อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

07th Oct 2025 General Information

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐานข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ออกกฎเข้มงวดตามข้อกำหนดปักกิ่ง ส่งออกแล้ว 1.22 ล้านตันปีนี้ ทีมทรัมป์ไม่พอใจหลังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน 2 หมื่นล้าน
ดอลลาร์

SCMP รายงานว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกมาตรการเข้มงวดปรับมาตรฐานส่งออกข้าวฟ่างเพื่อป้อนตลาดจีนโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เคยครองตลาดข้าวฟ่างในจีนมาก่อนที่สงครามการค้าภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเปลี่ยนสมดุลโลจิสติกส์การค้าโลก

สำนักงานเลขาธิการเกษตรของอาร์เจนตินาออกมติเมื่อวันศุกร์ กำหนดกฎการจัดเกรดใหม่ตามน้ำหนักทดสอบและจำกัดสิ่งเจือปน โดยการส่งออกต้องมีน้ำหนักขั้นต่ำ 72, 70 และ 67 กิโลกรัมต่อเฮกโตลิตรตามเกรด และสินค้าที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรองการส่งออกมาตรฐาน มาตรการนี้ยังปรับปรุงวิธีการจัดเกรดข้าวฟ่างเพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์และการแปรรูปของต่างประเทศ

หน่วยงานระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “อำนวยความสะดวกในการตลาดภายในประเทศ ยกระดับคุณภาพของการผลิตระดับชาติ และปรับปรุงตำแหน่งของอาร์เจนตินาในตลาดที่เรียกร้องมากขึ้น” โดยมติดังกล่าวแทนที่กฎปี 2537 และอ้างถึงการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะผู้ซื้อข้าวฟ่างหลักของอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าจีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวฟ่างรายใหญ่ของอาร์เจนตินา โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ อาร์เจนตินาส่งออกข้าวฟ่าง 1.23 ล้านตัน โดย 1.22 ล้านตันไปยังจีน เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาการค้านั้นให้คงที่โดยการปรับปรุงความสม่ำเสมอของสินค้า

การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ถูกถ่ายภาพที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติขณะอ่านข้อความที่วิจารณ์อาร์เจนตินาที่ยกเลิกภาษีการส่งออกธัญพืชไม่นานหลังจากได้รับแพ็คเกจทางการเงิน 20 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ข้อความนั้นซึ่งมีรายงานว่ามาจากรัฐมนตรีเกษตร บรูค รอลลินส์ ระบุว่า “เราช่วยเหลืออาร์เจนตินาเมื่อวานนี้ และเป็นการตอบแทน อาร์เจนตินาได้ลบภาษีส่งออกธัญพืช ลดราคาให้กับจีนในช่วงเวลาที่เราตามปกติจะขายให้กับจีน ราคาถั่วเหลืองกำลังลดลงเพิ่มเติมเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างความช่วยเหลือทางการเงินกับความพยายามในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในอเมริกาใต้ ภายใต้เงื่อนไขของการช่วยเหลือ อาร์เจนตินาถูกคาดหวังให้ลดความร่วมมือกับปักกิ่ง แต่ไม่กี่วันก่อนการประชุมสหประชาชาติ รัฐบาลได้ระงับภาษีการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ส่งผลให้มีการประกาศส่งออกใหม่มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน

ที่มา : IMCT News Thai Perspectives on Global News

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

07th Oct 2025 General Information

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

23rd Sep 2025 General Information

พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ

“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”

อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

  • เร่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนโรคและปลอดโรคให้เกษตรกรอย่างเพียงพอ
  • ส่งเสริมการตรวจแปลงและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด
  • สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกล
  • ปรับปรุงระเบียบการขนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นอุปสรรค
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร

นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

13th Sep 2025 General Information

The government’s fuel transition opens new markets for farmers and slashes gasoline prices.

The use of biofuels not only helps safeguard national energy security and protect the environment but also provides a stable market for millions of tons of dried cassava that Vietnamese farmers previously had to sell to China at unstable prices.

The Ministry of Industry and Trade proposes nationwide sales of E10 gasoline starting from 1/1/2026 and E15 gasoline from 1/1/2031. Photo: Tran Chung.

In its draft circular “Regulations on the roadmap for blending biofuels with traditional fuels in Vietnam,” the Ministry of Industry and Trade has proposed that from January 1, 2026, all gasoline blended, processed, and sold nationwide for use in gasoline-powered motor vehicles must be E10.

By January 1, 2031, all gasoline for motor vehicles must be E15 or other biofuel blends as regulated by the Minister of Industry and Trade.

Regarding the shift from traditional gasoline to E10 nationwide starting in early 2026, Do Van Tuan, Chairman of the Vietnam Biofuel Association, affirmed that domestic production capacity is improving and can be supplemented with imports if needed. Vietnam is fully capable of ensuring a stable ethanol supply to support the proposed transition.

With advancements in production technology both domestically and internationally, the cost of producing ethanol is decreasing. For the past eight years, ethanol has consistently been 20-30% cheaper than traditional gasoline. Therefore, blending 10% ethanol into gasoline will result in a significant reduction in E10 prices.

However, according to Tuan, price is not the main concern. The core objective of switching from fossil gasoline to E10 is to reduce environmental pollution without increasing social costs. This is considered the optimal solution for comprehensive socio-economic benefits. It also contributes to balancing trade with the United States through ethanol imports from the country.

“Moreover, biofuels pave the way for sustainable agricultural development in Vietnam by providing a stable market for agricultural products,” said Tuan.

Vietnam currently cultivates over 500,000 hectares of cassava, yielding more than 10 million tons annually. However, the crop’s price remains volatile, heavily reliant on raw exports of dried cassava chips to China.

With the ethanol industry expanding, cassava will have a stable outlet, allowing farmers to focus on cultivation without worrying about low selling prices.

As the ethanol industry grows, cassava will have a stable market, allowing farmers to produce with peace of mind. Photo: Tam An

Notably, several factories have upgraded their technology to extract additional byproducts such as liquid CO2, fusel oil, and DDGS (a byproduct used for animal feed), reducing costs and enhancing competitiveness. This reflects a circular economic model that the country aims to achieve.

According to the Ministry of Industry and Trade, E10’s key advantage lies in its eco-friendliness and renewability, making it an ideal partial replacement for traditional fuels. E10 is a biofuel blended with agricultural byproducts like corn, sweet potatoes, and cassava.

Hence, the widespread use of biofuel also ensures long-term income for farmers.

Vietnam consumes more than 10 million tons of gasoline annually. If E10 is applied to both RON92 and RON95 gasoline types, the required ethanol volume will be about 1 million tons per year. If E15 is implemented, the number rises to 1.5 million tons per year.

Currently, Vietnam has six ethanol production plants, four of which are operational but only running at about 35% capacity due to limited market demand. With the E10 program starting on January 1, 2026, these plants can ramp up to full capacity. Additionally, new projects will be launched to meet around 50% of the ethanol blending demand.

“Domestic ethanol production is fully competitive with imports in terms of pricing. Imports will only occur when local supply is insufficient,” said the Chairman of the Vietnam Biofuel Association.

Source : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

05th Sep 2025 General Information

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567

ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น

ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้

ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้

ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง

การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน

1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย

เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)

การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน

2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม

ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก

3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย

จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ

… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

01st Sep 2025 General Information

บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน

บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า

ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า

สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”

ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%

นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย

LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร

พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”

พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก

ที่มา : TNN Tech

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

01st Aug 2025 General Information

ด่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ลดลงจากเดิม 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอัตราใกล้เคียงหลายประเทศในอาเซีย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สรุปผลการจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568

ก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถปิดดีลการเจรจากับสหรัฐฯได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 42% ลงเหลือ 20% และอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% ฟิลิปปินส์ จาก 20% เหลือ 19%

ทั้งนี้ในกรณีของอินโดนีเซีย มีการแลกเปลี่ยนโดยเปิดตลาดสินค้าอเมริกัน ทุกชนิดเป็นภาษี 0% พร้อมเสนอซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์, พลังงาน (LNG และน้ำมัน) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, และเครื่องบิน Boeing 50 ลำ

ส่วนญี่ปุ่นสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเหลือเพียง 15% โดยญี่ปุ่นเสนอเงื่อนไขลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน พร้อมเปิดตลาดยกเลิกข้อจำกัดด้านมาตรฐานรถยนต์สหรัฐฯ ที่นำเข้าญี่ปุ่น เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำแลก

ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 15% โดยเกาหลีใต้ตกลงที่จะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการที่ทรัมป์เลือก และจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและผลิตภัณฑ์พลังงานอื่น ๆ อีกมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านอินเดียเก็บสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% แม้จะต่ำกว่าอัตรา 26% แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ด้านสหภาพยุโรป (EU-27) สหรัฐฯประกาศลดการจัดเก็บจาก 30% ลดเหลือ 15%

สำหรับประเทศในอาเซียนอื่นที่ สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี ซึ่งกำหนดไว้ใน “ภาคผนวก 1” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ส.ค.เช่นกัน สรุปได้ดังนี้

  • บรูไน 25%
  • กัมพูชา 19%
  • อินโดนีเซีย 19%
  • ลาว 40%
  • มาเลเซีย 19%
  • เมียนมาร์ (พม่า) 40%
  • ฟิลิปปินส์ 19%
  • เวียดนาม 20%

ทั้งนี้ทางทำเนียบขาว ระบุว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน “ภาคผนวก 1” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10%

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

01st Aug 2025 General Information

นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ ตรวจแถวภาษีธัญพืชเข้าอาหารสัตว์ไทย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล ขณะที่สภาเกษตรฯ ประกาศปกป้องเกษตรกร วอนรัฐบาลอย่าแลกดีล ผวาอาชีพเกษตรล่มสลาย

นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง “สหรัฐอเมริกา” จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% หรือไม่ ภายใต้นโยบาย “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ สินค้าไทยหลายรายการเตรียมเจอแรงกระแทกเต็ม ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ อาหารแปรรูป ฯลฯ

ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีอัปเดตการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกว่า 60% โดยการนำเข้าจะต้องเสียภาษีนำเข้า นับว่าเป็นภาระต้นทุนส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศซึ่งไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่น และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 29 รายการของไทย มีค่าภาษีอากร ตั้งแต่ 0.30 บาท ถึง 10 บาทต่อกิโลกรัม

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐ อย่าเรียกว่า “เจรจา” ต้องเรียกว่า “ลดความสูญเสียหรือเสียหาย” ให้น้อยที่สุด จึงไม่เป็น win-win เนื่องจากไม่ใช่การเจรจาข้อตกลงการค้าฯ ไทยต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 4.5 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ถั่วเหลือง และ กากถั่วเหลือง 5 ล้านตัน มูลค่าประมาณสองเท่าของข้าวโพด และที่สำคัญมาก ถั่วเหลืองสหรัฐปล่อยคาร์บอน ต่ำกว่าบราซิลและอาร์เจนตินา 10 เท่า หากเปิดได้สองตัวนี้ด้วยภาษี 0 เรา ก็จะยิงปืนนัดเดียวในนกสองตัวคือ เรามีวัตถุดิบเพียงพอและยังช่วยให้สินค้าอุตสาหกรรมลดภาษี ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและถั่วเหลือง เพียงแต่รัฐต้องประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเท่านั้น ส่วนถั่วเหลืองไทยนั้นได้รับการประกันราคาเรียบร้อยแล้ว

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ขอย้ำว่า ภาคเกษตรกรรมและเกษตรกรเป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ รัฐบาลต้องไม่ยอมสละผลประโยชน์ของเกษตรกรเพื่อแลกกับความก้าวหน้าด้านอื่น และต้องมีมาตรการดูแลที่เหมาะสมกับความทุ่มเทของเกษตรกรที่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศมาโดยตลอด เราจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยและฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

31st Jul 2025 General Information

พาณิชย์ เปิดงาน World Tapioca Conference 2025 ดึงผู้แทน 16 ประเทศ เจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,900 ล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ครั้งที่ 7 จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : Go Global Go Together” เพื่อตอกย้ำความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดโลกอย่างแข็งแกร่ง

โดยมีนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หน่วยงานรัฐ เอกชน เกษตรกร และสื่อมวลชน

โดยมีผู้แทนจาก 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ตุรกี สปป.ลาว เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฮ่องกง เข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าการเจรจาภายในงานสามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 10,900 ล้านบาท

นายจตุพร กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจไทย มีเกษตรกรกว่า 740,000 ครัวเรือน แม้ปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านราคาที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยรัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มที่

“แม้ปีนี้เราส่งออกมันสำปะหลังมากกว่าปีก่อน แต่ราคากลับต่ำกว่าเดิม ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยทั้งด้านการตลาด และการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ พร้อมผลักดันนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ผู้ประกอบการไทยแข็งแรง และอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ ในงานยังมีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปริมาณรวมกว่า 1.48 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,900 ล้านบาท สามารถดูดซับหัวมันสดในประเทศได้มากถึง 3.57 ล้านตัน พร้อมเปิดการเจรจาเพื่อขยายตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 ให้ได้ 7.5 ล้านตัน

นายจตุพร ยังเผยถึงแผนผลักดันโครงการ “Sandbox” ดูแลและพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ ซึ่งมักเผชิญภาวะแห้งแล้งหรือน้ำท่วม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างโอกาสใหม่ โดยการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมดังกล่าว โดยใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพทางการเกษตร

รวมถึงความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ และนำข้อร้องขอของภาคเอกชนและเกษตรกรไปหารือในระดับนโยบายต่อไป เพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงโดยไม่ทอดทิ้งใคร พร้อมย้ำเจตนารมย์ “Go Global Go Together” เพื่อสร้างอนาคตให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมั่นคง ขณะเดียวกันไทยยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดโลก มิใช่ต่างคนต่างเดินแต่จะผสานความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่ความยั่งยืน

“ขอให้เชื่อมั่นว่า กระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ “พึ่งได้ทุกเรื่อง” จะเป็นมาเฟียที่ดูแลคุ้มครองผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้ท่านเดินเพียงลำพัง และขอให้งานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน ในทุกวัน เพื่อร่วมแสวงหาแนวทางใหม่และยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือของทุกภาคส่วน” นายจตุพร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกมันสำปะหลังได้รวม 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้กว่า 110,255 ล้านบาท ขณะที่ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ไทยส่งออกได้ปริมาณ 5.02 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 3.60 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงเหลือ 54,640.82 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.10 จากปีก่อน ที่มีมูลค่า 61,466.63 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันยอดส่งออกไทยปีนี้ให้บรรลุเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน และรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรรมมันสำปะหลังโลก

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

24th Jul 2025 General Information

ในปี 2024 ตลาดใบมันสำปะหลังมีมูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 2.40 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2032 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 9.1% ระหว่างปี 2026 ถึง 2032

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ : ใบมันสำปะหลังที่อุดมด้วยโปรตีน ถูกนำมาใช้ในสูตรอาหารสำหรับสัตว์ปีก สุกร และโค
  • ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร : การเพิ่มขึ้นของการใช้ใบมันสำปะหลังในผลิตภัณฑ์อาหารของทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปแบบอาหารแปรรูป
  • ใช้ในอุตสาหกรรมยา : สารสกัดจากใบมันสำปะหลังที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ กำลังถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและแคปซูลเพื่อสุขภาพ
  • ประยุกต์ใช้ในปุ๋ยอินทรีย์ : เศษวัสดุจากใบมันสำปะหลังถูกนำมาใช้ในระบบหมักปุ๋ยของฟาร์มอินทรีย์ เนื่องจากองค์ประกอบแร่ธาตุและความสามารถในการย่อยสลาย
  • แปรรูปเป็นไบโอพลาสติกและเชื้อเพลิงชีวภาพ : ชีวมวลจากใบมันสำปะหลังกำลังได้รับการพัฒนาเป็นพลังงานทางเลือกและวัสดุทดแทน โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตทางเกษตรเหลือใช้
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล : สารสกัดจากใบที่มีสารต้านอนุมูลอิสระถูกเติมลงในโลชั่นสมุนไพร ครีม และแชมพู เป็นทางเลือกธรรมชาติแทนส่วนผสมสังเคราะห์

ข้อจำกัดของตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • อายุการเก็บรักษาสั้น : ความเปราะบางและเน่าเสียง่ายหากไม่แปรรูปทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
  • ความกังวลเกี่ยวกับสารไซยาไนด์ : จำเป็นต้องมีขั้นตอนการแปรรูปเพื่อขจัดสารประกอบไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่มีอยู่ในใบสด
  • การขาดมาตรฐาน : การขาดความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ ปริมาณสารอาหาร และเทคนิคการอบแห้งของแต่ละภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อการค้า
  • โครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปที่จำกัด : โรงงานแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ยังไม่แพร่หลายในพื้นที่ชนบทที่เป็นแหล่งปลูกหลัก ทำให้ขยายกำลังการผลิตได้ยาก
  • การรับรู้ของผู้บริโภคยังน้อย : การยอมรับระดับโลกยังล่าช้า เนื่องจากผู้บริโภคนอกภูมิภาคที่ใช้ใบมันสำปะหลังเป็นประจำยังไม่คุ้นเคย
  • ข้อกำหนดด้านกฎหมายที่ไม่แน่นอน : ใบมันสำปะหลังยังไม่ได้รับการนิยามหรือรับรองอย่างชัดเจนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเข้าสู่ตลาด

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก
ตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลกถูกแบ่งออกตามช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ใช้งานปลายทาง และภูมิศาสตร์ ดังนี้

ช่องทางการจัดจำหน่ายของตลาดใบมันสำปะหลัง

  • ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต
    เป็นกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังแบบบรรจุหีบห่อมักมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศที่มีความต้องการอาหารชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่ในหมวดเฉพาะของร้านค้า
  • ค้าปลีกออนไลน์
    ถือเป็นช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากสามารถจัดส่งใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือผงไปยังผู้บริโภคและผู้แปรรูปทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • ร้านค้าพิเศษ (Specialty Stores)
    เป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังที่ผ่านการคัดสรร เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นพืชเป็นหลัก ใส่ใจสุขภาพ หรือสนใจอาหารชาติพันธุ์
  • การขายตรง (Direct Sales)
    ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในระดับภูมิภาค โดยใบมันสำปะหลังถูกกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์และระบบค้าปลีกไม่เป็นทางการในชุมชนเกษตรกรรม
  • ร้านขายยา
    ครองส่วนแบ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงรักษา โดยใบมันสำปะหลังในรูปแบบแคปซูลและน้ำเชื่อมสมุนไพรมีจำหน่ายในหมวดสมุนไพรของร้านขายยาและร้านจำหน่ายเวชภัณฑ์

ตลาดใบมันสำปะหลังตามผู้ใช้งาน

  • ผู้เลี้ยงสัตว์
    เป็นกลุ่มผู้ใช้หลัก เนื่องจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในฟาร์มปศุสัตว์อย่างแพร่หลาย ด้วยต้นทุนที่ต่ำและปริมาณโปรตีนสูง
  • ผู้ผลิตอาหาร
    เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยใบมันสำปะหลังถูกใช้ในอาหารพร้อมรับประทานและอาหารแช่แข็ง ซึ่งเริ่มมีการจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกในเขตเมืองมากขึ้น
  • บริษัทเวชภัณฑ์
    เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสารสกัดจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกัน
  • เกษตรกรอินทรีย์
    ขยายตัวในระดับปานกลาง โดยใช้ใบมันสำปะหลังทำปุ๋ยหมักและคลุมดิน ลดการใช้สารเคมี แม้ยังมีส่วนแบ่งตลาดจำกัด
  • แบรนด์เครื่องสำอาง
    เป็นกลุ่มเฉพาะที่กำลังเติบโต โดยใช้สารต้านอนุมูลอิสระจากใบมันสำปะหลังในสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผมในหมวดความงามจากธรรมชาติ
  • บริษัทพลังงานชีวภาพ
    เติบโตช้า เนื่องจากการนำใบมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นชีวมวลและเอทานอลยังคงถูกจำกัดด้วยการเข้าถึงวัตถุดิบและโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่
  • ผู้บริโภคทั่วไป
    เป็นกลุ่มเกิดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยซื้อใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือแบบผงผ่านออนไลน์หรือร้านค้าพิเศษ เพื่อนำไปปรุงอาหารพื้นบ้านหรือใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือน

ตลาดใบมันสำปะหลังตามภูมิภาค

  • อเมริกาเหนือ
    ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในปัจจุบันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรชาติพันธุ์ โดยมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลาง เนื่องจากการตระหนักรู้เรื่องโภชนาการจากพืชยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  • ยุโรป
    เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากกรอบกฎหมายและการรับรองยังไม่ชัดเจน แม้จะมีความพยายามทำตลาดผ่านผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มที่เน้นออร์แกนิก
  • เอเชียแปซิฟิก
    เป็นภูมิภาคที่บริโภคมากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากยังคงมีการใช้ใบมันสำปะหลังในวิถีชีวิตดั้งเดิม ผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ และการรวมอยู่ในเมนูอาหารทั้งในเขตเมืองและชนบท
  • ละตินอเมริกา
    คาดว่าจะเติบโตในระดับปานกลาง โดยมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และอาหารท้องถิ่นที่ใช้ใบมันสำปะหลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในอาหารประจำภูมิภาค
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา
    คาดว่าเติบโตช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากความนิยมอาหารพื้นเมืองและความต้องการอาหารสัตว์ในเศรษฐกิจเกษตรเกิดใหม่

แหล่งที่มาของข้อมูล : www.verifiedmarketresearch.com