อินโดนีเซียเปิดตัว “ศูนย์มันสำปะหลังแห่งชาติ” มุ่งยกระดับผลผลิต

บันดาร์ลัมปุง (สำนักข่าวอันตารา) – อินโดนีเซียประกาศเปิดตัวศูนย์มันสำปะหลังแห่งชาติ (National Cassava Center) ขึ้นที่จังหวัดลัมปุง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม

นายระห์มัต มีร์ซานี จาอูซัล ผู้ว่าราชการจังหวัดลัมปุง กล่าวที่เมืองบันดาร์ลัมปุงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ศูนย์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นโดยหวังว่าจะช่วยเสริมแกร่งด้านการวิจัย เพิ่มผลผลิต สนับสนุนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Downstreaming) ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ดีขึ้น

“จังหวัดลัมปุงมีขีดความสามารถและต้นทุนที่เข้มแข็งในการเป็นผู้นำพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังของประเทศ โดยผลผลิตมันสำปะหลังราวร้อยละ 70 ของอินโดนีเซียมาจากจังหวัดลัมปุง ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวเกษตรกรหลายแสนครัวเรือน” ผู้ว่าฯ จาอูซัล กล่าว

นายจาอูซัล กล่าวเสริมว่า การจัดตั้งศูนย์พัฒนาแห่งนี้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนศูนย์บริการแบบครบวงจรมานานหลายทศวรรษ ซึ่งศูนย์นี้จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้อินโดนีเซียสามารถพัฒนาตามทันประเทศคู่แข่งอย่างไทยและเวียดนามได้

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเกือบ 500,000 คนในลัมปุงต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ประท้วงหลายครั้งเมื่อราคามันสำปะหลังดิ่งลงไปอยู่ที่ประมาณ 600 รูเปียห์ (ราว 0.03 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อกิโลกรัม

ทางรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดลัมปุงจึงได้ยื่นมือเข้าช่วยประสานงานและไกล่เกลี่ยระหว่างเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และรัฐบาลกลาง จนนำไปสู่นโยบายจำกัดการนำเข้ามันสำปะหลังในที่สุด

“ปัจจุบันราคามันสำปะหลังขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2,200 รูเปียห์ต่อกิโลกรัมแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ สามารถส่งมอบผลประโยชน์โดยตรงให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายจาอูซัล กล่าว

นอกจากนี้ นายจาอูซัล ยังชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายถัดไปคือการเพิ่มผลผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อชิงพื้นที่และสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์มันสำปะหลังแห่งชาติจึงถูกจัดตั้งขึ้น ณ มหาวิทยาลัยลัมปุง (University of Lampung) เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ดี การนำเครื่องจักรมาใช้ในการเกษตร เทคโนโลยีการเพาะปลูก และการแปรรูปมันสำปะหลังให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

“เราต้องก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ลัมปุงมีทั้งเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก และภาคอุตสาหกรรม และตอนนี้เรากำลังเร่งขับเคลื่อนงานวิจัย ถึงเวลาแล้วที่เราจะเพิ่มผลผลิตอย่างจริงจัง” นายจาอูซัล กล่าว

พร้อมกันนี้ นายจาอูซัล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อเป็น “รากฐานในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” ไปพร้อม ๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ที่มา: Antara News