อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

03rd Dec 2025 General Information

กรมวิชาการเกษตร เปิดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ Focus Group ในประเด็น “อนาคตเกษตรไทยยุคใหม่” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาพืชพันธุ์ให้แข็งแกร่ง ทนทาน และมีคุณภาพดีขึ้น เพื่อสู้กับวิกฤตที่เกษตรกรกำลังเผชิญ!

โอกาสทองของเกษตรกร ทำไมต้องสนใจ “เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม”?
นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ภาคการเกษตรไทย เพราะนี่คือทางออกสำคัญในการรับมือกับ ภัยพิบัติและสภาพอากาศแปรปรวน สร้างพืชที่ทนแล้ง ทนโรคได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม ๆ นานหลายปี ปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด พัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) แตกต่างจากพืช GMO ที่มีการตัดต่อยีนต่างชนิดใส่เข้าไป แต่ GEd เป็นการปรับปรุงแก้ไขยีนที่มีอยู่แล้วในพืชอย่างแม่นยำ คล้ายกับการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ทำได้เร็วและควบคุมได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง กรมฯ ยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้ภายใต้หลักวิชาการที่ถูกต้องและมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล

โปร่งใส ปลอดภัย! กฎหมายใหม่เพื่อพี่น้องเกษตรกร
กรมวิชาการเกษตรได้มีการออกประกาศสำคัญ 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอย่างถูกต้อง และ ประกาศกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2567 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่พืช GMO

ประกาศเหล่านี้จะทำให้เกษตรกรและนักวิจัยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์พืชได้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

เวทีแลกเปลี่ยนเสียงจากทุกภาคส่วน
เวทีเสวนาในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่นักวิชาการ แต่ยังได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วน ทั้งกรรมาธิการด้านการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร (อย.) สมาคมเมล็ดพันธุ์ สภาอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือมีเสียงของ “เกษตรกรสมัยใหม่” เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำปิดท้ายว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่กรมฯ พร้อมเปิดรับฟังข้อกังวลของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างจริงใจ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่อประเทศ เกษตรกร และผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนที่สุด”

สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ พืชพันธุ์ดีขึ้น ทนทานต่อโรค แมลง และสภาพอากาศได้ดีกว่าเดิม ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลผลิตมีคุณภาพสูงตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ที่มา : Fackbookเกษตรสัญจร

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

Vietnam’s cassava exports top over $1 bln in 10M

24th Nov 2025 General Information

Vietnam exported 3.34 million tons of cassava and cassava products in the first ten months of 2025, earning over $1 billion, according to Vietnam Customs.

The figures represent a surge of 59.8% in volume and 8.5% in value, compared to the same period last year.

In October alone, exports reached 260,000 tons, worth $88.53 million, marking year-on-year increases of 47.6% in volume and 16.3% in value. The average export price rose to $340.1 per ton in October, up 2.7% from September.

China remained Vietnam’s largest buyer, importing 3.16 million tons worth $962.74 million in the January–October period, up 63.8% in volume and 10.3% in value year-on-year.

Several other markets also showed signs of recovery, including Taiwan (China), Japan, Malaysia, the Republic of Korea, and the Philippines. Notably, the Republic of Korea posted an unexpected spike in October, increasing its imports of Vietnamese cassava by 1,282% from September, to more than 7,000 tons worth $1.99 million.

Chu Minh Khôi

Source : https://en.vneconomy.vn/vietnams-cassava-exports-top-over-1-bln-in-10m.htm

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

20th Nov 2025 General Information

กรมการค้าต่างประเทศ จับมือร่วมกับภาคเอกชน และนักวิชาการรวมกว่า 22 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดว่าจะสามารถสร้างความต้องการล่วงหน้าในตลาดได้ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2568/69 จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการตลาดต่างประเทศสินค้ามันสำปะหลัง ได้เร่งดำเนินการตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้ามันสำปะหลังของไทยและรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากในฤดูการผลิตนี้ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังของเกษตรกรภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้ส่งออกมันสำปะหลังที่มีศักยภาพ พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมีองค์ความรู้ในการนำมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมเจรจาเปิดตลาดอาหารสัตว์ และผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ กาว ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่ศักยภาพของสินค้ามันสำปะหลังไทย เนื่องจากมีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายธุรกิจและการลงทุนในหลากหลายประเทศ รวมถึงมีกำลังซื้อสูง และเปิดกว้างต่อสินค้านำเข้าคุณภาพดี โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น

“การจัดคณะเดินทางระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นการบุกตลาดตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจากการดำเนินการในช่วงต้นปีที่ได้มีการเดินทางไปขยายตลาดที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

ในการเยือนครั้งนี้ คณะเดินทางจะหารือกับผู้นำเข้ารายใหญ่สำคัญในสองเมือง ได้แก่ กรุงอาบูดาบี และ นครดูไบ ทั้งในส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมที่ใช้แป้งเป็นวัตถุดิบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าและมุมมองด้านการทำธุรกิจ รวมถึงหารือแนวทางการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีการค้าโลก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

13th Nov 2025 General Information

มันสำปะหลังขาดตลาด ลานมัน-โรงแป้งแย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง 2.55 – 2.70 บาท/กก.นายกสมาคมการค้ามันฯ คาดการณ์ปี 68 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทะลุ 4.5 ล้านตัน ห่วงปี 69 ผลผลิตไม่พอส่งออก วอนรัฐผ่อนปรนนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หวั่นเสียตลาดให้เวียดนาม

อัปเดตสถานการณ์การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและหัวมันสำปะหลังไทย ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 และแนวโน้มการส่งออกปี 2569 จะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังปิดตายการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชา ที่ช่วยดันราคาในประเทศอีกด้านสมาคมมันสำปะหลังกัมพูชาได้เซ็นขายหัวมันสด 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย 9 เดือนของปี 2568 ว่า มีปริมาณรวมกว่า 4.1 ล้านตัน (มูลค่า 23,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปี คาดทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 4.5 ล้านตัน

มีปัจจัยบวกจากราคามันเส้น ณ เวลานี้สามารถแข่งขันได้กับธัญพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเอทานอล และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ในปีนี้มีมันเส้นขายเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ด้วย จาก 3 ปีก่อนหน้านี้ราคามันเส้นไทยแพงมาก ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนหันไปใช้ธัญพืชอื่นทดแทน

“ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่แข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่ามาจากราคาหัวมันในประเทศตํ่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไม่อยากให้เกิดขึ้น และเป็นความเสียใจ ไม่พอใจ เพราะเมื่อเทียบกับไปในหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังขายหัวมันสดได้ในราคาสูง ก็อยากทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าใจว่าผู้ส่งออกกดราคา ซึ่งยืนยันว่าราคาที่รับซื้อเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจริง”

นายอำนาจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ราคาหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.55 – 2.70 บาท เชื้อแป้ง 30% เฉลี่ย 2.15 – 2.40 บาทต่อกก. เป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีน้อย ฝนตก สินค้าขาดตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันแย่งกันซื้อ เพราะมีคำสั่งซื้อที่ต้องเร่งผลิตส่งมอบสินค้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีการผลิต 2568/69 ประเมินผลผลิต 22 ล้านตัน จากปีก่อน 25-26 ล้านตัน เนื่องจากราคาไม่ดี ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ได้ราคาดีกว่า ทำให้ผลผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงและน่าเป็นห่วง ทั้งที่ความต้องการของโรงงานแป้งมันและโรงงานมันเส้นต้องการหัวมันสดถึง 37 ล้านตัน

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยถึงจำเป็นต้องนำเข้ามันสำปะหลังมาโดยตลอด สาเหตุหลักก็มาจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า ปี 2567 ไทยมีการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชาและ สปป.ลาว กว่า 9 ล้านตัน แต่ทางคณะผู้สำรวจฯ คาดการณ์ว่ามีมากกว่า 10 ล้านตัน”

ในปี 2569 หากหัวมันสดไม่เพียงพอกับการแปรรูปส่งออก และด่านชายแดนไทย-กัมพูชายังปิดไม่สามารถนำเข้าได้ คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะลดลง ปัจจุบันกัมพูชาได้ส่งหัวมันสดไปเวียดนาม โดยล่าสุดสมาคมมันสำปะหลังแห่งกัมพูชาได้ไปเซ็น MOU กับสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม โดยจะส่งผลผลิตหัวมันสดปริมาณ 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังเข้ามาไทยไม่ได้ ก็เหลือที่ลาว ซึ่งปีนี้นำเข้ามันเส้น 2.67 ล้านตัน เทียบเท่ามันสด 6 ล้านตัน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจำกัดฤดูการนำเข้า หากร้ายสุดเข้ามาไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวไร่มันของไทย เท่ากับว่ามันเส้นจะหดหายไป จะทำให้เกิดวิกฤตกับโรงงานมันเส้น

“ทางสมาคมขอให้ภาครัฐผ่อนปรนทีละขั้นตอน ถ้าปิดด่านไม่ให้นำเข้าเลย ผู้ประกอบการเดือดร้อน จะทำให้ไทยเสียตลาดมันเส้นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก” นายอำนาจกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

07th Oct 2025 General Information

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐานข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ออกกฎเข้มงวดตามข้อกำหนดปักกิ่ง ส่งออกแล้ว 1.22 ล้านตันปีนี้ ทีมทรัมป์ไม่พอใจหลังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน 2 หมื่นล้าน
ดอลลาร์

SCMP รายงานว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกมาตรการเข้มงวดปรับมาตรฐานส่งออกข้าวฟ่างเพื่อป้อนตลาดจีนโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เคยครองตลาดข้าวฟ่างในจีนมาก่อนที่สงครามการค้าภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเปลี่ยนสมดุลโลจิสติกส์การค้าโลก

สำนักงานเลขาธิการเกษตรของอาร์เจนตินาออกมติเมื่อวันศุกร์ กำหนดกฎการจัดเกรดใหม่ตามน้ำหนักทดสอบและจำกัดสิ่งเจือปน โดยการส่งออกต้องมีน้ำหนักขั้นต่ำ 72, 70 และ 67 กิโลกรัมต่อเฮกโตลิตรตามเกรด และสินค้าที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรองการส่งออกมาตรฐาน มาตรการนี้ยังปรับปรุงวิธีการจัดเกรดข้าวฟ่างเพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์และการแปรรูปของต่างประเทศ

หน่วยงานระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “อำนวยความสะดวกในการตลาดภายในประเทศ ยกระดับคุณภาพของการผลิตระดับชาติ และปรับปรุงตำแหน่งของอาร์เจนตินาในตลาดที่เรียกร้องมากขึ้น” โดยมติดังกล่าวแทนที่กฎปี 2537 และอ้างถึงการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะผู้ซื้อข้าวฟ่างหลักของอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าจีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวฟ่างรายใหญ่ของอาร์เจนตินา โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ อาร์เจนตินาส่งออกข้าวฟ่าง 1.23 ล้านตัน โดย 1.22 ล้านตันไปยังจีน เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาการค้านั้นให้คงที่โดยการปรับปรุงความสม่ำเสมอของสินค้า

การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ถูกถ่ายภาพที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติขณะอ่านข้อความที่วิจารณ์อาร์เจนตินาที่ยกเลิกภาษีการส่งออกธัญพืชไม่นานหลังจากได้รับแพ็คเกจทางการเงิน 20 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ข้อความนั้นซึ่งมีรายงานว่ามาจากรัฐมนตรีเกษตร บรูค รอลลินส์ ระบุว่า “เราช่วยเหลืออาร์เจนตินาเมื่อวานนี้ และเป็นการตอบแทน อาร์เจนตินาได้ลบภาษีส่งออกธัญพืช ลดราคาให้กับจีนในช่วงเวลาที่เราตามปกติจะขายให้กับจีน ราคาถั่วเหลืองกำลังลดลงเพิ่มเติมเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างความช่วยเหลือทางการเงินกับความพยายามในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในอเมริกาใต้ ภายใต้เงื่อนไขของการช่วยเหลือ อาร์เจนตินาถูกคาดหวังให้ลดความร่วมมือกับปักกิ่ง แต่ไม่กี่วันก่อนการประชุมสหประชาชาติ รัฐบาลได้ระงับภาษีการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ส่งผลให้มีการประกาศส่งออกใหม่มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน

ที่มา : IMCT News Thai Perspectives on Global News

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

07th Oct 2025 General Information

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

23rd Sep 2025 General Information

พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ

“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”

อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

  • เร่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนโรคและปลอดโรคให้เกษตรกรอย่างเพียงพอ
  • ส่งเสริมการตรวจแปลงและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด
  • สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกล
  • ปรับปรุงระเบียบการขนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นอุปสรรค
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร

นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

Cassava gains value as Vietnam mandates E10 fuel nationwide

13th Sep 2025 General Information

The government’s fuel transition opens new markets for farmers and slashes gasoline prices.

The use of biofuels not only helps safeguard national energy security and protect the environment but also provides a stable market for millions of tons of dried cassava that Vietnamese farmers previously had to sell to China at unstable prices.

The Ministry of Industry and Trade proposes nationwide sales of E10 gasoline starting from 1/1/2026 and E15 gasoline from 1/1/2031. Photo: Tran Chung.

In its draft circular “Regulations on the roadmap for blending biofuels with traditional fuels in Vietnam,” the Ministry of Industry and Trade has proposed that from January 1, 2026, all gasoline blended, processed, and sold nationwide for use in gasoline-powered motor vehicles must be E10.

By January 1, 2031, all gasoline for motor vehicles must be E15 or other biofuel blends as regulated by the Minister of Industry and Trade.

Regarding the shift from traditional gasoline to E10 nationwide starting in early 2026, Do Van Tuan, Chairman of the Vietnam Biofuel Association, affirmed that domestic production capacity is improving and can be supplemented with imports if needed. Vietnam is fully capable of ensuring a stable ethanol supply to support the proposed transition.

With advancements in production technology both domestically and internationally, the cost of producing ethanol is decreasing. For the past eight years, ethanol has consistently been 20-30% cheaper than traditional gasoline. Therefore, blending 10% ethanol into gasoline will result in a significant reduction in E10 prices.

However, according to Tuan, price is not the main concern. The core objective of switching from fossil gasoline to E10 is to reduce environmental pollution without increasing social costs. This is considered the optimal solution for comprehensive socio-economic benefits. It also contributes to balancing trade with the United States through ethanol imports from the country.

“Moreover, biofuels pave the way for sustainable agricultural development in Vietnam by providing a stable market for agricultural products,” said Tuan.

Vietnam currently cultivates over 500,000 hectares of cassava, yielding more than 10 million tons annually. However, the crop’s price remains volatile, heavily reliant on raw exports of dried cassava chips to China.

With the ethanol industry expanding, cassava will have a stable outlet, allowing farmers to focus on cultivation without worrying about low selling prices.

As the ethanol industry grows, cassava will have a stable market, allowing farmers to produce with peace of mind. Photo: Tam An

Notably, several factories have upgraded their technology to extract additional byproducts such as liquid CO2, fusel oil, and DDGS (a byproduct used for animal feed), reducing costs and enhancing competitiveness. This reflects a circular economic model that the country aims to achieve.

According to the Ministry of Industry and Trade, E10’s key advantage lies in its eco-friendliness and renewability, making it an ideal partial replacement for traditional fuels. E10 is a biofuel blended with agricultural byproducts like corn, sweet potatoes, and cassava.

Hence, the widespread use of biofuel also ensures long-term income for farmers.

Vietnam consumes more than 10 million tons of gasoline annually. If E10 is applied to both RON92 and RON95 gasoline types, the required ethanol volume will be about 1 million tons per year. If E15 is implemented, the number rises to 1.5 million tons per year.

Currently, Vietnam has six ethanol production plants, four of which are operational but only running at about 35% capacity due to limited market demand. With the E10 program starting on January 1, 2026, these plants can ramp up to full capacity. Additionally, new projects will be launched to meet around 50% of the ethanol blending demand.

“Domestic ethanol production is fully competitive with imports in terms of pricing. Imports will only occur when local supply is insufficient,” said the Chairman of the Vietnam Biofuel Association.

Source : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

05th Sep 2025 General Information

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567

ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น

ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้

ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้

ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง

การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน

1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย

เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)

การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน

2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม

ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก

3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย

จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ

… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

01st Sep 2025 General Information

บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน

บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า

ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า

สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”

ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%

นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย

LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร

พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”

พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก

ที่มา : TNN Tech