เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

23rd Mar 2026 General Information

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

05th Mar 2026 General Information

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

05th Feb 2026 General Information

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง
เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร
เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์ ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจังหวัด และบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกความร่วมมือเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism – JCM) ในจังหวัดเตนินห์


ภาพรวมของพิธีลงนาม

โครงการนี้คาดว่าจะเปิดแนวทางใหม่ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคการเกษตรและกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในท้องถิ่น ส่งผลต่อเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ปรับปรุงความเป็นอยู่ของเกษตรกร และผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดไปสู่โมเดลคาร์บอนต่ำ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในฐานะกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเป็นก้าวย่างที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและทิศทางของรัฐบาลกลางและระดับจังหวัด ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและยั่งยืน


รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัด นายเหงียน ดิ่ง ซวน กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี

จากการวิเคราะห์ของกรมเกษตรและพัฒนาชนบท พบว่าลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแยกสลายด้วยความร้อนแบบไร้ออกซิเจน (Anaerobic Pyrolysis) เพื่อผลิตไบโอชาร์ ร่วมกับการนำกลับมาใช้ใหม่ในการเพาะปลูก และการก่อตัวของห่วงโซ่มูลค่าคาร์บอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเปลี่ยน “ผลพลอยได้” ให้เป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยน “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อม” ให้เป็น “โอกาสในการพัฒนา”

ในขณะเดียวกัน Jizoku Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกคาร์บอนเครดิต มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยในประเทศญี่ปุ่นตามมาตรฐาน J-Credit ปัจจุบันบริษัทกำลังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระเบียบวิธีที่เหมาะสมกับสภาพทางธรรมชาติของแต่ละประเทศภายใต้กลไก JCM เพื่อประเมินศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุพันธกรณี NDC ของแต่ละประเทศ การลงนามบันทึกความเข้าใจในจังหวัดเตนินห์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) โดยมุ่งเน้นในด้านหลักๆ ได้แก่ การวิจัยการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง การทดสอบโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำ และการประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต JCM ในระหว่างกระบวนการดำเนินงาน Jizoku Inc. ให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานเฉพาะทางของจังหวัดและมหาวิทยาลัยพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงธรรม ความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการวัดผล การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ตามที่กลไก JCM กำหนดอย่างครบถ้วน


นายเหงียน ดวี ผู้อำนวยการบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้นำเสนอโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM ในพิธีลงนาม

ตามบันทึกความเข้าใจ คู่สัญญาตกลงที่จะร่วมมือกันในการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการแปรรูปลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยี Pyrolysis แบบไร้ออกซิเจนเพื่อผลิตไบโอชาร์เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต รวมถึงดำเนินโครงการนำร่องโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำบนพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ ในอำเภอ Go Dau และประเมินศักยภาพของชีวมวลจากลำต้นมันสำปะหลัง ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านคาร์บอน และความเป็นไปได้ในการลงทุนของโครงการ นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจยังระบุขอบเขตการวิจัยโดยมุ่งเน้นไปที่อำเภอ Tan Chau โดยมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วจังหวัดเตนินห์ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 60,000 เฮกตาร์ และขยายความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซในภาคการเกษตร โดยคาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยนีงาตะ (ญี่ปุ่น) และมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เข้าร่วมในการสนับสนุนทางวิชาการ แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซ


ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเตนินห์ และบริษัท Jizoku Inc. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ในจังหวัดเตนินห์

ตามข้อตกลง Jizoku Inc. จะรับผิดชอบเป็นผู้นำในการพัฒนาระเบียบวิธี JCM และระบบ MRV โดยจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทั้งหมดสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ ประสานงานกับองค์กรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ และพิจารณาการลงทุนในโรงงานผลิตไบโอชาร์ในจังหวัดเตนินห์หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษา ส่วนกรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์จะทำหน้าที่ประสานงานในการให้ข้อมูลและสนับสนุนการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร โดยมีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ และการประเมินผล

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีและความร่วมมือระหว่างคู่สัญญา โดยไม่มีภาระผูกพันทางการเงินต่อข้อผูกพันงบประมาณของจังหวัดเตนินห์ และจะใช้เป็นฐานสำหรับการพิจารณาดำเนินโครงการลงทุนและความร่วมมือที่เฉพาะ

ที่มา: https://www.tayninh.gov.vn

Việt Nam ranks third globally in cassava exports but supply chain faces hurdles

Việt Nam ranks third globally in cassava exports but supply chain faces hurdles

29th Jan 2026 General Information

Meeting international sustainability requirements is critical if the cassava sector is to maintain market share and achieve an export turnover of US$2.3-2.5 billion in the coming years.

A cassava fieldin Tây Ninh Province. VNA/VNS Photos

HÀ NỘI – Việt Nam is the world’s third-largest exporter of cassava, but its supply chain is facing mounting challenges over traceability, land transparency and deforestation-free production, participants heard at a conference in Hà Nội on Wednesday.

Meeting international sustainability requirements is critical if the cassava sector is to maintain market share and achieve an export turnover of US$2.3–2.5 billion in the coming years, industry experts said.

Despite volatility affecting other agricultural exports, Việt Nam’s cassava and cassava-based products have recorded relatively stable growth in recent years.

In 2025, the country’s exports of cassava and cassava-based products topped more than 3.99 million tonnes for nearly $1.27 billion, industry estimates show, making Việt Nam the world’s third-largest cassava exporter and the second-largest consumer of cassava products.

Mainland China remained Việt Nam’s largest export market, accounting for more than 93 per cent of total cassava exports. Exports to other outlets such as Malaysia and Japan recorded strong growth, though volumes remained relatively small. By contrast, shipments to Taiwan (China) and South Korea declined in value, reflecting increased competition and lower export prices.

“The cassava industry plays an important role in stabilising agricultural trade and generating income for rural communities, particularly in mountainous and disadvantaged areas,” Nghiêm Minh Tiến, chairman of the Vietnam Cassava Association, said at the meeting.

Việt Nam produces more than 18 million tonnes of fresh cassava annually, with around 58 per cent grown domestically from roughly 500,000 hectares of farmland. The remainder is imported, mainly from Laos and Cambodia, added Hà Công Tuấn, chairman of the Vietnam Economic Science Association of Agricultural and Rural Development.

The country has 142 cassava processing plants with a combined capacity of about 11.5 million tonnes per year, making it one of the few agricultural sectors that relies on imported raw materials to meet processing demand. Beyond starch, cassava derivatives are increasingly used in food, animal feed, industrial products and bioenergy.

However, cassava planting areas have declined slightly in recent years due to competition from other crops and labour shortages in agriculture. In some forested regions, cassava cultivation has continued to expand, raising concerns over potential links between industry growth and forest degradation.

One of the main challenges facing the cassava industry is increasingly stringent requirements from international markets on legality, traceability and deforestation-free production, experts said.

The European Union Deforestation Regulation, which requires proof that agricultural products are not linked to deforestation, while currently applied to commodities such as coffee, rubber and timber, is expected to directly or indirectly affect the cassava sector in the coming years.

Other major markets, including the US, the UK, Japan, South Korea and Australia, are also introducing new rules aimed at preventing agricultural and forestry products linked to deforestation or unclear origins from entering their markets.

At the same time, China, Việt Nam’s largest importer of cassava, has also tightened quality and traceability standards, adding pressure on exporters to adapt to retain market access.

Cassava starch being packaged at a factory in Tây Ninh Province.

Tuấn said the biggest challenge in ensuring traceability in the cassava industry lies at the raw material stage, covering both domestically grown and imported cassava.

Under the roadmap, all agricultural sectors are required to fully comply with traceability requirements from production areas to final products by the end of 2026.

To meet that target, Tuấn suggested authorities swiftly complete the institutional framework and issue cassava-specific regulations on traceability, while reorganising the supply chain to improve transparency and strengthen links between processors, cooperatives and growers.

The intermediate purchasing stage should be managed more strictly and transparently rather than eliminated, he added.

For his part, Nguyễn Vinh Quang, a researcher at Forest Trends, an international environmental research organisation, said the cassava supply chain relies heavily on smallholder farmers, with more than 500,000 households involved, and products often passing through multiple intermediaries. This makes it difficult to ensure transparency on land use, cultivation areas and commercial transactions.

“To meet traceability requirements, the industry will need a comprehensive restructuring of its supply chain, including better land-use controls, improved transparency and the formalisation of informal activities,” Quang said.

Chairman Tiến said cassava businesses are committed to building a transparent supply chain that complies with forest protection, environmental and traceability requirements. He added that companies need clearer guidance and appropriate support mechanisms from authorities to effectively implement the new rules. – VNS

Source : https://vietnamnews.vn

Growing cassava resistant to cassava mosaic disease yields double the profit compared to the old variety.

Growing cassava resistant to cassava mosaic disease yields double the profit compared to the old variety.

23rd Jan 2026 General Information

QUANG NGAI: A model for growing cassava varieties resistant to cassava mosaic disease yields double the profit compared to traditional varieties, raising expectations for the recovery and sustainable development of cassava raw material areas in Quang Ngai.

Over the years, cassava has been one of the main crops in the mountainous areas of Quang Ngai province, playing an important role in economic development and providing raw materials for the cassava starch processing industry. However, the outbreak and rapid spread of cassava mosaic disease has become a major challenge for production, with many cassava fields experiencing serious yield reductions, or even complete crop failure, directly affecting people’s income.

The model of planting a new cassava variety resistant to cassava mosaic disease, implemented in three localities of Quang Ngai province, has yielded promising results. Photo: LK

Cassava mosaic disease is a viral disease that spreads mainly through cuttings and is transmitted by whiteflies. When cassava plants are infected, their growth is stunted, tubers are small, starch content is significantly reduced, and yields can decrease by 30 to 70%. Given this situation, introducing new disease-resistant cassava varieties is considered an urgent solution to restore and sustainably develop cassava cultivation in Quang Ngai province.

In 2025, the Quang Ngai Provincial Agricultural Extension Center collaborated with local authorities to implement a model of planting a new cassava variety resistant to cassava mosaic disease on an area of ​​13 hectares in Ba Vi, Son Mai, and Tra Bong communes, with 18 households participating. The selected areas all have hilly terrain, good drainage, suitable for the growth requirements of cassava plants, and convenient for monitoring and evaluating the effectiveness of the model.

The cassava variety introduced into the model is HN5, which has been evaluated as resistant to cassava mosaic disease and well-adapted to the farming conditions in Quang Ngai. Participating households received 100% support in the form of standard cuttings, fertilizers, and some supplies according to the correct technical procedures. In addition, the Quang Ngai Provincial Agricultural Extension Center organized training courses to guide farmers in applying the correct procedures for planting, caring for, fertilizing, and controlling cassava pests and diseases.


In addition to receiving support with seeds and fertilizers, people participating in the model are trained in cassava cultivation techniques to improve production efficiency. Photo: LK

Through monitoring and evaluation at the model implementation sites, the HN5 cassava variety showed good adaptability to local climate and soil conditions. The plants grew vigorously, with uniform stem and leaf development, and the incidence of cassava mosaic disease was very low compared to traditional cassava varieties. Notably, throughout the production season, the models recorded virtually no outbreaks of cassava mosaic disease, giving farmers confidence in investing and caring for the crop.

Mr. Nguyen Thanh Tuan (residing in Hamlet 6, Tra Bong Commune) – one of the households participating in the model with an area of ​​1.5 hectares – said that his family received full support in terms of seeds and fertilizers, and was guided specifically on the care process by technical staff. “Through monitoring the growth process, I see that the HN5 cassava variety is completely different from previous varieties such as KM95 and KM149. The entire cassava area of ​​my family is not infected with cassava mosaic disease, and the plants are growing and developing very well, so I am very reassured,” Mr. Tuan shared.

The combined results from the three model implementation sites showed that the HN5 cassava variety exhibited vigorous growth, good pest and disease resistance, and no cases of cassava mosaic disease were recorded. The density of red mites and whiteflies was significantly lower compared to the cassava varieties commonly grown by farmers. At the time the cassava plants were 8 months old, the average yield reached 35 to 37 tons/ha.


According to the assessment results of the Quang Ngai Provincial Agricultural Extension Center, each hectare of cassava in the model yields a net profit of 15-18 million VND. Photo: LK

The economic efficiency of the model is considered promising. After deducting expenses, each hectare of cassava in the model yields a net profit of 15 to 18 million VND, more than double that of cassava outside the model (which only yields 7 to 8 million VND/ha). The cassava tubers develop relatively uniformly, with stable quality, suitable for starch processing, contributing to increased income for participating households and building confidence among cassava growers in the area.

According to Mr. Ung Van Thanh, Director of the Quang Ngai Provincial Agricultural Extension Center, the model not only brings efficiency in productivity and income but also contributes to changing the awareness and farming practices of farmers. Through training courses, field conferences, and practical visits, farmers clearly see the difference between disease-resistant cassava varieties and traditional varieties. Many households outside the model have expressed a desire to access disease-free cassava cuttings to switch to disease-free varieties in the future.

Based on the results achieved, the model is assessed as highly feasible and suitable for replication in localities with similar conditions in Quang Ngai province. This is an important solution to gradually build a safe and stable cassava raw material area, serving the sustainable development of agricultural economy .

Source : https://www.vietnam.vn

Battambang Cassava Farmers Begin Harvest as Domestic Market Absorbs Output Despite Thai Border Disruptions

Battambang Cassava Farmers Begin Harvest as Domestic Market Absorbs Output Despite Thai Border Disruptions

09th Jan 2026 General Information

BATTAMBANG, Cambodia (Jan. 5, 2026) – Cassava farmers in Battambang Province have begun harvesting their crops, with the domestic market absorbing output despite ongoing border disruptions with Thailand, provincial agriculture officials said Monday.

Farmers in seven major cassava-growing districts – Samlot, Koas Kralor, Sampov Loun, Kamrieng, Rotanak Mondol, Phnum Proek and Rukhak Kiri – reported smooth harvesting and stable market access even without regular exports across the border.

Chheang Phorn, a farmer in Banan District, said he began harvesting in early January and has already sold most of his crop.

“This year my income is better than last year,” he said. “The roots contain high starch, demand is strong, and prices are higher, so I am preparing land to plant the next cycle.”

According to Battambang’s Department of Agriculture, cassava is cultivated on about 124,681 hectares across the seven districts. Farm-gate prices remain stable and in some areas have risen compared to last year.

Average prices are about 215 riel (5 cents) per kilogram for fresh cassava and 593 riel (15 cents) per kilogram for dried cassava, with higher rates reported in Sampov Loun and Phnum Proek districts.

Provincial agriculture official Heng Sith said harvesting runs from mid-December through late February, with average yields exceeding 24 tons per hectare. “Many farmers have already sold their produce, while others are continuing to harvest. Overall production remains strong and markets are stable,” he said.

Source : https://www.kampucheathmey.com

The cassava industry in Tay Ninh is moving towards sustainable development.

The cassava industry in Tay Ninh is moving towards sustainable development.

05th Jan 2026 General Information

To ensure that farmers in Tay Ninh can confidently develop cassava (tapioca) cultivation, moving towards sustainable development, creating jobs and increasing income for each farming household, and contributing to foreign exchange earnings for the province, the agricultural sector is working alongside farmers through scientific and technical solutions.

Agricultural extension officers inspect the growth process of cassava plants.  At the same time, the industry is also developing model projects nationwide in the cultivation, care, and processing of cassava starch for export.

Tay Ninh has the second largest cassava cultivation area in the country, with approximately 59,000-62,000 hectares. Cassava is grown mainly in border communes such as Tan Phu, Tan Chau, Tan Hoi, Tan Dong, Thanh Binh, Tra Vong, Tan Lap, Loc Ninh, Cau Khoi, Duong Minh Chau, Ninh Dien, Phuoc Vinh, Hao Duoc, etc. Cassava is currently a key crop, ranking third in terms of cultivation area after rice and rubber. Each year, Tay Ninh farmers harvest more than 2 million tons of cassava, with an average yield of over 330 tons/ha, the highest in the country.

To ensure stable cassava cultivation, high profits for growers, and stable employment for workers, Tay Ninh province has attracted more than 65 businesses to invest in cassava starch processing plants, with a processing capacity of hundreds of tons per day. This strong investment in the cassava industry has helped to keep cassava prices fluctuating between 2,100 and 2,500 VND/kg in 2025, generating nearly 1 billion USD in export revenue from cassava starch.

Mr. Nguyen Dinh Xuan, Deputy Director of the Department of Agriculture and Environment of Tay Ninh province, said that in the period 2023-2025, cassava cultivation in Tay Ninh developed favorably in both area and yield, but the production was still insufficient to meet the processing needs of starch factories in the province. Tay Ninh is a locality with a large capacity for cassava starch production and processing in the country, with many enterprises capable of deep processing to serve domestic production and export. To stabilize the cassava raw material for factories, in 2025, the Tay Ninh Cassava Starch Producers Association and the Cambodian Cassava Federation and partners agreed to sign a memorandum of understanding to import 9 million tons of fresh cassava annually, worth approximately 1 billion USD, for processing and export. This is not just a number, but a commitment from the local agricultural sector for the livelihoods of cassava farmers and workers, contributing to the socio-economic development of the province.

“Cassava cultivation solves employment problems, reduces poverty, increases income, and creates real prosperity because one hectare of cassava provides stable employment for one worker year-round. With a yield of 25 tons/hectare and a selling price ranging from 2,100 to 2,500 VND/kg, it’s enough to cover the living expenses of a family raising children and sending them to school. The 9 million tons that both sides have committed to is a ‘billion-dollar bridge’ connecting the two economies. Because after each truckload of cassava crosses the border, there is the sweat of the farmers, the hope of children going to school, and faith in the future. The cooperation between the two sides is not just about buying and selling raw materials, but about growing together, so that farmers can confidently invest in new varieties, so that businesses have a sustainable supply, and so that the border becomes the starting point of prosperity,” Mr. Xuan said enthusiastically.

Despite the benefits, farmers and the agricultural sector still have many concerns about cassava mosaic disease. The Tay Ninh Provincial Agricultural Extension Center reports that the agricultural sector has recently researched and developed seven cassava varieties (HN1, HN3, HN5, HN36, HN80, HN97, HLRS-15) resistant to cassava mosaic disease, which have been approved for circulation. Of these, only HN1 and HN5 are widely grown by farmers, but they are exhibiting some drawbacks such as root rot, severe tuber rot, and witches’ broom disease. Currently, there is a shortage of high-quality, disease-free cassava varieties in the province.

Furthermore, cassava processing businesses have not yet developed their own raw material areas, mainly adopting a “buy as you produce” model, which easily leads to price competition for raw materials, especially when the supply decreases. Cassava starch processing also causes environmental pollution due to the high investment costs in waste treatment. Mechanization in planting, fertilizing, and spraying only reaches 20% to 40% depending on the region; mechanization in harvesting is only about 3%, resulting in high losses, high labor costs, and lower-than-desired productivity. However, with cassava purchase prices ranging from 2,100 to 2,500 VND/kg, after deducting costs, farmers earn a profit of 33-49 million VND/ha. Modified starch, malt, sugar, sorbitol, ethanol, etc., are exported by businesses to the Chinese market, accounting for 70%.

To maintain and develop cassava production area, improve productivity, control cassava mosaic disease, and restructure starch processing towards technological innovation, Tay Ninh’s agricultural sector is continuing to apply advanced technical measures such as: using new high-quality varieties, applying fertilizer according to proper procedures, increasing the use of organic fertilizers, and water-saving irrigation; increasing mechanization in cassava planting and care; coordinating with research agencies to evaluate, select, and rapidly propagate cassava varieties resistant to cassava mosaic disease; and reorganizing production in a way that links cassava growers, businesses, and processing plants…

According to Deputy Director of the Tay Ninh Department of Agriculture and Environment, Dinh Thi Phuong Khanh, processing and manufacturing businesses need to diversify starch-based products such as modified starch, sorbitol, malt, and ethanol; ensure quality and food safety; build industry brands; promote trade; and develop long-term strategies to improve the quality and competitiveness of cassava cultivation and processing.

MINH ANH, THANH PHONG

Source: www.vietnam.vn

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

19th Dec 2025 General Information

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความท้าทาย แนวโน้ม และลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์สู่ปี 2050

มันสำปะหลังเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปลูกเป็นหลักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งอุตสาหกรรม และมีการแข่งขันด้าน การใช้พื้นที่และทรัพยากรโดยตรงกับพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพด แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศผู้ผลิตหลักของภูมิภาคกลับมีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของโครงสร้างการผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต

ความเป็นผู้นำของประเทศไทยในระดับภูมิภาค ประกอบกับประวัติความสำเร็จอันยาวนานด้านการปรับปรุงพันธุ์ มันสำปะหลัง ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและได้รับการยอมรับใช้อย่างกว้างขวางในภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวยังหมายความว่า ศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต ในอนาคตมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างจำกัด และอาจเป็นการปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด
ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยในระดับประเทศของกัมพูชาและอินโดนีเซียยังมีศักยภาพในการเติบโตในระดับปานกลาง เวียดนามกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านประสิทธิภาพการผลิตอย่างเด่นชัดระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในระยะยาว ส่วนประเทศลาว การขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังไปสู่พื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า อันเป็นผลจากแรงจูงใจด้านความสามารถในการทำกำไร อาจส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยในระดับประเทศ มีแนวโน้มลดลง

ความต้องการแป้งอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงแนวโน้มเชิงบวกของตลาดในอนาคต อย่างไรก็ดี การผลิตมันสำปะหลังในระยะข้างหน้ายังคงเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่คุกคามระดับผลผลิต ขณะเดียวกัน ในบางพื้นที่ สภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ขาดความเป็นระบบ รวมถึงการแข่งขันในการใช้ทรัพยากรที่ดิน ยังคงเป็นแรงกดดันที่ซ้ำเติมความท้าทายในการพัฒนาและขยายการผลิตมันสำปะหลังในระยะยาว

การสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงปี 2050 จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่

  • การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรค
  • การผลิตและการเข้าถึงวัสดุปลูกที่สะอาดในระดับขนาดใหญ่
  • การติดตามและเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกข้ามพรมแดน
  • การพัฒนาระบบการรวบรวมข้อมูลภาคสนามที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การกำหนดนโยบายระดับชาติที่มีความสอดประสาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับใช้พันธุ์ต้านทานโรค ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น และแนวทางการจัดการแปลงปลูกที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

เหตุใดจึงมีความสำคัญ

มันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจภาคการเกษตรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเพาะปลูกกระจายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค (รูปที่ 1) พืชชนิดนี้ถูกปลูกเป็นหลักในฐานะพืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตแป้ง และเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค อีกทั้งยังมีการแข่งขันโดยตรงกับสินค้าเกษตรหลักอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด
ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 95 ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้มันสำปะหลังกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งเกษตรกรรายย่อยและเศรษฐกิจในระดับประเทศ

จากพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 5 ล้านเฮกตาร์ในเอเชียตะวันออก มากกว่าร้อยละ 99 ยังคงอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อย ทำให้การเพาะปลูกมันสำปะหลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยากจนในชนบท ประสิทธิภาพของภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังมีอิทธิพลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม รายได้ของเกษตรกร และรูปแบบการใช้ที่ดินทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสะท้อนภาพความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างประสิทธิภาพการผลิตในระดับไร่นาและแรงงาน การแปรรูปและความมั่นคงด้านอาหาร ตลาดคาร์โบไฮเดรตโลก ตลอดจนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

รูปที่ 1 การกระจายตัวของการผลิตมันสำปะหลังและพื้นที่เก็บเกี่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หมายเหตุ: การแรเงาสีของแต่ละประเทศแสดงถึงปริมาณการผลิตมันสำปะหลัง (ตัน) โดยสีน้ำเงินที่เข้มขึ้นหมายถึงผลผลิตที่สูงกว่า ขนาดของวงกลมแสดงถึงพื้นที่เก็บเกี่ยว (เฮกตาร์)

แนวโน้มการผลิตมันสำปะหลังรายประเทศ

ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) องค์กร Alliance of Bioversity-CIAT ได้จัดกระบวนการปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญขึ้น เพื่อทำความเข้าใจแนวโน้มผลผลิตมันสำปะหลังในอดีต และรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของการผลิตมันสำปะหลังในประเทศผู้ผลิตหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนทั้งสิ้น 5 คน เข้าร่วมการหารือจำนวน 2 ครั้ง เพื่อทบทวนข้อมูลในอดีตและวิพากษ์การคาดการณ์ผลผลิตตามแบบจำลองจนถึงปี 2050 ภายใต้กรอบแนวคิดและระเบียบวิธีเฉพาะที่พัฒนาขึ้นสำหรับการศึกษาครั้งนี้ (Petsakos, 2024)

ผลจากการปรึกษาหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสภาพการผลิตในภูมิภาค ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปที่ 2 และสามารถระบุทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญจำนวนมากที่ประเทศผู้ผลิตหลักกำลังเผชิญ โดยปัจจัยเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคไปจนถึงปี 2050

รูปที่ 2 การเติบโตของผลผลิตมันสำปะหลังในอดีตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความแปรปรวนของผลผลิต
หมายเหตุ: เส้นตรงกึ่งกลางแสดงถึงผลผลิตเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของประเทศผู้ผลิตทั้งหมด ขณะที่แถบพื้นที่รอบเส้นดังกล่าวแสดงถึงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานถ่วงน้ำหนักของผลผลิตในแต่ละปี

ความท้าทายร่วมในระดับภูมิภาค

แรงกดดันจากศัตรูพืชและโรคพืช: ภัยคุกคามในปัจจุบัน เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) และ โรคพุ่มแจ้ (Witches’ Broom Disease) รวมถึงความเป็นไปได้ของการระบาดของโรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคใบไหม้สีน้ำตาลของมันสำปะหลัง (Cassava Brown Streak Disease: CBSD) (Tomlinson, Bailey, Alicai, Seal และ Foster, 2018) กำลังสร้างความกังวลอย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค

CMD ถูกตรวจพบครั้งแรกในภูมิภาคนี้ในปี 2015 จากการปนเปื้อนในท่อนพันธุ์ และนับแต่นั้นมาได้แพร่กระจายไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทย (Minato และคณะ, 2019; Saokham และคณะ, 2021; Siriwan และคณะ, 2020) นอกจากนี้ โรคพุ่มแจ้ และอาจรวมถึง CBSD กำลังกลับมาเป็นภัยคุกคามสำคัญอีกครั้ง ซึ่งอาจซ้ำเติมให้ความก้าวหน้าด้านผลผลิตที่เคยเกิดขึ้นต้องถดถอย หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม (Leiva และคณะ, 2023; Pardo และคณะ, 2023)

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งแสดงความกังวลว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจลดลงได้ยากในประเทศไทย และชี้ให้เห็นว่าการคาดการณ์ผลผลิตในระดับสูงอาจไม่สามารถบรรลุได้ในทางปฏิบัติ

ความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการขาดแคลนและคุณภาพที่ต่ำของข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการ ทั้งในระดับประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับย่อยของพื้นที่ (ระดับจังหวัด/ท้องถิ่น) ข้อมูลผลผลิตในอดีตจาก FAOSTAT (FAOSTAT คือฐานข้อมูลสถิติด้านอาหารและการเกษตรของโลก พัฒนาและดูแลโดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO – Food and Agriculture Organization of the United Nations) สำหรับประเทศอย่างกัมพูชาและอินโดนีเซีย ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตัวเลขเหล่านี้มักคำนวณจากข้อมูลการค้าที่ไม่สมบูรณ์และขาดการตรวจสอบภาคสนาม

การปรับปรุงระบบติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลังในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยเอื้อให้สามารถจัดทำการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ และนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

นโยบายและธรรมาภิบาล: ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังพัฒนามาจนถึงปัจจุบันภายใต้บริบทด้านสถาบันที่อ่อนแอและขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ในประเทศอินโดนีเซีย สภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ “ขาดความเป็นระเบียบและความชัดเจน” ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ขณะที่ในเวียดนาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะห้าปีของรัฐบาลมีประสิทธิภาพ ในการระดมทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนเสมอไปว่าความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จเพียงใดในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

การแข่งขันด้านทรัพยากรและตลาด: มันสำปะหลังมักถูกมองว่าเป็นพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ส่งผลให้มีการใช้วัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย หรือเทคโนโลยีอนุรักษ์ดินค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร

ในประเทศไทยและเวียดนาม มันสำปะหลังมีการแข่งขันโดยตรงกับข้าวโพดและพืชไร่บนพื้นที่สูงชนิดอื่น ๆ ในการใช้ที่ดินและทรัพยากร ขณะที่ในอินโดนีเซีย ภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังแบ่งออกเป็นสองตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ตลาดอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตสูง และตลาดเพื่อการบริโภคที่ให้ผลผลิตต่ำ พลวัตเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรและต่อการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม

นัยเชิงนโยบาย

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: ในฐานะวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมแป้ง หากผลผลิตมันสำปะหลังลดลง อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ผลกระทบต่อวิถีชีวิต: ในพื้นที่ที่มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก การไม่สามารถแก้ไขปัจจัยที่จำกัดผลผลิตได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยนับล้านครัวเรือน

ความเสี่ยงด้านนโยบายและการลงทุน: ความไม่น่าเชื่อถืออย่างแพร่หลายของข้อมูลสถิติภาคเกษตรอย่างเป็นทางการ ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้ทุนสนับสนุน เนื่องจากการตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของข้อมูล ส่งผลให้ความพยายามในการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานขาดประสิทธิผล

ลำดับความสำคัญด้านการวิจัย: ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์ที่ต้านทานศัตรูพืชและโรคพืช นวัตกรรมด้านระบบเมล็ดพันธุ์เพื่อให้พันธุ์ใหม่และท่อนพันธุ์สะอาดเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงแนวทางการจัดการด้านวิชาการเกษตรที่เหมาะสมกับระบบการผลิตที่แตกต่างกัน (เช่น ระบบอุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูง เทียบกับระบบเพื่อการบริโภคที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ)

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: สภาพการผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำและการชะล้างพังทลายของหน้าดินในพื้นที่ที่ปลูกมันสำปะหลังบนภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม (เช่น พื้นที่ลาดชันทางภาคเหนือ) รวมถึงปัญหาดินเค็มในภาคใต้ของเวียดนาม อันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อการผลิตในระบบชลประทานของจังหวัดเตนินห์

ข้อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินการ

เสริมสร้างการจัดการศัตรูพืชและโรคพืช: เร่งรัดการวิจัย พัฒนา และกระจายพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรค ซึ่งเหมาะสมกับสภาพตลาดและระบบการผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการลงทุนในการเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้านสุขอนามัยพืช เพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังและการตรวจพบโรค ในระยะเริ่มต้นในพื้นที่จริง รวมถึงการจัดทำกลยุทธ์ระดับภูมิภาคที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบในการจัดการและควบคุมการระบาด โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือในการติดตามและกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกข้ามพรมแดน

ปรับปรุงการเก็บรวบรวมและการติดตามข้อมูล: จำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงการลงทุนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคในการพัฒนาระบบสถิติการเกษตรที่มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณการผลิต และผลผลิต ต่อหน่วย พึงรวมถึงการติดตามทั้งในรูปแบบการสำรวจภาคสนามตามมาตรฐาน การติดตามบนฐานข้อมูลการค้า ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสำรวจระยะไกล (remote sensing) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ

ส่งเสริมนโยบายระดับชาติที่มีความสอดประสาน: ภาครัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีเสถียรภาพ และเอื้อต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ บริการส่งเสริมการเกษตร และการเชื่อมโยงตลาด ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเพื่อการบริโภค

เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและการเข้าถึงเทคโนโลยี: มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย สามารถนำพันธุ์และแนวปฏิบัติที่ได้รับการปรับปรุงไปใช้ในการจัดการโรคพืช การดูแลสุขภาพดิน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทความโดย Alliance Bioversity–CIAT
ภายใต้ Consultative Group on International Agricultural Research (CGIAR)

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

03rd Dec 2025 General Information

กรมวิชาการเกษตร เปิดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ Focus Group ในประเด็น “อนาคตเกษตรไทยยุคใหม่” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาพืชพันธุ์ให้แข็งแกร่ง ทนทาน และมีคุณภาพดีขึ้น เพื่อสู้กับวิกฤตที่เกษตรกรกำลังเผชิญ!

โอกาสทองของเกษตรกร ทำไมต้องสนใจ “เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม”?
นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ภาคการเกษตรไทย เพราะนี่คือทางออกสำคัญในการรับมือกับ ภัยพิบัติและสภาพอากาศแปรปรวน สร้างพืชที่ทนแล้ง ทนโรคได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม ๆ นานหลายปี ปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด พัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) แตกต่างจากพืช GMO ที่มีการตัดต่อยีนต่างชนิดใส่เข้าไป แต่ GEd เป็นการปรับปรุงแก้ไขยีนที่มีอยู่แล้วในพืชอย่างแม่นยำ คล้ายกับการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ทำได้เร็วและควบคุมได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง กรมฯ ยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้ภายใต้หลักวิชาการที่ถูกต้องและมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล

โปร่งใส ปลอดภัย! กฎหมายใหม่เพื่อพี่น้องเกษตรกร
กรมวิชาการเกษตรได้มีการออกประกาศสำคัญ 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอย่างถูกต้อง และ ประกาศกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2567 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่พืช GMO

ประกาศเหล่านี้จะทำให้เกษตรกรและนักวิจัยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์พืชได้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

เวทีแลกเปลี่ยนเสียงจากทุกภาคส่วน
เวทีเสวนาในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่นักวิชาการ แต่ยังได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วน ทั้งกรรมาธิการด้านการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร (อย.) สมาคมเมล็ดพันธุ์ สภาอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือมีเสียงของ “เกษตรกรสมัยใหม่” เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำปิดท้ายว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่กรมฯ พร้อมเปิดรับฟังข้อกังวลของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างจริงใจ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่อประเทศ เกษตรกร และผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนที่สุด”

สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ พืชพันธุ์ดีขึ้น ทนทานต่อโรค แมลง และสภาพอากาศได้ดีกว่าเดิม ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลผลิตมีคุณภาพสูงตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ที่มา : Fackbookเกษตรสัญจร

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

24th Nov 2025 General Information

Vietnam exported 3.34 million tons of cassava and cassava products in the first ten months of 2025, earning over $1 billion, according to Vietnam Customs.

The figures represent a surge of 59.8% in volume and 8.5% in value, compared to the same period last year.

In October alone, exports reached 260,000 tons, worth $88.53 million, marking year-on-year increases of 47.6% in volume and 16.3% in value. The average export price rose to $340.1 per ton in October, up 2.7% from September.

China remained Vietnam’s largest buyer, importing 3.16 million tons worth $962.74 million in the January–October period, up 63.8% in volume and 10.3% in value year-on-year.

Several other markets also showed signs of recovery, including Taiwan (China), Japan, Malaysia, the Republic of Korea, and the Philippines. Notably, the Republic of Korea posted an unexpected spike in October, increasing its imports of Vietnamese cassava by 1,282% from September, to more than 7,000 tons worth $1.99 million.

Chu Minh Khôi

Source : https://en.vneconomy.vn/vietnams-cassava-exports-top-over-1-bln-in-10m.htm