ตลาดมี โรงงานพร้อม แต่หัวมันขาดแคลน โจทย์ท้าทายมันสำปะหลังไทย

ตลาดมี โรงงานพร้อม แต่หัวมันขาดแคลน โจทย์ท้าทายมันสำปะหลังไทย

03rd Sep 2026 General Information

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนมันสำปะหลังครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นข้อกังวลที่ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทยส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ

ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดชั่วคราว แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งขาดการสนับสนุนทางการเงินให้งานวิจัยปรับปรุงพันธุ์และการควบคุมโรค ขาดการปรับกติกาการซื้อขายหัวมัน และขาดการปรับกฎระเบียบให้เอื้อกับการแก้ปัญหาการควบคุมโรคที่ยังดำเนินไปได้ช้าในเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ผลการศึกษาจาก โครงการศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2) ซึ่งดำเนินการโดย TDRI ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

พบว่าอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาจากการส่งออกมันเส้นและสินค้าขั้นต้น ไปสู่แป้งมันสำปะหลังดิบ แป้งมันดัดแปรและผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่หลากหลาย ทำให้ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป เทคโนโลยี

และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการหัวมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยอาศัยทั้งผลผลิตในประเทศและที่นำเข้าจากกัมพูชาและลาว

ปัญหาขาดวัตถุดิบที่ไทยเผชิญอยู่นั้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการหยุดชะงักของการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ลาวเองก็เปิดโรงแป้งขึ้นมาจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ของลาวมีนโยบายไม่ส่งออกหัวมัน

เมื่อสถานการณ์เหล่านี้เกิดพร้อมกับภัยแล้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบก็รุนแรงจนโรงงานหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการก่อนสิ้นสุดฤดูการผลิต

ขณะที่โรคใบด่างส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งการระบาดของโรคนี้เริ่มขึ้นในกัมพูชาเมื่อ 11 ปีก่อน ก่อนแพร่เข้าสู่เวียดนาม จีนตอนใต้ และไทย ผลสำรวจของ ม.เกษตรศาสตร์ ประมาณการพื้นที่ระบาดของโรคในปี 2566 ไว้ 3 ล้านไร่

ในขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐระบุพื้นที่พบการระบาดกว่า 6 หมื่นไร่ แต่จากการออกสำรวจรอบล่าสุดของกลุ่มสมาคมมันสำปะหลังรายงานการติดเชื้อในแทบทุกจังหวัดยกเว้นภาคเหนือตอนบนบางแห่ง

เมื่อโรคระบาดถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง ย่อมส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 30-33 ล้านตันเหลือ 23 ล้านตันในปี 2568/69 และพื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงจาก 9 เหลือ 7.6 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาโรคใบด่าง โดยนักวิจัยไทยได้นำพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคจากแอฟริการุ่นใหม่มาขยายพันธุ์และทดสอบในแปลงทดลองต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2566 สามารถคัดเลือกได้ 3 พันธุ์ที่ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 คือ พันธุ์อิทธิ 1 2 และ 3

แต่ทว่า การพัฒนายังเผชิญข้อจำกัดทั้งงบวิจัยที่ไม่ต่อเนื่อง และยังไม่มีพันธุ์ลูกผสมที่ผสานความต้านทานโรคเข้ากับคุณสมบัติเด่นของพันธุ์ไทย ท่ามกลางแพร่ระบาดที่ขยายวงกว้าง ทำให้เกษตรกรบางพื้นที่ต้องนำท่อนพันธุ์ที่ติดโรคกลับมาใช้ซ้ำ เพราะขาดแคลนทั้งผลผลิตและท่อนพันธุ์

ในขณะที่การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามแล้วถือว่าไทยเดินหน้าได้ช้ากว่า โดยเกษตรกรเวียดนามได้เริ่มปลูกพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคในพื้นที่สำคัญแล้ว

ในขณะที่ไทยยังอยู่ในขั้นขยายและทดลองพันธุ์จากต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีพันธุ์ลูกผสมใหม่ที่ผ่านการทดสอบในภาคสนามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ บทเรียนสำคัญคือ การวิจัยปรับปรุงพันธุ์จำเป็นต้องมีนักวิจัยและได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่าการมาหาตัวนักวิจัยและสนับสนุนเงินทุนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะทำให้เริ่มได้ช้า ไม่ทันเหตุการณ์ และต้องตั้งหลักกันนานกว่าที่จะเสาะหาวิธีรับมือและลงมือทำอย่างจริงจังได้

เมื่อผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรม การนำเข้าวัตถุดิบก็เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในไทย เพราะเกษตรกรกังวลว่าการนำเข้าอาจกดราคาภายในประเทศแล้ว ก็อาจมีอุปสรรคที่ประเทศเพื่อนบ้านก็กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งของตนเอง

เช่น ลาวมีนโยบายเก็บหัวมันไว้ป้อนโรงงานในประเทศ ทำให้ในปีนี้โรงงานไทยต้องซื้อแป้งดิบจากลาวมาทำแป้งดัดแปร รวมไปถึงสถานการณ์การค้าชายแดนกับกัมพูชา ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการหาแหล่งวัตถุดิบจากต่างประเทศในอนาคต

กรณีกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ควรนำไปถอดบทเรียนให้เห็นว่า การห้ามนำเข้าอาจไม่ได้ช่วยปกป้องเกษตรกร หรืออุตสาหกรรมของไทยได้เสมอไป โดยหลังจากกรณีพิพาทที่ชายแดนกัมพูชา หัวมันกัมพูชาที่ไม่สามารถส่งมาไทยนั้นคาดว่าส่งออกไปเวียดนามแทน ซึ่งเวียดนามสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตแป้งแข่งขันกับแป้งของไทยในตลาดจีนและตลาดโลกได้

ในขณะที่โรงงานแป้งมันสำปะหลังของไทยแทบไม่สามารถแข่งขันด้านราคา ผลที่ตามมาก็คือ ไทยสูญเสียตลาดแป้งดิบให้เวียดนามในปีที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงที่จะสูญเสียตลาดแป้งดิบต่อไปในระยะยาว จากการที่ไทยมีค่าแรงสูงกว่า และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบจากประเทศใกล้เคียง

คำถามเชิงนโยบายในเรื่องนี้จึงไม่ควรเป็นแค่ “อนุญาตให้นำเข้าหรือไม่” แต่ควรเป็น “จะบริหารการค้าวัตถุดิบในภูมิภาคอย่างไร” โดยต้องมีกลไกที่ช่วยลดผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรจากการนำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ก็ควรเปิดทางให้โรงงานสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณีที่ประเทศเหล่านี้ยังยินดีส่งออกมาขายให้ไทย

การมีหัวมันสำปะหลังเพียงพอไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการปรับโครงสร้างการส่งออกในขั้นต่อไป หลังจากไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาการผลิตแป้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปแล้วก้าวสู่แป้งดัดแปรเฉพาะทาง เคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่นๆ ที่จะแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและคุณสมบัติของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเช่นที่ผ่านมา

การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้กำหนดนโยบายมองการจัดการโรค การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ในระยะยาว การค้าระดับภูมิภาค และการพัฒนานวัตกรรมปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ใช่นโยบายที่แยกออกจากกันเป็นส่วนๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดย : ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง, วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, ภิชารีย์ กรุณายาวงศ์ | สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

New technology on cassava farms: [2] Breakthroughs with regenerative farming

New technology on cassava farms: [2] Breakthroughs with regenerative farming

28th Aug 2026 General Information

(VAN) SATREPS helps recover soils, apply gene editing, and digitize value chains for greener growth, reducing the pressure on Vietnam’s cassava sector.

A test for regenerative farming

For many years, cassava was regarded as a poverty-reduction crop before becoming one of Vietnam’s key export commodities. However, behind the billion-dollar export figures lies a worrying reality: agricultural soils are gradually becoming “exhausted.”

Extensive cassava farming practices, along with the prolonged overuse of chemical fertilizers and herbicides, have disrupted soil structure, caused acidification, reduced fertility, and weakened productive capacity. At the same time, cassava mosaic disease has spread rapidly across large areas, cutting yields by up to 40%, while rising input costs continue to place farmers in a tight spot


The SATREPS project, funded by JICA and JST (Japan), is being implemented in Tan Hoi commune. Photo: Tran Trung.

Considering the current situation, the project “Transforming the Cassava Production System in Vietnam by Establishing Regenerative Farming and Smart Starch Supply Chain Management” (SATREPS), funded by the Japan International Cooperation Agency (JICA) and the Japan Science and Technology Agency (JST), has opened a new direction. The project focuses on regenerative and circular farming practices to restore soil health and improve production efficiency.

According to Takuro Shinano, the project leader, international experience shows that this model has already been widely adopted, particularly in Australia, where 372 million hectares of arid farmland exist, and two-thirds of agricultural land has been degraded. Farmers there have shifted away from dependence on chemicals toward regenerative principles, reducing risks while improving soil fertility and profitability.

The core of regenerative farming is based on five principles: minimizing soil disturbance, maintaining year-round ground cover, keeping living roots in the soil as long as possible, promoting biodiversity, and integrating livestock production. These are considered key to restoring soil ecosystems and reducing dependence on chemical inputs

Japanese experts conduct field trials in cassava-growing areas in Tan Hoi commune, Tay Ninh province. Photo: Tran Trung.

At the same time, the development of “green” cassava varieties that resist mosaic disease and absorb carbon more effectively is opening opportunities for participation in carbon credit markets. Long-term studies show that no-till farming combined with retaining crop residues can significantly increase soil organic matter after nearly 20 years, far surpassing conventional methods.

“Regenerative and circular farming techniques pave a suitable path for areas where soil health is declining in Vietnam. The project is expected to become a driving force for the cassava sector’s green and sustainable transformation,” Takuro Shinano said.

Breakthrough from smart farming

Another major breakthrough of the SATREPS project lies in the integration of smart monitoring technologies throughout the value chain. Instead of relying heavily on farming experience, cassava field health is now managed through digital data.

Using field sensors and imagery from unmanned aerial vehicles (UAVs) and satellites, indicators of growth, moisture, and nutrient levels are continuously updated. Based on this data, artificial intelligence (AI) analyzes conditions and provides early warnings of pests, diseases, or nutrient deficiencies, allowing farmers to respond promptly.


Experts collect soil samples for in-depth studies on soil conditions and sustainable cassava farming solutions. Photo: Tran Trung.

The project is developing user-friendly mobile applications that enable online disease diagnosis using photos of cassava leaves, while also building a “carbon notebook” to monitor carbon accumulation in each field. This is considered an important foundation for future participation in carbon credit markets. The applied technology also helps connect and optimize supply chains from raw material sources to starch-processing factories, reducing losses and improving overall industry efficiency.

In Tan Hoi commune, Tay Ninh province, one of the project implementation sites, local agricultural extension officers said the SATREPS project has already shown positive early signs. Although implemented for nearly five months, pilot models have been established with synchronized support in equipment, technical procedures, and new approaches. Current priorities include analyzing and evaluating soil nutrient content, which has declined after many years of continuous cassava cultivation.

Farmers are receiving guidance on how to rehabilitate soils through regenerative methods, moving toward measuring carbon storage capacity in both soil and crops. Initial results have shown promising potential, creating a foundation for continued monitoring and model refinement.


Cassava farmers are introduced to advanced production methods. Photo: Tran Trung

The cassava farming scene in Tan Hoi has worsened over the years. Approximately 3,400 hectares of continuously cultivated cassava fields have increased pressure on soil degradation. Cassava is highly nutrient-demanding, while insufficient attention has been paid to adding organic matter and restoring soil fertility, causing land to lose productivity rapidly.

“From this reality, the locality expects the project to become a catalyst for fundamentally changing farming methods, shifting from resource exploitation to soil restoration. The goal is not only to improve yields in the short term but also to build healthy soils that help cassava grow sustainably, reduce pest outbreaks, and secure long-term livelihoods,” said Duong Thanh Phuong, agricultural extension officer of Tan Hoi commune.

Expectations for a sustainable ecosystem

The five-year SATREPS project (2025 – 2030) goes beyond laboratory research and aims to establish demonstration sites in major cassava-growing regions. Its objective is to create a complete technical package, from suitable varieties and restored soils to smart production processes that can be transferred and replicated in practice.


The combination of Japanese expertise and the experience of institutes such as the Soils and Fertilizers Institute and the Agricultural Genetics Institute is expected to create a breakthrough for Vietnam’s cassava sector. Photo: Tran Trung.

The combination of advanced scientific knowledge from Japan and practical experience from Vietnamese research institutes such as the Soils and Fertilizers Research Institute and the Agricultural Genetics Institute is expected to bring about a fundamental transformation in the cassava industry. As soils are revitalized and technology takes the leading role, cassava will no longer be seen as a source of environmental pressure but instead become part of a circular and sustainable agricultural ecosystem.

The first “building blocks” for a green transition are gradually taking shape with this cooperation as the foundation. When ODA resources are effectively utilized alongside technical innovation and a new production mindset, cassava has an opportunity to reposition itself not only in export value but also in protecting natural resources and the environment.

The SATREPS project focuses on developing a synchronized technical platform centered on cassava plants and soil systems in key production regions. Regenerative farming solutions, carbon measurement and storage in soils, as well as smart supply chain management technologies, will be studied, refined, and implemented in Vietnam through cooperation among Japanese partners, the International Center for Tropical Agriculture (CIAT), and domestic scientific institutions.

Authors: Tran Trung – Tran Phi

Source : https://van.nongnghiepmoitruong.vn

ผลการสำรวจผลผลิตมันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2569/70

ผลการสำรวจผลผลิตมันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2569/70

10th Aug 2026 Association News

คณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2569/70 จัดงานแถลงผลการสำรวจฯ ณ ห้องนครรังสิต 1-2 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยมี คุณบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจฯ, คุณกิตติพงศ์ วาทิกทินกร ประธานคณะทำงานฝ่ายเทคนิคและฝ่ายข้อมูลดาวเทียม, ดร.สุรีย์ ยอดประจง และคุณกิตติ สุขสมิทธิ์ รองประธานคณะสำรวจฯ ร่วมขึ้นแถลงผลการสำรวจดังกล่าวฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 

โดยคณะสำรวจฯ ประกอบด้วยผู้แทนจาก 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย ร่วมลงพื้นที่สำรวจ ระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569, 13-17 กรกฎาคม 2569 และ 1-7 สิงหาคม 2569 พื้นที่สำรวจประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 49 จังหวัด

คณะสำรวจฯ ได้ประเมินผลการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2569/70 สรุปผลการสำรวจฯ ได้ดังนี้
•  พื้นที่เก็บเกี่ยวคาดว่า เพิ่มขึ้น จากปี 2568/69 จาก 6.615 ล้านไร่ เป็น 6.767 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.29
•  ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่คาดว่า ลดลง จากปี 2568/69 จาก 2.809 ตัน เป็น 2.772 ตัน หรือร้อยละ 1.32
•  ผลผลิตรวมคาดว่า เพิ่มขึ้น จากปี 2568/69 จาก 18.582 ล้านตัน เป็น 18.757 ล้านตัน หรือร้อยละ 0.94

จากนั้น 4 นายกสมาคมมันสำปะหลังไทย นำโดย คุณอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย, คุณสมชาย วราธนสิน นายกสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย, คุณดุสิต พิทยาธิคุณ นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และคุณปัญญา บุญบันดาลฤทธิ์ นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมแถลงสถานการณ์มันสำปะหลัง

4 สมาคมมันสำปะหลังไทย แถลงการณ์เตือนภัยระดับสูงสุด หลังอุตสาหกรรมเผชิญวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบชั้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจากผลการสำรวจฯ ผลผลิตปีการผลิต 2569/2570 ดิ่งลงเหลือเพียง 18.757 ล้านตัน สวนทางกับความต้องการใช้ในประเทศที่สูงถึง 37–45 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกกว่า 85,000 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ผู้ประกอบการลานมันต้องปิดตัวลง ส่วนโรงแป้งเดินเครื่องได้เพียง 20–30% จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง สภาพอากาศแปรปรวน และเกษตรกรทิ้งการเพาะปลูก

ทั้งนี้ 4 สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขด้วยการยกระดับโรคใบด่างเป็นวาระแห่งชาติ อนุมัติงบฉุกเฉินและงบ นมบส. เพื่อจัดหาท่อนพันธุ์ต้านทานโรค พัฒนาระบบน้ำบาดาลและโซลาร์เซลล์ พร้อมจัดระเบียบมาตรฐานการรับซื้อและเข้มงวดการนำเข้า-ส่งออก ก่อนที่อุตสาหกรรมแสนล้านของไทยจะล่มสลาย

Indonesia launches National Cassava Center to boost productivity

Indonesia launches National Cassava Center to boost productivity

30th Jul 2026 General Information

Bandarlampung (ANTARA) – Indonesia launched the National Cassava Center in Lampung Province to foster an enabling ecosystem for the commodity, integrating science, technology, investment, and industries.

Lampung Governor Rahmat Mirzani Djausal said in Bandarlampung on Saturday that the center is expected to strengthen research, boost productivity, support downstreaming efforts, and improve cassava farmers’ welfare.

“Lampung Province wields strong capital to spearhead national cassava development. Around 70 percent of Indonesia’s cassava output comes from Lampung and provides livelihoods for hundreds of thousands of farmer families,” he said.

Djausal added that the development center was created to address the decades-long absence of an integrated facility capable of productively connecting farmers and industries, helping Indonesia catch up with Thailand and Vietnam.

“For years, nearly 500,000 cassava farmers in Lampung faced extreme price fluctuations,” he said, noting rounds of demonstrations when prices plunged to about Rp600 (US$0.03) per kilogram.

The Lampung government responded by mediating between farmers, industries, and the central government, resulting in a policy restricting cassava imports.

“Cassava is now sold for about Rp2,200 per kilogram. This shows that synergy between farmers, industries, and the government delivers direct benefits for the people,” Djausal said.

He further noted that the next objective is to boost productivity and competitiveness to secure a stronger foothold in the global supply chain.

To that end, he continued, the National Cassava Center was established at the University of Lampung to stimulate innovations in superior varieties, mechanized farming, cultivation technology, and processing cassava into higher-value products.

“We must become the world’s number one. Lampung has farmers, lands, and industries; now we are pursuing research. This is time to increase productivity,” he affirmed.

He also underscored the importance of leveraging cassava production as a “foundation for strengthening bioeconomy-based industries” while sustainably elevating farmers’ living standards.

Source : Antara News

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อมันสำปะหลังในแอฟริกา

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อมันสำปะหลังในแอฟริกา

07th Jul 2026 General Information

ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันมีการปลูกมันสำปะหลังในภูมิภาคเขตร้อนที่มีความชื้นสูงและกึ่งชื้น ได้แก่ ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กานา แทนซาเนีย ยูแกนดา และโมซัมบิก

มันสำปะหลังคือกระดูกสันหลังของธุรกิจขนาดเล็กและความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา

(ภาพถ่ายโดย: เซีย คัมบู/AFP/Getty Images ผ่าน The Conversation)

มันสำปะหลังคือพืชหัวใต้ดินที่สะสมแป้ง ซึ่งถูกนำเข้ามายังภูมิภาคซับซาฮารา (Sub-Saharan Africa) โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสเมื่อหลายศตวรรษก่อน พืชชนิดนี้ถือเป็น “เรือช่วยชีวิตทางโภชนาการ” สำหรับผู้คนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

ภูมิภาคซับซาฮาราผลิตมันสำปะหลังรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 63% ของผลผลิตมันสำปะหลังทั้งหมดทั่วโลก เฉพาะประเทศไนจีเรียเพียงประเทศเดียวก็ปลูกมันสำปะหลังไปแล้วกว่า 20% ของโลก ซึ่งมันสำปะหลังยังเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับสองของทวีปอีกด้วย พืชชนิดนี้สามารถให้ผลผลิตในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้ในสภาวะที่ดินมีคุณภาพต่ำ ปริมาณน้ำฝนน้อย หรือไม่ได้รับการใส่ปุ๋ยมากนักก็ตาม

สภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของพืชชนิดนี้ มันสำปะหลังจะสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ไวรัสมรณะที่คอยทำลายพืชชนิดนี้ก็แพร่ระบาดได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่มุ่งทำนายและจัดทำแผนที่ว่า มันสำปะหลังและโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Brown Streak Disease) จะแพร่กระจายไปที่ใดบ้างนับจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2080 โดยเราได้ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์ครั้งนี้

ผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่า:
พื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของแอฟริกา ในปัจจุบันมีความเหมาะสมต่อการทำไร่มันสำปะหลัง และพื้นที่นี้อาจขยายวงกว้างจนครอบคลุมเกือบ 2 ใน 3 ของพื้นที่ทวีปในอนาคต
โรคนี้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังไปแล้ว 33.7% ทว่ามีพื้นที่ราว 56.6% ของทวีปที่กำลังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคนี้

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ประชากรของแมลงหวี่ขาว (Bemisia tabaci) จะขยายตัว ซึ่งพวกมันเป็นพาหะนำโรคจากต้นหนึ่งไปสู่กลุ่มพืชต้นอื่น ๆ สิ่งนี้จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของชาวแอฟริกัน

การจัดทำแผนที่แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ใดที่ผู้คนควรเริ่มปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่ทนทานหรือต้านทานต่อโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการระบาดของโรคจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญ ควบคู่ไปกับพื้นที่ที่จะมีสภาพอากาศอุ่นเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังในอนาคต เราขอเสนอแนะว่ามาตรการควบคุมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับการขนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจาย

การทำแผนที่พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบันและอนาคตที่อุ่นขึ้น

เราได้นำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลจากองค์กรเครือข่ายข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก (Global Biodiversity Information Facility) มาสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ว่า ปัจจุบันพบมันสำปะหลังและโรคดังกล่าวที่ไหนบ้าง พื้นที่ใดที่พืชชนิดนี้อาจขยายตัวได้ภายใต้สภาวะที่อุ่นขึ้น และภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นจะส่งผลให้โรคแพร่กระจายไปที่ใด

แบบจำลองของเราพบว่า สภาพแวดล้อมในพื้นที่ประมาณ 54.6% ของแอฟริกา (คิดเป็นพื้นที่ราว 16.2 ล้านตารางกิโลเมตร) มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต การอยู่รอด และการขยายพันธุ์ของมันสำปะหลังในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงประเทศที่ยังไม่มีข้อมูลด้านมันสำปะหลังมาก่อน เช่น เซาท์ซูดาน ซูดาน โซมาเลีย บอตสวานา และซิมบับเว

นอกจากนี้ แบบจำลองยังแสดงให้เห็นว่าเมื่อภูมิอากาศอุ่นขึ้น จะมีพื้นที่อีก 2.1 ล้านตารางกิโลเมตรที่กลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยพื้นที่เหล่านี้จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศแถบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ กินี เซียร์ราลีโอน โกตดิวัวร์ กานา โตโก เบนิน ไนจีเรีย และแคเมอรูน รวมถึงบางส่วนของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออก

ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต คาดว่าทั้งพื้นที่ที่เหมาะสมจะขยายตัว งานวิจัยของเราคาดการณ์ว่าถิ่นที่อยู่ซึ่งเหมาะสมต่อมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้น 56% – 60% ภายในปี 2050 ซึ่งมันสำปะหลังจะสามารถเจริญเติบโตได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้ ผ่านโมซัมบิก ไปจนถึงตอนเหนือของมาดากัสการ์

สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องบวกสำหรับความมั่นคงทางอาหาร ความทนทานของมันสำปะหลังต่อภาวะโลกร้อนอาจช่วยเป็นเกราะกำบังให้เกษตรกรรมของแอฟริการอดพ้นจากผลกระทบทางภูมิอากาศที่กำลังคุกคามพืชอาหารหลักชนิดอื่น เช่น ข้าวโพดและถั่ว

อย่างไรก็ตาม ภาพที่น่ายินดีนี้กลับหม่นหมองลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับการคาดการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในอนาคต

ภัยคุกคามจากโรค – มันสำปะหลังยังปลอดภัยอยู่ไหม?

เราประเมินความเสี่ยงของโรคโดยการระบุพื้นที่ที่เกิดโรคอยู่แล้วในปัจจุบัน และมองหาพื้นที่อื่น ๆ ที่มีอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นจึงจัดอันดับพื้นที่ใหม่เหล่านั้นตามความเหมาะสมต่อการเกิดโรค

เราพบว่าพื้นที่ประมาณ 33.7% ของทวีปแอฟริกา (10.2 ล้านตารางกิโลเมตร) กำลังเสี่ยงต่อการถูกโรคใบด่างมันสำปะหลังรุกราน โดยมีแอฟริกาตะวันออกเป็นจุดวิกฤต (Hotspot) โดยเฉพาะในแทนซาเนีย ยูแกนดา และทางตะวันออกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

แบบจำลองยังแสดงให้เห็นอีกว่า หากสภาพภูมิอากาศยังคงอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ เช่นที่เป็นอยู่ พื้นที่ 55% – 57% ของทวีปแอฟริกาจะอ่อนแอต่อโรควิทยาของมันสำปะหลังชนิดนี้ภายในปี 2050

ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองยังทำนายว่าโรคจะแพร่กระจายไปทางตะวันตกสู่ภูมิภาคที่ปัจจุบันยังปลอดโรคนี้อยู่ ซึ่งรวมถึงโกตดิวัวร์ กานา เบนิน ไนจีเรีย และแคเมอรูน ซึ่งล้วนเป็นเขตอู่ข้าวอู่น้ำในการผลิตมันสำปะหลัง ณ ปัจจุบัน

ไนจีเรียเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา โดยผลิตได้มากกว่า 60 ล้านตันต่อปี ประเทศนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่โรคจะหลุดรอดเข้ามาผ่านช่องทางเข้าเมือง 2 จุดหลัก ได้แก่ บริเวณชายแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ติดกับประเทศคองโก และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

โรคใบด่างมันสำปะหลังแพร่ระบาดอย่างไร

มันสำปะหลังเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่และอบอุ่น (ประมาณ 25°C – 35°C) อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของมันได้

การแพร่ระบาดของโรคขึ้นอยู่กับสองปัจจัย:
1. แนวทางการเพาะปลูก: เกษตรกรมักจะนำท่อนพันธุ์จากฤดูกาลก่อนหน้ากลับมาใช้ซ้ำ หากท่อนพันธุ์เหล่านั้นติดเชื้อ โรคก็จะแพร่กระจายไปยังแปลงปลูกใหม่
2. การปรับตัวของแมลงหวี่ขาวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: สภาพอากาศที่อบอุ่นทำให้แมลงที่เป็นพาหะนำโรคชนิดนี้อยู่รอด แพร่พันธุ์ และกระจายตัวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ได้ง่ายขึ้น

การศึกษาของเราพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับการเพาะปลูกมันสำปะหลังนั้น กลับสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อโรคที่ทำลายล้างมันได้รุนแรงที่สุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรายังพบพื้นที่บางส่วนที่มันสำปะหลังจะเติบโตได้ดีโดยที่โรคยังถูกจำกัดไว้ สภาพภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นและมรสุมที่พบในตอนกลางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก รวมถึงพื้นที่ตามแนวแถบซาเฮล (Sahel belt) อาจช่วยจำกัดการระบาดของโรคนี้ต่อไปได้

สิ่งที่ต้องทำต่อไป

งานวิจัยของเราเสนอว่า จะต้องมีการปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ทนร้อนและต้านทานโรคในทุกภูมิภาคที่ผลิตมันสำปะหลัง สำหรับพื้นที่อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและพื้นที่ตามแนวแถบซาเฮลซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของโรคใบด่างมันสำปะหลัง จะต้องได้รับแต่งตั้งให้ปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์นี้ เพื่อสร้างเป็นโซนการผลิตที่ปลอดภัยจากแรงกดดันของโรค

ส่วนพื้นที่ที่มันสำปะหลังกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคอย่างหนักในปัจจุบัน จะต้องได้รับการโละและปลูกใหม่ทดแทน

มาตรการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมชายแดนทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ต่อการขนย้ายวัสดุและท่อนพันธุ์พืช

ความทนทานของมันสำปะหลังช่วยค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารของแอฟริกามานานหลายศตวรรษ การจับคู่ความทนทานตามธรรมชาติเหล่านั้นเข้ากับความชาญฉลาดของมนุษย์ และนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้บนทวีปแอฟริกา

บทความโดย เจโอเฟรย์ วินกิ ซิกาซเว (Geofrey Wingi Sikazwe) อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยดาร์เอสซาลาม (University of Dar es Salaam)

ที่มา : https://eastleighvoice-co-ke.cdn.ampproject.org/c/s/eastleighvoice.co.ke/index.php/world/315853/climate-change-could-pose-a-major-risk-to-cassava-in-africa-study-sets-out-what-can-be-done-now?amp=1

เกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดกลูเตนฟรีในสิงคโปร์

เกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดกลูเตนฟรีในสิงคโปร์

07th Jul 2026 General Information

สิงคโปร์ – ในประเทศสิงคโปร์ การพูดคุยเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ก้าวล้ำไปไกลกว่าแค่เรื่องของรสนิยมในการดำเนินชีวิตแล้ว เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรี (Gluten-free) ของนครรัฐแห่งนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าถึง 103.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.71% ระหว่างปี 2026 ถึง 2033 ความต้องการผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาด (Clean-label) และอาหารทางเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลี กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้องครัวของร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้เริ่มขานรับเทรนด์นี้แล้ว โดยมีการนำแป้งมันสำปะหลังดัดแปรอย่าง MOCAF เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว

ทว่า ในขณะที่เศรษฐกิจอาหารเพื่อสุขภาพของสิงคโปร์กำลังขยายตัว ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำที่ขับเคลื่อนอนาคตอาหารกลูเตนฟรีของเอเชียก็เป็นสิ่งที่เราต้องหันมาพิจารณาเช่นกัน กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในเมืองซิอัก (Siak) จังหวัดเรียว (Riau) ของประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า การเติบโตดังกล่าวสามารถหยั่งรากลึกไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม คาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการที่ผู้คนเริ่มมีอาการแพ้กลูเตนและไวต่อการรับน้ำตาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันยังคงมาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง ท่ามกลางแนวโน้มนี้ บรรดาผู้ประกอบการจึงเริ่มหันมามอง “มันสำปะหลัง” ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นเพียงพืชอาหารเพื่อการยังชีพ ให้กลายมาเป็นสิ่งทดแทนแป้งสาลี และที่เมืองซิอัก ภาพฝันนี้ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริงผ่านแบรนด์ที่ชื่อว่า Telarasa

จากความจำเป็นในครอบครัว สู่จุดเริ่มต้นของ Telarasa

คุณวิโบโว นูกโรโฮ (Wibowo Nugroho) อายุ 33 ปี เจ้าของแบรนด์ Telarasa เริ่มต้นธุรกิจนี้จากความจำเป็นภายในครอบครัว เนื่องจากลูกของเขาเป็นผู้ที่มีภาวะไวต่อกลูเตนและน้ำตาล และเขายังพบว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงต่างก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน ในเรื่องของตัวเลือกอาหารที่จำกัดสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD)

“ตอนแรกมันเริ่มจากความต้องการในครอบครัวเราจริง ๆ ครับ ลูกของเราต้องการอาหารที่ปลอดภัย และกลายเป็นว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในแถบนี้ก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน” คุณวิโบโวกล่าว

ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวสังเกตเห็นว่าชาวบ้านในเมืองซิอักจำนวนมากนิยมปลูกมันสำปะหลังไว้ในสวนหลังบ้าน ขนาดประมาณ 10 ถึง 20 ตารางเมตร ซึ่งมันสำปะหลังส่วนใหญ่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ และราว ๆ 90% ของมันสำปะหลังในเมืองซิอักจัดว่าเป็นพืชที่ปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทว่าการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานทำให้ศักยภาพเหล่านี้มักจะหยุดอยู่แค่ที่รั้วบ้านเท่านั้น

“ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังทิ้งไว้ในสวน แต่สุดท้ายก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน” คุณวิโบโวระลึกความหลัง

จุดนี้เองที่จุดประกายให้ Telarasa นำมันสำปะหลังในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มพัฒนาจากการวิจัยในครัวจนกลายมาเป็น แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Cassava Flour หรือ MOCAF) แป้งชนิดนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักในการทำคุกกี้สูตรน้ำตาลต่ำ และขนม “เลกิต โลเมก” (lekit lomek) ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำจากปลาน้ำกร่อยที่พบได้ชุกชุมในมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกตะวันตก หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ปลาโลเมก” (Bombay duck fish) ในปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 30 ถึง 60 กิโลกรัมต่อหนึ่งรอบการผลิต โดยผลิตอย่างน้อย 4 ครั้งต่อเดือน หรือราว ๆ 240 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโดยไม่สร้างภาระให้แก่เกษตรกรท้องถิ่นมากเกินไป

การบ่มเพาะจาก Skelas, การขัดเกลาธุรกิจ และการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่การผลิต

การเดินทางของธุรกิจก้าวเข้าสู่เฟสใหม่เมื่อ Telarasa ได้เข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจของ Skelas ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนแห่งซิอัก (KUBISA) และโครงการ Siak Innovation Challenge ซึ่งจัดขึ้น โดย ศูนย์สร้างสรรค์ที่ยั่งยืนแห่งซิอัก หรือ Skelas (Sentra Kreatif Lestari Siak) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนของโปรแกรมที่เข้มข้นนี้ Telarasa ได้รับคำแนะนำครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความปลอดภัยของอาหาร, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, กลยุทธ์การตลาด ไปจนถึงความรู้ทางการเงิน

“ในโครงการบ่มเพาะ เราเห็นธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงมากมาย แต่พวกเขามักจะมาสะดุดในระหว่างกระบวนการทำงาน นั่นคือจุดที่เราเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อช่วยปรับปรุงและขัดเกลาสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” คุณเชอร์ลี (Cerli) ตัวแทนจาก Skelas อธิบาย

นอกจากนี้ Telarasa ยังได้นำหลักการขยะเหลือศูนย์ (Zero-waste) มาใช้ โดยเปลือกมันสำปะหลังจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ใบและลำต้นถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือนำกลับไปปลูกใหม่ และกากแป้งที่เหลือจากการแปรรูปก็นำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ในท้องถิ่น

“เราได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของความสม่ำเสมอ คุณภาพ และความไว้วางใจด้วย” คุณวิโบโวอธิบาย และด้วยเครือข่ายนี้ ปัจจุบัน Telarasa ได้กลายเป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้แก่ครัวพันธมิตร เช่น Dapur Mempura ซึ่งเป็นผู้ทำขนม “โบลู โคโมโจ” (Bolu Komojo) ขนมเค้กสูตรเอกลักษณ์ของเมืองซิอัก โดยใช้แป้ง MOCAF เป็นส่วนผสม

ผลกระทบต่อท้องถิ่นผ่านแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู

ปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 200 ถึง 250 กิโลกรัมต่อเดือนให้กลายเป็นแป้ง MOCAF โดยมีอัตราส่วนคือ มันสำปะหลัง 10 กิโลกรัม จะได้แป้ง MOCAF ประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนการผลิตขนมเลกิตโลเมกหนึ่งรอบจะได้สินค้าประมาณ 30 ถึง 40 ซอง ซึ่งมักจะขายหมดเกลี้ยงภายใน 3 ถึง 4 วัน การขยายขนาดการดำเนินงานนี้ทำให้รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยตรง จากเดิมที่ต่ำกว่า 1 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 75 – 150 ดอลลาร์สิงคโปร์) ต่อเดือนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับคุณเชอร์ลีแล้ว Telarasa คือตัวอย่างที่จับต้องได้ของแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู (Restorative Economy) “ธุรกิจแบบนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นได้” เธอกล่าว

ตอนนี้ เกษตรกรและชาวประมงมีผู้รับซื้อที่แน่นอน และขยะจากการผลิตก็ถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวมองว่า Telarasa คือการเดินทางระยะยาว

“ความหวังของเรานั้นเรียบง่ายครับ คืออยากให้ธุรกิจนี้เติบโต ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังและอาหารทะเลในท้องถิ่นได้มากขึ้น สร้างงานสร้างอาชีพ และยังคงยึดมั่นในเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ นั่นหมายความว่าเรามาถูกทางแล้ว” คุณวิโบโวกล่าว

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อสิงคโปร์?

สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนครรัฐที่ภาคภูมิใจในเรื่องความหลากหลายของอาหาร นวัตกรรม และการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เรื่องราวของ Telarasa เป็นสิ่งเตือนใจว่า อนาคตของอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชียจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาทีละวัตถุดิบ โดยผู้ประกอบการชุมชนอย่างคุณวิโบโว ผู้ซึ่งมองเห็นว่าผลผลิตในท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ อาหาร แต่ยังเป็นเส้นทางสู่ศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในขณะที่ภาคธุรกิจอาหารเฉพาะทาง (Speciality food) ของสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โมเดลเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูที่กำลังหยั่งรากลึกทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนนี้ จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจและโอกาสครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดจากอีกฟากฝั่งของช่องแคบ

เกี่ยวกับ Skelas Sentra Kreatif Lestari Siak (Skelas) เป็นพื้นที่และศูนย์รวมสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกถึงไอเดีย และแสวงหาศักยภาพอันโดดเด่นของเมืองซิอัก โดยยังคงรักษาความยั่งยืนของธรรมชาติเอาไว้ ปัจจุบัน Skelas ได้ให้คำแนะนำและดูแลธุรกิจไปแล้วกว่า 26 รายจากหลากหลายภาคส่วน อาทิเช่น ธุรกิจแฟชั่น 3 ราย, ธุรกิจอาหาร 22 ราย และบริการด้านการศึกษา 1 ราย โดยองค์กรยังคงเดินหน้าสนับสนุนวิสัยทัศน์ “Green Siak” (ซิอักสีเขียว) เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างกลุ่ม MSMEs ให้ได้ 1,000 รายต่อปี และเพิ่มจำนวนธุรกิจเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาลเมืองซิอัก

ที่มา : Asia Food Journal

 

เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

02nd Jul 2026 General Information

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนสามารถทำกำไรได้ 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนมีกำไร 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น แม้ว่าพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวเร็วจะมีปริมาณแป้งเพียงประมาณ 28-30% เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก็ยังคงได้กำไรอย่างมาก

เกษตรกรต่างยินดีที่ได้รับผลกำไรจากผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้

นายเหงียน กว็อก ฟง ผู้เชี่ยวชาญจากแผนก เศรษฐกิจ ของตำบลล็อคนิญ กล่าวว่า ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดี และไม่มีน้ำท่วมขังเหมือนปีก่อนๆ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 ตันต่อเฮกเตอร์ และราคาขายยังคงสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงกว่าพืชผลอื่นๆ หลายชนิด ด้วยรายได้ 150-160 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ เกษตรกรสามารถทำกำไรได้ 80-90 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ หรืออาจสูงกว่านั้นสำหรับที่ดินที่ปลูกเอง

นายโฮ ตัน พัท (อาศัยอยู่ในหมู่บ้านฟือกเงีย) กล่าวว่า ปีนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45 ตันต่อเฮกตาร์ และหลายแห่งได้ผลผลิตเกือบ 50 ตันต่อเฮกตาร์ ประกอบกับราคาขายที่สูงกว่าปีก่อนๆ ทำให้เกษตรกรพอใจมาก

ด้วยสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้จึงเป็นหนึ่งในผลผลิตที่มากที่สุดสำหรับเกษตรกรในตำบลล็อคนิญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นและเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ทำการเพาะปลูกพืชสำคัญชนิดนี้ต่อไป

ที่มา: https://baotaininh.vn/nong-dan-xa-loc-ninh-phan-khoi-vao-vu-thu-hoach-khoai-mi-150685.html

Laos, Cambodia deepen agricultural partnership, open new trade corridor to China

Laos, Cambodia deepen agricultural partnership, open new trade corridor to China

29th Jun 2026 General Information

VIENTIANE – Laos’ Ministry of Agriculture and Environment and the Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries of the Kingdom of Cambodia have agreed to strengthen their partnership in agriculture and speed up cross-border agricultural commerce.

Senior agriculture officials from Laos and Cambodia attend a meeting in Vientiane on Monday. PHOTO: VIENTIANE TIMES

The agreement was cemented at a meeting held in Vientiane on Monday to launch a new route that will allow Cambodian agricultural produce to reach the Chinese market through Laos, marking a significant step in enhancing regional supply chains and trade integration.

The meeting was co-chaired by Laos’ Minister of Agriculture and Environment, Dr Linkham Douangsavanh, and Cambodia’s Minister of Agriculture, Forestry and Fisheries, Mr Dith Tina.

The two sides reaffirmed their commitment to expanding cooperation under a Memorandum of Understanding on Agricultural Cooperation covering the period 2023-2027.

The ministers stressed the importance of creating a more conducive environment for private-sector participation, investment, and agricultural trade between Laos and Cambodia.

A major topic of discussion was the promotion of business-to-business partnerships and the need to spur direct engagement between Lao and Cambodian businesses, opening up new opportunities for investment in agricultural production, processing, logistics, and value-chain development.

One of the most significant outcomes of the meeting was the decision to allow Cambodia to ship agricultural produce to China via Laos.

Cambodia is preparing to export six crops through Laos to China, namely durian, bananas, rice, mangoes, longan and cassava.

The first shipment will be celebrated with an inauguration ceremony at the Thanalaeng Dry Port, symbolising a new era of regional trade connectivity and economic cooperation.

In parallel, Laos is preparing to export crops to Cambodia, namely coffee, cabbage, tamarind, glutinous rice, blueberries and pumpkins.

The two sides reviewed progress to date in cooperation on agricultural cooperatives, commercial rice production, fisheries, forestry management, wildlife conservation, and climate-related initiatives, especially compliance with the international CITES Convention (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora).

Source: https://asianews.network/laos-cambodia-deepen-agricultural-partnership-open-new-trade-corridor-to-china/

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

29th Jun 2026 General Information

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. พร้อมด้วยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง เร่งเดินหน้าขยายท่อนพันธุ์สะอาดต้านทานโรค พร้อมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทย หลังการส่งออกมันสำปะหลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายสรวุฒิ เปิดเผยว่า นายสุริยะ มอบหมายให้ลงพื้นที่ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อติดตามและสำรวจปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หลังจากก่อนหน้านี้ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย ได้เข้าหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสรวุฒิ กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี โดยทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากหากปล่อยให้ปัญหายังคงอยู่ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ จากเดิมประเทศไทยเคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งแป้งมันและมันเส้น ได้ประมาณ 30-40 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันเหลือเพียง 20 ล้านตัน กระทบต่อประชาชนหลายล้านครัวเรือน และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านคน

ภารกิจเร่งด่วน คือการขยายท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ สะอาด และปลอดโรค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ที่สามารถต้านทานโรคได้ ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจแปลง พบว่ามีการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งในหัวมันเป็นที่น่าพอใจ แม้อายุเพียง 3-4 เดือน และให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4.8-5 ตันกว่า โดยไม่มีระบบน้ำ พร้อมเน้นย้ำให้ทำลายท่อนพันธุ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงต้นที่พบโรคใบด่างและอาการพุ่มแจ้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทำลายท่อนพันธุ์ปนเปื้อนแล้วประมาณ 20 ตัน และสั่งการให้ ส.ป.ก. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่สำรวจบริเวณห้วยบง พื้นที่ประมาณ 4 – 5 พันไร่ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้เป็นแหล่งขยายท่อนพันธุ์ รวมทั้งจะหารือกับเลขาธิการ ส.ป.ก. เพื่อสำรวจพื้นที่อื่นเพิ่มเติม

นายสรวุฒิ ระบุว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา ประเทศไทยอาจสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตลาดญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และโรงงานแปรรูปจำนวนมากย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่เพิ่มจากประมาณ 3 โรงงานในช่วง 2-3 ปีก่อน เป็นกว่า 32-33 โรงงานในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาตลาดส่งออกของไทย

ด้านนายรพีภัทร์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคของสมาคมผู้ปลูกมันสำปะหลัง ด้วยเทคโนโลยี 20X ของกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันสามารถขยายได้เกือบ 1.5 ล้านลำ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามงบกลาง 600 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติ และได้จัดทำคำของบประมาณตามพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน วงเงินประมาณ 6.5 พันล้านบาท เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

11th Jun 2026 General Information

การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาของเวียดนามตอนใต้ ทั้งได้ผลผลิตดีและทำกำไรได้อย่างงดงาม ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกชนิดนี้ในหลายชุมชนทางตอนใต้ของจังหวัด เช่น เซินหมี (Sơn Mỹ), ห่ามเติน (Hàm Tân), ตันมิงห์ (Tân Minh) และ ตันเลิป (Tân Lập) สามารถชดเชยผลขาดทุนจากผลผลิตในฤดูกาลก่อนๆ ได้สำเร็จ

ราคาพุ่งกระฉูด ผลตอบแทนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังถูกวางกองเรียงเป็นแถวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกในฤดูกาลนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายรายในชุมชนเซินหมีเปิดเผยว่า ในช่วงการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังฤดูฝนที่ผ่านมา มันสำปะหลังสดที่ขนส่งไปยังคลังสินค้ามีราคาสูงถึง 3,500 ดอง/กิโลกรัม ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว (ซึ่งอยู่ที่ 1,600 ดอง/กิโลกรัม) ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังรายใหญ่หลายรายได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ชดเชยกับปีก่อนๆ ที่ไม่ค่อยทำกำไรได้เป็นอย่างดี

นายเจือง วัน คัญ (Mr. Truong Van Khanh) จากหมู่บ้านที่ 3 ซึ่งเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรในหมู่บ้านโกเกียว ชุมชนเซินหมี กล่าวว่า “ผมเช่าที่ดิน 10 เฮกตาร์ (ประมาณ 62.5 ไร่) ในพื้นที่เพาะปลูกของท้องถิ่น โดยมีค่าเช่าอยู่ที่ 10 ล้านดอง/เฮกตาร์/ฤดูกาล เมื่อรวมกับค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่นับวันจะยิ่งแพงขึ้น รวมถึงค่าแรงคนงานในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแล้ว ต้นทุนทั้งหมดจะอยู่ที่กว่า 20 ล้านดอง/เฮกตาร์ ด้วยผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้ที่สูงถึง 20 ตัน/เฮกตาร์ ผมขายได้เงิน 70 ล้านดอง เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือกำไรสุทธิ 50 ล้านดอง/เฮกตาร์ รวมทั้งหมด 10 เฮกตาร์ ผมทำเงินได้ถึง 500 ล้านดอง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดเท่าที่ผมเคยหาได้เลย”

ในทำนองเดียวกัน ครอบครัวอื่นๆ ในท้องถิ่นนี้ที่เช่าที่ดินขนาด 1-2 เฮกตาร์เพื่อปลูกมันสำปะหลังในชุมชนตันไฮ (Tan Hai) ก็สามารถทำเงินได้ 50 ถึง 100 ล้านดองเช่นกัน ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ต่างก็ร่วมยินดี เนื่องจากราคามันสำปะหลังที่สูงขึ้นช่วยเยียวยาความสูญเสียในปีก่อนๆ ได้

พันธุ์ “KM419” พระเอกขี่ม้าขาวของเกษตรกร

มันสำปะหลังถูกรับซื้อในปริมาณมากและขนส่งไปยังหมู่บ้านซ้วยบ่าง (Suoi Bang) และหมู่บ้านซ้วยตู (Suoi Tu) ในเขตเซินหมี เพื่อใช้ปลูกในฤดูฝนนี้

ตามข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ เกษตรกรส่วนใหญ่ในเซินหมีและชุมชนใกล้เคียงได้หันมาเลือกใช้ มันสำปะหลังสายพันธุ์ KM419 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ มันสำปะหลังนกคุ่ม) ในการเพาะปลูกช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสายพันธุ์นี้มีคุณสมบัติ:

  • ทนทานต่อโรคได้ดีกว่า
  • ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่า
  • หากได้รับปุ๋ยและการดูแลที่เหมาะสม ต้นมันสำปะหลังจะให้หัวมันที่มีคุณภาพดี

การที่ทั้งผลผลิตดีและราคาซื้อขายสูง จึงช่วยสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้

จากความสำเร็จในการเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา หลายครัวเรือนในชุมชนเซินหมี ห่ามเติน และตันมิงห์ จึงแห่กันไปปลูกมันสำปะหลังในที่ดินเกษตรกรรมของตนเอง รวมถึงเช่าที่ดินในชุมชนใกล้เคียงอย่าง ตันไฮ และ ตันเลิป เพื่อทำไร่มันสำปะหลังแบบเข้มข้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะเห็นรถบรรทุกจำนวนมากแล่นเข้าสู่ถนนสายแคบๆ ของหมู่บ้านที่ 1 และ 2 ในชุมชนเซินหมี เพื่อขนส่งท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง KM419 ไปยังหมู่บ้านซ้วยตูและซ้วยบ่าง เพื่อให้ปลูกได้ทันตามฤดูกาล

สถิติการเพาะปลูกและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

ตามรายงานจากชุมชนเซินหมี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ชาวบ้านได้ปลูกพืชล้มลุกไปแล้วเกือบ 600 เฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของแผนงานประจำปี โดยมีมันสำปะหลังเป็นพืชหลักที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ปัจจุบันเกษตรกรยังคงเดินหน้าปลูกพืชชนิดนี้ในฤดูฝนอย่างต่อเนื่องเนื่องจากราคาขายที่ดี เช่นเดียวกับในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ ที่ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการปลูกมันสำปะหลังเป็นอันดับแรกในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ได้ออกมาให้คำแนะนำว่า:

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังควรใส่ใจเรื่อง “การปลูกพืชหมุนเวียน” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกที่ยั่งยืน ช่วยลดศัตรูพืชและโรคพืช อีกทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น มีปริมาณแป้ง (Starch) ที่มากกว่า และส่งผลให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมั่นคง

พื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี จะประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมและเกิดโรคระบาดทั่วไปในมันสำปะหลัง (เช่น โรคใบด่างเหลือง เชื้อราที่ลำต้นและใบ ฯลฯ) ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ผลผลิตและคุณภาพแป้งลดลง จนส่งผลต่อราคารับซื้อในที่สุด

นอกจากนี้ พ่อค้าคนกลางรับซื้อมันสำปะหลังบางรายในชุมชนห่ามเตินยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งในและนอกจังหวัดต่างเน้นรับซื้อเฉพาะมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ผงชูรส (MSG) และแอลกอฮอล์ เป็นหลัก

ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าว Lâm Đồng

Recent Posts