สมาคมฯ ร่วมคณะเดินทางกับสมาคมแป้งฯ เพื่อส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง

สมาคมฯ ร่วมคณะเดินทางกับสมาคมแป้งฯ เพื่อส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง

27th Nov 2025 Association News

สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้นำคณะเดินทางไปส่งเสริมตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ณ เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายน 2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย รวม 42 ท่าน

ทาง สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายพิเชษฐ ตั้งสุณาวรรณ อุปนายกสมาคมฯ, นายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคมฯ, ดร.สุรีย์ ยอดประจง กรรมการ, นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการ, นายมนัส แสงศิริพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษา และนายสุรศักดิ์ พงศ์ศรี รองเลขาฯ เข้าร่วมเดินทางในกิจกรรมดังกล่าว

โดยกิจกรรมต่างๆ มีดังนี้
• การจัดประชุมเจรจาการค้าสินค้ามันสำปะหลัง (Business Matching) ร่วมกับผู้ซื้อ/ผู้ใช้สินค้ามันสำปะหลัง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ประกอบการจีนเข้าร่วมมากกว่า 150 ท่าน จาก 70 บริษัท เพื่อเป็นการส่งเสริมการขยายตลาดและรักษาความสามารถการแข่งขันของสินค้ามันสำปะหลังไทยที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า ความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับของประเทศจีนและทั่วโลก

• การเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าและนวัตกรรม Exhibition Hall of State Laboratory of Non-Grain Biomass Energy Technology, Mingyang Group ตลอดจนการแลกเปลี่ยนสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังร่วมกัน

• การเยี่ยมชมโรงงานผลิตกระดาษ Sun Paper Group โรงงานผลิตกระดาษใหญ่ที่สุดของจีน โดยใช้แป้งมันสำปะหลัง/แป้งดัดแปร เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

• การเยี่ยมชมท่าเรือ Qinzhou Port ท่าเรือนำเข้าสินค้าสู่เมืองหนานหนิง เพื่อศึกษากระบวนการนำเข้าสินค้ามันสำปะหลัง ศึกษาดูงานพื้นที่ตรวจสอบและกักกันโรค เยี่ยมชมห้องนิทรรศการการขนส่งระบบเรือ+ราง

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

24th Nov 2025 General Information

Vietnam exported 3.34 million tons of cassava and cassava products in the first ten months of 2025, earning over $1 billion, according to Vietnam Customs.

The figures represent a surge of 59.8% in volume and 8.5% in value, compared to the same period last year.

In October alone, exports reached 260,000 tons, worth $88.53 million, marking year-on-year increases of 47.6% in volume and 16.3% in value. The average export price rose to $340.1 per ton in October, up 2.7% from September.

China remained Vietnam’s largest buyer, importing 3.16 million tons worth $962.74 million in the January–October period, up 63.8% in volume and 10.3% in value year-on-year.

Several other markets also showed signs of recovery, including Taiwan (China), Japan, Malaysia, the Republic of Korea, and the Philippines. Notably, the Republic of Korea posted an unexpected spike in October, increasing its imports of Vietnamese cassava by 1,282% from September, to more than 7,000 tons worth $1.99 million.

Chu Minh Khôi

Source : https://en.vneconomy.vn/vietnams-cassava-exports-top-over-1-bln-in-10m.htm

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

20th Nov 2025 General Information

กรมการค้าต่างประเทศ จับมือร่วมกับภาคเอกชน และนักวิชาการรวมกว่า 22 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดว่าจะสามารถสร้างความต้องการล่วงหน้าในตลาดได้ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2568/69 จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการตลาดต่างประเทศสินค้ามันสำปะหลัง ได้เร่งดำเนินการตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้ามันสำปะหลังของไทยและรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากในฤดูการผลิตนี้ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังของเกษตรกรภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้ส่งออกมันสำปะหลังที่มีศักยภาพ พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมีองค์ความรู้ในการนำมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมเจรจาเปิดตลาดอาหารสัตว์ และผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ กาว ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่ศักยภาพของสินค้ามันสำปะหลังไทย เนื่องจากมีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายธุรกิจและการลงทุนในหลากหลายประเทศ รวมถึงมีกำลังซื้อสูง และเปิดกว้างต่อสินค้านำเข้าคุณภาพดี โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น

“การจัดคณะเดินทางระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นการบุกตลาดตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจากการดำเนินการในช่วงต้นปีที่ได้มีการเดินทางไปขยายตลาดที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

ในการเยือนครั้งนี้ คณะเดินทางจะหารือกับผู้นำเข้ารายใหญ่สำคัญในสองเมือง ได้แก่ กรุงอาบูดาบี และ นครดูไบ ทั้งในส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมที่ใช้แป้งเป็นวัตถุดิบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าและมุมมองด้านการทำธุรกิจ รวมถึงหารือแนวทางการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีการค้าโลก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

13th Nov 2025 General Information

มันสำปะหลังขาดตลาด ลานมัน-โรงแป้งแย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง 2.55 – 2.70 บาท/กก.นายกสมาคมการค้ามันฯ คาดการณ์ปี 68 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทะลุ 4.5 ล้านตัน ห่วงปี 69 ผลผลิตไม่พอส่งออก วอนรัฐผ่อนปรนนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หวั่นเสียตลาดให้เวียดนาม

อัปเดตสถานการณ์การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและหัวมันสำปะหลังไทย ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 และแนวโน้มการส่งออกปี 2569 จะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังปิดตายการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชา ที่ช่วยดันราคาในประเทศอีกด้านสมาคมมันสำปะหลังกัมพูชาได้เซ็นขายหัวมันสด 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย 9 เดือนของปี 2568 ว่า มีปริมาณรวมกว่า 4.1 ล้านตัน (มูลค่า 23,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปี คาดทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 4.5 ล้านตัน

มีปัจจัยบวกจากราคามันเส้น ณ เวลานี้สามารถแข่งขันได้กับธัญพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเอทานอล และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ในปีนี้มีมันเส้นขายเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ด้วย จาก 3 ปีก่อนหน้านี้ราคามันเส้นไทยแพงมาก ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนหันไปใช้ธัญพืชอื่นทดแทน

“ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่แข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่ามาจากราคาหัวมันในประเทศตํ่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไม่อยากให้เกิดขึ้น และเป็นความเสียใจ ไม่พอใจ เพราะเมื่อเทียบกับไปในหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังขายหัวมันสดได้ในราคาสูง ก็อยากทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าใจว่าผู้ส่งออกกดราคา ซึ่งยืนยันว่าราคาที่รับซื้อเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจริง”

นายอำนาจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ราคาหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.55 – 2.70 บาท เชื้อแป้ง 30% เฉลี่ย 2.15 – 2.40 บาทต่อกก. เป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีน้อย ฝนตก สินค้าขาดตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันแย่งกันซื้อ เพราะมีคำสั่งซื้อที่ต้องเร่งผลิตส่งมอบสินค้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีการผลิต 2568/69 ประเมินผลผลิต 22 ล้านตัน จากปีก่อน 25-26 ล้านตัน เนื่องจากราคาไม่ดี ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ได้ราคาดีกว่า ทำให้ผลผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงและน่าเป็นห่วง ทั้งที่ความต้องการของโรงงานแป้งมันและโรงงานมันเส้นต้องการหัวมันสดถึง 37 ล้านตัน

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยถึงจำเป็นต้องนำเข้ามันสำปะหลังมาโดยตลอด สาเหตุหลักก็มาจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า ปี 2567 ไทยมีการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชาและ สปป.ลาว กว่า 9 ล้านตัน แต่ทางคณะผู้สำรวจฯ คาดการณ์ว่ามีมากกว่า 10 ล้านตัน”

ในปี 2569 หากหัวมันสดไม่เพียงพอกับการแปรรูปส่งออก และด่านชายแดนไทย-กัมพูชายังปิดไม่สามารถนำเข้าได้ คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะลดลง ปัจจุบันกัมพูชาได้ส่งหัวมันสดไปเวียดนาม โดยล่าสุดสมาคมมันสำปะหลังแห่งกัมพูชาได้ไปเซ็น MOU กับสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม โดยจะส่งผลผลิตหัวมันสดปริมาณ 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังเข้ามาไทยไม่ได้ ก็เหลือที่ลาว ซึ่งปีนี้นำเข้ามันเส้น 2.67 ล้านตัน เทียบเท่ามันสด 6 ล้านตัน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจำกัดฤดูการนำเข้า หากร้ายสุดเข้ามาไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวไร่มันของไทย เท่ากับว่ามันเส้นจะหดหายไป จะทำให้เกิดวิกฤตกับโรงงานมันเส้น

“ทางสมาคมขอให้ภาครัฐผ่อนปรนทีละขั้นตอน ถ้าปิดด่านไม่ให้นำเข้าเลย ผู้ประกอบการเดือดร้อน จะทำให้ไทยเสียตลาดมันเส้นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก” นายอำนาจกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สมาคมฯ ร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ณ เมืองฉางซา

สมาคมฯ ร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ณ เมืองฉางซา

31st Oct 2025 Association News

สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมฯ และ นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการสมาคมฯ เป็นผู้แทนสมาคมฯ เข้าร่วมการประชุมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังจีน ครั้งที่ 1 และการประชุมอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังครั้งที่ 12 ประจำปี 2025 ณ เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่จัดโดย SCI 99 ซึ่ง นายอำนาจ ได้รับเกียรติให้ขึ้นอภิปราย และร่วมวิเคราะห์การพัฒนาตลาดมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมดังกล่าว เป็นการบูรณาการทรัพยากรต้นน้ำและปลายน้ำในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคส่วนมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลัง รวมทั้งสถานะการณ์ข้าวโพดในจีน โดยมีผู้นำทางการค้ามันสำปะหลังของไทย, ผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศ, องค์กรแปรรูปปลายน้ำ และตัวแทนอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมการประชุม เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดมันสำปะหลังทั่วโลก, วิเคราะห์แนวโน้มตลาด, สำรวจโอกาสการพัฒนา, อำนวยความสะดวกในการร่วมมือทางการค้า นอกจากนี้มีการพาชมสถานประกอบการดอกไม้ไฟและแม่พิมพ์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังอีกด้วย

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

07th Oct 2025 General Information

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐานข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ออกกฎเข้มงวดตามข้อกำหนดปักกิ่ง ส่งออกแล้ว 1.22 ล้านตันปีนี้ ทีมทรัมป์ไม่พอใจหลังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน 2 หมื่นล้าน
ดอลลาร์

SCMP รายงานว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกมาตรการเข้มงวดปรับมาตรฐานส่งออกข้าวฟ่างเพื่อป้อนตลาดจีนโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เคยครองตลาดข้าวฟ่างในจีนมาก่อนที่สงครามการค้าภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเปลี่ยนสมดุลโลจิสติกส์การค้าโลก

สำนักงานเลขาธิการเกษตรของอาร์เจนตินาออกมติเมื่อวันศุกร์ กำหนดกฎการจัดเกรดใหม่ตามน้ำหนักทดสอบและจำกัดสิ่งเจือปน โดยการส่งออกต้องมีน้ำหนักขั้นต่ำ 72, 70 และ 67 กิโลกรัมต่อเฮกโตลิตรตามเกรด และสินค้าที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรองการส่งออกมาตรฐาน มาตรการนี้ยังปรับปรุงวิธีการจัดเกรดข้าวฟ่างเพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์และการแปรรูปของต่างประเทศ

หน่วยงานระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “อำนวยความสะดวกในการตลาดภายในประเทศ ยกระดับคุณภาพของการผลิตระดับชาติ และปรับปรุงตำแหน่งของอาร์เจนตินาในตลาดที่เรียกร้องมากขึ้น” โดยมติดังกล่าวแทนที่กฎปี 2537 และอ้างถึงการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะผู้ซื้อข้าวฟ่างหลักของอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าจีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวฟ่างรายใหญ่ของอาร์เจนตินา โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ อาร์เจนตินาส่งออกข้าวฟ่าง 1.23 ล้านตัน โดย 1.22 ล้านตันไปยังจีน เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาการค้านั้นให้คงที่โดยการปรับปรุงความสม่ำเสมอของสินค้า

การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ถูกถ่ายภาพที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติขณะอ่านข้อความที่วิจารณ์อาร์เจนตินาที่ยกเลิกภาษีการส่งออกธัญพืชไม่นานหลังจากได้รับแพ็คเกจทางการเงิน 20 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ข้อความนั้นซึ่งมีรายงานว่ามาจากรัฐมนตรีเกษตร บรูค รอลลินส์ ระบุว่า “เราช่วยเหลืออาร์เจนตินาเมื่อวานนี้ และเป็นการตอบแทน อาร์เจนตินาได้ลบภาษีส่งออกธัญพืช ลดราคาให้กับจีนในช่วงเวลาที่เราตามปกติจะขายให้กับจีน ราคาถั่วเหลืองกำลังลดลงเพิ่มเติมเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างความช่วยเหลือทางการเงินกับความพยายามในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในอเมริกาใต้ ภายใต้เงื่อนไขของการช่วยเหลือ อาร์เจนตินาถูกคาดหวังให้ลดความร่วมมือกับปักกิ่ง แต่ไม่กี่วันก่อนการประชุมสหประชาชาติ รัฐบาลได้ระงับภาษีการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ส่งผลให้มีการประกาศส่งออกใหม่มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน

ที่มา : IMCT News Thai Perspectives on Global News

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

07th Oct 2025 General Information

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

23rd Sep 2025 General Information

พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ

“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”

อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

  • เร่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนโรคและปลอดโรคให้เกษตรกรอย่างเพียงพอ
  • ส่งเสริมการตรวจแปลงและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด
  • สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกล
  • ปรับปรุงระเบียบการขนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นอุปสรรค
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร

นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

13th Sep 2025 General Information

The government’s fuel transition opens new markets for farmers and slashes gasoline prices.

The use of biofuels not only helps safeguard national energy security and protect the environment but also provides a stable market for millions of tons of dried cassava that Vietnamese farmers previously had to sell to China at unstable prices.

The Ministry of Industry and Trade proposes nationwide sales of E10 gasoline starting from 1/1/2026 and E15 gasoline from 1/1/2031. Photo: Tran Chung.

In its draft circular “Regulations on the roadmap for blending biofuels with traditional fuels in Vietnam,” the Ministry of Industry and Trade has proposed that from January 1, 2026, all gasoline blended, processed, and sold nationwide for use in gasoline-powered motor vehicles must be E10.

By January 1, 2031, all gasoline for motor vehicles must be E15 or other biofuel blends as regulated by the Minister of Industry and Trade.

Regarding the shift from traditional gasoline to E10 nationwide starting in early 2026, Do Van Tuan, Chairman of the Vietnam Biofuel Association, affirmed that domestic production capacity is improving and can be supplemented with imports if needed. Vietnam is fully capable of ensuring a stable ethanol supply to support the proposed transition.

With advancements in production technology both domestically and internationally, the cost of producing ethanol is decreasing. For the past eight years, ethanol has consistently been 20-30% cheaper than traditional gasoline. Therefore, blending 10% ethanol into gasoline will result in a significant reduction in E10 prices.

However, according to Tuan, price is not the main concern. The core objective of switching from fossil gasoline to E10 is to reduce environmental pollution without increasing social costs. This is considered the optimal solution for comprehensive socio-economic benefits. It also contributes to balancing trade with the United States through ethanol imports from the country.

“Moreover, biofuels pave the way for sustainable agricultural development in Vietnam by providing a stable market for agricultural products,” said Tuan.

Vietnam currently cultivates over 500,000 hectares of cassava, yielding more than 10 million tons annually. However, the crop’s price remains volatile, heavily reliant on raw exports of dried cassava chips to China.

With the ethanol industry expanding, cassava will have a stable outlet, allowing farmers to focus on cultivation without worrying about low selling prices.

As the ethanol industry grows, cassava will have a stable market, allowing farmers to produce with peace of mind. Photo: Tam An

Notably, several factories have upgraded their technology to extract additional byproducts such as liquid CO2, fusel oil, and DDGS (a byproduct used for animal feed), reducing costs and enhancing competitiveness. This reflects a circular economic model that the country aims to achieve.

According to the Ministry of Industry and Trade, E10’s key advantage lies in its eco-friendliness and renewability, making it an ideal partial replacement for traditional fuels. E10 is a biofuel blended with agricultural byproducts like corn, sweet potatoes, and cassava.

Hence, the widespread use of biofuel also ensures long-term income for farmers.

Vietnam consumes more than 10 million tons of gasoline annually. If E10 is applied to both RON92 and RON95 gasoline types, the required ethanol volume will be about 1 million tons per year. If E15 is implemented, the number rises to 1.5 million tons per year.

Currently, Vietnam has six ethanol production plants, four of which are operational but only running at about 35% capacity due to limited market demand. With the E10 program starting on January 1, 2026, these plants can ramp up to full capacity. Additionally, new projects will be launched to meet around 50% of the ethanol blending demand.

“Domestic ethanol production is fully competitive with imports in terms of pricing. Imports will only occur when local supply is insufficient,” said the Chairman of the Vietnam Biofuel Association.

Source : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

Recent Posts