ครม.ไฟเขียวงบ 310 ล้าน ดูแลราคา “มันสำปะหลัง” ปี 2566/67

ครม.ไฟเขียวงบ 310 ล้าน ดูแลราคา “มันสำปะหลัง” ปี 2566/67

ครม.มีมติอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายใน และ ธ.ก.ส. จำนวน 4 โครงการ กว่า 370 ล้านบาท

นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (7 พ.ย.2566) มีมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลังโดยไม่เร่งระบายผลผลิต

รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและสร้างศักยภาพการแปรรูปของเกษตรกร ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากซึ่งจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยรับทราบสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลัง ปี 2566/67

พร้อมอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายใน จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 310,000,000 บาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 วงเงิน 300,000,000 บาท จากงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยจะขอรับจัดสรรงบประมาณตามระเบียบ ขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว สนับสนุนดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบการลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอลที่กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สามารถรับซื้อมันสำปะหลังและแปรรูปเก็บสต็อกโดยไม่ต้องเร่งระบายผลผลิต โดยผู้ประกอบการเก็บสต็อกในรูปแบบมันเส้นหรือแป้งมัน เป็นระยะเวลา 60 – 120 วัน เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด เป้าหมาย 6 ล้านตันหัวมันสด

รัฐชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต็อก และมีระยะเวลารับซื้อ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 ระยะเวลาเก็บสต็อก ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2567 ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 ตุลาคม 2568 และโครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง (เครื่องสับมันฯ) วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว สนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อจัดหาเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กพร้อมเครื่องยนต์ และอุปกรณ์สำหรับตากมันเส้น เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท เป้าหมาย เครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็ก 650 เครื่อง ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม.อนุมัติ (7 พ.ย.2566) – 30 กันยายน 2567

พร้อมทั้งอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,650,000 บาท ดังนี้

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2566/67 (1) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.85 (รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.85 สถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 วงเงินงบประมาณ 19,250,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้นจากเกษตรกร และ/หรือสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินกิจการโดยมีสมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เพื่อช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมาย วงเงินกู้ 500 ล้านบาท ผลผลิตประมาณ 200,000 ตัน ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 31 กรกฎาคม 2568

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามโครงการฯ ในอัตรา MRR (ปัจจุบัน 6.975%) โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลรับภาระร้อยละ 3 และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รับภาระในอัตรา MRR -3% วงเงินงบประมาณ 41,400,000 บาท

สำหรับโครงการนี้ฯ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมาย เกษตรกรจำนวน 3,000 ราย รายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงินกู้รวม 690.00 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม.มีมติ (7 พ.ย.2566) – 31 ตุลาคม 2569

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่ เตรียมขจัดพันธุ์อ่อนแอให้สิ้นซาก ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีหนุนต้นพันธุ์สะอาดกวาดล้างโรคใบด่าง

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังที่ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รณรงค์ให้เกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยเฉพาะพันธุ์ทนทานต่อโรค ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60 สำหรับการเพาะปลูกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เนื่องจากเกษตรกรบางรายนิยมนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในรอบการปลูกที่ผ่านมาเพาะขยายในฤดูกาลปลูกใหม่เพื่อบริหารจัดการต้นทุน จึงเกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องหากท่อนพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวในฤดูกาลก่อนของเกษตรกรติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันกำจัดโรคอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เช่น กำจัดต้นที่พบโรคโดยสับทั้งต้นนำใส่ถุงพลาสติกสีดำมัดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปตากแดด เป็นต้น หรือแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทราบ เพื่อช่วยควบคุมอย่างถูกวิธี ไม่ให้ลุกลามสร้างความเสียหายในวงกว้าง อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรปรับเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานข้างต้น และหยุดการขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ซึ่งมีความเสี่ยง ในการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังได้ง่าย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหารือและวางแนวทางในการควบคุมและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเจรจาขอความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ในการสนับสนุนพันธุ์มันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการวิจัยของ TTDI ว่าเป็นมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานต่อโรคใบด่าง เพื่อนำมาปลูกขยายพันธุ์ในศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งอยู่ในภูมิภาคหรือพื้นที่จังหวัดที่มีเกษตรกรเพาะปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 7 ศูนย์ ประกอบด้วย ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ทั้งนี้ TTDI ยินดีให้ความร่วมมือและคาดว่าจะสามารถส่งมอบต้นพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานซึ่งใช้เทคโนโลยีการขยายพันธุ์แบบเร่งรัด (X20) ให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 250,000 ต้น ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแผนและเตรียมพร้อมในการผลิตขยายและกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานนี้อย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแปลงพันธุ์มันสำปะหลังตามมาตรฐานแปลงพันธุ์ในพื้นที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 7 แห่งข้างต้น ก่อนส่งมอบท่อนพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มันสำปะหลังและเกษตรกรภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์สะอาดนำไปเพาะปลูกขยายผลในรูปแบบของธนาคารแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด

ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาเกษตรกรภายใต้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตรวจคัดกรองแปลงพันธุ์ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการดังกล่าว และตรวจรับรองแปลงพันธุ์โดยคณะกรรมการ อีก 1 ครั้งในช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว หากผ่านเกณฑ์มาตรฐานจึงจะรับรองให้เป็นแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดสำหรับใช้ในการเพาะปลูกและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกและควบคุมไม่ให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ่อนแอหรือเสี่ยงต่อการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังต่อเนื่อง นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อมันสำปะหลังทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมวางนโยบายงดรับซื้อมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ในเร็ว ๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทุกพื้นที่เตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนไปใช้พันธุ์ทนทานในฤดูการเพาะปลูกรอบใหม่ของตนที่กำลังจะถึง เพื่อป้องกันปัญหาการตลาดและผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต

ป้องส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านไปต่อ ดัน 3 พันธุ์ใหม่ กู้วิกฤตโรคใบด่างระบาด

ป้องส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านไปต่อ ดัน 3 พันธุ์ใหม่ กู้วิกฤตโรคใบด่างระบาด

สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง เปิดตัว 3 สายพันธุ์ใหม่ ต้านไวรัสใบด่าง เล็งชงรัฐบาลใช้งบปีละ 300 ล้าน ติดต่อกัน 7 ปี กำจัดโรคให้สิ้นซาก เอกชน เฮ เชียร์ปลูกทั่วประเทศ รับดีมานด์จีนโตแรง หวังทดแทนนำเข้าวัตถุดิบปีละ 10 ล้านตัน เสริมความมั่นคงอาชีพเกษตรกร ป้องอุตฯ แสนล้านไปต่อ

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ที่พบครั้งแรกในไทยตั้งแต่ปี 2561 ยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่อง จากท่อนพันธุ์ที่มีโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะไม่มียาป้องกันหรือรักษาโดยตรง ซึ่งหากเป็นแล้วจะมีผลทำให้ผลผลิตหัวมันสดลดลง 40-80% พบมีการระบาดในประเทศแล้วมากกว่า 3 ล้านไร่ เป็นที่มาของมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงถึงความเสียหายรุนแรงของโรคใบด่างต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศในแต่ละปี และได้เร่งหาทางหยุดยั้ง

นายจเร จุฑารัตนกุล กรรมการ เหรัญญิก และเลขานุการและผู้อำนวยการใหญ่ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นับตั้งแต่เกิดโรคใบด่างฯ ทางมูลนิธิฯ ได้ริเริ่มโครงการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์การนานาชาติมาสำรวจให้คำปรึกษาและจัดประชุมเพื่อถ่ายทอดวิชาการตั้งแต่ปี 2560 และในปี 2561 ได้หารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมจัดทำโครงการปรับปรุงพันธุ์ต้านทานและใช้วิธีการควบคุมโรคพืช เพื่อควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง เริ่มดำเนินงานในปี 2562 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันเกษตรเขตร้อนนานาชาติ หรือ IITA จากประเทศไนจีเรีย จำนวน 5 พันธุ์ เพื่อนำมาทดสอบ และขยายพันธุ์

ทั้งนี้ได้ผ่านการตรวจสอบและควบคุมจากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จนได้พันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่างระดับสูง จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. TME B419 มีชื่อเล่นว่า “อิทธิ 1” 2. IITA-TMS-IBA980581 เรียกว่า “ อิทธิ 2” และ 3. IITA-TMS-IBA920057 เรียกว่า “อิทธิ 3” โดยทั้ง 3 พันธุ์นี้จะได้ขอพระราชทานชื่ออันเป็นมงคลนามจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป

ในส่วนของการให้ผลผลิตและเชื้อแป้งของมันสำปะหลังทั้ง 3 สายพันธุ์ แม้จะไม่สูงเท่ากับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 แต่ทั้ง 3 พันธุ์ มีความเป็นไปได้สูงสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ในประเทศ ไทยเพื่อนำไปปลูกทดแทนในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างรุนแรง จากการดำเนินโครงการมา 5 ปีได้ประสบความสำเร็จ ได้พันธุ์มาขยายพันธุ์แล้วกว่า 17,000 ต้น

ขณะที่เวลานี้อยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือมูลนิธิฯได้รับท่อนพันธุ์จากคณะวิจัยพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำมาลงแปลงนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน จาก 17,000 ต้น ได้มาลงแปลงขยายปลูกเป็น 95,000 ต้น โดยใช้กรรมวิธีต่างๆ เพื่อไปสู่การขยายต้นพันธุ์ให้เร็วที่สุด คาดในปีหน้าจะสามารถเพิ่มเป็น 7 แสนต้นหรือเพิ่มขึ้น 40 เท่าตัว

“ต้นพันธุ์ที่จะกระจายออกไปอาจเป็นต้นทุนของเกษตรกร สมัยก่อนต้นพันธุ์ ราคาอยู่ที่ 1.50 บาทต่อต้น แต่ตอนนี้ราคาพันธุ์ต้นละ 3-5 บาท เมื่อทุกคนตระหนักแล้วว่าจำเป็นที่จะต้องเอาพันธุ์ใหม่ไปให้ถึงโดยเร็วที่สุด โดยวิธีการแจกฟรี หรือขายในราคาตํ่า ก็จะมีกำลังมาป้อน เพียงรัฐอุดหนุนปีละ 30 บาทต่อไร่ 10 ล้านไร่ ก็เท่ากับปีละ 300 ล้านบาท สามารถแก้ปัญหาได้เลย อย่างน้อยจะได้พันธุ์มาขยาย 15 ล้านต้นต่อปี”

ทั้งนี้หากนโยบายเดินหน้าต่อเนื่องยาว 7 ปี จะแก้ปัญหาโรคใบด่างฯได้สำเร็จ ใช้เงินไม่มาก โดยการได้พันธุ์ใหม่มาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ จะสำเร็จได้เมื่อพันธุ์มันสำปะหลังใหม่ได้ไปอยู่แปลงเกษตรกรทั่วประเทศ และจะเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมที่โรงงานสามารถนำไปแปรรูปส่งออกต่อได้ โดยขณะนี้ความต้องการของตลาดจีนยังมีสูงดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงได้ประกาศความสำเร็จในเบื้องต้น

นายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยวันนี้ค่อนข้างวิกฤตในแง่ผลผลิตจากผลกระทบโรคใบด่าง ซึ่งมันฯ 3 พันธุ์ใหม่ต้านไวรัสใบด่างถือเป็นอีกหนึ่งทางรอด ดังนั้นจะต้องนำพันธุ์เหล่านี้ไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเร็วที่สุด และฝากทางรัฐบาล รวมทั้งนักวิจัยได้หาพันธุ์ใหม่ๆ ที่ต้านทานโรคและมีเชื้อแป้งสูงเพิ่มเติมด้วย

นายสุรพงษ์ แสงศิริพงษ์พันธ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ทิศทางข้างหน้าชาวไร่มีความเสี่ยงต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งที่อาจถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงในช่วง 1-2 ปี นับจากนี้ ขณะที่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หากใช้ท่อนพันธุ์จากสถาบันฯที่ได้สายพันธุ์มาจากทวีปแอฟริกา ที่ทนต่อภัยแล้งก็จะช่วยลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายและยังต้านทานโรคใบด่างได้ด้วย

ด้านนายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังของไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการ จากปกติใช้ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี ผลิตได้ประมาณ 30 ล้านตัน ต้องนำเข้าราว 10 ล้านตันต่อปี ขณะที่ในปีนี้คาดผลผลิตในประเทศจะลดลงเหลือประมาณ 24 ล้านต้น หรือน้อยกว่า ถือเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งวงการกำลังจับตามอง หากได้พันธุ์ใหม่มาปลูก ทันต่อความต้องการเกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

กระทุ้ง! รัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ผวาผลผลิตเสียหาย 1.1 แสนล้าน

กระทุ้ง! รัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ผวาผลผลิตเสียหาย 1.1 แสนล้าน

เอกชน เร่งรัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” เผย 10 ปีนับจากนี้หากยังเอาไม่อยู่ ผลผลิตเสียหายกว่า 1.19 แสนล้าน ยังไม่รวมความเสียหายต่อเนื่องในอุตสาหกรรมกลางนํ้า ปลายนํ้า ขณะวงในเผยเร็วสุด 4 ปี มีมันพันธุ์ใหม่ต้านทานไวรัส

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง” เป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย พบครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ปี 2561 แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์ที่มีโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะไม่มียาป้องกันหรือรักษาโดยตรง เป็นแล้วจะมีผลทำให้ผลผลิตหัวมันสดลดลง 40-80%

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจติดตามภาวะการผลิตมันสำปะหลังฤดูการผลิตปี 2566/67 ของ 4 สมาคม (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการลงพื้นที่สำรวจผลผลิตมันสำหลังเมื่อเร็วๆ นี้ พบเกือบทุกพื้นที่มีการระบาดของโรคใบด่าง คาดจะส่งผลทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังในฤดูการผลิตใหม่ จะมีเพียงประมาณ 20 กว่าล้านตันหัวมันสดเท่านั้น จากที่เคยได้ 30 กว่าล้านตันต่อปี และในฤดูกาลต่อ ๆ ไป หากหน่วยงานรัฐยังคงนโยบายควบคุมแบบเดิม ๆ ผลผลิตหัวมันจะตํ่ากว่า 20 ล้านตันแน่นอน

ขณะที่ความต้องการของตลาดมีสูงกว่า 40 ล้านตัน ประเทศไทยจะต้องสูญเสียรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาทในอนาคตอันใกล้ โดยคาดมูลค่าความเสียหายจากโรคใบด่างฯ ช่วงปี 2564-2575 ณ อัตราคิดลด 6% ของมูลค่าปัจจุบันจะมีความเสียหายรวม 119,400 ล้านบาท ยังไม่รวมผลกระทบความเสียหายในอุตสาหกรรมกลางนํ้า และปลายนํ้าในห่วงโซ่อุปทาน หากยังไม่รีบกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง อนาคตอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะลำบากแน่นอน ซึ่งเป็นผลจากข้อมูลของภาครัฐที่ประเมินการระบาดของโรคตํ่ากว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่มาก

แหล่งข่าวคณะกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ เผยว่า ขณะนี้มีพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานไวรัสใบด่างของมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ซึ่งจะออกมาประมาณปี 2570 โดยได้พันธุ์มาจากสถาบันเกษตรเขตร้อนนานาชาติ IITA จากประเทศไนจีเรีย โดยขอมา 5 พันธุ์ แต่ผลผลิตจะไม่เทียบเท่ากับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ส่วนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานไวรัสของกรมวิชาการเกษตร คาดจะได้ประมาณปี 2572

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

มันสำปะหลัง แสนล้านป่วน จีนเบรกออเดอร์ โรคใบด่างระบาดหนัก

มันสำปะหลัง แสนล้านป่วน จีนเบรกออเดอร์ โรคใบด่างระบาดหนัก

ส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านสะเทือน จีนชะลอออเดอร์ โรคใบด่างฯ ทุบซ้ำ ทำท่อนพันธุ์ขาดตลาด ราคาพุ่ง 5 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะนายกสมาคมชาวไร่มันฯ เตรียมขอรัฐบาลใหม่อัดฉีด 420 ล้าน แก้ตลอดห่วงโซ่ โรงงานอีสานประกาศแบนไม่รับซื้อหัวมันพันธุ์ CMR 43-08-89

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาวะการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยช่วง 5 เดือนแรก ปี 2566 มีมูลค่า 59,638.4 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกันในตลาดจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เกิดอะไรขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศอย่างไรบ้างนั้น

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่ลดลง มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการของตลาดจีนที่เป็นตลาดหลัก (สัดส่วนมากกว่า 60%) หดตัวลง สาเหตุมาจากราคาธัญพืชในประเทศจีนตกตํ่า ทำให้ผู้นำเข้าชะลอการสั่งซื้อชั่วคราว แต่คาดจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ราคาหัวมันสำปะหลังในประเทศในเวลานี้ถืออยู่ระดับที่ดี จากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว โดยราคาหัวมันสด (10 ก.ค. 66) ณ โรงแป้ง เชื้อแป้ง 25% เฉลี่ย 3.05-3.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งผลจากราคาที่ดี ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เร่งเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังก่อนครบอายุ และเร่งการเพาะปลูกจนมองข้ามความสำคัญในการรักษาท่อนพันธุ์ที่ดีไว้ ประกอบกับภาวะภัยแล้งยาวนานทำให้ท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้เพาะปลูกเสียหาย เกิดภาวะขาดแคลนท่อนพันธุ์ที่ดีและปลอดโรค จากราคาที่เคยซื้อท่อนพันธุ์ละ 2-3 บาท ขณะนี้ราคาขึ้นไปท่อนพันธุ์ละ 5 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ทางคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่มีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้มีการประเมินความเสียหายจากภาวะแล้งจัด ในช่วงต้นปี 2566 คาดมันสำปะหลังจะได้รับความเสียหายประมาณ 50% ของที่ปลูกไว้ ขณะที่ในหลายพื้นที่เริ่มปลูกใหม่ที่ช่วงเดือนพฤษภาคมหลังจากมีฝนตก คาดจะมีผลทำให้เลื่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูการผลิตใหม่ออกไปอีกประมาณ 2-3 เดือนจากภาวะปกติ”

นายเติมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีโรคใบด่างมันสำปะะหลังระบาดในพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชัยนาท ฉะเชิงเทราชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว เพชรบุรี และกาญจนบุรี จำนวน 44,125 ไร่ จากสาเหตุดังกล่าวจะส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2566/67 จะมีปริมาณลดลงเป็นอย่างมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายปี

ด้านนายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า แม้ทางโรงงานจะช่วยส่งเสริมท่อนพันธุ์มันสำปะหลังให้เกษตรกรไปปลูก แต่ปัจจุบันท่อนพันธุ์ขาดตลาด และราคาแพงมาก ตรงนี้เป็นปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างกังวล โดยบางโรงงานพยายามรวบรวมกลุ่มเกษตรกรแล้วสนับสนุนให้ปลูกท่อนพันธุ์สะอาด (ท่อนพันธุ์จากแปลงผลิตพันธุ์ที่มีการป้องกันและกำจัดสาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว) แต่ก็ทำได้แบบจำกัด หากได้รัฐบาลใหม่แล้วจะนำเสนอในเรื่องนี้เพื่อให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรคเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันผลผลิตมันฯไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการส่งสัญญาณมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ควรให้ความสำคัญ จากค่าเฉลี่ยผลผลิต ณ ปัจจุบัน 3.4-3.5 ตันต่อไร่ ยังตํ่าเกินไป ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็น 5 ตัน ดังนั้นควรเพิ่มองค์ความรู้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ส่วนใหญ่ดินเป็นกรด ทำให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้น้อย ได้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า รวมทั้งปัญหาแหล่งนํ้า ที่กรมอุตุฯ พยากรณ์ว่าอาจจะแล้งยาวไปถึง 2 ปี ภาครัฐควรจะวางแผนการบริหารใช้นํ้า เพื่อให้เกษตรกรใช้นํ้าอย่างมีคุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

นายธีระ กล่าวว่อีกว่า ปัจจุบันโรงงานมันสำปะหลังภาคอีสาน 23 โรง ไม่รับซื้อมันสำปะหลังพันธุ์ 89 หรือมีชื่อเป็นทางการ พันธุ์ CMR 43 -08-89 แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูง แต่มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งค่อนข้างตํ่า เวลาโรงงานนำมาใช้ผลิตเป็นแป้ง หรือมันเส้นจะได้ตํ่ามาก และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค พอมีเรื่องโรคใบด่างฯ ส่วนใหญ่จะพบการระบาดทั้งแปลง และจะเป็นแหล่งรวมโรคอื่นอีกด้วย

สอดคล้องกับนายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯได้เตรียมการหากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะนำเสนอขอจัดสรรงบประมาณสนับสนุน 420 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่า 5.24 แสนครัวเรือน ใน 3 เรื่องคือ 1.ขอสนับสนุนระบบนํ้าหยด 30,000 ไร่ๆ ละ 5,000 บาทเป็นเงิน 150 ล้านบาท 2.ขอสนับสนุนงบจัดซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด 50 ล้านลำ เป็นเงิน 150 ล้านบาท และ 3.ของบสนับสนุนการขยายพันธุ์มันสำปะหลังชนิดต้านทานโรคไวรัสใบด่าง 120 ล้านบาท เพื่อขยายพันธุ์ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

“พาณิชย์”จัดประชุมมันสำปะหลังโลก โชว์ศักยภาพการผลิต แปรรูป หาตลาดล่วงหน้า

“พาณิชย์”จัดประชุมมันสำปะหลังโลก โชว์ศักยภาพการผลิต แปรรูป หาตลาดล่วงหน้า

กรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก วันที่ 23-25 ก.พ.นี้ ที่ จ.นครราชสีมา เชิญผู้นำเข้า ทูตานุทูต สื่อมวลชน กว่า 100 ราย จาก 14 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน เตรียมจัดเสวนา ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิต การแปรรูป นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพการผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังไทย และเปิดเวทีเจรจาการค้าหาตลาดล่วงหน้า เผยไฮไลต์ “จุรินทร์” จะเป็นประธานลงนาม MOU การซื้อขายมันสำปะหลังกับจีนและตุรกี

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกปี 2566 (World Tapioca Conference 2023 หรือ WTC 2023) ระหว่างวันที่ 23-25 ก.พ.2566 ณ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของมันสำปะหลังไทย โดยมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ทูตานุทูต และสื่อมวลชนรายสำคัญกว่า 100 ราย จากประเทศที่มีศักยภาพ 14 ประเทศทั่วโลก เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ตุรกี นิวซีแลนด์ และ อินเดีย เป็นต้น ให้การตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว

ทั้งนี้ ในการจัดงาน จะมีกิจกรรมหลักประกอบด้วย 1.การเสวนาเชิงวิชาการ 2.การประชุมแลกเปลี่ยนผลงานวิจัยและข้อมูลการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมสินค้ามันสำปะหลังที่ทันสมัย 3.การแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และ 4.การเจรจาการค้าหาตลาดล่วงหน้าให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

“กิจกรรมในงาน จะมีการนำเสนอผลงานวิชาการและนวัตกรรมการผลิต การแปรรูปมันสำปะหลัง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น พลาสติกชีวภาพ แป้งฟลาวมันสำปะหลังปลอดกลูเตน เป็นต้น เพื่อกระตุ้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยและเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของโลกต่อไป สอดคล้องกับแนวคิดของการจัดงานในครั้งนี้ที่ว่ามันสำปะหลังเปลี่ยนโลก หรือ Tapioca change the World”นายรณรงค์กล่าว

นอกจากนี้ กรมฯ จะจัดให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซื้อขายมันสำปะหลังกับผู้นำเข้าต่างประเทศ เช่น จีน ตุรกี โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก 15 ปีซ้อน ตอบโจทย์การนำมันสำปะหลังไปใช้ทดแทนธัญพืชอื่นในเวทีการค้าธัญพืชโลก ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์สู้รบในยูเครน ส่งผลให้ความต้องการมันสำปะหลังในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ในปี 2565 ไทยส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 11.18 ล้านตัน มูลค่า 4,408.88 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 152,080.47 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 6.90% และ 11.24% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ส่งออกได้ปริมาณรวม 10.46 ล้านตัน มูลค่า 3,963.48 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 124,434.31 ล้านบาท

ที่มา : Commerce News Agency

“ธีระ เอื้ออภิธร” ส่งออกมันไปจีนผลิตอาหารสัตว์รุ่ง

“ธีระ เอื้ออภิธร” ส่งออกมันไปจีนผลิตอาหารสัตว์รุ่ง

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2562 ส่งผลให้ความต้องการมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการใช้เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ซึ่งมีความต้องการมากขึ้น สำหรับตลาดส่งออกมันสำปะหลังหลักของไทยยังเป็นตลาดจีน กว่า 90% และด้วยเหตุที่ผลผลิตในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้

จึงทำให้ราคามันสำปะหลังเป็นพืชที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาประกัน จนรัฐบาลไม่ต้องจ่ายชดเชยโครงการประกันรายได้ ส่วนแนวโน้มการส่งออกปี 2566 “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตลาดส่งออกมันในจีน

ตลาดส่งออกหลักของมันเส้นไทยยังเป็นตลาดจีน เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะเท่าปีที่ผ่านมาที่ 6.5 ล้านตัน เทียบกับก่อนที่จะมีสถานการณ์โควิด-19 ไทยส่งออกมันเส้นประมาณ 4 ล้านตัน เติบโตมากขึ้น ขณะที่แป้งมันก็คาดว่าจะมีปริมาณเทียบเท่าปีที่ผ่านมาที่ 4.9 ล้านตัน

“จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จีนมีความต้องการมันสำปะหลังเพื่อนำไปผลิตแอลกอฮอล์ จึงมีการนำเข้ามากขึ้น ก็เป็นอานิสงส์ทำให้ไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับปีที่แล้วทางเอกชนเราได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ได้เจรจาเปิดตลาดอาหารสัตว์ในจีน ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จทำให้ไทยส่งออกมันอัดเม็ดไปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้ 1 ล้านตัน ปีก็น่าจะส่งออกได้ต่อเนื่อง”

แนวโน้มจีนยังมีความต้องการนำเข้ามันจากไทย ขณะนี้ราคาในส่วนแอลกอฮอล์ในจีนปัจจุบันเฉลี่ย 7,000 หยวนต่อตันจากก่อนโควิดเฉลี่ย 4,000 หยวนต่อตัน จากความต้องการมากขึ้นดันให้ราคาตลาดสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อความต้องการเพิ่ม ราคาดี ก็จะทำให้ราคามันสำปะหลังของไทยดีด้วยเช่นกัน ปีนี้ปัญหาราคามันจึงไม่น่าห่วง

รุกตลาดอาหารสัตว์

ที่สำคัญ เรายังได้เปิดเจรจาขยายตลาดส่งออกไปในตลาดอื่นเพิ่มเติม เช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความสนใจที่จะนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย แต่ด้วยติดปัญหาผลผลิตน้อยอาจจะไม่สามารถส่งออกได้เพียงพอ ทำให้ผู้ส่งออกต้องรอดูสถานการณ์ รวมไปถึงปัญหาค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าเร็ว ตอนนี้อยู่ที่ 33 บาทกว่าต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทย

“ตลาดซาอุฯก็เป็นตลาดใหม่ที่มีความสนใจที่จะนำเข้าโดยเฉพาะทำอาหารสัตว์ เพราะเลี้ยงอูฐเยอะและต้องการสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งสามารถหาได้จากมันสำปะหลัง ทั้งเรายังมีผลวิจัยรองรับว่ามันสำปะหลังเมื่อนำไปทำเป็นอาหารสัตว์มีประโยชน์ ลดการป่วยของสัตว์ สัตว์มีการเจริญเติบโต ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ดี ที่ผ่านมาจึงทำให้ไทยเปิดตลาดอาหารสัตว์ได้”

ผลผลิตมันปี’66

สถานการณ์ผลผลิตมันสำปะหลังในปี 2565/2566 จากการติดตามคาดว่าผลผลิตจะลดลง จากที่เรามีการประเมินไปก่อนหน้านี้ประมาณ 34.9 ล้านตัน โดยจะลดลงจากนี้ 30-40% เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาฝนตกเยอะ ทำให้เกษตรกรต้องขุดออกมาขาย เพราะหากไม่ขุด โอกาสที่มันจะเน่าก็สูง เชื้อแป้งก็จะต่ำด้วย ประกอบกับช่วงนี้ราคารับซื้อดี ยิ่งทำให้เกษตรกรยิ่งเร่งขุด

แต่มันสำหลังที่ขุดมาก่อนก็เป็นมันอ่อน อายุประมาณ 6 เดือน จากอายุมันที่ควรขุดออกมาขายควรจะมีอายุ 10-12 เดือน รวมไปถึงปีนี้ผลผลิตต่อไร่ก็ต่ำด้วยจากเดิม 3.4-4.0 ตันต่อไร่ แต่ตอนนี้อยู่ที่ 2 ตันต่อไร่

“ช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังจะออกสู่ตลาดมาก ๆ ในทุกปี ระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม คาดว่าปีนี้ผลผลิตจะลดลง เห็นได้จากตอนนี้หน้าโรงงานจะมีมันเข้ามาประมาณ 20,000 ตันต่อวัน จากปกติแล้วช่วงที่มันออกสู่ตลาดมาก ๆ จะมีมันเข้าโรงงานประมาณ 40,000-50,000 ตันต่อวัน สำหรับหัวมันสด”

ส่วนความต้องการใช้มันสำปะหลังในตลาดต่อปีอยู่ที่ 47 ล้านตัน ซึ่งประเทศไทยผลิตไม่เพียงพอก็ต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งทั้งสองประเทศนี้จะให้ผลผลิตออกช่วงเดียวกับของประเทศไทย จึงมีการนำเข้าผ่านชายแดน ส่วนใหญ่ผ่านจังหวัดอุบลฯ สุรินทร์ และศรีสะเกษ แต่นำเข้าได้ไม่กี่ด่านเพื่อการตรวจสอบคุณภาพของมันที่นำเข้าด้วย

ราคามันทะลุ 3 บาท/กก.

ราคามันสำปะหลังในปีนี้ ยังเป็นราคาที่สดใสสำหรับเกษตรกร โดยราคารับซื้อปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3 บาทกว่าต่อกิโลกรัม ในเชื้อแป้งอยู่ที่ 25-30% หากเกษตรกรนำมันอ่อนมาขาย ราคาก็จะตกเพราะเชื้อแป้งไม่ได้ ซึ่งเชื้อแป้งจะอยู่ที่ 18-20% ส่วนต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรตอนนี้เฉลี่ยที่ 2.30-2.50 บาทต่อกิโลกรัม จากค่าแรง ค่าน้ำมัน ปุ๋ยแพงขึ้น แต่ด้วยความต้องการเพิ่มขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดของงบฯโควิด-19 ทำให้ราคามันดี เกษตรกรจึงขายได้ราคา

“โครงการประกันรายได้มันสำปะหลังที่ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคารับซื้อดี ปีที่ผ่านมาเกินกว่าประกัน รัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินส่วนต่างในโครงการแต่อย่างใด และเชื่อว่าราคามันปีนี้ก็ยังมีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน คาดว่าจะสดใสตลอดทั้งปี เทียบกับราคาข้าวโพดอยู่ที่ 12 บาทต่อกิโลกรัม”

วอนรัฐช่วยเหลือ

ด้านการตลาดและราคามันสำปะหลังปีนี้ เป็นปีที่สดใสและมีแนวโน้มดี ดังนั้นต้องการให้รัฐเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนการสำรวจโรคใบด่าง เพราะมองว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ปัจจุบันมีการสำรวจว่ามีกระจายในหลายพื้นที่ และหวั่นว่าหน้าร้อนปีนี้จะกลับมาแพร่กระจายอีกครั้ง รณรงค์การปลูกมันสะอาด ไม่เอามันที่ติดโรคมาปลูก แจกท่อนพันธุ์ ส่งเสริมงานวิจัย เพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมไปถึงด้านการตลาด หาตลาดใหม่ ๆ

พร้อมกันนี้ก็ติดตามและเข้มงวดในการลักลอบนำเข้ามันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะนำเข้ามาในรูปแบบกองทัพมด ก็ต้องเข้มงวดมากขึ้น ดูแลมันที่ได้คุณภาพทั้งในประเทศ และมันที่นำเข้า ปัจจุบันหน่วยงานที่ดูแลก็ติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกมันไทย

“เชื่อว่าปีนี้เกษตรกรขายมันได้ราคาตลอดทั้งปี การส่งออกขยายตัวจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่เพื่อที่จะให้การส่งออกดี ทุกฝ่ายต้องควบคุมดูแลคุณภาพ เพื่อการส่งออกที่เติบโต”

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศลุยเอง ลงพื้นที่จับผู้นำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานคาด่าน

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศลุยเอง ลงพื้นที่จับผู้นำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานคาด่าน

“รณรงค์” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นด่านชายแดน จับได้คาหนังคาเขา 2 ราย รวมจับได้ล่าสุด 6 ราย สั่งแบนห้ามนำเข้าทันที รวมทั้งหมดจับได้แล้ว 9 ราย ย้ำจะเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ไม่ให้ใครทำลายชื่อเสียงมันสำปะหลังของไทย

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 – 11 ม.ค.2566 ได้เดินทางไปที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน จ.สระแก้ว และจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นด่านนำเข้ามันเส้นที่สำคัญของไทย หลังจากได้รับรายงานว่าจะมีการนำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานในช่วงนี้ จึงได้ไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมฯ ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ และได้กำชับให้ตรวจการนำเข้ามันเส้นอย่างเข้มงวด ซึ่งขณะที่ลงพื้นที่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน และจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ได้ตรวจพบผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน 2 ราย และในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมฯ ได้ตรวจพบอีก 1 ราย ที่ด่านศุลกากรช่องจอม จ.สุรินทร์ ส่วนก่อนหน้าที่ตนจะลงพื้นที่เพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่สายตรวจ ก็เพิ่งตรวจพบผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน 3 ราย รวมเป็น 6 ราย ที่ตรวจพบตั้งแต่หลังปีใหม่เป็นต้นมา จึงได้สั่งแบนผู้นำเข้าดังกล่าวทันที

โดยก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้สั่งแบนผู้นำเข้ามันเส้นไป 3 ราย เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน จะถูกลงโทษด้วยการพักทะเบียนจนกว่าจะนำมันเส้นที่ถูกตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐานไปปรับปรุงจนได้มาตรฐานตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จึงจะสามารถกลับมานำเข้าได้

“การตรวจมาตรฐานมันเส้นนำเข้าในปี 2566 จะมีความเข้มข้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ให้กรมฯ ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐานมันเส้นนำเข้าและส่งออก จับมือกับกรมการค้าภายใน ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมการขนย้ายมันเส้นจากต้นทางถึงปลายทาง เพื่อคุมเข้มมันเส้นที่นำเข้าตามแนวชายแดน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อช่วงปลายปี 2565 โดยผลที่ออกมาถือว่าเป็นประโยชน์มาก การประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทั้งสองกรมฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ ๆ ลงพื้นที่ มีข้อมูลเชิงลึก ส่งผลให้ปฏิบัติงานได้ตรงเป้ามากขึ้น แม้ภารกิจของทั้งสองกรมฯ จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้ เพื่อให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสุดท้ายแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและผู้ส่งออกของไทย”นายรณรงค์กล่าว

นายรณรงค์กล่าวว่า การคุมเข้มมาตรฐานมันเส้นนำเข้าจะดำเนินการควบคู่ไปกับการคุมเข้มมาตรฐานมันเส้นส่งออก ซึ่งจะเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดฤดูเก็บเกี่ยว คือ ตั้งแต่เดือนพ.ย.2565 ถึงต้นเดือนเม.ย.2566 และขอยืนยันว่ากรมฯ จะไม่ยอมให้ผู้ประกอบการไม่กี่ราย กระทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกมันเส้นที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ในเรื่องของมาตรฐานสินค้าอย่างเด็ดขาด จึงขอเตือนผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากยังพบผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง กรมฯ จะต้องมีการพิจารณายกระดับมาตรการลงโทษให้หนักขึ้น เพื่อระงับยับยั้งการกระทำความผิดที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพมาตรฐานมันเส้นของไทย

ที่มา : Commerce News Agency

โคราชเมืองหลวงมันสำปะหลัง รับอานิสงส์จีนผ่อนคลายโควิดราคาพุ่ง กก. 3 บาท บางรายเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจออุทกภัย โรคระบาด ผลผลิตลด 20-30 %

โคราชเมืองหลวงมันสำปะหลัง รับอานิสงส์จีนผ่อนคลายโควิดราคาพุ่ง กก. 3 บาท บางรายเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจออุทกภัย โรคระบาด ผลผลิตลด 20-30 %

วันที่ 11 มกราคม นายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยการปลูกมันสำปะหลังใน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองหลวงมันสำปะหลัง โดยมีพื้นที่ปลูก 1.6 ล้านไร่ ผลผลิต 6 ล้านตันต่อปี ภาพรวมการส่งออกฤดูกาลผลิตปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี สถานะขณะนี้กิโลกรัมละ 3 บาท สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวหัวมันอ่อนที่มีอายุ 6-8 เดือนหรือต่ำกว่า 10 เดือน มาขายก่อน เกรงราคาจะกลับมาตกต่ำอีก ทำให้คุณภาพเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกณฑ์มาตรฐานส่งผลให้ขายไม่ได้ราคา รวมทั้งต้นกล้าท่อนพันธุ์ที่เกิดจากหัวมันยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่มีความอ่อนแอไม่แข็งแรงผลผลิตลดลงประกอบกับโรงงานแป้งขับเคลื่อนการผลิตเพียง 50 %

ทั้งนี้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลกระทบจากฝนตกต่อเนื่อง หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทำให้หัวมันเน่าตาย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูก 1.2 ล้านไร่ เสียหายสิ้นเชิงกว่า 9 แสนไร่ ซึ่งพื้นที่ขังน้ำทำให้ได้ผลผลิตต่ำจำนวนมาก รวมทั้งโรคระบาดและแมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะโรคพุ่มแจ้และโรคไวรัสใบด่าง ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรลดลงถึงร้อยละ 20-30 หากไม่ดำเนินการป้องกันแก้ไข ผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

สถานการณ์ปัจจุบันปริมาณมันสำปะหลังไม่เพียงพอต่อความต้องการส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากประเทศจีนต้องการแอลกอฮอล์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้รับมือกับการระบาดของโควิด จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่เกษตรกรไทยยังมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำ ขอให้รัฐบาลส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกอย่างยั่งยืน โดยสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจความต้องการของตลาด พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นอันจะส่งผลให้ต้นทุนต่ำลง พัฒนาใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูก ดูแลและเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งในการพยุงราคาหัวมันไม่ให้ตกต่ำเกินความเป็นจริงและควรกำหนดมาตรการเสริมเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาให้เกิดความเหมาะสมทั้งระบบเพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์

ผู้ปลูกมันสำปะหลังเฮ หลังจีนผ่อนคลายโควิด ราคาดีดตัวรับความต้องการ

ผู้ปลูกมันสำปะหลังเฮ หลังจีนผ่อนคลายโควิด ราคาดีดตัวรับความต้องการ

กรมการค้าต่างประเทศ เผยราคาแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังในจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7,250 หยวนต่อตัน ผลจีนผ่อนคลายโควิด ทำให้ความต้องการเพิ่ม กรมจะควบคุมมาตรฐาน เพื่อให้ตลาดต่างประเทศมั่นใจได้ว่าไทยพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคุณภาพสูงต่อไป

วันที่ 6 มกราคม 2566 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าสถานการณ์ราคาแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังในตลาดจีน มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 6,700 หยวน/ตัน เป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 7,250 หยวน/ตันในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าจีนมีความต้องการแอลกอฮอล์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้รับมือกับการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ซึ่งแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วหลังการผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID ของจีนตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้เป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพื่อแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ กรมฯ จึงขอให้ผู้ประกอบการเร่งรวบรวมผลผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อว่าไทยสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของภาคเอกชน 4 สมาคมได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังอาจมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตบางส่วนเสียหายจากภัยธรรมชาติและโรคศัตรูพืช รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนได้หันไปปลูกข้าวโพดทดแทนมันสำปะหลังที่เสียหายจากน้ำท่วม

ดังนั้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดจีนและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยอย่างต่อเนื่อง กรมฯ ต้องการให้เกษตรกรขุดมันสำปะหลังที่มีอายุ 8-12 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตให้มีน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่สูงเพื่อนำมาจำหน่ายในราคาที่ดี ตลอดจนท่อนพันธุ์ที่ได้จะมีคุณภาพดีสำหรับปีการผลิตถัดไป รวมถึงในส่วนของประเทศผู้ซื้อก็จะได้รับประโยชน์ โดยสามารถรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคุณภาพดีในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (มกราคม-เมษายน 2566)

นอกจากนี้ กรมจะเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานการนำเข้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงโดยมีความชื้นและสิ่งเจือปนต่ำซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้ ลดโอกาสที่ประเทศผู้ซื้อจะใช้ประเด็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานเป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อ ซึ่งท้ายสุดจะช่วยให้ปีการผลิต 2565/66 ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต่อไป

ในช่วงมกราคม-พฤศจิกายน 2565 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 10.10 ล้านตัน มูลค่า 4,027.42 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.95 และ 14.15 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกปริมาณรวม 9.273 ล้านตัน มูลค่า 3,528.23 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Recent Posts