Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

13th Sep 2025 General Information

The government’s fuel transition opens new markets for farmers and slashes gasoline prices.

The use of biofuels not only helps safeguard national energy security and protect the environment but also provides a stable market for millions of tons of dried cassava that Vietnamese farmers previously had to sell to China at unstable prices.

The Ministry of Industry and Trade proposes nationwide sales of E10 gasoline starting from 1/1/2026 and E15 gasoline from 1/1/2031. Photo: Tran Chung.

In its draft circular “Regulations on the roadmap for blending biofuels with traditional fuels in Vietnam,” the Ministry of Industry and Trade has proposed that from January 1, 2026, all gasoline blended, processed, and sold nationwide for use in gasoline-powered motor vehicles must be E10.

By January 1, 2031, all gasoline for motor vehicles must be E15 or other biofuel blends as regulated by the Minister of Industry and Trade.

Regarding the shift from traditional gasoline to E10 nationwide starting in early 2026, Do Van Tuan, Chairman of the Vietnam Biofuel Association, affirmed that domestic production capacity is improving and can be supplemented with imports if needed. Vietnam is fully capable of ensuring a stable ethanol supply to support the proposed transition.

With advancements in production technology both domestically and internationally, the cost of producing ethanol is decreasing. For the past eight years, ethanol has consistently been 20-30% cheaper than traditional gasoline. Therefore, blending 10% ethanol into gasoline will result in a significant reduction in E10 prices.

However, according to Tuan, price is not the main concern. The core objective of switching from fossil gasoline to E10 is to reduce environmental pollution without increasing social costs. This is considered the optimal solution for comprehensive socio-economic benefits. It also contributes to balancing trade with the United States through ethanol imports from the country.

“Moreover, biofuels pave the way for sustainable agricultural development in Vietnam by providing a stable market for agricultural products,” said Tuan.

Vietnam currently cultivates over 500,000 hectares of cassava, yielding more than 10 million tons annually. However, the crop’s price remains volatile, heavily reliant on raw exports of dried cassava chips to China.

With the ethanol industry expanding, cassava will have a stable outlet, allowing farmers to focus on cultivation without worrying about low selling prices.

As the ethanol industry grows, cassava will have a stable market, allowing farmers to produce with peace of mind. Photo: Tam An

Notably, several factories have upgraded their technology to extract additional byproducts such as liquid CO2, fusel oil, and DDGS (a byproduct used for animal feed), reducing costs and enhancing competitiveness. This reflects a circular economic model that the country aims to achieve.

According to the Ministry of Industry and Trade, E10’s key advantage lies in its eco-friendliness and renewability, making it an ideal partial replacement for traditional fuels. E10 is a biofuel blended with agricultural byproducts like corn, sweet potatoes, and cassava.

Hence, the widespread use of biofuel also ensures long-term income for farmers.

Vietnam consumes more than 10 million tons of gasoline annually. If E10 is applied to both RON92 and RON95 gasoline types, the required ethanol volume will be about 1 million tons per year. If E15 is implemented, the number rises to 1.5 million tons per year.

Currently, Vietnam has six ethanol production plants, four of which are operational but only running at about 35% capacity due to limited market demand. With the E10 program starting on January 1, 2026, these plants can ramp up to full capacity. Additionally, new projects will be launched to meet around 50% of the ethanol blending demand.

“Domestic ethanol production is fully competitive with imports in terms of pricing. Imports will only occur when local supply is insufficient,” said the Chairman of the Vietnam Biofuel Association.

Source : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

05th Sep 2025 General Information

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567

ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น

ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้

ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้

ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง

การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน

1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย

เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)

การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน

2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม

ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก

3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย

จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ

… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

01st Sep 2025 General Information

บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน

บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า

ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า

สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”

ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%

นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย

LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร

พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”

พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก

ที่มา : TNN Tech

วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105

วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105

21st Aug 2025 Association News

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105 ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมี คุณธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคม และ คุณปราโมทย์ ทองย่น กรรมการสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมเข้าร่วมงานดังกล่าว

3 สมาคมมันสำปะหลัง ยื่นหนังสือเร่งรัดงบควบคุมโรคใบด่างฯ 852 ล้านบาท

3 สมาคมมันสำปะหลัง ยื่นหนังสือเร่งรัดงบควบคุมโรคใบด่างฯ 852 ล้านบาท

19th Aug 2025 Association News

วันนี้ (วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568) คณะผู้บริหาร จาก 3 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้เข้าพบ นายสมคิด คงเชื้อ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์มันสำปะหลัง พร้อมยื่นหนังสือขอให้เร่งรัดการขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อการควบคุมโรคใบด่าง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง มูลค่ากว่า 852 ล้านบาท ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

สมาคมฯ เข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025

สมาคมฯ เข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025

01st Aug 2025 Association News

สมาคมฯ เข้าร่วมงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

01st Aug 2025 General Information

ด่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ลดลงจากเดิม 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอัตราใกล้เคียงหลายประเทศในอาเซีย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สรุปผลการจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568

ก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถปิดดีลการเจรจากับสหรัฐฯได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 42% ลงเหลือ 20% และอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% ฟิลิปปินส์ จาก 20% เหลือ 19%

ทั้งนี้ในกรณีของอินโดนีเซีย มีการแลกเปลี่ยนโดยเปิดตลาดสินค้าอเมริกัน ทุกชนิดเป็นภาษี 0% พร้อมเสนอซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์, พลังงาน (LNG และน้ำมัน) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, และเครื่องบิน Boeing 50 ลำ

ส่วนญี่ปุ่นสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเหลือเพียง 15% โดยญี่ปุ่นเสนอเงื่อนไขลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน พร้อมเปิดตลาดยกเลิกข้อจำกัดด้านมาตรฐานรถยนต์สหรัฐฯ ที่นำเข้าญี่ปุ่น เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำแลก

ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 15% โดยเกาหลีใต้ตกลงที่จะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการที่ทรัมป์เลือก และจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและผลิตภัณฑ์พลังงานอื่น ๆ อีกมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านอินเดียเก็บสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% แม้จะต่ำกว่าอัตรา 26% แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ด้านสหภาพยุโรป (EU-27) สหรัฐฯประกาศลดการจัดเก็บจาก 30% ลดเหลือ 15%

สำหรับประเทศในอาเซียนอื่นที่ สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี ซึ่งกำหนดไว้ใน “ภาคผนวก 1” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ส.ค.เช่นกัน สรุปได้ดังนี้

  • บรูไน 25%
  • กัมพูชา 19%
  • อินโดนีเซีย 19%
  • ลาว 40%
  • มาเลเซีย 19%
  • เมียนมาร์ (พม่า) 40%
  • ฟิลิปปินส์ 19%
  • เวียดนาม 20%

ทั้งนี้ทางทำเนียบขาว ระบุว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน “ภาคผนวก 1” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10%

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

01st Aug 2025 General Information

นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ ตรวจแถวภาษีธัญพืชเข้าอาหารสัตว์ไทย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล ขณะที่สภาเกษตรฯ ประกาศปกป้องเกษตรกร วอนรัฐบาลอย่าแลกดีล ผวาอาชีพเกษตรล่มสลาย

นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง “สหรัฐอเมริกา” จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% หรือไม่ ภายใต้นโยบาย “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ สินค้าไทยหลายรายการเตรียมเจอแรงกระแทกเต็ม ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ อาหารแปรรูป ฯลฯ

ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีอัปเดตการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกว่า 60% โดยการนำเข้าจะต้องเสียภาษีนำเข้า นับว่าเป็นภาระต้นทุนส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศซึ่งไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่น และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 29 รายการของไทย มีค่าภาษีอากร ตั้งแต่ 0.30 บาท ถึง 10 บาทต่อกิโลกรัม

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐ อย่าเรียกว่า “เจรจา” ต้องเรียกว่า “ลดความสูญเสียหรือเสียหาย” ให้น้อยที่สุด จึงไม่เป็น win-win เนื่องจากไม่ใช่การเจรจาข้อตกลงการค้าฯ ไทยต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 4.5 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ถั่วเหลือง และ กากถั่วเหลือง 5 ล้านตัน มูลค่าประมาณสองเท่าของข้าวโพด และที่สำคัญมาก ถั่วเหลืองสหรัฐปล่อยคาร์บอน ต่ำกว่าบราซิลและอาร์เจนตินา 10 เท่า หากเปิดได้สองตัวนี้ด้วยภาษี 0 เรา ก็จะยิงปืนนัดเดียวในนกสองตัวคือ เรามีวัตถุดิบเพียงพอและยังช่วยให้สินค้าอุตสาหกรรมลดภาษี ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและถั่วเหลือง เพียงแต่รัฐต้องประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเท่านั้น ส่วนถั่วเหลืองไทยนั้นได้รับการประกันราคาเรียบร้อยแล้ว

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ขอย้ำว่า ภาคเกษตรกรรมและเกษตรกรเป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ รัฐบาลต้องไม่ยอมสละผลประโยชน์ของเกษตรกรเพื่อแลกกับความก้าวหน้าด้านอื่น และต้องมีมาตรการดูแลที่เหมาะสมกับความทุ่มเทของเกษตรกรที่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศมาโดยตลอด เราจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยและฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

31st Jul 2025 General Information

พาณิชย์ เปิดงาน World Tapioca Conference 2025 ดึงผู้แทน 16 ประเทศ เจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,900 ล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ครั้งที่ 7 จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : Go Global Go Together” เพื่อตอกย้ำความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดโลกอย่างแข็งแกร่ง

โดยมีนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หน่วยงานรัฐ เอกชน เกษตรกร และสื่อมวลชน

โดยมีผู้แทนจาก 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ตุรกี สปป.ลาว เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฮ่องกง เข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าการเจรจาภายในงานสามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 10,900 ล้านบาท

นายจตุพร กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจไทย มีเกษตรกรกว่า 740,000 ครัวเรือน แม้ปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านราคาที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยรัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มที่

“แม้ปีนี้เราส่งออกมันสำปะหลังมากกว่าปีก่อน แต่ราคากลับต่ำกว่าเดิม ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยทั้งด้านการตลาด และการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ พร้อมผลักดันนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ผู้ประกอบการไทยแข็งแรง และอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ ในงานยังมีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปริมาณรวมกว่า 1.48 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,900 ล้านบาท สามารถดูดซับหัวมันสดในประเทศได้มากถึง 3.57 ล้านตัน พร้อมเปิดการเจรจาเพื่อขยายตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 ให้ได้ 7.5 ล้านตัน

นายจตุพร ยังเผยถึงแผนผลักดันโครงการ “Sandbox” ดูแลและพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ ซึ่งมักเผชิญภาวะแห้งแล้งหรือน้ำท่วม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างโอกาสใหม่ โดยการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมดังกล่าว โดยใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพทางการเกษตร

รวมถึงความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ และนำข้อร้องขอของภาคเอกชนและเกษตรกรไปหารือในระดับนโยบายต่อไป เพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงโดยไม่ทอดทิ้งใคร พร้อมย้ำเจตนารมย์ “Go Global Go Together” เพื่อสร้างอนาคตให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมั่นคง ขณะเดียวกันไทยยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดโลก มิใช่ต่างคนต่างเดินแต่จะผสานความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่ความยั่งยืน

“ขอให้เชื่อมั่นว่า กระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ “พึ่งได้ทุกเรื่อง” จะเป็นมาเฟียที่ดูแลคุ้มครองผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้ท่านเดินเพียงลำพัง และขอให้งานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน ในทุกวัน เพื่อร่วมแสวงหาแนวทางใหม่และยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือของทุกภาคส่วน” นายจตุพร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกมันสำปะหลังได้รวม 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้กว่า 110,255 ล้านบาท ขณะที่ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ไทยส่งออกได้ปริมาณ 5.02 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 3.60 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงเหลือ 54,640.82 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.10 จากปีก่อน ที่มีมูลค่า 61,466.63 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันยอดส่งออกไทยปีนี้ให้บรรลุเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน และรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรรมมันสำปะหลังโลก

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ