​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

​“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันปี 64-67 ดันไทยผู้นำการผลิตการค้าอันดับ 1 ของโลก

“จุรินทร์” ประกาศยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทยปี 64-67 ดันไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับ 1 ของโลก เล็งเพิ่มมูลค่าส่งออกอย่างน้อยปีละ 3% ดันราคาให้มีเสถียรภาพ ช่วยเกษตรกรเข้าถึงต้นพันธุ์ต้านโรค เชื้อแป้งสูง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร พร้อมวางมาตรการขับเคลื่อนด้านการผลิต การตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เตรียมจัดงานมันสำปะหลังโลกไตรมาสแรกปี 65 วางแผนแก้ปัญหาส่งออกแป้งมันไปจีนล่วงหน้า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ที่โรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (24 ต.ค. 64) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการมันสำปะหลังแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย และมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนส.ค.2564 โดยยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย มีวิสัยทัศน์สำคัญ คือ ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคุณภาพอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีอายุ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-67 มีเป้าหมายสำคัญ คือ 1.สร้างมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 3% ทุกปีต่อเนื่อง 2.จะดำเนินการให้ราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศมีเสถียรภาพ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 3.จะดำเนินการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงต้นพันธุ์ที่ต้านทานโรค เชื้อแป้งสูงและสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในปี 2567 ไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่

ทั้งนี้ การไปสู่เป้าหมาย มีมาตรการ 3 ด้านที่จะช่วยขับเคลื่อน ได้แก่ 1.ด้านการผลิต ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ 1.การพัฒนาพันธุ์ เพื่อนำไปสู่พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เชื้อแป้งสูงและผลผลิตต่อไร่สูง 2.ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบันประมาณ 3.6 ตันต่อไร่ เป็นไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่ในปี 2567 3.พัฒนาคุณภาพมันสำปะหลังไทยตามความต้องการของตลาดโดยใช้ “ตลาดนำการผลิต” 4.สร้างกลุ่มและรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศผู้ซื้อ

2.ด้านตลาดในประเทศ จะดำเนินการโดย 1.รักษาสมดุลด้านเสถียรภาพของราคาสำหรับตลาดในประเทศ 2.ส่งเสริมการขายมันสำปะหลัง หรือผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังผ่านช่องทางตลาดที่มีความหลากหลาย 3.ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.ด้านตลาดต่างประเทศหรือการส่งออก จะดำเนินการ 1.ขยายตลาดการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปหลากหลายประเทศมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม จากผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังด้วยการแปรรูปและใช้นวัตกรรมมากขึ้น 3.เพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า เช่น การรวมกลุ่มประเทศผู้ผลิต ผู้ส่งออกทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมอำนาจการต่อรองกับผู้ซื้อ เป็นต้น

นายจุรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดงานมันสำปะหลังโลก หรือ World Tapioca Conference ที่ จ.นครราชสีมา ช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 แต่ติดขัดในเรื่องของงบประมาณ เพราะกรรมาธิการของสภาได้ตัดงบออก แต่กรมการค้าต่างประเทศรับที่จะไปดำเนินการประสานงานทุกวิถีทาง เพื่อให้จัดงานนี้ขึ้นมาให้ได้ เพราะ จ.นครราชสีมา ถือเป็นเมืองหลวงของมันสำปะหลังของประเทศ และเรามีประสบการณ์ในการจัดงานมันสำปะหลังโลกมาแล้ว ถึงไม่ควรปล่อยให้โควิด-19 เป็นอุปสรรค

ส่วนกรณีปัญหาทางการจีนอาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังไทย ต้องขึ้นทะเบียนก่อนในเดือนต.ค.2564 จึงจะสามารถส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังจีนได้ ซึ่งข้อมูลยังขาดความชัดเจน แต่ข่าวที่ปรากฏเบื้องต้นผู้ประกอบการส่งออกแป้งมันจะต้องไปจดทะเบียน เพื่อป้องกันปัญหา จึงให้กรมการค้าต่างประเทศนำรายชื่อผู้ส่งออกแป้งมันไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 171 บริษัท โดยจะยื่นขอขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรไปพลางก่อน และให้ถือว่าภาคเอกชนได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้วเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

นอกจากนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอให้สามารถหาท่อนพันธุ์คุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาปลูกในฤดูการผลิตต่อไป โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวกลางนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถหาท่อนพันธุ์มาปลูกในฤดูกาลต่อไปได้

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้ตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ จ.นครราชสีมา และภาคเอกชน จัดงาน Virtual Inter Trade Fair นครชัยบุรินทร์ 4 จังหวัด ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจของ 4 จังหวัดเป็นการเฉพาะ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งาน และจะร่วมกันจัดงาน Mini Expo วันที่ 15-19 ธ.ค.2564 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของ จ.นครราชสีมา

ที่มา : Commerce News Agency (CNA)

“พาณิชย์”เตือนผู้ประกอบการมันเข้มงวด กันโควิด-19 ปนเปื้อน ในกระบวนการส่งออก

“พาณิชย์”เตือนผู้ประกอบการมันเข้มงวด กันโควิด-19 ปนเปื้อน ในกระบวนการส่งออก

กรมการค้าต่างประเทศเตือนผู้ประกอบการมันสำปะหลัง ที่ส่งสินค้าไปจีน ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19 ในกระบวนการส่งออก หลังได้รับแจ้งข้อกังวลจากภาคเอกชน หากไม่มีใบรับรองอาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าได้

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศที่ขนส่งมันสำปะหลังจากไทยไปจีน ควรมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือของตนปราศจากเชื้อโควิด-19 เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับแจ้งข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ณ ท่าเรือปลายทางของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใหญ่เดินทะเลที่ขนส่งสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน ที่ไม่มีใบรับรองการตรวจโควิด-19 อาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางของจีนได้

ทั้งนี้ ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว กรมฯ ได้ประสานภาคเอกชน หากพบการติดเชื้อของพนักงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออก และดำเนินการภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) โดยเคร่งครัด รวมทั้งให้พนักงานมีการตรวจสอบการติดเชื้อโดยวิธี ATK (Antigen Test Kit) เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกจะปลอดจากเชื้อโควิด-19 เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรต้องเพิ่มความเข้มงวดการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของกระบวนการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเรือใหญ่เดินทะเลที่ลูกค้าปลายทางเป็นผู้จัดหามาเองนั้น กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือปราศจากการติดเชื้อโควิด-19 ในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังทุกตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการเทียบท่า ณ เมืองปลายทาง

ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 6.361 ล้านตัน มูลค่า 2,330.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 43% และ 48% ตามลำดับ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกรวม 4.441 ล้านตัน มูลค่า 1,573.38 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : Commerce News Agency

ครม. อนุมัติงบฯกว่า 1.3 พันลบ. เพิ่มประสิทธิภาพกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกพื้นที่

ครม. อนุมัติงบฯกว่า 1.3 พันลบ. เพิ่มประสิทธิภาพกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกพื้นที่

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ วงเงิน 1,329.22 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โครงการนี้ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทุกจังหวัด มีระยะเวลาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 – กันยายน 2564

โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น

1) กำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่าง และจ่ายค่าทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคในอัตราไร่ละ 2,160 บาท

2) ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด และทนทานโรคใบด่าง โดยการสนับสนุนท่อนพันธุ์ 500 ลำต่อไร่

3) ใช้มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 ในกรณีเกษตรกรไม่ยินยอมให้ทำลายต้นมันสำปะหลังที่ติดโรค เพื่อกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคในทุกพื้นที่และตัดวงจรการระบาดของโรค

ในส่วนของงบประมาณโครงการจำนวน 1,329.22 ล้านบาท ให้กรมส่งเสริมการเกษตรเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,264.20 ล้านบาท แบ่งเป็น (1) ค่าชดเชยการทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค (2,160 บาท/ไร่) จำนวน 864 ล้านบาท (2) ค่าส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่ทนทานจำนวน 400 ล้านบาท (3) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินของ ธ.ก.ส. (5 บาท/ราย) จำนวน 200,000 บาท ส่วนงบดำเนินงาน จำนวน 65.02 ล้านบาท เป็นค่าบริหารจัดการโครงการ เช่น การสำรวจต้นมันสำปะหลังเป็นโรค การสร้างการรับรู้โครงการ เป็นต้น ให้ปรับจากแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของกรมส่งเสริมการเกษตรกร

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 ควบคู่กับการดำเนินโครงการ เช่น กำหนดให้ท้องที่เป็นเขตควบคุมศัตรูพืช กำหนดสถานตรวจพืชเฉพาะถิ่นขึ้น ห้ามมิให้บุคคลใดนำพืช ศัตรูพืช พาหะ ออกไปนอกหรือนำเข้ามาในเขตควบคุมศัตรูพืช รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายเงินให้ถูกต้องครบถ้วน ก่อนขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

“คต. แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ร่อนดินทรายก่อนจำหน่าย ลดข้ออ้าง กดราคารับซื้อ”

“คต. แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ร่อนดินทรายก่อนจำหน่าย ลดข้ออ้าง กดราคารับซื้อ”

กรมการค้าต่างประเทศแนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังร่อนดินทรายก่อนจำหน่าย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การค้าและการผลิตมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังจำนวนมากออกสู่ตลาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังมีความต้องการสูง ลดปัญหาผู้ซื้อในต่างประเทศใช้เรื่องการเจือปนดินทรายเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อจากเกษตรกร จึงขอให้เกษตรกรร่อนดินทรายออกจากหัวมันฯ ก่อนที่จะจำหน่าย สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ได้มาตรฐานคุณภาพสูง ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) “รักษาตลาดเดิม ฟื้นฟูตลาดเก่า ขยายตลาดใหม่” ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 กรมฯ ได้จัดทำสื่อความรู้เผยแพร่คุณประโยชน์ของสินค้ามันสำปะหลังเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้ามันสำปะหลังไทย ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th (หัวข้อมัลติมีเดีย)

รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวปิดท้ายว่า หากพบเห็นการนำเข้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ความชื้นสูง มีสิ่งปลอมปน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1385 กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

ปริมาณการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล

ปริมาณการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล

ปริมาณการใช้มันสำปะหลัง (มันสด) ในการผลิตเอทานอล ปี 2563 และ ปี 2564

During the meeting hosted by Department of Internal Trade, Ministry of Commerce on Jan 7, 2021 between 4 Tapioca Association and The Tapioca Ethanol Association who informed the meeting that this year, ethanol factories will use more tapioca to produce ethanol due to the shortage of molasses, from 3 million to 5 million tons of tapioca roots

แข่งตัดราคามันเส้นไปจีน กดหัวมันเหลือ1.90บาท/กก.

แข่งตัดราคามันเส้นไปจีน กดหัวมันเหลือ1.90บาท/กก.

ออร์เดอร์มันเส้นไปจีนส่งมอบไตรมาสแรกปี 64 ทะลัก ลานมันเปิดศึกขายตัดราคาแย่งลูกค้า หวั่นชวดโอกาสทองดันราคาส่งออก กดหัวมันในประเทศวูบเหลือ 1.90-2.40 บาทต่อกก.

มันสำปะหลังหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญ รัฐบาลมีโครงการประกันรายได้มันสำปะหลังปีนี้เป็นปีที่ 2 วงเงินงบประมาณ 9,788 ล้านบาท มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วม 5.24 แสนครัวเรือน โดยต้องเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึง31 มีนาคม 2564 ราคาประกันที่ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เวลานี้ราคาหัวมันสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่ 1.90-2.40 บาทต่อกก. (แล้วแต่พื้นที่) ซึ่งหมายถึงรัฐยังต้องแบกรับภาระชดเชยส่วนต่างราคาต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ส่งออกขายตัดราคามันเส้นไปยังตลาดจีน นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้มีคำสั่งซื้อมันเส้นจากจีนเพื่อนำไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ทดแทนข้าวโพดในจีนที่มีราคาสูงเพิ่มขึ้น โดยไตรมาสแรกปี 2564 มีคำสั่งซื้อเข้ามาเฉลี่ย 3 แสนตันต่อเดือน จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วเฉลี่ย 8-9 หมื่นตันต่อเดือน แต่เวลานี้ราคาส่งออกเริ่มลดลงจากมีการขายตัดราคาของผู้ค้าในประเทศด้วยกันเอง เทียบราคาเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ราคาส่งออกเอฟโอบีอยู่ที่ 270 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ช่วงนี้เหลือ 240 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน (ลดลง 30 ดอลลาร์หรือประมาณ 900 บาทต่อตัน)

“เรื่องดังกล่าว 4 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามันฯ คงต้องมาหารือกันเพื่อกำหนดเพดาน หรือราคาขั้นตํ่าในการส่งออก จากที่เคยมีการกำหนดเพดานราคาเมื่อหลายปีก่อนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาหัวมันสดของเกษตรกร รวมถึงเสียโอกาสด้านราคาส่งออก อย่างไรก็ดีหากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดปีนี้ไทยจะส่งออกมันเส้นได้ไม่ตํ่ากว่า 4-5 ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออกได้ประมาณ 3 ล้านตันจากขาดแคลนวัตถุดิบหัวมันสด ซึ่งเป็นผลกระทบจากภัยแล้งและโรคใบด่าง แต่ปีนี้สถานการณ์นํ้าท่าดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดผลผลิตหัวมันสดน่าจะไม่ตํ่ากว่า 28 ล้านตันช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก และคำสั่งซื้อน่าจะดีตลอดทั้งปี และน่าเป็นอีกหนึ่งปีทอง แต่ขออย่างเดียวผู้ค้าอย่าขายตัดราคากัน”

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ในปี 2562 ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกชนิดปริมาณ 6.60 ล้านตัน มูลค่า 80,972 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกมันเส้น 2.40 ล้านตัน มูลค่า 16,282 ล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง 2.83 ล้านตัน มูลค่า 38,547 ล้านบาท ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ

ส่วนช่วง 11 เดือนแรกปี 2563 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกชนิดปริมาณ 6.42 ล้านตัน มูลค่า 74,767 ล้านบาท (-1.5%) ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกมันเส้น 2.72 ล้านตัน มูลค่า 18,711 ล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง 2.51 ล้านตัน มุลค่า 32,604 ล้านบาท ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นๆ โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกได้แก่ จีน (สัดส่วน 60%) และญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

​“พาณิชย์”เอาจริง จับลานมันเอาเปรียบเกษตรกร ไม่วัดเปอร์เซ็นต์แป้ง เครื่องชั่งหมดอายุ

​“พาณิชย์”เอาจริง จับลานมันเอาเปรียบเกษตรกร ไม่วัดเปอร์เซ็นต์แป้ง เครื่องชั่งหมดอายุ

กรมการค้าภายในส่งทีมตรวจสอบการรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกร ป้องกันลานมัน โรงแป้ง เอาเปรียบ พบลานมันที่สระแก้ว ไม่มีการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งก่อนรับซื้อ สั่งเปรียบเทียบปรับและส่งดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และพบเครื่องชั่งสิ้นอายุคำรับรองอีกรายที่สุรินทร์ สั่งปรับแล้วเช่นเดียวกัน ย้ำผู้ประกอบการต้องวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง ติดป้ายราคาให้ชัด ส่วนเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตตามอายุ ตรวจสอบการจำหน่าย หากพบถูกเอาเปรียบ ให้รีบแจ้ง 1569

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบหมายให้กองตรวจสอบและปฏิบัติการ ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรวจสอบการรับซื้อหัวมันสำปะหลังในแหล่งผลิตสำคัญของผู้ประกอบการลานมัน และโรงงานแป้งมันจำนวน 150 แห่ง ใน 56 จังหวัด ตรวจสอบเครื่องชั่งรถยนต์ 165 เครื่อง และตรวจเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง 119 เครื่อง เพื่อดูแลเกษตรกรที่นำผลผลิตมาจำหน่ายให้ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย และไม่โดนเอารัดเอาเปรียบ

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบ พบพฤติกรรมการรับซื้อของผู้ประกอบการลานมันในพื้นที่จังหวัดสระแก้วรายหนึ่ง ไม่มีการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งก่อนการรับซื้อ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด ซึ่งได้มีการเปรียบเทียบปรับ และยังได้ดำเนินคดีกรณีไม่ปฏิบัติตามประกาศ กกร. มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้นำตัวผู้กระทำความผิด ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
ส่วนผลการตรวจเครื่องชั่งรถยนต์ พบเครื่องชั่งที่สิ้นอายุคำรับรองไปแล้ว 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการตรวจเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง พบว่าเครื่องถูกต้องทั้งหมด

“ได้กำชับให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหัวมันจากเกษตรกร ให้มีการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้งและติดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน ส่วนเกษตรกรขอให้เก็บเกี่ยวผลผลิตตามอายุ โดยตัดเหง้า เอาดินออก เพื่อจะได้ไม่ถูกหักสิ่งเจือปน และควรจะตรวจสอบการจำหน่ายเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองด้วย หรือหากพบเห็นการเอาเปรียบ ให้รีบแจ้งสายด่วน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด”นายวัฒนศักย์กล่าว

สำหรับโครงการประกันรายได้มันสำปะหลังปีที่ 2 คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง ได้เห็นชอบการกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 งวดที่ 1 ซึ่งเป็นงวดแรก ราคากิโลกรัมละ 2.24 บาท มีส่วนต่างที่กับราคาหัวมันสำปะหลังสดที่รัฐบาลประกันไว้ที่ 2.50 บาท ทำให้มีส่วนต่างชดเชยอยู่ที่ 0.26 บาท ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้โอนเงินให้เกษตรกรตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2563 ที่ผ่านมา หากเกษตรกรรายใด ยังไม่ได้รับเงินส่วนต่าง สามารถแจ้งที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้าน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

ชมภาพการตรวจสอบ

ที่มา : Commerce News Agency

จีนรับไม่อั้นใช้ผลิตแอลกอฮอล์ “มันสำปะหลังไทย” ปี 64 สดใส

จีนรับไม่อั้นใช้ผลิตแอลกอฮอล์ “มันสำปะหลังไทย” ปี 64 สดใส

ผลผลิตข้าวโพดในจีนปี 64 คาดขาดแคลนกว่า 28 ล้านตัน ดันราคาพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี กระทบต้นทุนผลิตแอลกอฮอล์ คาดหันใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบที่ราคาถูกกว่าแทนมากขึ้น รง.มันเส้น-เกษตรกรเฮราคาขยับ ส่งออกสดใส

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต./ ทูตพาณิชย์) ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน รายงานอ้างอิงข้อมูลจากสื่อของจีนว่า ตั้งแต่หลังวันชาติจีน (วันที่ 1 ตุลาคม 2563) เป็นต้นมาราคาข้าวโพดในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยราคาข้าวโพดเฉลี่ยมากกว่า 2,600 หยวนต่อตัน (หรือ 12,090 บาทต่อตัน) ซึ่งสูงสุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าตอนนี้ข้าวโพดในมณฑลซานตง เหอเป่ย มองโกเลียในและบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ออกสู่ตลาดแล้ว แต่ราคาข้าวโพดยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2560 แล้วพบว่าราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 หยวนต่อตัน (หรือ 4,650 บาทต่อตัน) หรืออัตราขยายตัวมากกว่าร้อยละ 62 ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเกษตรกร แต่เป็นข้อกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ข้าวโพดเป็นธัญญาหารที่มีผลผลิตมากที่สุดของจีน การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวโพดมีผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาหารสัตว์ที่ผลิตจากข้าวโพด ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน(YoY) นอกจากนี้ราคาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ผลิตจากข้าวโพด เช่น แป้งข้าวโพด แอลกอฮอล์ เป็นต้น ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาแอลกอฮอล์ที่ทำจากข้าวโพดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 22 YoY

ส่วนราคาราคาแป้งข้าวโพด เมื่อต้นปี 2563 ราคาเฉลี่ย 2,220 หยวนต่อตัน (หรือ 10,323 บาทต่อตัน) แต่ ณ เดือนตุลาคม 2563 ราคา 2,900 หยวน (หรือ 13,485 บาท)ต่อตัน ราคาได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ30

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดที่ใหญ่ที่สุดในจีน (คิดเป็นร้อยละ 31.6 ของ พื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมดของจีน) โดยมณฑลหลักที่ปลูกข้าวโพด เช่น เฮยหลงเจียง จี๋หลิน เหลียวหนิง เป็นต้น เมื่อเร็วๆ นี้ช่วงที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวข้าวโพดพื้นที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ประสบพายุไต้ฝุ่นติดต่อกันถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นาย Zheng Fengtian รองคณบดีคณะการพัฒนาเกษตรและชนบท มหาวิทยาลัย เหรินหมินของจีน (Renmin University of China) มีความเห็นว่า ช่วงนี้ข้าวโพดใกล้สุกแล้ว การที่ต้นข้าวโพดประสบพายุไต้ฝุ่นล้ม จึงไม่ค่อยมีผลกระทบต่อปริมาณการผลิต แต่ต้องเร่งรีบเก็บเกี่ยวข้าวโพดให้เร็วที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย จึงอาจกล่าวได้ว่า โดยรวมแล้ว สาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวโพดสูงขึ้นเกิดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท ร่วมกับศูนย์ข้อมูลธัญญาหารและน้ำมันแห่งชาติคาดว่า ผลผลิตข้าวโพดในปี 2563/2564 ประมาณ 265 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4 ล้านตัน) แต่คาดว่า ความต้องการใช้ข้าวโพดในปี 2563/2564 สูงถึง 293 ล้านตัน (สูงกว่าปีที่ผ่านมา 13 ล้านตัน) แสดงว่าปี 2564 จีนจะขาดแคลนข้าวโพดสูงถึง 28 ล้านตัน

นาย Li Guoxiang นักวิจัยจากศูนย์การวิจัยพัฒนาชนบทสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่า เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการใช้ข้าวโพดในอุตสาหกรรมอื่นมากเกินไป เช่น แอลกอฮอล์เชื้อเพลิงเอทานอล แป้ง เป็นต้น จึงคาดว่าในปี 2564 รัฐบาลจีนอาจจะออกนโยบายควบคุมการใช้ข้าวโพดในอุตสาหกรรมดังกล่าว

สคต ณ เมืองเซี่ยเหมิน ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา ราคาข้าวโพดเฉลี่ยในตลาดจีนสูงกว่า 2,600 หยวนต่อตัน (หรือ 12,090 บาทต่อตัน) ซึ่งสูงสุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท กับศูนย์ข้อมูลธัญญาหารและน้ำมันแห่งชาติคาดว่า ปี 2563/2564 จีนจะมีผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นเป็น 265 ตัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจีนยังคงขาดแคลนข้าวโพดสูงถึง 28 ล้านตัน

อนึ่ง การที่มันสำปะหลังสามารถใช้ทดแทนข้าวโพดได้ในระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ข้าวโพดในจีนราคาสูงขึ้นอย่างมาก (ขณะนี้ราคามันเส้นในจีนที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประมาณ 2,080 หยวนต่อตันหรือ 9,672 บาทต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าราคาข้าวโพด) จึงคาดว่าปี 2564 จีนจะต้องการนำเข้ามันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (หากราคามันสำปะหลังที่นำเข้าต่ำกว่าราคาข้าวโพดอย่างมีนัยสำคัญ) เพื่อทดแทนการใช้ข้าวโพดที่มีราคาสูง จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกร/ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย เช่น มันเส้น แป้งมัน มันอัดเม็ด เป็นต้น ในการส่งสินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สอดคล้องกับนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ที่เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้มีคำสั่งซื้อมันเส้นจากตลาดใหญ่สุดคือจีนเพื่อนำไปผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนข้าวโพดในจีนที่มีราคาสูงขึ้นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ลานมัน (ผู้ประกอบการมันเส้น) ไม่มีสินค้าตอบสนองความต้องการ จากผลผลิตหัวมันในประเทศมีน้อยกระทบจากภัยแล้งและโรคใบด่างในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเป็นฤดูฝนลานมันเปิดดำเนินการน้อย แต่เวลานี้เป็นปลายฝนแล้วคาดโรงงานมันเส้นจะกลับมาดำเนินการตามปกติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน

อย่างไรก็ดีคาดการณ์ส่งออกมันเส้นฤดูการผลิต 2562/2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) จะทำได้ที่ประมาณ 3 ล้านตัน จากปี 256//2562 ส่งออกได้ 5 ล้านตัน และแป้งมันที่ 4 ล้านตัน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562/2563

ข้อมูลจากสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2563 ราคามันเส้นส่งออก (FOB) เฉลี่ยที่ 255-260 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นจากวันเดียวกันของปีก่อน (30 ต.ค.2562) ที่เฉลี่ยที่ 225-230 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และราคามันสำปะหลัง(เชื้อแป้ง 25%) ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ขายให้กับโรงงานแป้งมัน ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2563 เฉลี่ยที่ต่ำสุด-สูงสุดที่ 1.90-2.45 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เทียบกับวันที่ 30 ตุลาคม 2562 เฉลี่ยต่ำสุด-สูงสุดที่ 2.00-2.60 บาทต่อกก.

ขณะจากการตรวจสอบข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภทมูลค่ารวม 62,514 ล้านบาท ขยายตัวลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ส่งออกไปตลาดจีน(สัดส่วน 59%)มูลค่า 36,712 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกมันเส้น 17,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% โดยส่งออกไปตลาดจีนสัดส่วน 99.9% มูลค่า 17,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.4%)

ส่วนผลการสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังปี 2563/2564 (ต.ค.63-ก.ย.64) คาดการณ์จะมีผลผลิตประมาณ 28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2562/2563 (ต.ค.52-ก.ย.63) ที่มีผลผลิตประมาณ 25 ล้านตัน จากผลกระทบภัยแล้ง และโรคใบด่าง ซึ่งจากราคาส่งออกมันเส้น และความต้องการที่เพิ่มจากตลาดจีนที่นำไปผลิตแอลกอฮอล์แทนข้าวโพดที่มีราคาสูง คาดปี 2564 จะเป็นปีที่ดีของเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ส่งออกมันสำปะหลังรับส้มหล่น จีนขาดของสต๊อกข้าวโพดหด-ราคาแพง

ส่งออกมันสำปะหลังรับส้มหล่น จีนขาดของสต๊อกข้าวโพดหด-ราคาแพง

ผู้ส่งออกไทยลุ้นอานิสงส์ จีนขาดวัตถุดิบ คาดปี 2564 ส่งออกเพิ่ม 10% หลังสต๊อกข้าวโพดจีนลด-ราคาแพง เร่งนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนบ้าน 10 ล้านตัน “พาณิชย์” ไฟเขียวงบฯ 1,400 ล้านบาท อุ้มเกษตรกรทำลายมันติดโรคใบด่าง 26 จังหวัด

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังปี 2563/2564 จะเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมาส่งออกได้ 22.89 ล้านตัน แบ่งเป็นมันเส้นปริมาณ 6.77 ล้านตัน และแป้งมัน 16.12 ล้านตัน

ผลจากตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณสต๊อกข้าวโพดในจีนลดลงเหลือ 260 ล้านตัน ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดว่าจะมี 277 ล้านตัน

ประกอบกับราคาข้าวโพดสูงขึ้น จาก 1,600 หยวนต่อตัน เป็น 2,200 หยวนต่อตัน ส่วนราคามันเส้นในจีน อยู่ที่ 2,050-2,070 หยวนต่อตัน ต่ำกว่าราคาข้าวโพด จึงทำให้จีนต้องการมันสำปะหลังไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนข้าวโพด

“การส่งออกมันสำปะหลังของไทยในปี 2564 มีโอกาสจะขยายตัวมาก ไม่ใช่เพียงมันเส้น แต่มีโอกาสที่จะส่งออกมันอัดเม็ดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ได้เพิ่มเช่นกัน โดยปัจจุบันตลาดมันอัดเม็ดของไทยอยู่ที่ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐ ส่วนกรณีที่จีนห้ามข้าราชการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในและนอกเวลาราชการจะมีผลต่อการนำเข้ามันสำปะหลังหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมันสำปะหลังที่จีนนำเข้าจากไทยเพื่อผลิตแอลกอฮอล์นั้นใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานก่อสร้าง มีบ้างแต่ส่วนน้อยที่ใช้ในกลุ่มเครื่องดื่ม ดังนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องนี้”

ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2563/64 คาดว่ามีปริมาณ 28 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11.84% จากผลผลิตปี 2562/63 ที่มี 25 ล้านตัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่ 34.67 ล้านตัน จึงมีการนำเข้าหัวมันจากกัมพูชาและ สปป.ลาวเพิ่มขึ้น 10 ล้านตัน เพื่อนำมาแปรรูป ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังภายในประเทศ เฉลี่ย 11 ล้านตัน แบ่งเป็นอาหารสัตว์ 1 ล้านตัน การผลิตเอทานอลประมาณ 1.5 ล้านตัน แป้งมัน 1.5 แสนตัน

“การผลิต 2563/64 อยู่ที่ 28 ล้านตันเพิ่มขึ้น 11.84% เป็นผลมาจากพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 8.5 ล้านไร่ เป็น 8.9 ล้านไร่ขยายตัว 5.09% เป็นผลจากหลายพื้นที่แห้งแล้ง ไม่เหมาะที่จะปลูกอ้อยและข้าวโพด เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าในส่วนการดูแลปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

และเห็นชอบอนุมัติโครงการการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจาก 22 จังหวัด เป็น 26 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายประมาณ 3.2 แสนไร่ วงเงินช่วยเหลือ 1,400 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือนกันยายน 2564 โดยหลังจากนี้จะนำมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในการช่วยเหลือต่อไป

ทั้งนี้ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อรับเงินชดเชยสำหรับการทำลายมันสำปะหลังที่ติดโรคใบด่าง โดยมอบให้คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการบริหารจัดการมันสำปะหลังระดับจังหวัดทำหน้าที่ดำเนินการตลอดอายุตามคณะกรรมการ นบมส.เพื่อให้การปฏิบัติเกิดความรวดเร็ว รวมทั้งดูแลราคาและการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ด้วย

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด และให้กรมส่งเสริมการเกษตรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีคุณภาพที่ได้รับการรับรอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้

ทั้งนี้ ราคาส่งออกมันเส้นปัจจุบัน ตันละ 260-265 เหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากเดือนก่อน ส่วนราคาแป้งมัน ตันละ395-405 เหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากราคาเดือนก่อน ส่วนราคาในประเทศ ล่าสุดมันเส้น กก.ละ 6.90-7.30 บาท แป้งมัน กก.ละ 13.10 บาท

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ประกันรายได้ ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 วงเงิน 9,789 ล้านบาท

ประกันรายได้ ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 วงเงิน 9,789 ล้านบาท

ครม.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 63/64 กว่า 9,789 ล้านบาท และมาตรการคู่ขนานทั้งใช้-ไม่ใช่งบประมาณ ขยายจ่ายเยียวยากำจัดโรคใบด่างทุกพื้นที่ 56 จังหวัด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการและมาตรการเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในช่วงที่ราคาตกต่ำ ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนกว่า 5.3 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ รายละเอียดดังนี้

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2563/64 วงเงินรวม 9,789.98 ล้านบาท

เป็นการประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศและไม่ซ้ำแปลง ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2564

สำหรับการจ่ายเงินงวดแรก รัฐบาลจะเริ่มจ่ายในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และจะจ่ายต่อไปในทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และรัฐบาลจะชำระคืนตามที่จ่ายจริงภายใน 2 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2565

สำหรับผลการดำเนินโครงการประกันรายได้ ปี 2562/63 ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ธ.ก.ส. ได้มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างแก่เกษตรกรไปแล้วรวม 8 ครั้ง จำนวน 535,759 ครัวเรือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,836.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 69.13 ของวงเงินชดเชยทั้งหมด คงเหลืองบประมาณอีก 3,053.97 ล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดการจ่ายเงินชดเชยงวดสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2563

น.ส.รัชดากล่าวว่า นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ปี 2563/64 ซึ่งเป็นมาตรการเสริมที่ดำเนินการควบคู่กันไประหว่างโครงการประกันรายได้ และการบริหารปริมาณสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เป็นการดึงอุปทานออกจากตลาดและเพิ่มช่องทางเลือก เสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มอำนาจต่อรองในการจำหน่ายมันสำปะหลังของเกษตรกร ประกอบด้วยมาตรการที่ใช้เงินงบประมาณและไม่ใช้เงินงบประมาณ ดังนี้

มาตรการที่ใช้เงินงบประมาณ วงเงินรวม 114 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ คือ

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง วงเงิน 69 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. เป็นผู้ออกสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม วงเงินสินเชื่อรวม 1,150 ล้านบาท ให้เกษตรกู้รายละไม่เกิน 230,000 บาท จำนวน 5,000 ราย ชำระคืนไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันกู้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.50 ต่อปี โดยเกษตรกรผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3 ต่อปี รัฐจะเป็นผู้ชดเชยให้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน (ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2566) คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 69 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2566

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 45 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ออกสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรที่มีการประกอบธุรกิจมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น วงเงินสินเชื่อรวม 1,500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 4 ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3 ต่อปี รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยให้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2565) คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 45 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 มิถุนายน 2565

มาตรการที่ไม่ใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติม คือ

(1) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกมันสำปะหลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลัง (ลานมัน/โรงแป้ง) ที่เข้าร่วมโครงการฯ เก็บสต๊อก เพื่อดูดซับผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยตั้งเป้าหมายวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต๊อกไว้ตั้งแต่ 60 – 180 วัน คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 225 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

(2) มาตรการบริหารจัดการการนำเข้าและส่งออก โดยให้กรมการค้าต่างประเทศกำกับดูแลการส่งออกและนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ด้วยการตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

น.ส.รัชดากล่าวว่า ครม.ยังได้อนุมัติแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการป้องกันและการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการที่ ครม. ได้อนุมัติไปแล้ว เมื่อ 24 กันยายน 2562 ใน 2 ประเด็น คือ

1. ให้ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการฯ จากเดิมที่กำหนดไว้ 11 จังหวัด ปรับเป็น ให้ดำเนินการโครงการฯ ในทุกจังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมีอยู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ

2. การจ่ายเงินชดเชย จากเดิม ที่จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร เฉพาะพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น ปรับเป็น จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกพื้นที่ที่มีการทำลายแปลงมันสำปะหลัง ทั้งพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยใช้งบประมาณเดิม จำนวน 234.26 ล้านบาท ตามที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว

 

ที่มา : ประชาติธุรกิจออนไลน์