุดิบ ทั้งมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศและที่นำเข้า ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ภาคการเกษตรทั้งหมดต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับอย่างครบถ้วน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ภายในสิ้นปี 2026 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ต๋วนเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งจัดทำกรอบกฎหมายและออกระเบียบเฉพาะสำหรับมันสำปะหลัง พร้อมทั้งปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงงานแปรรูป สหกรณ์ และเกษตรกร โดยขั้นตอนการรับซื้อจากพ่อค้าคนกลางควรถูกกำกับดูแลให้มีความเข้มงวดและโปร่งใสมากขึ้น แทนที่จะยกเลิกไปทั้งหมด

ด้านนาย เหงียน วิง กวาง นักวิจัยจาก Forest Trends องค์กรวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก โดยมีครัวเรือนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 500,000 ครัวเรือน และสินค้ามักผ่านพ่อค้าคนกลางหลายชั้น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบความโปร่งใสด้านการใช้ที่ดิน พื้นที่เพาะปลูก และธุรกรรมทางการค้า
“หากต้องการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ ครอบคลุมการควบคุมการใช้ที่ดินที่ดีขึ้น ความโปร่งใสที่สูงขึ้น และการทำให้กิจกรรมที่ไม่เป็นทางการเข้าสู่ระบบ” กวางกล่าว

ขณะที่นายเหงี่ยม มินห์ เตี๊ยน กล่าวว่า ภาคธุรกิจมันสำปะหลังมีความมุ่งมั่นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการคุ้มครองป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมย้ำว่าภาคเอกชนยังต้องการแนวทางที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://vietnamnews.vn

การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างช่วยสร้างกำไรได้มากกว่าพันธุ์เดิมถึงสองเท่า

การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างช่วยสร้างกำไรได้มากกว่าพันธุ์เดิมถึงสองเท่า

กว๋างหงาย: โมเดลการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างสร้างกำไรได้สูงเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง ดึงความคาดหวังในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่แหล่งวัตถุดิบมันสำปะหลังในจังหวัดกว๋างหงายอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ภูเขาของจังหวัดกว๋างหงาย โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นแหล่งวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของ โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease – CMD) ได้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ส่งผลให้ไร่มันสำปะหลังหลายแห่งมีผลผลิตลดลงอย่างรุนแรง หรือบางแห่งอาจเสียหายทั้งหมด ซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง


“โมเดลการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคใบด่าง ซึ่งดำเนินการใน 3 พื้นที่ของจังหวัดกว๋างหงาย ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ | ภาพโดย: LK”

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อและการแพร่กระจายโดยแมลงหวี่ขาว เมื่อต้นมันสำปะหลังติดเชื้อ การเจริญเติบโตจะชะงักงัน หัวมีขนาดเล็ก ปริมาณแป้งลดลงอย่างมาก และผลผลิตอาจลดลงถึง 30-70% ด้วยเหตุนี้ การนำมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคมาใช้ จึงถือเป็นทางออกเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดกว๋างหงายอย่างยั่งยืน

ในปี 2025 ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงายได้ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการโครงการต้นแบบปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคใบด่าง บนพื้นที่ 13 เฮกตาร์ (ประมาณ 81 ไร่) ในชุมชนบาวี ซอนมาย และจาบง โดยมีครัวเรือนเข้าร่วม 18 ครัวเรือน พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ราบสูง มีการระบายน้ำดี เหมาะสมต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง และสะดวกต่อการติดตามประเมินผล

พันธุ์มันสำปะหลังที่นำมาใช้คือ พันธุ์ HN5 ซึ่งผ่านการประเมินแล้วว่ามีความต้านทานโรคใบด่างสูงและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในกว๋างหงายได้ดี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการสนับสนุนค่าท่อนพันธุ์มาตรฐาน ปุ๋ย และวัสดุอุปกรณ์ 100% พร้อมทั้งมีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องเทคนิคการปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย และการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง


“นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้านท่อนพันธุ์และปุ๋ยแล้ว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับการฝึกอบรมเทคนิคการปลูกมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต | ภาพโดย: LK”

จากการติดตามผลพบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ HN5 มีการเจริญเติบโตที่แข็งแรงมาก ลำต้นและใบสมบูรณ์สม่ำเสมอ และมีอัตราการเกิดโรคใบด่างต่ำมากเมื่อเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง โดยตลอดฤดูกาลผลิตแทบไม่มีการระบาดของโรคเลย ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น

นายเหงียน แทง ตวน เกษตรกรในชุมชนจาบงที่ปลูกในพื้นที่ 1.5 เฮกตาร์ กล่าวว่า: “มันสำปะหลังพันธุ์ HN5 แตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่าง KM95 หรือ KM149 อย่างสิ้นเชิง พื้นที่ปลูกของผมไม่มีต้นไหนติดโรคใบด่างเลย ต้นโตเร็วและแข็งแรงมาก ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างยิ่ง”

สรุปผลการดำเนินงาน:
ความต้านทานโรค: ไม่พบรายงานการติดโรคใบด่างในแปลงต้นแบบ และพบแมลงศัตรูพืช (ไรแดงและแมลงหวี่ขาว) น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผลผลิต: เมื่ออายุครบ 8 เดือน ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 35-37 ตันต่อเฮกตาร์


“จากผลการประเมินของศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงาย พบว่ามันสำปะหลังในโครงการต้นแบบแต่ละเฮกตาร์สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 15-18 ล้านดอง | ภาพโดย: LK”

ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ: หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว สร้างกำไรสุทธิได้ 15-18 ล้านดองต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 20,000 – 24,000 บาท) ซึ่งมากกว่าการปลูกพันธุ์ทั่วไปนอกโครงการที่ได้กำไรเพียง 7-8 ล้านดองต่อเฮกตาร์ ถึง 2 เท่า

นายอุง วัน แทง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงาย ระบุว่าโมเดลนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มผลผลิตและรายได้ แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำฟาร์มของเกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรนอกโครงการจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจและต้องการเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคนี้

ด้วยความสำเร็จดังกล่าว โครงการนี้จึงได้รับการประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดกว๋างหงาย เพื่อสร้างแหล่งวัตถุดิบมันสำปะหลังที่ปลอดภัยและมั่นคง อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.vietnam.vn

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

พระตะบอง, กัมพูชา (5 มกราคม 2026) – เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดพระตะบองได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตลาดภายในประเทศสามารถรองรับผลผลิตส่วนใหญ่ได้ แม้ว่าจะยังคงมีปัญหาการติดขัดบริเวณชายแดนไทยก็ตาม

เกษตรกรใน 7 อำเภอหลักที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ได้แก่ สำเภาลูน, กำเรียง, พนมพรึก, รัตนมณฑล, สวายเจก (รุกขคีรี), โคกกระเลาะ และสำลอด รายงานว่าการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างมั่นคง แม้จะไม่มีการส่งออกข้ามพรมแดนตามปกติ

นายเชียง พอน เกษตรกรในอำเภอบานัน กล่าวว่าเขาเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมและขายผลผลิตส่วนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว
“ปีนี้รายได้ของผมดีกว่าปีที่แล้ว” เขากล่าว “หัวมันมีแป้งสูง ความต้องการในตลาดก็แข็งแกร่ง แถมราคายังสูงขึ้นด้วย ตอนนี้ผมจึงกำลังเตรียมที่ดินเพื่อปลูกในรอบถัดไป”

ข้อมูลจากกรมเกษตรจังหวัดพระตะบองระบุว่า มีการปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ประมาณ 124,681 เฮกตาร์ (ประมาณ 779,256 ไร่) ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ โดยราคาหน้าฟาร์มยังคงทรงตัวและในบางพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สรุปราคาและผลผลิตเฉลี่ย:
หัวมันสด: ประมาณ 215 เรียล (5 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
มันเส้น: ประมาณ 593 เรียล (15 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
(หมายเหตุ: ในอำเภอสำเภาลูนและพนมพรึกมีรายงานราคาที่สูงกว่านี้)

นายเฮง สิธ เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด กล่าวว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 24 ตันต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 3.8 ตันต่อไร่)

“เกษตรกรจำนวนมากขายผลผลิตไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทยอยเก็บเกี่ยว โดยรวมแล้วการผลิตยังคงแข็งแกร่งและตลาดมีเสถียรภาพ” นายเฮง กล่าวปิดท้าย

ที่มา : https://www.kampucheathmey.com

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์กำลังก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์กำลังก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เพื่อให้เกษตรกรในจังหวัดเตนินห์สามารถพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังได้อย่างมั่นใจ มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างงาน เพิ่มรายได้ให้แต่ละครัวเรือนเกษตรกร และมีส่วนช่วยสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศให้กับจังหวัด ภาคการเกษตรจึงได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบกระบวนการเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาโครงการต้นแบบทั่วประเทศในด้านการปลูก การดูแล และการแปรรูปแป้งมันสำปะหลังเพื่อการส่งออก

จังหวัดเตนินห์มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมากเป็นอันดับสองของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 59,000 – 62,000 เฮกตาร์ มันสำปะหลังปลูกกระจุกตัวในเขตชุมชนชายแดน เช่น Tan Phu, Tan Chau, Tan Hoi, Tan Dong, Thanh Binh, Tra Vong, Tan Lap, Loc Ninh, Cau Khoi, Duong Minh Chau, Ninh Dien, Phuoc Vinh, Hao Duoc เป็นต้น ปัจจุบันมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของพื้นที่เพาะปลูก รองจากข้าวและยางพารา ในแต่ละปี เกษตรกรเตนินห์เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังได้มากกว่า 2 ล้านตัน โดยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 330 ตันต่อเฮกตาร์ สูงที่สุดในประเทศ

จังหวัดเตนินห์ดึงดูดผู้ประกอบการกว่า 65 รายเข้ามาลงทุนในโรงงานแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง เพื่อให้การปลูกมันสำปะหลังมีเสถียรภาพ เกษตรกรได้กำไรสูง และแรงงานมีงานทำอย่างมั่นคง โดยมีกำลังการผลิตหลายร้อยตันต่อวัน การลงทุนอย่างเข้มแข็งนี้ช่วยรักษาระดับราคามันสำปะหลังให้อยู่ในช่วง 2,100 – 2,500 ดอง/กก. ในปี 2025 และสร้างรายได้จากการส่งออกแป้งมันสำปะหลังเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Mr. Nguyen Dinh Xuan Deputy Director of the Department of Agriculture and Environment of Tay Ninh province กล่าวว่า ในช่วงปี 2023 – 2025 การปลูกมันสำปะหลังในเตนินห์พัฒนาไปในทิศทางที่ดี ทั้งด้านพื้นที่และผลผลิต แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปแป้งในจังหวัด เตนินห์เป็นพื้นที่ที่มีกำลังการผลิตและ แปรรูปแป้งมันสำปะหลังขนาดใหญ่ของประเทศ มีหลายบริษัทที่สามารถแปรรูปเชิงลึกเพื่อรองรับการผลิตภายในประเทศและการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพของวัตถุดิบให้โรงงาน ในปี 2025 สมาคมผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังจังหวัดเตนินห์ ได้ร่วมกับสหพันธ์มันสำปะหลังแห่งกัมพูชาและพันธมิตร ลงนามบันทึกความเข้าใจในการนำเข้ามันสำปะหลังสดปีละ 9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการแปรรูปและส่งออก นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือคำมั่นสัญญาของภาคการเกษตรท้องถิ่นต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและแรงงานมันสำปะหลัง และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด

“การปลูกมันสำปะหลังช่วยแก้ปัญหาการจ้างงาน ลดความยากจน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง เพราะมันสำปะหลัง 1 เฮกตาร์สามารถสร้างงานที่มั่นคงให้แรงงานได้ตลอดทั้งปี ด้วยผลผลิต 25 ตัน/เฮกตาร์ และราคาขาย 2,100 – 2,500 ดอง/กก. เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่เลี้ยงดูบุตรและส่งเรียนหนังสือ ปริมาณ 9 ล้านตันที่ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นไว้ คือ “สะพานมูลค่าพันล้านดอลลาร์” ที่เชื่อมโยงสองเศรษฐกิจ เพราะหลังรถบรรทุกมันสำปะหลังแต่ละคันที่ข้ามพรมแดน มีหยาดเหงื่อของเกษตรกร ความหวังของเด็ก ๆ ที่ได้ไปโรงเรียน และศรัทธาต่ออนาคต ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่การซื้อขายวัตถุดิบ แต่คือการเติบโตร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจลงทุนในพันธุ์ใหม่ ธุรกิจมีวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และพื้นที่ชายแดนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรือง” Mr. Nguyen Dinh Xuan กล่าว

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่เกษตรกรและภาคการเกษตรยังคงกังวลเกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดเตนินห์รายงานว่า ภาคการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างจำนวน 7 พันธุ์ (HN1, HN3, HN5, HN36, HN80, HN97, HLRS-15) และได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายแล้ว ในจำนวนนี้ มีเพียง HN1 และ HN5 ที่เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลาย แต่เริ่มแสดงข้อจำกัด เช่น โรครากเน่า หัวเน่ารุนแรง และโรคพุ่มแจ้ ปัจจุบันจังหวัดยังขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพสูงและปลอดโรค

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลังยังไม่ได้พัฒนาพื้นที่วัตถุดิบของตนเอง ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบ “ซื้อเท่าที่ผลิตได้” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาวัตถุดิบได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่อุปทานลดลง การแปรรูปแป้งมันสำปะหลังยังสร้างปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องลงทุนสูงในการบำบัดของเสีย ระดับการใช้เครื่องจักรในการปลูก ใส่ปุ๋ย และพ่นสาร อยู่เพียง 20 – 40% แล้วแต่พื้นที่ ขณะที่การเก็บเกี่ยวยังใช้เครื่องจักรเพียงราว 3% ส่งผลให้เกิดการสูญเสียสูง ต้นทุนแรงงานสูง และประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาซื้อมันสำปะหลัง 2,100–2,500 ดอง/กก. หลังหักต้นทุนแล้ว เกษตรกรยังมีกำไร 33 – 49 ล้านดองต่อเฮกตาร์ ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น แป้งดัดแปร มอลต์ น้ำตาล ซอร์บิทอล เอทานอล ฯลฯ ถูกส่งออกไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 70%

เพื่อรักษาและพัฒนาพื้นที่ปลูก เพิ่มผลผลิต ควบคุมโรคใบด่าง และปรับโครงสร้างการแปรรูปแป้งไปสู่เทคโนโลยีที่ทันสมัย ภาคการเกษตรจังหวัดเตนินห์จึงเดินหน้าประยุกต์ใช้มาตรการทางเทคนิคขั้นสูง อาทิ การใช้พันธุ์ใหม่คุณภาพสูง การใส่ปุ๋ยตามหลักวิชาการ เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และระบบชลประทานประหยัดน้ำ เพิ่มการใช้เครื่องจักรในการปลูกและดูแล ประสานงานกับหน่วยงานวิจัยเพื่อประเมิน คัดเลือก และขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างอย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดระเบียบการผลิตโดยเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และโรงงานแปรรูปเข้าด้วยกัน

Mrs. Dinh Thi Phuong Khanh Deputy Director of the Tay Ninh Department of Agriculture and Environment กล่าวไว้ว่า ธุรกิจแปรรูปและการผลิตจำเป็นต้องกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากแป้งมันสำปะหลัง เช่น แป้งดัดแปร ซอร์บิทอล มอลต์ และเอทานอล รับประกันคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างแบรนด์อุตสาหกรรม ส่งเสริมการค้า และวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพและความสามารถในการแข่งขันของการปลูกและแปรรูปมันสำปะหลัง

บทความโดย MINH ANH, THANH PHONG

ที่มา : www.vietnam.vn