การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อมันสำปะหลังในแอฟริกา

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อมันสำปะหลังในแอฟริกา

ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันมีการปลูกมันสำปะหลังในภูมิภาคเขตร้อนที่มีความชื้นสูงและกึ่งชื้น ได้แก่ ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กานา แทนซาเนีย ยูแกนดา และโมซัมบิก

มันสำปะหลังคือกระดูกสันหลังของธุรกิจขนาดเล็กและความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา

(ภาพถ่ายโดย: เซีย คัมบู/AFP/Getty Images ผ่าน The Conversation)

มันสำปะหลังคือพืชหัวใต้ดินที่สะสมแป้ง ซึ่งถูกนำเข้ามายังภูมิภาคซับซาฮารา (Sub-Saharan Africa) โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสเมื่อหลายศตวรรษก่อน พืชชนิดนี้ถือเป็น “เรือช่วยชีวิตทางโภชนาการ” สำหรับผู้คนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

ภูมิภาคซับซาฮาราผลิตมันสำปะหลังรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 63% ของผลผลิตมันสำปะหลังทั้งหมดทั่วโลก เฉพาะประเทศไนจีเรียเพียงประเทศเดียวก็ปลูกมันสำปะหลังไปแล้วกว่า 20% ของโลก ซึ่งมันสำปะหลังยังเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับสองของทวีปอีกด้วย พืชชนิดนี้สามารถให้ผลผลิตในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้ในสภาวะที่ดินมีคุณภาพต่ำ ปริมาณน้ำฝนน้อย หรือไม่ได้รับการใส่ปุ๋ยมากนักก็ตาม

สภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของพืชชนิดนี้ มันสำปะหลังจะสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ไวรัสมรณะที่คอยทำลายพืชชนิดนี้ก็แพร่ระบาดได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่มุ่งทำนายและจัดทำแผนที่ว่า มันสำปะหลังและโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Brown Streak Disease) จะแพร่กระจายไปที่ใดบ้างนับจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2080 โดยเราได้ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์ครั้งนี้

ผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่า:
พื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของแอฟริกา ในปัจจุบันมีความเหมาะสมต่อการทำไร่มันสำปะหลัง และพื้นที่นี้อาจขยายวงกว้างจนครอบคลุมเกือบ 2 ใน 3 ของพื้นที่ทวีปในอนาคต
โรคนี้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังไปแล้ว 33.7% ทว่ามีพื้นที่ราว 56.6% ของทวีปที่กำลังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคนี้

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ประชากรของแมลงหวี่ขาว (Bemisia tabaci) จะขยายตัว ซึ่งพวกมันเป็นพาหะนำโรคจากต้นหนึ่งไปสู่กลุ่มพืชต้นอื่น ๆ สิ่งนี้จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของชาวแอฟริกัน

การจัดทำแผนที่แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ใดที่ผู้คนควรเริ่มปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่ทนทานหรือต้านทานต่อโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการระบาดของโรคจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญ ควบคู่ไปกับพื้นที่ที่จะมีสภาพอากาศอุ่นเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังในอนาคต เราขอเสนอแนะว่ามาตรการควบคุมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับการขนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจาย

การทำแผนที่พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบันและอนาคตที่อุ่นขึ้น

เราได้นำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลจากองค์กรเครือข่ายข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก (Global Biodiversity Information Facility) มาสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ว่า ปัจจุบันพบมันสำปะหลังและโรคดังกล่าวที่ไหนบ้าง พื้นที่ใดที่พืชชนิดนี้อาจขยายตัวได้ภายใต้สภาวะที่อุ่นขึ้น และภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นจะส่งผลให้โรคแพร่กระจายไปที่ใด

แบบจำลองของเราพบว่า สภาพแวดล้อมในพื้นที่ประมาณ 54.6% ของแอฟริกา (คิดเป็นพื้นที่ราว 16.2 ล้านตารางกิโลเมตร) มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต การอยู่รอด และการขยายพันธุ์ของมันสำปะหลังในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงประเทศที่ยังไม่มีข้อมูลด้านมันสำปะหลังมาก่อน เช่น เซาท์ซูดาน ซูดาน โซมาเลีย บอตสวานา และซิมบับเว

นอกจากนี้ แบบจำลองยังแสดงให้เห็นว่าเมื่อภูมิอากาศอุ่นขึ้น จะมีพื้นที่อีก 2.1 ล้านตารางกิโลเมตรที่กลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยพื้นที่เหล่านี้จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศแถบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ กินี เซียร์ราลีโอน โกตดิวัวร์ กานา โตโก เบนิน ไนจีเรีย และแคเมอรูน รวมถึงบางส่วนของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออก

ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต คาดว่าทั้งพื้นที่ที่เหมาะสมจะขยายตัว งานวิจัยของเราคาดการณ์ว่าถิ่นที่อยู่ซึ่งเหมาะสมต่อมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้น 56% – 60% ภายในปี 2050 ซึ่งมันสำปะหลังจะสามารถเจริญเติบโตได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้ ผ่านโมซัมบิก ไปจนถึงตอนเหนือของมาดากัสการ์

สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องบวกสำหรับความมั่นคงทางอาหาร ความทนทานของมันสำปะหลังต่อภาวะโลกร้อนอาจช่วยเป็นเกราะกำบังให้เกษตรกรรมของแอฟริการอดพ้นจากผลกระทบทางภูมิอากาศที่กำลังคุกคามพืชอาหารหลักชนิดอื่น เช่น ข้าวโพดและถั่ว

อย่างไรก็ตาม ภาพที่น่ายินดีนี้กลับหม่นหมองลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับการคาดการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในอนาคต

ภัยคุกคามจากโรค – มันสำปะหลังยังปลอดภัยอยู่ไหม?

เราประเมินความเสี่ยงของโรคโดยการระบุพื้นที่ที่เกิดโรคอยู่แล้วในปัจจุบัน และมองหาพื้นที่อื่น ๆ ที่มีอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นจึงจัดอันดับพื้นที่ใหม่เหล่านั้นตามความเหมาะสมต่อการเกิดโรค

เราพบว่าพื้นที่ประมาณ 33.7% ของทวีปแอฟริกา (10.2 ล้านตารางกิโลเมตร) กำลังเสี่ยงต่อการถูกโรคใบด่างมันสำปะหลังรุกราน โดยมีแอฟริกาตะวันออกเป็นจุดวิกฤต (Hotspot) โดยเฉพาะในแทนซาเนีย ยูแกนดา และทางตะวันออกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

แบบจำลองยังแสดงให้เห็นอีกว่า หากสภาพภูมิอากาศยังคงอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ เช่นที่เป็นอยู่ พื้นที่ 55% – 57% ของทวีปแอฟริกาจะอ่อนแอต่อโรควิทยาของมันสำปะหลังชนิดนี้ภายในปี 2050

ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองยังทำนายว่าโรคจะแพร่กระจายไปทางตะวันตกสู่ภูมิภาคที่ปัจจุบันยังปลอดโรคนี้อยู่ ซึ่งรวมถึงโกตดิวัวร์ กานา เบนิน ไนจีเรีย และแคเมอรูน ซึ่งล้วนเป็นเขตอู่ข้าวอู่น้ำในการผลิตมันสำปะหลัง ณ ปัจจุบัน

ไนจีเรียเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา โดยผลิตได้มากกว่า 60 ล้านตันต่อปี ประเทศนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่โรคจะหลุดรอดเข้ามาผ่านช่องทางเข้าเมือง 2 จุดหลัก ได้แก่ บริเวณชายแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ติดกับประเทศคองโก และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

โรคใบด่างมันสำปะหลังแพร่ระบาดอย่างไร

มันสำปะหลังเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่และอบอุ่น (ประมาณ 25°C – 35°C) อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของมันได้

การแพร่ระบาดของโรคขึ้นอยู่กับสองปัจจัย:
1. แนวทางการเพาะปลูก: เกษตรกรมักจะนำท่อนพันธุ์จากฤดูกาลก่อนหน้ากลับมาใช้ซ้ำ หากท่อนพันธุ์เหล่านั้นติดเชื้อ โรคก็จะแพร่กระจายไปยังแปลงปลูกใหม่
2. การปรับตัวของแมลงหวี่ขาวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: สภาพอากาศที่อบอุ่นทำให้แมลงที่เป็นพาหะนำโรคชนิดนี้อยู่รอด แพร่พันธุ์ และกระจายตัวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ได้ง่ายขึ้น

การศึกษาของเราพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับการเพาะปลูกมันสำปะหลังนั้น กลับสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อโรคที่ทำลายล้างมันได้รุนแรงที่สุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรายังพบพื้นที่บางส่วนที่มันสำปะหลังจะเติบโตได้ดีโดยที่โรคยังถูกจำกัดไว้ สภาพภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นและมรสุมที่พบในตอนกลางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก รวมถึงพื้นที่ตามแนวแถบซาเฮล (Sahel belt) อาจช่วยจำกัดการระบาดของโรคนี้ต่อไปได้

สิ่งที่ต้องทำต่อไป

งานวิจัยของเราเสนอว่า จะต้องมีการปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ทนร้อนและต้านทานโรคในทุกภูมิภาคที่ผลิตมันสำปะหลัง สำหรับพื้นที่อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและพื้นที่ตามแนวแถบซาเฮลซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของโรคใบด่างมันสำปะหลัง จะต้องได้รับแต่งตั้งให้ปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์นี้ เพื่อสร้างเป็นโซนการผลิตที่ปลอดภัยจากแรงกดดันของโรค

ส่วนพื้นที่ที่มันสำปะหลังกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคอย่างหนักในปัจจุบัน จะต้องได้รับการโละและปลูกใหม่ทดแทน

มาตรการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมชายแดนทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ต่อการขนย้ายวัสดุและท่อนพันธุ์พืช

ความทนทานของมันสำปะหลังช่วยค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารของแอฟริกามานานหลายศตวรรษ การจับคู่ความทนทานตามธรรมชาติเหล่านั้นเข้ากับความชาญฉลาดของมนุษย์ และนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้บนทวีปแอฟริกา

บทความโดย เจโอเฟรย์ วินกิ ซิกาซเว (Geofrey Wingi Sikazwe) อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยดาร์เอสซาลาม (University of Dar es Salaam)

ที่มา : https://eastleighvoice-co-ke.cdn.ampproject.org/c/s/eastleighvoice.co.ke/index.php/world/315853/climate-change-could-pose-a-major-risk-to-cassava-in-africa-study-sets-out-what-can-be-done-now?amp=1

เกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดกลูเตนฟรีในสิงคโปร์

เกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดกลูเตนฟรีในสิงคโปร์

สิงคโปร์ – ในประเทศสิงคโปร์ การพูดคุยเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ก้าวล้ำไปไกลกว่าแค่เรื่องของรสนิยมในการดำเนินชีวิตแล้ว เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรี (Gluten-free) ของนครรัฐแห่งนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าถึง 103.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.71% ระหว่างปี 2026 ถึง 2033 ความต้องการผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาด (Clean-label) และอาหารทางเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลี กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้องครัวของร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้เริ่มขานรับเทรนด์นี้แล้ว โดยมีการนำแป้งมันสำปะหลังดัดแปรอย่าง MOCAF เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว

ทว่า ในขณะที่เศรษฐกิจอาหารเพื่อสุขภาพของสิงคโปร์กำลังขยายตัว ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำที่ขับเคลื่อนอนาคตอาหารกลูเตนฟรีของเอเชียก็เป็นสิ่งที่เราต้องหันมาพิจารณาเช่นกัน กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในเมืองซิอัก (Siak) จังหวัดเรียว (Riau) ของประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า การเติบโตดังกล่าวสามารถหยั่งรากลึกไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม คาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการที่ผู้คนเริ่มมีอาการแพ้กลูเตนและไวต่อการรับน้ำตาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันยังคงมาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง ท่ามกลางแนวโน้มนี้ บรรดาผู้ประกอบการจึงเริ่มหันมามอง “มันสำปะหลัง” ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นเพียงพืชอาหารเพื่อการยังชีพ ให้กลายมาเป็นสิ่งทดแทนแป้งสาลี และที่เมืองซิอัก ภาพฝันนี้ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริงผ่านแบรนด์ที่ชื่อว่า Telarasa

จากความจำเป็นในครอบครัว สู่จุดเริ่มต้นของ Telarasa

คุณวิโบโว นูกโรโฮ (Wibowo Nugroho) อายุ 33 ปี เจ้าของแบรนด์ Telarasa เริ่มต้นธุรกิจนี้จากความจำเป็นภายในครอบครัว เนื่องจากลูกของเขาเป็นผู้ที่มีภาวะไวต่อกลูเตนและน้ำตาล และเขายังพบว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงต่างก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน ในเรื่องของตัวเลือกอาหารที่จำกัดสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD)

“ตอนแรกมันเริ่มจากความต้องการในครอบครัวเราจริง ๆ ครับ ลูกของเราต้องการอาหารที่ปลอดภัย และกลายเป็นว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในแถบนี้ก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน” คุณวิโบโวกล่าว

ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวสังเกตเห็นว่าชาวบ้านในเมืองซิอักจำนวนมากนิยมปลูกมันสำปะหลังไว้ในสวนหลังบ้าน ขนาดประมาณ 10 ถึง 20 ตารางเมตร ซึ่งมันสำปะหลังส่วนใหญ่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ และราว ๆ 90% ของมันสำปะหลังในเมืองซิอักจัดว่าเป็นพืชที่ปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทว่าการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานทำให้ศักยภาพเหล่านี้มักจะหยุดอยู่แค่ที่รั้วบ้านเท่านั้น

“ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังทิ้งไว้ในสวน แต่สุดท้ายก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน” คุณวิโบโวระลึกความหลัง

จุดนี้เองที่จุดประกายให้ Telarasa นำมันสำปะหลังในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มพัฒนาจากการวิจัยในครัวจนกลายมาเป็น แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Cassava Flour หรือ MOCAF) แป้งชนิดนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักในการทำคุกกี้สูตรน้ำตาลต่ำ และขนม “เลกิต โลเมก” (lekit lomek) ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำจากปลาน้ำกร่อยที่พบได้ชุกชุมในมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกตะวันตก หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ปลาโลเมก” (Bombay duck fish) ในปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 30 ถึง 60 กิโลกรัมต่อหนึ่งรอบการผลิต โดยผลิตอย่างน้อย 4 ครั้งต่อเดือน หรือราว ๆ 240 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโดยไม่สร้างภาระให้แก่เกษตรกรท้องถิ่นมากเกินไป

การบ่มเพาะจาก Skelas, การขัดเกลาธุรกิจ และการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่การผลิต

การเดินทางของธุรกิจก้าวเข้าสู่เฟสใหม่เมื่อ Telarasa ได้เข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจของ Skelas ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนแห่งซิอัก (KUBISA) และโครงการ Siak Innovation Challenge ซึ่งจัดขึ้น โดย ศูนย์สร้างสรรค์ที่ยั่งยืนแห่งซิอัก หรือ Skelas (Sentra Kreatif Lestari Siak) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนของโปรแกรมที่เข้มข้นนี้ Telarasa ได้รับคำแนะนำครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความปลอดภัยของอาหาร, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, กลยุทธ์การตลาด ไปจนถึงความรู้ทางการเงิน

“ในโครงการบ่มเพาะ เราเห็นธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงมากมาย แต่พวกเขามักจะมาสะดุดในระหว่างกระบวนการทำงาน นั่นคือจุดที่เราเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อช่วยปรับปรุงและขัดเกลาสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” คุณเชอร์ลี (Cerli) ตัวแทนจาก Skelas อธิบาย

นอกจากนี้ Telarasa ยังได้นำหลักการขยะเหลือศูนย์ (Zero-waste) มาใช้ โดยเปลือกมันสำปะหลังจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ใบและลำต้นถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือนำกลับไปปลูกใหม่ และกากแป้งที่เหลือจากการแปรรูปก็นำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ในท้องถิ่น

“เราได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของความสม่ำเสมอ คุณภาพ และความไว้วางใจด้วย” คุณวิโบโวอธิบาย และด้วยเครือข่ายนี้ ปัจจุบัน Telarasa ได้กลายเป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้แก่ครัวพันธมิตร เช่น Dapur Mempura ซึ่งเป็นผู้ทำขนม “โบลู โคโมโจ” (Bolu Komojo) ขนมเค้กสูตรเอกลักษณ์ของเมืองซิอัก โดยใช้แป้ง MOCAF เป็นส่วนผสม

ผลกระทบต่อท้องถิ่นผ่านแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู

ปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 200 ถึง 250 กิโลกรัมต่อเดือนให้กลายเป็นแป้ง MOCAF โดยมีอัตราส่วนคือ มันสำปะหลัง 10 กิโลกรัม จะได้แป้ง MOCAF ประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนการผลิตขนมเลกิตโลเมกหนึ่งรอบจะได้สินค้าประมาณ 30 ถึง 40 ซอง ซึ่งมักจะขายหมดเกลี้ยงภายใน 3 ถึง 4 วัน การขยายขนาดการดำเนินงานนี้ทำให้รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยตรง จากเดิมที่ต่ำกว่า 1 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 75 – 150 ดอลลาร์สิงคโปร์) ต่อเดือนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับคุณเชอร์ลีแล้ว Telarasa คือตัวอย่างที่จับต้องได้ของแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู (Restorative Economy) “ธุรกิจแบบนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นได้” เธอกล่าว

ตอนนี้ เกษตรกรและชาวประมงมีผู้รับซื้อที่แน่นอน และขยะจากการผลิตก็ถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวมองว่า Telarasa คือการเดินทางระยะยาว

“ความหวังของเรานั้นเรียบง่ายครับ คืออยากให้ธุรกิจนี้เติบโต ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังและอาหารทะเลในท้องถิ่นได้มากขึ้น สร้างงานสร้างอาชีพ และยังคงยึดมั่นในเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ นั่นหมายความว่าเรามาถูกทางแล้ว” คุณวิโบโวกล่าว

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อสิงคโปร์?

สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนครรัฐที่ภาคภูมิใจในเรื่องความหลากหลายของอาหาร นวัตกรรม และการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เรื่องราวของ Telarasa เป็นสิ่งเตือนใจว่า อนาคตของอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชียจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาทีละวัตถุดิบ โดยผู้ประกอบการชุมชนอย่างคุณวิโบโว ผู้ซึ่งมองเห็นว่าผลผลิตในท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ อาหาร แต่ยังเป็นเส้นทางสู่ศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในขณะที่ภาคธุรกิจอาหารเฉพาะทาง (Speciality food) ของสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โมเดลเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูที่กำลังหยั่งรากลึกทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนนี้ จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจและโอกาสครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดจากอีกฟากฝั่งของช่องแคบ

เกี่ยวกับ Skelas Sentra Kreatif Lestari Siak (Skelas) เป็นพื้นที่และศูนย์รวมสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกถึงไอเดีย และแสวงหาศักยภาพอันโดดเด่นของเมืองซิอัก โดยยังคงรักษาความยั่งยืนของธรรมชาติเอาไว้ ปัจจุบัน Skelas ได้ให้คำแนะนำและดูแลธุรกิจไปแล้วกว่า 26 รายจากหลากหลายภาคส่วน อาทิเช่น ธุรกิจแฟชั่น 3 ราย, ธุรกิจอาหาร 22 ราย และบริการด้านการศึกษา 1 ราย โดยองค์กรยังคงเดินหน้าสนับสนุนวิสัยทัศน์ “Green Siak” (ซิอักสีเขียว) เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างกลุ่ม MSMEs ให้ได้ 1,000 รายต่อปี และเพิ่มจำนวนธุรกิจเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาลเมืองซิอัก

ที่มา : Asia Food Journal

 

เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนสามารถทำกำไรได้ 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนมีกำไร 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น แม้ว่าพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวเร็วจะมีปริมาณแป้งเพียงประมาณ 28-30% เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก็ยังคงได้กำไรอย่างมาก

เกษตรกรต่างยินดีที่ได้รับผลกำไรจากผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้

นายเหงียน กว็อก ฟง ผู้เชี่ยวชาญจากแผนก เศรษฐกิจ ของตำบลล็อคนิญ กล่าวว่า ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดี และไม่มีน้ำท่วมขังเหมือนปีก่อนๆ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 ตันต่อเฮกเตอร์ และราคาขายยังคงสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงกว่าพืชผลอื่นๆ หลายชนิด ด้วยรายได้ 150-160 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ เกษตรกรสามารถทำกำไรได้ 80-90 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ หรืออาจสูงกว่านั้นสำหรับที่ดินที่ปลูกเอง

นายโฮ ตัน พัท (อาศัยอยู่ในหมู่บ้านฟือกเงีย) กล่าวว่า ปีนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45 ตันต่อเฮกตาร์ และหลายแห่งได้ผลผลิตเกือบ 50 ตันต่อเฮกตาร์ ประกอบกับราคาขายที่สูงกว่าปีก่อนๆ ทำให้เกษตรกรพอใจมาก

ด้วยสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้จึงเป็นหนึ่งในผลผลิตที่มากที่สุดสำหรับเกษตรกรในตำบลล็อคนิญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นและเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ทำการเพาะปลูกพืชสำคัญชนิดนี้ต่อไป

ที่มา: https://baotaininh.vn/nong-dan-xa-loc-ninh-phan-khoi-vao-vu-thu-hoach-khoai-mi-150685.html

ลาว-กัมพูชา ยกระดับความร่วมมือภาคเกษตร เปิดระเบียงการค้าใหม่ส่งออกสินค้าไปจีน

ลาว-กัมพูชา ยกระดับความร่วมมือภาคเกษตร เปิดระเบียงการค้าใหม่ส่งออกสินค้าไปจีน

เวียงจันทน์ – กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมแห่งสปป. ลาว และกระทรวงเกษตร รุกขป่าไม้ และประมง แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา บรรลุข้อตกลงร่วมมือในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรด้านการเกษตร พร้อมเร่งรัดการค้าสินค้าเกษตรข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเกษตรจากลาวและกัมพูชาเข้าร่วมการประชุม ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา – ภาพ: เวียงจันทน์ ไทม์ส

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสายใหม่ที่จะช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรของกัมพูชาสามารถส่งออกไปยังตลาดจีนโดยผ่าน สปป. ลาว ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการบูรณาการทางการค้าในภูมิภาค

การประชุมครั้งนี้มี ดร. ลิงคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของลาว และ นายดิต ตินา รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร รุกขป่าไม้ และประมงของกัมพูชา เป็นประธานร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรประจำปี 2023–2027

หนุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การลงทุน และการค้าสินค้าเกษตรระหว่างลาวและกัมพูชา

นอกจากนี้ ประเด็นหลักในการหารือยังรวมถึงการส่งเสริมพันธมิตรทางธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) และการผลักดันให้เกิดความร่วมมือโดยตรงระหว่างผู้ประกอบการชาวลาวและกัมพูชา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการลงทุนเพื่อการผลิตภาคเกษตร การแปรรูป โลจิสติกส์ และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)

เส้นทางสายเศรษฐกิจใหม่สู่ตลาดจีน

หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการอนุมัติให้กัมพูชาสามารถขนส่งผลผลิตทางการเกษตรผ่าน สปป. ลาว ไปยังประเทศจีนได้ โดยในเบื้องต้น กัมพูชากำลังเตรียมความพร้อมในการส่งออกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้แก่: ทุเรียน, กล้วย, ข้าว, มะม่วง, ลำไย และมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ จะมีการจัดพิธีเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์เพื่อเฉลิมฉลองการขนส่งสินค้าเที่ยวแรก ณ ท่าบกท่านนาแล้ง (Thanalaeng Dry Port) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่แห่งการเชื่อมโยงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน สปป. ลาว ก็กำลังเตรียมความพร้อมในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังกัมพูชาเช่นกัน ได้แก่ กาแฟ, กะหล่ำปลี, มะขาม, ข้าวเหนียว, บลูเบอร์รี่ และฟักทอง

ความร่วมมือรอบด้านเพื่อความยั่งยื

นอกเหนือจากการเปิดเส้นทางสายการค้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้ทบทวนความคืบหน้าของความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ: การพัฒนาสหกรณ์การเกษตร, การผลิตข้าวเชิงพาณิชย์, การประมงและการจัดการป่าไม้, การอนุรักษ์สัตว์ป่า และการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามอนุสัญญาไซเตส (CITES – อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์)

ที่มา : https://asianews.network/laos-cambodia-deepen-agricultural-partnership-open-new-trade-corridor-to-china/

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. พร้อมด้วยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง เร่งเดินหน้าขยายท่อนพันธุ์สะอาดต้านทานโรค พร้อมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทย หลังการส่งออกมันสำปะหลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายสรวุฒิ เปิดเผยว่า นายสุริยะ มอบหมายให้ลงพื้นที่ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อติดตามและสำรวจปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หลังจากก่อนหน้านี้ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย ได้เข้าหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสรวุฒิ กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี โดยทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากหากปล่อยให้ปัญหายังคงอยู่ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ จากเดิมประเทศไทยเคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งแป้งมันและมันเส้น ได้ประมาณ 30-40 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันเหลือเพียง 20 ล้านตัน กระทบต่อประชาชนหลายล้านครัวเรือน และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านคน

ภารกิจเร่งด่วน คือการขยายท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ สะอาด และปลอดโรค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ที่สามารถต้านทานโรคได้ ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจแปลง พบว่ามีการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งในหัวมันเป็นที่น่าพอใจ แม้อายุเพียง 3-4 เดือน และให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4.8-5 ตันกว่า โดยไม่มีระบบน้ำ พร้อมเน้นย้ำให้ทำลายท่อนพันธุ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงต้นที่พบโรคใบด่างและอาการพุ่มแจ้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทำลายท่อนพันธุ์ปนเปื้อนแล้วประมาณ 20 ตัน และสั่งการให้ ส.ป.ก. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่สำรวจบริเวณห้วยบง พื้นที่ประมาณ 4 – 5 พันไร่ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้เป็นแหล่งขยายท่อนพันธุ์ รวมทั้งจะหารือกับเลขาธิการ ส.ป.ก. เพื่อสำรวจพื้นที่อื่นเพิ่มเติม

นายสรวุฒิ ระบุว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา ประเทศไทยอาจสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตลาดญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และโรงงานแปรรูปจำนวนมากย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่เพิ่มจากประมาณ 3 โรงงานในช่วง 2-3 ปีก่อน เป็นกว่า 32-33 โรงงานในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาตลาดส่งออกของไทย

ด้านนายรพีภัทร์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคของสมาคมผู้ปลูกมันสำปะหลัง ด้วยเทคโนโลยี 20X ของกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันสามารถขยายได้เกือบ 1.5 ล้านลำ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามงบกลาง 600 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติ และได้จัดทำคำของบประมาณตามพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน วงเงินประมาณ 6.5 พันล้านบาท เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาของเวียดนามตอนใต้ ทั้งได้ผลผลิตดีและทำกำไรได้อย่างงดงาม ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกชนิดนี้ในหลายชุมชนทางตอนใต้ของจังหวัด เช่น เซินหมี (Sơn Mỹ), ห่ามเติน (Hàm Tân), ตันมิงห์ (Tân Minh) และ ตันเลิป (Tân Lập) สามารถชดเชยผลขาดทุนจากผลผลิตในฤดูกาลก่อนๆ ได้สำเร็จ

ราคาพุ่งกระฉูด ผลตอบแทนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังถูกวางกองเรียงเป็นแถวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกในฤดูกาลนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายรายในชุมชนเซินหมีเปิดเผยว่า ในช่วงการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังฤดูฝนที่ผ่านมา มันสำปะหลังสดที่ขนส่งไปยังคลังสินค้ามีราคาสูงถึง 3,500 ดอง/กิโลกรัม ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว (ซึ่งอยู่ที่ 1,600 ดอง/กิโลกรัม) ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังรายใหญ่หลายรายได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ชดเชยกับปีก่อนๆ ที่ไม่ค่อยทำกำไรได้เป็นอย่างดี

นายเจือง วัน คัญ (Mr. Truong Van Khanh) จากหมู่บ้านที่ 3 ซึ่งเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรในหมู่บ้านโกเกียว ชุมชนเซินหมี กล่าวว่า “ผมเช่าที่ดิน 10 เฮกตาร์ (ประมาณ 62.5 ไร่) ในพื้นที่เพาะปลูกของท้องถิ่น โดยมีค่าเช่าอยู่ที่ 10 ล้านดอง/เฮกตาร์/ฤดูกาล เมื่อรวมกับค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่นับวันจะยิ่งแพงขึ้น รวมถึงค่าแรงคนงานในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแล้ว ต้นทุนทั้งหมดจะอยู่ที่กว่า 20 ล้านดอง/เฮกตาร์ ด้วยผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้ที่สูงถึง 20 ตัน/เฮกตาร์ ผมขายได้เงิน 70 ล้านดอง เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือกำไรสุทธิ 50 ล้านดอง/เฮกตาร์ รวมทั้งหมด 10 เฮกตาร์ ผมทำเงินได้ถึง 500 ล้านดอง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดเท่าที่ผมเคยหาได้เลย”

ในทำนองเดียวกัน ครอบครัวอื่นๆ ในท้องถิ่นนี้ที่เช่าที่ดินขนาด 1-2 เฮกตาร์เพื่อปลูกมันสำปะหลังในชุมชนตันไฮ (Tan Hai) ก็สามารถทำเงินได้ 50 ถึง 100 ล้านดองเช่นกัน ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ต่างก็ร่วมยินดี เนื่องจากราคามันสำปะหลังที่สูงขึ้นช่วยเยียวยาความสูญเสียในปีก่อนๆ ได้

พันธุ์ “KM419” พระเอกขี่ม้าขาวของเกษตรกร

มันสำปะหลังถูกรับซื้อในปริมาณมากและขนส่งไปยังหมู่บ้านซ้วยบ่าง (Suoi Bang) และหมู่บ้านซ้วยตู (Suoi Tu) ในเขตเซินหมี เพื่อใช้ปลูกในฤดูฝนนี้

ตามข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ เกษตรกรส่วนใหญ่ในเซินหมีและชุมชนใกล้เคียงได้หันมาเลือกใช้ มันสำปะหลังสายพันธุ์ KM419 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ มันสำปะหลังนกคุ่ม) ในการเพาะปลูกช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสายพันธุ์นี้มีคุณสมบัติ:

  • ทนทานต่อโรคได้ดีกว่า
  • ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่า
  • หากได้รับปุ๋ยและการดูแลที่เหมาะสม ต้นมันสำปะหลังจะให้หัวมันที่มีคุณภาพดี

การที่ทั้งผลผลิตดีและราคาซื้อขายสูง จึงช่วยสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้

จากความสำเร็จในการเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา หลายครัวเรือนในชุมชนเซินหมี ห่ามเติน และตันมิงห์ จึงแห่กันไปปลูกมันสำปะหลังในที่ดินเกษตรกรรมของตนเอง รวมถึงเช่าที่ดินในชุมชนใกล้เคียงอย่าง ตันไฮ และ ตันเลิป เพื่อทำไร่มันสำปะหลังแบบเข้มข้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะเห็นรถบรรทุกจำนวนมากแล่นเข้าสู่ถนนสายแคบๆ ของหมู่บ้านที่ 1 และ 2 ในชุมชนเซินหมี เพื่อขนส่งท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง KM419 ไปยังหมู่บ้านซ้วยตูและซ้วยบ่าง เพื่อให้ปลูกได้ทันตามฤดูกาล

สถิติการเพาะปลูกและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

ตามรายงานจากชุมชนเซินหมี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ชาวบ้านได้ปลูกพืชล้มลุกไปแล้วเกือบ 600 เฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของแผนงานประจำปี โดยมีมันสำปะหลังเป็นพืชหลักที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ปัจจุบันเกษตรกรยังคงเดินหน้าปลูกพืชชนิดนี้ในฤดูฝนอย่างต่อเนื่องเนื่องจากราคาขายที่ดี เช่นเดียวกับในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ ที่ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการปลูกมันสำปะหลังเป็นอันดับแรกในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ได้ออกมาให้คำแนะนำว่า:

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังควรใส่ใจเรื่อง “การปลูกพืชหมุนเวียน” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกที่ยั่งยืน ช่วยลดศัตรูพืชและโรคพืช อีกทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น มีปริมาณแป้ง (Starch) ที่มากกว่า และส่งผลให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมั่นคง

พื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี จะประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมและเกิดโรคระบาดทั่วไปในมันสำปะหลัง (เช่น โรคใบด่างเหลือง เชื้อราที่ลำต้นและใบ ฯลฯ) ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ผลผลิตและคุณภาพแป้งลดลง จนส่งผลต่อราคารับซื้อในที่สุด

นอกจากนี้ พ่อค้าคนกลางรับซื้อมันสำปะหลังบางรายในชุมชนห่ามเตินยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งในและนอกจังหวัดต่างเน้นรับซื้อเฉพาะมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ผงชูรส (MSG) และแอลกอฮอล์ เป็นหลัก

ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าว Lâm Đồng

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลผลิตหัวมันสดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแข่งขันจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชาที่เริ่มดึงฐานวัตถุดิบและฐานการค้าจากไทยไปมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ถึงภาพรวมฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 สถานการณ์ส่งออก ตลาดจีน-ยุโรป ความสามารถแข่งขันของไทย ปัญหาโรคระบาด และโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ก่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงอย่างถาวร

ส่งออกมันเส้น-มันเม็ดร่วงหนัก

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 6 เดือนแรกของฤดูกาลปี 2568/2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มมันเส้นและมันเม็ด ซึ่งไทยส่งออกได้เพียงประมาณ 860,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนส่งออกได้ประมาณ 1.67 ล้านตัน หรือลดลงเกือบ 50% สำหรับแป้งมันสำปะหลัง ทั้งแป้งดิบและแป้งแปรรูป ช่วงเดียวกันส่งออกได้ประมาณ 1.83 ล้านตัน เทียบกับฤดูกาลก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 2.21 ล้านตัน ลดลงเกือบ 20% ดังนั้นทั้งฤดูกาลปี 2568/2569 การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดของไทยน่าจะทำได้เพียงประมาณ 1.5 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 4.4 ล้านตัน เท่ากับลดลงประมาณ 65%

“ปีนี้การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดทั้งปีคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ 65% ถือว่าการส่งออกโดยเฉพาะมันเส้นต่ำมากในรอบหลายสิบปี”

ส่วนแป้งมันสำปะหลังในฤดูกาลนี้คาดว่าจะส่งออกได้ต่ำกว่า 3.5 ล้านตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.4 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 20%

เวียดนามทำท่าจะแซงไทย

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนาม โดยช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ไทยส่งออกมันเส้นได้ประมาณ 644,000 ตัน ลดลง 65% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 470,000 ตัน เพิ่มขึ้น 25% ส่วนแป้งดิบ ไทยส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ได้ประมาณ 650,000 ตัน ลดลง 29% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 800,000 ตัน ลดลงเพียง 4%

“จะสังเกตได้ว่าตัวเลขปริมาณการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของเวียดนามสูงกว่าไทย อันนี้เป็นประเด็นและจะมีปัญหา”

แนวโน้มการส่งออกที่เราลดลงปัญหาสำคัญคือ ฐานวัตถุดิบหายไป โดยเดิมไทยนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวแต่ขณะนี้ไม่สามารถนำเข้าจากกัมพูชาได้ ทำให้กัมพูชาหันไปส่งออกมันเส้นและหัวมันสดให้เวียดนามแทน ขณะที่ไทยยังพึ่งพาได้เพียงบางส่วนจากลาว ส่งผลให้ปริมาณมันเส้นในระบบลดลง

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความต้องการใช้ในจีนลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ เพราะราคามันเส้นไทยขยับขึ้นจากเดิมประมาณ 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 260-270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้แพงกว่าข้าวโพดและข้าวสาลีค่อนข้างมาก จีนจึงหันไปใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน

“จีนลดลงในส่วนอาหารสัตว์ แต่ส่วนที่นำมาทำเอทานอลยังมีความต้องการอยู่ เพียงแต่ราคาสูงขึ้น และของมีน้อยทั้งหมด”

ราคาเวียดนามถูกกว่า

ทั้งนี้  เมื่อดูในส่วนแป้งดิบ ปัญหาหลักที่เราเจอคือ ราคาของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยแพงกว่าเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ประมาณ 45-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะจีนหันไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกลดลง เพราะของไทยราคาสูงค่อนข้างมาก และสาเหตุที่เวียดนามแข่งขันได้ดีกว่าไทยมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ต้นทุนหัวมันสดถูกกว่า โดยเวียดนามนำเข้าหัวมันสดจากกัมพูชาประมาณปีละกว่า 5 ล้านตัน และปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ล้านตัน ทำให้มีวัตถุดิบมากขึ้นและต้นทุนถูกกว่าไทย นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการผลิตของเวียดนามต่ำกว่าไทย ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และค่าเงินที่อ่อนกว่า ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยผันผวนและมีช่วงแข็งค่ากว่าเงินเวียดนาม จึงกระทบความสามารถแข่งขันด้านราคา

จีนเริ่มพัฒนาพันธุ์-รุกปลูกที่ลาว

แม้ภาพรวมแป้งดิบจะเผชิญแรงกดดันหนัก แต่กลุ่มแป้งแปรรูปหรือแป้งโมดิฟายยังทรงตัวและเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2-3% เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างลาวและกัมพูชายังไม่มีศักยภาพด้านนี้ ส่วนเวียดนามเริ่มสร้างกำลังการผลิตแล้ว แต่คุณภาพยังสู้ไทยไม่ได้ อย่างไรก็ตามเตือนว่าหากราคาวัตถุดิบไทยยังสูงต่อเนื่องแม้แต่แป้งแปรรูปก็จะเริ่มมีปัญหา เพราะผู้ซื้ออาจหันไปใช้แป้งมันฝรั่งหรือแป้งข้าวโพดที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ดีเมื่อย้อนมาดูตลาดมันเส้นของไทยยังพึ่งพาจีนมากกว่า 90% แม้ไทยพยายามส่งออกไปตลาดอื่น เช่น ตะวันออกกลาง หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ปริมาณรองรับยังจำกัดเพียงหลักแสนถึง 2-3 แสนตัน ขณะที่ในอดีตไทยเคยส่งออกมันเส้นได้ 4-5 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกรณีจีนปลูกมันสำปะหลังในบางพื้นที่ เช่น กว่างซี ทางตอนใต้ใกล้เวียดนามและลาว แต่ปริมาณยังไม่มาก อย่างไรก็ตามจีนเริ่มพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง และนำไปปลูกในลาว รวมถึงเริ่มลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

“จีนมีปลูกอยู่แล้วทางกว่างซี แต่ปลูกได้ไม่เยอะ ตอนนี้เขาหันมาลงทุนในลาว เพราะบางอุตสาหกรรมแป้งเขาผลิตในจีนไม่ได้ เนื่องจากเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็ลงมาลงทุนที่ลาว และมีการพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังไปปลูกในกว่างซีและลาว”

กลุ่มผู้ซื้อจีนรายใหญ่ที่เคยตั้งฐานซื้อในไทย เริ่มย้ายไปอยู่กัมพูชา เวียดนาม และลาว เนื่องจากวัตถุดิบของไทยลดลง เรื่องนี้่น่าห่วง เพราะมีผลต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย

ตัวเลขผลผลิตนับวันยิ่งลด

ทั้งนี้ เมื่อดูผลผลิตคณะสำรวจของ 4 สมาคมประเมินผลผลิตหัวมันสดปีนี้ไว้ประมาณ 22 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขทางราชการอยู่ที่ 24 ล้านตัน แต่จากสถานการณ์ส่งออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าผลผลิตหัวมันสดจริงอาจต่ำกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากในรอบหลายสิบปี โดยไทยเคยมีผลผลิตหัวมันสดปกติ 35-40 ล้านตัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งออก การแปรรูป อาหารสัตว์ และพลังงาน

“ปกติเราเคยได้ 35 ล้านตันถึง 40 ล้านตัน ต้องพยายามรักษาตัวนี้ให้ได้ เพราะตอนนี้ถ้าเหลือแค่ 20 ล้านตันมันก็ไม่ไหว”

ทางรอดต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องกลับมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของไทย และลดต้นทุนการปลูกของเกษตรกร

“ถ้าแก้อย่างยั่งยืนเราต้องหันมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของบ้านเราให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายการปลูกลง ไม่ต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องโตด้วยตัวของเราเอง อันนี้เป็นการแก้ไขที่ถูกจุดที่สุด”

ปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่เพียงประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ขณะที่บางจังหวัดของเวียดนามทำได้ถึง 7 ตันต่อไร่ หากไทยสามารถยกระดับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศให้ได้ 5 ตันต่อไร่ จะช่วยให้แข่งขันได้ แม้ต้นทุนการผลิตบางส่วนของประเทศเพื่อนบ้านจะต่ำกว่า

“เราไม่อยากพูดถึงเรื่องราคา แต่อยากทำให้ผลผลิตต่อไร่จากเดิม 2-3 ตันให้ได้ 5-6 ตัน  ถ้าไทยเฉลี่ยได้ 5 ตันผมว่าเราอยู่รอด แข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะลูกค้าต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นประเทศไทยมากกว่า”

อย่างไรก็ดีไม่ว่ารัฐจะผลักดันตลาดพลังงาน อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป หรือสินค้า HVA สุดท้ายต้องย้อนกลับมาแก้ต้นทาง คือ ผลผลิตหัวมันสดต้องเพียงพอ ผลผลิตต่อไร่ต้องสูงขึ้น ต้นทุนเกษตรกรต้องลดลง และต้องมีพันธุ์สะอาด-พันธุ์ต้านทานในระบบให้มากพอ

หากไทยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะเสียทั้งรายได้ส่งออก ฐานผู้ซื้อ และฐานการผลิตให้ประเทศเพื่อนบ้าน “เราต้องรีบทำ ไม่ใช่รอให้ปัญหามาแล้วค่อยแก้”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ภาคธุรกิจกัมพูชาและจีนกำลังเดินหน้าขยายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การลงทุนในโรงงานแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ตามรายงานของ Phnom Penh Post นายซุน จันทอล รองประธานคนที่หนึ่งของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายเฉิน หมิงอวี่ ประธานบริษัท Guangxi Nongken Mingyang Starch Development Co., Ltd.

ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายบริษัทจีนเปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การเพิ่มปริมาณการรับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาให้สูงถึงประมาณ 1 ล้านตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา

ประการที่สอง การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงเพื่อก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

และประการที่สาม การแสวงหาโอกาสความร่วมมือกับราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

นายซุน จันทอล ได้แสดงการสนับสนุนต่อแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร สร้างการจ้างงานเพิ่มเติม และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความทันสมัยของประเทศ

ทั้งนี้ เขายังระบุว่า กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนขยาย และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน–อาเซียน อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่เอื้ออำนวย

ในการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงาน พร้อมทั้งนำเสนอแผนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการหลายรูปแบบ

โดยมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้ากัมพูชาในตลาดระหว่างประเทศ

ที่มา: เว็บไซต์ NguyenStarch (Phnom Penh Post)

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

Recent Posts