เกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดกลูเตนฟรีในสิงคโปร์

สิงคโปร์ – ในประเทศสิงคโปร์ การพูดคุยเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ก้าวล้ำไปไกลกว่าแค่เรื่องของรสนิยมในการดำเนินชีวิตแล้ว เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรี (Gluten-free) ของนครรัฐแห่งนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าถึง 103.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.71% ระหว่างปี 2026 ถึง 2033 ความต้องการผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาด (Clean-label) และอาหารทางเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลี กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้องครัวของร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้เริ่มขานรับเทรนด์นี้แล้ว โดยมีการนำแป้งมันสำปะหลังดัดแปรอย่าง MOCAF เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว

ทว่า ในขณะที่เศรษฐกิจอาหารเพื่อสุขภาพของสิงคโปร์กำลังขยายตัว ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำที่ขับเคลื่อนอนาคตอาหารกลูเตนฟรีของเอเชียก็เป็นสิ่งที่เราต้องหันมาพิจารณาเช่นกัน กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในเมืองซิอัก (Siak) จังหวัดเรียว (Riau) ของประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า การเติบโตดังกล่าวสามารถหยั่งรากลึกไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์กลูเตนฟรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม คาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการที่ผู้คนเริ่มมีอาการแพ้กลูเตนและไวต่อการรับน้ำตาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันยังคงมาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง ท่ามกลางแนวโน้มนี้ บรรดาผู้ประกอบการจึงเริ่มหันมามอง “มันสำปะหลัง” ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นเพียงพืชอาหารเพื่อการยังชีพ ให้กลายมาเป็นสิ่งทดแทนแป้งสาลี และที่เมืองซิอัก ภาพฝันนี้ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริงผ่านแบรนด์ที่ชื่อว่า Telarasa

จากความจำเป็นในครอบครัว สู่จุดเริ่มต้นของ Telarasa

คุณวิโบโว นูกโรโฮ (Wibowo Nugroho) อายุ 33 ปี เจ้าของแบรนด์ Telarasa เริ่มต้นธุรกิจนี้จากความจำเป็นภายในครอบครัว เนื่องจากลูกของเขาเป็นผู้ที่มีภาวะไวต่อกลูเตนและน้ำตาล และเขายังพบว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงต่างก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน ในเรื่องของตัวเลือกอาหารที่จำกัดสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD)

“ตอนแรกมันเริ่มจากความต้องการในครอบครัวเราจริง ๆ ครับ ลูกของเราต้องการอาหารที่ปลอดภัย และกลายเป็นว่าพ่อแม่คนอื่น ๆ ในแถบนี้ก็มีความกังวลใจแบบเดียวกัน” คุณวิโบโวกล่าว

ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวสังเกตเห็นว่าชาวบ้านในเมืองซิอักจำนวนมากนิยมปลูกมันสำปะหลังไว้ในสวนหลังบ้าน ขนาดประมาณ 10 ถึง 20 ตารางเมตร ซึ่งมันสำปะหลังส่วนใหญ่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ และราว ๆ 90% ของมันสำปะหลังในเมืองซิอักจัดว่าเป็นพืชที่ปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทว่าการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานทำให้ศักยภาพเหล่านี้มักจะหยุดอยู่แค่ที่รั้วบ้านเท่านั้น

“ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังทิ้งไว้ในสวน แต่สุดท้ายก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน” คุณวิโบโวระลึกความหลัง

จุดนี้เองที่จุดประกายให้ Telarasa นำมันสำปะหลังในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มพัฒนาจากการวิจัยในครัวจนกลายมาเป็น แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Cassava Flour หรือ MOCAF) แป้งชนิดนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักในการทำคุกกี้สูตรน้ำตาลต่ำ และขนม “เลกิต โลเมก” (lekit lomek) ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำจากปลาน้ำกร่อยที่พบได้ชุกชุมในมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกตะวันตก หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ปลาโลเมก” (Bombay duck fish) ในปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 30 ถึง 60 กิโลกรัมต่อหนึ่งรอบการผลิต โดยผลิตอย่างน้อย 4 ครั้งต่อเดือน หรือราว ๆ 240 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโดยไม่สร้างภาระให้แก่เกษตรกรท้องถิ่นมากเกินไป

การบ่มเพาะจาก Skelas, การขัดเกลาธุรกิจ และการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่การผลิต

การเดินทางของธุรกิจก้าวเข้าสู่เฟสใหม่เมื่อ Telarasa ได้เข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจของ Skelas ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนแห่งซิอัก (KUBISA) และโครงการ Siak Innovation Challenge ซึ่งจัดขึ้น โดย ศูนย์สร้างสรรค์ที่ยั่งยืนแห่งซิอัก หรือ Skelas (Sentra Kreatif Lestari Siak) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนของโปรแกรมที่เข้มข้นนี้ Telarasa ได้รับคำแนะนำครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความปลอดภัยของอาหาร, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, กลยุทธ์การตลาด ไปจนถึงความรู้ทางการเงิน

“ในโครงการบ่มเพาะ เราเห็นธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงมากมาย แต่พวกเขามักจะมาสะดุดในระหว่างกระบวนการทำงาน นั่นคือจุดที่เราเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อช่วยปรับปรุงและขัดเกลาสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” คุณเชอร์ลี (Cerli) ตัวแทนจาก Skelas อธิบาย

นอกจากนี้ Telarasa ยังได้นำหลักการขยะเหลือศูนย์ (Zero-waste) มาใช้ โดยเปลือกมันสำปะหลังจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ใบและลำต้นถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือนำกลับไปปลูกใหม่ และกากแป้งที่เหลือจากการแปรรูปก็นำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ในท้องถิ่น

“เราได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของความสม่ำเสมอ คุณภาพ และความไว้วางใจด้วย” คุณวิโบโวอธิบาย และด้วยเครือข่ายนี้ ปัจจุบัน Telarasa ได้กลายเป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้แก่ครัวพันธมิตร เช่น Dapur Mempura ซึ่งเป็นผู้ทำขนม “โบลู โคโมโจ” (Bolu Komojo) ขนมเค้กสูตรเอกลักษณ์ของเมืองซิอัก โดยใช้แป้ง MOCAF เป็นส่วนผสม

ผลกระทบต่อท้องถิ่นผ่านแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู

ปัจจุบัน Telarasa แปรรูปมันสำปะหลังประมาณ 200 ถึง 250 กิโลกรัมต่อเดือนให้กลายเป็นแป้ง MOCAF โดยมีอัตราส่วนคือ มันสำปะหลัง 10 กิโลกรัม จะได้แป้ง MOCAF ประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนการผลิตขนมเลกิตโลเมกหนึ่งรอบจะได้สินค้าประมาณ 30 ถึง 40 ซอง ซึ่งมักจะขายหมดเกลี้ยงภายใน 3 ถึง 4 วัน การขยายขนาดการดำเนินงานนี้ทำให้รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยตรง จากเดิมที่ต่ำกว่า 1 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 75 – 150 ดอลลาร์สิงคโปร์) ต่อเดือนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับคุณเชอร์ลีแล้ว Telarasa คือตัวอย่างที่จับต้องได้ของแนวปฏิบัติเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู (Restorative Economy) “ธุรกิจแบบนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นได้” เธอกล่าว

ตอนนี้ เกษตรกรและชาวประมงมีผู้รับซื้อที่แน่นอน และขยะจากการผลิตก็ถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน คุณวิโบโวมองว่า Telarasa คือการเดินทางระยะยาว

“ความหวังของเรานั้นเรียบง่ายครับ คืออยากให้ธุรกิจนี้เติบโต ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังและอาหารทะเลในท้องถิ่นได้มากขึ้น สร้างงานสร้างอาชีพ และยังคงยึดมั่นในเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ นั่นหมายความว่าเรามาถูกทางแล้ว” คุณวิโบโวกล่าว

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อสิงคโปร์?

สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนครรัฐที่ภาคภูมิใจในเรื่องความหลากหลายของอาหาร นวัตกรรม และการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เรื่องราวของ Telarasa เป็นสิ่งเตือนใจว่า อนาคตของอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชียจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาทีละวัตถุดิบ โดยผู้ประกอบการชุมชนอย่างคุณวิโบโว ผู้ซึ่งมองเห็นว่าผลผลิตในท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ อาหาร แต่ยังเป็นเส้นทางสู่ศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในขณะที่ภาคธุรกิจอาหารเฉพาะทาง (Speciality food) ของสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โมเดลเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูที่กำลังหยั่งรากลึกทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนนี้ จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจและโอกาสครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดจากอีกฟากฝั่งของช่องแคบ

เกี่ยวกับ Skelas Sentra Kreatif Lestari Siak (Skelas) เป็นพื้นที่และศูนย์รวมสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกถึงไอเดีย และแสวงหาศักยภาพอันโดดเด่นของเมืองซิอัก โดยยังคงรักษาความยั่งยืนของธรรมชาติเอาไว้ ปัจจุบัน Skelas ได้ให้คำแนะนำและดูแลธุรกิจไปแล้วกว่า 26 รายจากหลากหลายภาคส่วน อาทิเช่น ธุรกิจแฟชั่น 3 ราย, ธุรกิจอาหาร 22 ราย และบริการด้านการศึกษา 1 ราย โดยองค์กรยังคงเดินหน้าสนับสนุนวิสัยทัศน์ “Green Siak” (ซิอักสีเขียว) เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างกลุ่ม MSMEs ให้ได้ 1,000 รายต่อปี และเพิ่มจำนวนธุรกิจเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาลเมืองซิอัก

ที่มา : Asia Food Journal