เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี พบการระบาดของหนอนกระทู้หอมกัดกินต้นมันสำปะหลัง ในพื้นที่ อ.พนมทวน, อ.ห้วยกระเจา และ อ.บ่อพลอย รวมพื้นที่การระบาด กว่า 7 พันไร่ เกษตรกรกว่า 600 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อพบตัวหนอนหรือกลุ่มไข่ในแปลงให้เก็บ และนำมาทำลาย พร้อมกำจัดวัชพืชที่อยู่ในแปลงและบริเวณรอบแปลง

สำหรับฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% (กลุ่ม 28)

“หลังจากพ่นสารเคมีแล้ว 1-2 วัน เกษตรกรต้องสำรวจแปลง หากยังพบการระบาดของหนอนกระทู้ให้พ่นสารเคมีซ้ำ และควรสลับกลุ่มสารเคมี เพื่อป้องกันการดื้อยา หากการระบาดของหนอนลดลง ให้ควบคุมด้วยชีวภัณฑ์ โดยฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 80 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร หรือไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หลังจากฉีดพ่นสารเคมีแล้ว 15 วัน”

สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่ยังไม่พบการระบาด อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน ด้วยการใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ ร่วมกับวิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย พร้อมทั้งใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ที่พบเข้าทำลายหนอนกระทู้หอม ได้แก่ มวนพิฆาต แมลงหางหนีบ

ใช้สารสกัดสะเดา อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 3 วัน 3-4 ครั้งต่อเนื่อง ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 3-5 วัน เมื่อพบการระบาด หากมีการระบาดรุนแรงให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง หลังจากนั้นพ่นทุก 5 วัน จนกระทั่งหนอนลดปริมาณการระบาด ใช้ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ควรพ่นเมื่อหนอนมีขนาดเล็กจะให้ผลในการควบคุมได้รวดเร็ว กรณีหนอนระบาดรุนแรงให้พ่นวันเว้นวัน

ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28).

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

อาลัย กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิตในวัย 56 ปี

อาลัย กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิตในวัย 56 ปี

19th Apr 2024 Uncategorized @en

ไว้อาลัยแด่กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จากไปอย่างสงบ ด้วยวัย 56 ปี เมื่อ 03.28 น. 19 เม.ย. 2567

วันที่ 19 เมษายน 2567 ประชาชาติธุรกิจ ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 19 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น. ด้วยวัย 56 ปี

ประกาศแล้ว! พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ รับ 11,000 บาทต่อเดือน
บังคับใช้แล้ว! หลักเกณฑ์การดำเนินงาน 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว
กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เสียชีวิต อายุ 56 ปี
หลังจากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จากที่มีอาการป่วยวูบและล้มที่บ้านพักในคืนวันที่ 10 เม.ย. 2567 ก่อนส่งตัวไปโรงพยาบาล

ล่าสุด ทางครอบครัวรัชโน แจ้งข้อความระบุว่า พ่อจั่น ได้จากไปแล้วอย่างสงบ ในวันที่ 19 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น.

ก่อนที่พ่อจั่นจะจากไป พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้เทศน์นำทางก่อนลมหายใจสุดท้ายผ่านทางโทรศัพท์

“ร่างกายเสมือนเป็นบ้าน บ้านของคุณกีรติตอนนี้กำลังจะผุพัง เราจึงไม่ควรไปห่วงหาอาลัยในบ้านที่กำลังจะพังทลายหลังนี้ เมื่อถึงเวลาที่บ้านพังลงมาแล้วก็ขอให้สละบ้านหลังนี้ เพื่อไปยังบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า บ้านที่สร้างจากคุณงามความดีตลอดชีวิตที่คุณกีรติได้สั่งสมมา“

”คุณกีรติไม่ต้องเป็นห่วงคนในครอบครัว ทั้งคุณแม่ ภรรยา และลูกทั้ง 2 คน ทุกคนจะสามารถอยู่ได้อย่างดีด้วยคุณงามความดีที่คุณกีรติได้ทำไว้ แม้ว่าคุณกีรติจะไม่อยู่แล้ว”

”ตอนนี้คุณกีรติกำลังจะต้องเดินทางไกล สัมภาระอะไรต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป ความห่วงใยกังวลใจทั้งหลายก็ทิ้งเอาไว้ ขอให้เอาพระรัตนตรัยเป็นสิ่งนำทางในการเดินทางไกลครั้งนี้ สิ่งที่ติดตัวไปคือความดีและบุญกุศลที่สร้างสมมา“

พ่อจั่นได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวอย่างใกล้ชิด
จนลมหายใจสุดท้าย และพ่อจั่นได้เดินทางไปสู่สุคติแล้ว

ส่วนกำหนดการงานศพจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

เปิดประวัติ “กีรติ รัชโน”
สำหรับประวัตินายกีรติ รัชโน เกิดเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2510 ปัจจุบันอายุ 56 ปี มีชื่อเลนว่า “จั่น”

การศึกษา

จบชั้นประถม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสังคมวิทยา จบปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการคลัง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจบระดับปริญญาเอก บริหารธุรกิจ ยูไนเต็ด สเตตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ และการตลาดระหว่างประเทศ

ประสบการณ์การทำงาน
ปัจจุบัน-ปลัดกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2564-2565 รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2562-2563 อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2561-2562 ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2559-2562 รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2556-2559 ผู้อำนวยการกองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2554-2556 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2553-2554 ผู้อำนวยการกองนโยบายการค้าและพัฒนาระบบบริหาร

ผ่านการอบรม
หลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.) รุ่น 79
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 11
หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 63 (วปอ.63)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ
– มหาวชิรมงกุฎ
– ประถมาภรณ์ช้างเผือก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เตือน “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง” ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย

เตือน “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง” ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย

มูลนิธิสถาบันฯ เตือนภัยเกษตรกร “พันธุ์มันสำปะหลังต้านโรคใบด่าง”ปลอมระบาดหนัก ระวังถูก “ย้อมแมว” ขาย ชี้ใครครอบครองพันธุ์เถื่อนให้ทำลายทันที ผวาทำลายอุตสาหกรรมพังทั้งระบบ

รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ กรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่มีสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศขายต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง พันธุ์อิทธิ 2 จากเกษตรกรแถวหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอ้างว่า ได้รับต้นพันธุ์มาจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย

มูลนิธิสถาบันฯ ขอแจ้งว่า ข้อความข้างต้นเป็นการหลอกลวง เนื่องจาก 1.มูลนิธิสถาบันฯ เพิ่งกระจายต้นกล้า X20 ของพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้เกษตรกรที่มีศักยภาพในการดูแลเป็นชุดแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2566 โดยต้นกล้า X20 ที่ปลูกลงแปลงแล้วจะมีอายุจนถึงขณะนี้เพียง 4 เดือน ซึ่งตรงกันข้ามกับเกษตรกรหนองบุญมากที่ปลูกพันธุ์ต้านทานที่กล่าวอ้างมาถึง 2 รุ่นแล้ว

“มูลนิธิสถาบันฯ สันนิษฐานว่า ได้มีการลักลอบนำเข้าพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยไม่มีการขออนุญาตและควบคุมตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นการละเมิด ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืช และพาหะแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้นและเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของมันสำปะหลังจัดเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ดังนั้น ทั้งผู้นำเข้าและผู้ครอบครองต้นพันธุ์ดังกล่าว อาจถูกดำเนินคดีอาญา

อย่างไรก็ดีทางมูลนิธิสถาบันฯ ใคร่ขอความร่วมมือเกษตรกร หรือผู้นำเข้า หรือผู้ครอบครองต้นพันธุ์ ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้หยุดการขาย และให้ดำเนินการทำลายต้นพันธุ์ดังกล่าวโดยด่วน เพื่อทำลายและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ที่ติดมากับต้นพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงแก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศ

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่ เตรียมขจัดพันธุ์อ่อนแอให้สิ้นซาก ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีหนุนต้นพันธุ์สะอาดกวาดล้างโรคใบด่าง

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังที่ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รณรงค์ให้เกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยเฉพาะพันธุ์ทนทานต่อโรค ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60 สำหรับการเพาะปลูกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เนื่องจากเกษตรกรบางรายนิยมนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในรอบการปลูกที่ผ่านมาเพาะขยายในฤดูกาลปลูกใหม่เพื่อบริหารจัดการต้นทุน จึงเกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องหากท่อนพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวในฤดูกาลก่อนของเกษตรกรติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันกำจัดโรคอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เช่น กำจัดต้นที่พบโรคโดยสับทั้งต้นนำใส่ถุงพลาสติกสีดำมัดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปตากแดด เป็นต้น หรือแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทราบ เพื่อช่วยควบคุมอย่างถูกวิธี ไม่ให้ลุกลามสร้างความเสียหายในวงกว้าง อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรปรับเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานข้างต้น และหยุดการขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ซึ่งมีความเสี่ยง ในการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังได้ง่าย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหารือและวางแนวทางในการควบคุมและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเจรจาขอความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ในการสนับสนุนพันธุ์มันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการวิจัยของ TTDI ว่าเป็นมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานต่อโรคใบด่าง เพื่อนำมาปลูกขยายพันธุ์ในศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งอยู่ในภูมิภาคหรือพื้นที่จังหวัดที่มีเกษตรกรเพาะปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 7 ศูนย์ ประกอบด้วย ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ทั้งนี้ TTDI ยินดีให้ความร่วมมือและคาดว่าจะสามารถส่งมอบต้นพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานซึ่งใช้เทคโนโลยีการขยายพันธุ์แบบเร่งรัด (X20) ให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 250,000 ต้น ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแผนและเตรียมพร้อมในการผลิตขยายและกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานนี้อย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแปลงพันธุ์มันสำปะหลังตามมาตรฐานแปลงพันธุ์ในพื้นที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 7 แห่งข้างต้น ก่อนส่งมอบท่อนพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มันสำปะหลังและเกษตรกรภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์สะอาดนำไปเพาะปลูกขยายผลในรูปแบบของธนาคารแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด

ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาเกษตรกรภายใต้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตรวจคัดกรองแปลงพันธุ์ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการดังกล่าว และตรวจรับรองแปลงพันธุ์โดยคณะกรรมการ อีก 1 ครั้งในช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว หากผ่านเกณฑ์มาตรฐานจึงจะรับรองให้เป็นแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดสำหรับใช้ในการเพาะปลูกและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกและควบคุมไม่ให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ่อนแอหรือเสี่ยงต่อการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังต่อเนื่อง นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อมันสำปะหลังทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมวางนโยบายงดรับซื้อมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ในเร็ว ๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทุกพื้นที่เตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนไปใช้พันธุ์ทนทานในฤดูการเพาะปลูกรอบใหม่ของตนที่กำลังจะถึง เพื่อป้องกันปัญหาการตลาดและผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต

TTTA News

23rd Apr 2020 Uncategorized @en

TTTA New 2021

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA News No.01-2021-(EN) TTTA News No.01-2021-(TH)
TTTA News No.02-2021-(EN) TTTA News No.02-2021-(TH)
TTTA News No.03-2021-(EN) TTTA News No.03-2021-(TH)
TTTA News No.04-2021-(EN) TTTA News No.04-2021-(TH)
TTTA News No.05-2021-(EN) TTTA News No.05-2021-(TH)
TTTA News No.06-2021-(EN) TTTA News No.06-2021-(TH)
TTTA News No.07-2021-(EN) TTTA News No.07-2021-(TH)
TTTA News No.08-2021-(EN) TTTA News No.08-2021-(TH)
TTTA News No.09-2021-(EN) TTTA News No.09-2021-(TH)
TTTA News No.10-2021-(EN) TTTA News No.10-2021-(TH)
TTTA News No.11-2021-(EN) TTTA News No.11-2021-(TH)
TTTA News No.12-2021-(EN) TTTA News No.12-2021-(TH)
TTTA News No.13-2021-(EN) TTTA News No.13-2021-(TH)
TTTA News No.14-2021-(EN) TTTA News No.14-2021-(TH)
TTTA News No.15-2021-(EN) TTTA News No.15-2021-(TH)
TTTA News No.16-2021-(EN) TTTA News No.16-2021-(TH)
TTTA News No.17-2021-(EN) TTTA News No.17-2021-(TH)
TTTA News No.18-2021-(EN) TTTA News No.18-2021-(TH)

 

ต้อนรับคณะผู้แทนจากเมืองซินอี๋ และบริษัท Jiangsu Huating Bio-Technology

ต้อนรับคณะผู้แทนจากเมืองซินอี๋ และบริษัท Jiangsu Huating Bio-Technology

คณะผู้แทนจากเมืองซินอี๋ และบริษัท Jiangsu Huating Bio-Technology จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบสมาคมฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยมีนายสุนัย สถาพร ดร.สุรีย์ ยอดประจง กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมฯ นายธีระ ตันติพาณิชย์กูล นายสมชัย งามเกษมสุข กรรมการสมาคมฯ และนายลิขสิทธิ์ ปุณณุปูรต ร่วมให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

P600717-01 P600717-02 P600717-03 P600717-04 P600717-05P600717-06

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

18th Aug 2016 Uncategorized @en

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง แนวโน้มส่งออกมันเส้นไทยไม่สดใส: ปัจจัยจากจีนยังคงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญ

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน แม้จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาส่งออกมันเส้นของไทยอาจให้ภาพที่ไม่สดใสในปีนี้ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากหลายปัจจัยกดดัน อาทิ มาตรการระบายข้าวโพดในสต๊อกของจีนที่ยังมีแนวโน้มระบายออกมาต่อเนื่อง รวมถึงกฎระเบียบใหม่ในการนำเข้าของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น มีผลตั้งแต่เดือนก.ค.2559 ตลอดจนคู่แข่งที่น่าจับตาอย่างเวียดนาม ที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมันเส้นของไทยในจีน อันจะเป็นการสร้างทางเลือกในการนำเข้ามันเส้นของจีน และเพิ่มอำนาจการต่อรองด้านราคาของจีน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะเป็นแรงกดดันราคาส่งออกมันเส้นไทยให้มีภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต

• ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ไทยอาจมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) โดยราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY)

• ระยะถัดไป ผู้ประกอบการมันสำปะหลังไทยควรขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นที่มีศักยภาพในจีน เพื่อชดเชยส่วนแบ่งตลาดมันเส้นที่ลดลง อาทิ แป้งมันสำปะหลังดิบ รวมถึงแป้งดัดแปร (Modified Starch) ที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจีน ตลอดจนควรขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศศักยภาพอื่นที่มีความต้องการสินค้าที่มันสำปะหลังสามารถไปทดแทนได้ เช่น อินเดีย ที่นิยมบริโภคสาคู ขณะเดียวกันก็ควรต้องรักษามาตรฐานของสินค้า และการส่งมอบที่ตรงเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

มันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรส่งออกติดหนึ่งในสิบของสินค้าเกษตรส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่าราวแสนล้านบาทต่อปี โดยมีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของตลาดจีนที่มีรองรับ แต่ในปี 2559 ราคาส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีแนวโน้มลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี (ปีพ.ศ.2554-2559) โดยเฉพาะมันเส้นของไทยที่ส่งออกไปจีน เนื่องมาจากแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ความต้องการซื้อมันเส้นจากไทยชะลอลง กดดันภาพรวมมันสำปะหลังของไทยที่ส่งออกไปจีนให้มีภาพที่น่าเป็นห่วงในระยะข้างหน้า นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของมันสำปะหลังไทยในเวทีโลกที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว

แม้ความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีนยังขยายตัว แต่ภาพของมันเส้นไทยยังถูกกดดันจากจีนต่อเนื่องไปอีกในระยะข้างหน้า

จีนเป็นตลาดส่งออกหลักของมันเส้นไทย โดยไทยส่งออกมันเส้นไปจีนเกือบทั้งหมดหรือราวร้อยละ 99 ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงานทดแทนอย่างเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในประเทศที่มีมากกว่า 1,370 ล้านคน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในระยะข้างหน้า แนวโน้มความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลในจีน น่าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อันส่งผลต่อความต้องการใช้มันเส้นซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แสดงถึงโอกาสของมันเส้นไทยในการส่งออกไปจีนที่ยังมีให้เห็นอยู่ ผนวกกับกำลังซื้อจากจีนที่ยังมี แม้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะให้ภาพการเติบโตที่ชะลอลงในปี 2559 ไปอยู่ที่ราวร้อยละ 6.6 (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ร้อยละ 6.9 (YoY) และในปี 2560 คาดเติบโตอยู่ที่ราวร้อยละ 6.4 (YoY)

แนวโน้มความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลของจีน คาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของจีน คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2559-2563 ตามการเติบโตของจำนวนประชากรจีนที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสุรามากขึ้น พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณยอดขายแอลกอฮอล์ของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6,400 ล้านลิตรในปี 2563 สะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบอย่างมันเส้นและ/หรือวัตถุดิบอื่น เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

• เอทานอล

ความต้องการใช้เอทานอลของจีน สะท้อนจากปริมาณการผลิต คาดว่า ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ต่อปีในช่วงปีพ.ศ.2558-2562 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของจีนที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในรถยนต์ พิจารณาจากตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตเอทานอลของจีนที่อาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6.6 พันล้านลิตร ในปี 2562 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตเอทานอลในจีนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้จีนจะยังมีความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเอทานอลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นโอกาสของมันเส้นไทยในการเข้าไปทำตลาดในจีน แต่ภาพของราคาส่งออกมันเส้นไทยในปีนี้กลับให้ภาพที่แย่ลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมราคามันเส้นของไทยในปีนี้อาจไม่สดใสนัก โดยมีมูลค่าส่งออกมันเส้นอยู่ที่ราว 1,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวร้อยละ 25.1 (YoY) (ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกมันเส้นหดตัวร้อยละ 38.8 (YoY)) แบ่งเป็นราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือหดตัวร้อยละ 15.9 (YoY) และปริมาณอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 10.9 (YoY) จากผลของหลายปัจจัยกดดัน ทำให้การส่งออกมันเส้นไทยน่าจะยังคงให้ภาพที่ไม่สดใสต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ด้วยสาเหตุจากแรงฉุด ดังนี้

• จีนมีการใช้ข้าวโพดในสต๊อกที่มีอยู่มากกว่า 100 ล้านตันทดแทนการใช้มันสำปะหลัง เนื่องจากข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนมันสำปะหลังได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปธัญพืชครั้งใหญ่ของจีนในรอบ 10 ปี โดยเป็นการใช้ข้าวโพดในสต๊อกเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 (จีนมีนโยบายรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดราวร้อยละ 20 จนสต๊อกข้าวโพดเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องระบายออกมา) ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังให้ลดลง และสร้างแรงกดดันต่อราคามันสำปะหลังไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) คาดว่า จีนอาจมีความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2559-2560 เฉลี่ยร้อยละ 5.8 ต่อปี (YoY) หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 217 ล้านตัน และ 226 ล้านตัน ตามลำดับ ผนวกกับจีนมีนโยบายให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง เพื่อต้องการควบคุมอุปทานข้าวโพดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า สต๊อกข้าวโพดที่มีอยู่ในคลังของจีนน่าจะให้ภาพที่ทยอยลดลงในระยะข้างหน้า จากความต้องการใช้ข้าวโพดของจีนที่ยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจต้องอาศัยระยะเวลาในการระบายข้าวโพดในสต๊อกเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งในระสั้น จะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อราคามันสำปะหลังไทย

• จีนออกกฎระเบียบใหม่คุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 เป็นต้นไป ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกมันสำปะหลังไปจีนต้องมีการขึ้นทะเบียน และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ/มาตรฐานของจีน อาทิ ห้ามมีแมลงศัตรูพืช รวมถึงต้องมีการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัย และคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปจีน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากมากขึ้นในการส่งออกมันเส้นไปจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการส่งออกมันเส้นไทย

• คู่แข่งมันเส้นอย่างเวียดนาม มีแนวโน้มเพิ่มบทบาทมากขึ้นในจีน โดยเวียดนามมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และเร่งการส่งออก จนมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนมากขึ้น เห็นได้จาก สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.5 ในปี 2558 และร้อยละ 24.8 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จากร้อยละ 18.0 ในปี 2553 ขณะที่สัดส่วนปริมาณนำเข้ามันเส้นของจีนจากไทยเริ่มลดลงจากร้อยละ 79.8 ในปี 2553 มาที่ร้อยละ 79.1 ในปี 2558 และร้อยละ 73.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า เวียดนามอาจเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของไทยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดมันเส้นของเวียดนามในจีนจะยังนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับไทย แต่หากไทยไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงลดต้นทุนการผลิต เวียดนามก็อาจเพิ่มบทบาทในตลาดจีนมากขึ้นตามลำดับในระยะข้างหน้า

จากปัจจัยกดดันที่มีต่อมันเส้นไทยดังกล่าว จะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองด้านราคาของจีนที่มีมากขึ้น ซึ่งภาพของแรงกดดันด้านราคานี้ น่าจะยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และเมื่อผนวกกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะยิ่งกดดันความต้องการใช้มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล กระทบราคามันเส้นให้ปรับลดลงด้วย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 36.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 35.3 (YoY) และราคาส่งออกมันเส้นของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 175.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงร้อยละ 17.6 (YoY) ทั้งนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจยังไม่ฟื้นตัวนัก โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าในระยะข้างหน้า ราคามันเส้นไทยอาจให้ภาพที่ไม่ดีดังเช่นในอดีต ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตจึงควรต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้

Tapioca Night

05th Apr 2016 Uncategorized @en

สมาคมฯ ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ Tapioca Night เมื่อวันพุธที่ 2 ธันวาคม ณ ที่ทำการสมาคมฯ

 

สระแก้วมึน! ราคามันตก ผลผลิตเพื่อนบ้านทะลัก

28th Feb 2016 Uncategorized @en

ผู้ว่าฯสระแก้วมึนไร้ทางแก้มันสำปะหลังตกต่ำ เหตุขาดข้อมูลผลผลิตจริงและปริมาณที่ทะลักเข้ามาจากเพื่อนบ้าน ด้าน ธ.ก.ส.เผยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการชะลอเก็บเกี่ยวเพียง 15 ราย ขณะที่ชาวไร่เร่งขุดขายนำเงินไปทำทุน-ใช้หนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสระแก้วว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมคณะกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด เพื่อหาข้อยุติ ในการบริหารจัดการผลผลิตจากมันสำปะหลังที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด ในขณะที่ราคาตกลงอย่างต่อเนื่อง จนเกรงว่าเกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนั้น ยังขาดข้อมูลปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรที่ปลูกในที่ดินไม่มีเอกสาร สิทธิ ที่ไม่สามารถลงทะเบียนกับทางราชการได้ และที่สำคัญทางจังหวัดเองยังไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องถึงปริมาณมันสำปะหลัง และผลิตภัณท์จากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามาในพื้นที่ จึงเป็นการยากที่จะบริหารจัดการมันสำปะหลังในฤดูการผลิต 2558/59 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า แนวทางการแก้ไข ตนเห็นว่า น่าจะให้ภาคเอกชนเข้าไปรับซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้งบประมาณของรัฐในรูปของสหกรณ์ โดยมีหน่วยงานราชการจะเป็นกระทรวงใดก็ได้รับผิดชอบโดยตรงแล้วนำมารวบรวมไว้ สำหรับแปรรูปหรือขายต่อไป เพื่อจะได้ทราบว่ามีปริมาณเท่าใด แต่ปัจจุบันยัง ไม่มีผู้ใดรู้ปริมาณของมันสำปะหลังที่เข้ามา และยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง

นาย บุรฉัตร บุญประกอบ ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังชะลอการเก็บ เกี่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกด้วยระบบน้ำหยด โดยให้เงินกู้แก่เกษตรกรและรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 นั้นไม่เป็นที่สนใจของเกษตรกรนัก เพราะเป็นการเปลี่ยนวงจรชีวิตของเกษตรกร และบางรายต้องการเอาดินไปปลูกพืชอย่างอื่นหลังเก็บเกี่ยว ที่ผ่านมามีเกษตรกรสนใจ เพียง 15 รายเท่านั้น

ด้านนายวัชระ จำปาเทศ ประธานสภาเกษตกรจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของรัฐบาลที่ไม่ได้ผล เพราะเกษตรกรไม่สนใจ เนื่องจากเกษตรกรต้องรีบขุดออกขายเพื่อนำเงินไปทำทุนต่อหรือไปใช้หนี้ และที่สำคัญหากไม่รีบขุดออกขาย และปล่อยเวลาให้ยืดยาวออกไป เมื่อมีฝนตกลงมา จะทำให้หัวมันเน่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นดินทรายและแห้งแล้ง เช่น อำเภอโคกสูง อำเภอตาพระยา และความร้อนจะทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าได้เช่นกัน รวมทั้งการปล่อยให้เวลายืดนานออกไป ปริมาณหรือเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังก็จะลดลงด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Recent Posts