มันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า หลังเวียดนามบังคับใช้เชื้อเพลิง E10 ทั่วประเทศ

มันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า หลังเวียดนามบังคับใช้เชื้อเพลิง E10 ทั่วประเทศ

การเปลี่ยนผ่านด้านเชื้อเพลิงของรัฐบาลเปิดตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งลดราคาน้ำมันลง

การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและปกป้องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างตลาดที่มั่นคงสำหรับมันเส้นหลายล้านตันที่ก่อนหน้านี้เกษตรกรเวียดนามต้องส่งออกไปขายให้จีนในราคาที่ไม่แน่นอน


กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเสนอให้มีการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E15 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2574 ภาพ: เจิ่น จุง

ในร่างระเบียบ “ข้อกำหนดเกี่ยวกับแผนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพกับเชื้อเพลิงดั้งเดิมในเวียดนาม” กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้เสนอให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป น้ำมันเบนซินที่ผสม ปรับปรุง และจำหน่ายทั่วประเทศสำหรับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินจะต้องเป็น น้ำมัน E10 ทั้งหมด และภายในวันที่ 1 มกราคม 2574 น้ำมันเบนซินสำหรับยานยนต์ทั้งหมดจะต้องเป็น E15 หรือเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากำหนด

ความพร้อมของเวียดนามในการผลิตเอทานอล

เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมไปสู่ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปี 2569 โด วัน ตวน ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนาม ยืนยันว่ากำลังการผลิตในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นและสามารถเสริมด้วยการนำเข้าได้หากจำเป็น เวียดนามมีความสามารถอย่างเต็มที่ในการรับประกันอุปทานเอทานอลที่มั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านที่เสนอนี้

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตเอทานอลกำลังลดลง ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา เอทานอลมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมถึง 20-30% อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการผสมเอทานอล 10% เข้าไปในน้ำมันเบนซินจะส่งผลให้ราคา E10 ลดลงอย่างมาก

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ตวนกล่าวว่าราคาไม่ใช่ข้อกังวลหลัก วัตถุประสงค์หลักของการเปลี่ยนจากน้ำมันเบนซินฟอสซิลเป็น E10 คือการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่เพิ่มต้นทุนทางสังคม ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างสมดุลทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาผ่านการนำเข้าเอทานอลจากประเทศดังกล่าว

“ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อเพลิงชีวภาพยังเป็นการปูทางสำหรับการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนในเวียดนาม โดยการจัดหาตลาดที่มั่นคงสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร” ตวนกล่าว

ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกว่า 500,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 3.125 ล้านไร่) ให้ผลผลิตมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ราคามันสำปะหลังยังคงผันผวนอย่างหนัก โดยพึ่งพาการส่งออกชิปมันสำปะหลังแห้งดิบไปยังจีนเป็นหลัก

ด้วยอุตสาหกรรมเอทานอลที่กำลังขยายตัว มันสำปะหลังจะมีช่องทางระบายสินค้าที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถมุ่งเน้นการเพาะปลูกได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขายที่ตกต่ำ


เมื่ออุตสาหกรรมเอทานอลเติบโต มันสำปะหลังก็จะมีตลาดที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างสบายใจ ภาพ: ต๊าม อัน

โรงงานหลายแห่งได้อัปเกรดเทคโนโลยีเพื่อสกัดผลพลอยได้เพิ่มเติม เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เหลว (liquid CO2), ฟิวเซลออยล์ (fusel oil) และ DDGS (ผลพลอยได้ที่ใช้สำหรับอาหารสัตว์) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งนี้สะท้อนถึงรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศตั้งเป้าที่จะบรรลุ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ E10 คือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนบางส่วนที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเชื้อเพลิงดั้งเดิม E10 เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผสมกับผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันสำปะหลัง

ดังนั้น การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างแพร่หลายจึงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในระยะยาว

ความต้องการเอทานอลในเวียดนาม

เวียดนามใช้น้ำมันเบนซินมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้น้ำมัน E10 ทั้งสำหรับน้ำมันเบนซิน RON92 และ RON95 ปริมาณเอทานอลที่ต้องการจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้ E15 จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันต่อปี

ปัจจุบันเวียดนามมีโรงงานผลิตเอทานอล 6 แห่ง โดย 4 แห่งเปิดดำเนินการแต่มีกำลังการผลิตเพียงประมาณ 35% เนื่องจากความต้องการของตลาดมีจำกัด เมื่อโครงการ E10 เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2569 โรงงานเหล่านี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่ นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการการผสมเอทานอลประมาณ 50%

“การผลิตเอทานอลในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างเต็มที่ในแง่ของราคา การนำเข้าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออุปทานในประเทศไม่เพียงพอเท่านั้น” ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนามกล่าว

ที่มา : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567

ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น

ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้

ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้

ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง

การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน

1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย

เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)

การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน

2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม

ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก

3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย

จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ

… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน

บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า

ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า

สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”

ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%

นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย

LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร

พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”

พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก

ที่มา : TNN Tech

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ลดลงจากเดิม 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอัตราใกล้เคียงหลายประเทศในอาเซีย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สรุปผลการจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568

ก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถปิดดีลการเจรจากับสหรัฐฯได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 42% ลงเหลือ 20% และอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% ฟิลิปปินส์ จาก 20% เหลือ 19%

ทั้งนี้ในกรณีของอินโดนีเซีย มีการแลกเปลี่ยนโดยเปิดตลาดสินค้าอเมริกัน ทุกชนิดเป็นภาษี 0% พร้อมเสนอซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์, พลังงาน (LNG และน้ำมัน) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, และเครื่องบิน Boeing 50 ลำ

ส่วนญี่ปุ่นสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเหลือเพียง 15% โดยญี่ปุ่นเสนอเงื่อนไขลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน พร้อมเปิดตลาดยกเลิกข้อจำกัดด้านมาตรฐานรถยนต์สหรัฐฯ ที่นำเข้าญี่ปุ่น เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำแลก

ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 15% โดยเกาหลีใต้ตกลงที่จะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการที่ทรัมป์เลือก และจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและผลิตภัณฑ์พลังงานอื่น ๆ อีกมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านอินเดียเก็บสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% แม้จะต่ำกว่าอัตรา 26% แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ด้านสหภาพยุโรป (EU-27) สหรัฐฯประกาศลดการจัดเก็บจาก 30% ลดเหลือ 15%

สำหรับประเทศในอาเซียนอื่นที่ สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี ซึ่งกำหนดไว้ใน “ภาคผนวก 1” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ส.ค.เช่นกัน สรุปได้ดังนี้

  • บรูไน 25%
  • กัมพูชา 19%
  • อินโดนีเซีย 19%
  • ลาว 40%
  • มาเลเซีย 19%
  • เมียนมาร์ (พม่า) 40%
  • ฟิลิปปินส์ 19%
  • เวียดนาม 20%

ทั้งนี้ทางทำเนียบขาว ระบุว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน “ภาคผนวก 1” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10%

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

เช็คลิสต์ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ไทย นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ

นับถอยหลังเปิดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ ตรวจแถวภาษีธัญพืชเข้าอาหารสัตว์ไทย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล ขณะที่สภาเกษตรฯ ประกาศปกป้องเกษตรกร วอนรัฐบาลอย่าแลกดีล ผวาอาชีพเกษตรล่มสลาย

นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง “สหรัฐอเมริกา” จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% หรือไม่ ภายใต้นโยบาย “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ สินค้าไทยหลายรายการเตรียมเจอแรงกระแทกเต็ม ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ อาหารแปรรูป ฯลฯ

ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีอัปเดตการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกว่า 60% โดยการนำเข้าจะต้องเสียภาษีนำเข้า นับว่าเป็นภาระต้นทุนส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศซึ่งไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่น และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 29 รายการของไทย มีค่าภาษีอากร ตั้งแต่ 0.30 บาท ถึง 10 บาทต่อกิโลกรัม

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐ อย่าเรียกว่า “เจรจา” ต้องเรียกว่า “ลดความสูญเสียหรือเสียหาย” ให้น้อยที่สุด จึงไม่เป็น win-win เนื่องจากไม่ใช่การเจรจาข้อตกลงการค้าฯ ไทยต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 4.5 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ถั่วเหลือง และ กากถั่วเหลือง 5 ล้านตัน มูลค่าประมาณสองเท่าของข้าวโพด และที่สำคัญมาก ถั่วเหลืองสหรัฐปล่อยคาร์บอน ต่ำกว่าบราซิลและอาร์เจนตินา 10 เท่า หากเปิดได้สองตัวนี้ด้วยภาษี 0 เรา ก็จะยิงปืนนัดเดียวในนกสองตัวคือ เรามีวัตถุดิบเพียงพอและยังช่วยให้สินค้าอุตสาหกรรมลดภาษี ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและถั่วเหลือง เพียงแต่รัฐต้องประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเท่านั้น ส่วนถั่วเหลืองไทยนั้นได้รับการประกันราคาเรียบร้อยแล้ว

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ขอย้ำว่า ภาคเกษตรกรรมและเกษตรกรเป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ รัฐบาลต้องไม่ยอมสละผลประโยชน์ของเกษตรกรเพื่อแลกกับความก้าวหน้าด้านอื่น และต้องมีมาตรการดูแลที่เหมาะสมกับความทุ่มเทของเกษตรกรที่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศมาโดยตลอด เราจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยและฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

พาณิชย์ดึง 16 ประเทศ เจรจาซื้อมัน 1 หมื่นล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

พาณิชย์ เปิดงาน World Tapioca Conference 2025 ดึงผู้แทน 16 ประเทศ เจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,900 ล้าน ดันไทยผู้นำอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ครั้งที่ 7 จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : Go Global Go Together” เพื่อตอกย้ำความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดโลกอย่างแข็งแกร่ง

โดยมีนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หน่วยงานรัฐ เอกชน เกษตรกร และสื่อมวลชน

โดยมีผู้แทนจาก 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ตุรกี สปป.ลาว เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฮ่องกง เข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าการเจรจาภายในงานสามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 10,900 ล้านบาท

นายจตุพร กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจไทย มีเกษตรกรกว่า 740,000 ครัวเรือน แม้ปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านราคาที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยรัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มที่

“แม้ปีนี้เราส่งออกมันสำปะหลังมากกว่าปีก่อน แต่ราคากลับต่ำกว่าเดิม ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยทั้งด้านการตลาด และการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ พร้อมผลักดันนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ผู้ประกอบการไทยแข็งแรง และอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ ในงานยังมีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปริมาณรวมกว่า 1.48 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,900 ล้านบาท สามารถดูดซับหัวมันสดในประเทศได้มากถึง 3.57 ล้านตัน พร้อมเปิดการเจรจาเพื่อขยายตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 ให้ได้ 7.5 ล้านตัน

นายจตุพร ยังเผยถึงแผนผลักดันโครงการ “Sandbox” ดูแลและพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ ซึ่งมักเผชิญภาวะแห้งแล้งหรือน้ำท่วม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างโอกาสใหม่ โดยการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมดังกล่าว โดยใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพทางการเกษตร

รวมถึงความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ และนำข้อร้องขอของภาคเอกชนและเกษตรกรไปหารือในระดับนโยบายต่อไป เพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงโดยไม่ทอดทิ้งใคร พร้อมย้ำเจตนารมย์ “Go Global Go Together” เพื่อสร้างอนาคตให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมั่นคง ขณะเดียวกันไทยยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดโลก มิใช่ต่างคนต่างเดินแต่จะผสานความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่ความยั่งยืน

“ขอให้เชื่อมั่นว่า กระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ “พึ่งได้ทุกเรื่อง” จะเป็นมาเฟียที่ดูแลคุ้มครองผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้ท่านเดินเพียงลำพัง และขอให้งานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน ในทุกวัน เพื่อร่วมแสวงหาแนวทางใหม่และยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือของทุกภาคส่วน” นายจตุพร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกมันสำปะหลังได้รวม 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้กว่า 110,255 ล้านบาท ขณะที่ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ไทยส่งออกได้ปริมาณ 5.02 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 3.60 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงเหลือ 54,640.82 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.10 จากปีก่อน ที่มีมูลค่า 61,466.63 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันยอดส่งออกไทยปีนี้ให้บรรลุเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน และรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรรมมันสำปะหลังโลก

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

ในปี 2024 ตลาดใบมันสำปะหลังมีมูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 2.40 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2032 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 9.1% ระหว่างปี 2026 ถึง 2032

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ : ใบมันสำปะหลังที่อุดมด้วยโปรตีน ถูกนำมาใช้ในสูตรอาหารสำหรับสัตว์ปีก สุกร และโค
  • ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร : การเพิ่มขึ้นของการใช้ใบมันสำปะหลังในผลิตภัณฑ์อาหารของทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปแบบอาหารแปรรูป
  • ใช้ในอุตสาหกรรมยา : สารสกัดจากใบมันสำปะหลังที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ กำลังถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและแคปซูลเพื่อสุขภาพ
  • ประยุกต์ใช้ในปุ๋ยอินทรีย์ : เศษวัสดุจากใบมันสำปะหลังถูกนำมาใช้ในระบบหมักปุ๋ยของฟาร์มอินทรีย์ เนื่องจากองค์ประกอบแร่ธาตุและความสามารถในการย่อยสลาย
  • แปรรูปเป็นไบโอพลาสติกและเชื้อเพลิงชีวภาพ : ชีวมวลจากใบมันสำปะหลังกำลังได้รับการพัฒนาเป็นพลังงานทางเลือกและวัสดุทดแทน โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตทางเกษตรเหลือใช้
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล : สารสกัดจากใบที่มีสารต้านอนุมูลอิสระถูกเติมลงในโลชั่นสมุนไพร ครีม และแชมพู เป็นทางเลือกธรรมชาติแทนส่วนผสมสังเคราะห์

ข้อจำกัดของตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • อายุการเก็บรักษาสั้น : ความเปราะบางและเน่าเสียง่ายหากไม่แปรรูปทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
  • ความกังวลเกี่ยวกับสารไซยาไนด์ : จำเป็นต้องมีขั้นตอนการแปรรูปเพื่อขจัดสารประกอบไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่มีอยู่ในใบสด
  • การขาดมาตรฐาน : การขาดความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ ปริมาณสารอาหาร และเทคนิคการอบแห้งของแต่ละภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อการค้า
  • โครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปที่จำกัด : โรงงานแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ยังไม่แพร่หลายในพื้นที่ชนบทที่เป็นแหล่งปลูกหลัก ทำให้ขยายกำลังการผลิตได้ยาก
  • การรับรู้ของผู้บริโภคยังน้อย : การยอมรับระดับโลกยังล่าช้า เนื่องจากผู้บริโภคนอกภูมิภาคที่ใช้ใบมันสำปะหลังเป็นประจำยังไม่คุ้นเคย
  • ข้อกำหนดด้านกฎหมายที่ไม่แน่นอน : ใบมันสำปะหลังยังไม่ได้รับการนิยามหรือรับรองอย่างชัดเจนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเข้าสู่ตลาด

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก
ตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลกถูกแบ่งออกตามช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ใช้งานปลายทาง และภูมิศาสตร์ ดังนี้

ช่องทางการจัดจำหน่ายของตลาดใบมันสำปะหลัง

  • ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต
    เป็นกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังแบบบรรจุหีบห่อมักมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศที่มีความต้องการอาหารชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่ในหมวดเฉพาะของร้านค้า
  • ค้าปลีกออนไลน์
    ถือเป็นช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากสามารถจัดส่งใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือผงไปยังผู้บริโภคและผู้แปรรูปทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • ร้านค้าพิเศษ (Specialty Stores)
    เป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังที่ผ่านการคัดสรร เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นพืชเป็นหลัก ใส่ใจสุขภาพ หรือสนใจอาหารชาติพันธุ์
  • การขายตรง (Direct Sales)
    ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในระดับภูมิภาค โดยใบมันสำปะหลังถูกกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์และระบบค้าปลีกไม่เป็นทางการในชุมชนเกษตรกรรม
  • ร้านขายยา
    ครองส่วนแบ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงรักษา โดยใบมันสำปะหลังในรูปแบบแคปซูลและน้ำเชื่อมสมุนไพรมีจำหน่ายในหมวดสมุนไพรของร้านขายยาและร้านจำหน่ายเวชภัณฑ์

ตลาดใบมันสำปะหลังตามผู้ใช้งาน

  • ผู้เลี้ยงสัตว์
    เป็นกลุ่มผู้ใช้หลัก เนื่องจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในฟาร์มปศุสัตว์อย่างแพร่หลาย ด้วยต้นทุนที่ต่ำและปริมาณโปรตีนสูง
  • ผู้ผลิตอาหาร
    เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยใบมันสำปะหลังถูกใช้ในอาหารพร้อมรับประทานและอาหารแช่แข็ง ซึ่งเริ่มมีการจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกในเขตเมืองมากขึ้น
  • บริษัทเวชภัณฑ์
    เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสารสกัดจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกัน
  • เกษตรกรอินทรีย์
    ขยายตัวในระดับปานกลาง โดยใช้ใบมันสำปะหลังทำปุ๋ยหมักและคลุมดิน ลดการใช้สารเคมี แม้ยังมีส่วนแบ่งตลาดจำกัด
  • แบรนด์เครื่องสำอาง
    เป็นกลุ่มเฉพาะที่กำลังเติบโต โดยใช้สารต้านอนุมูลอิสระจากใบมันสำปะหลังในสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผมในหมวดความงามจากธรรมชาติ
  • บริษัทพลังงานชีวภาพ
    เติบโตช้า เนื่องจากการนำใบมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นชีวมวลและเอทานอลยังคงถูกจำกัดด้วยการเข้าถึงวัตถุดิบและโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่
  • ผู้บริโภคทั่วไป
    เป็นกลุ่มเกิดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยซื้อใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือแบบผงผ่านออนไลน์หรือร้านค้าพิเศษ เพื่อนำไปปรุงอาหารพื้นบ้านหรือใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือน

ตลาดใบมันสำปะหลังตามภูมิภาค

  • อเมริกาเหนือ
    ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในปัจจุบันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรชาติพันธุ์ โดยมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลาง เนื่องจากการตระหนักรู้เรื่องโภชนาการจากพืชยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  • ยุโรป
    เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากกรอบกฎหมายและการรับรองยังไม่ชัดเจน แม้จะมีความพยายามทำตลาดผ่านผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มที่เน้นออร์แกนิก
  • เอเชียแปซิฟิก
    เป็นภูมิภาคที่บริโภคมากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากยังคงมีการใช้ใบมันสำปะหลังในวิถีชีวิตดั้งเดิม ผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ และการรวมอยู่ในเมนูอาหารทั้งในเขตเมืองและชนบท
  • ละตินอเมริกา
    คาดว่าจะเติบโตในระดับปานกลาง โดยมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และอาหารท้องถิ่นที่ใช้ใบมันสำปะหลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในอาหารประจำภูมิภาค
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา
    คาดว่าเติบโตช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากความนิยมอาหารพื้นเมืองและความต้องการอาหารสัตว์ในเศรษฐกิจเกษตรเกิดใหม่

แหล่งที่มาของข้อมูล : www.verifiedmarketresearch.com

ของว่างผู้สูงวัย ‘เจลลี่พุดดิ้ง’ เคี้ยวง่าย โปรตีนสูง

ของว่างผู้สูงวัย ‘เจลลี่พุดดิ้ง’ เคี้ยวง่าย โปรตีนสูง

ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาการรับประทานอาหารได้น้อยและเคี้ยวกลืนลำบาก ไม่ว่าจะมาจากปัญหาเกี่ยวกับฟันและเหงือก การเสื่อมของกล้ามเนื้อ การรับรสและกลิ่นที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อความอยากอาหาร และร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น

‘เจลลี่พุดดิ้ง’ โปรตีนสูง เหมาะกับผู้สูงวัย ภาวะเคี้ยวกลืนลำบาก

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงที่ดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเคี้ยวกลืนลำบาก ผลงานของ ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน ‘The 50th International Exhibition of Inventions Geneva’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 เมษายน 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลพิเศษ ‘Prize of Malaysia delegation from Malaysia Delegation’ จากประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่มีปัญหาการรับประทานอาหารได้น้อยและเคี้ยวกลืนลำบาก

จากการวิจัยเรื่องอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพัฒนา ‘46 เมนูอาหารฝึกกลืนตามมาตรฐานสากล IDDSI’ สู่ผลงาน ‘เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ’ ซึ่งเป็นอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบของว่างระหว่างวันที่ครบครันสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ สามารถกลืนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทย ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ ‘Elderine’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท บ้านโป่ง โนวิเทท จำกัด

“งานวิจัยพัฒนาสูตรเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูง ใช้เวลานานกว่า 1 ปี ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ มีการวิจัยทดลองดัดแปลงเนื้อสัมผัสและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ปรับสัดส่วนของวัตถุดิบ รสชาติ การตรวจสอบเนื้อสัมผัส ประเมินการยอมรับของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุ 30 คน จนถึงการปรับใช้เทคโนโลยีของการผลิตที่ตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด” ผศ.ดร.วรัญญา กล่าว

ของว่างเพื่อสุขภาพ คุณค่าทางอาหารสูง

ลักษณะพิเศษของเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูง คือ เนื้อสัมผัสเป็นแบบ 2 in 1 เป็นเนื้อเจลลี่พร้อมรับประทาน มีความคงตัวอยู่บนช้อนได้ และสามารถเป็นเนื้อพุดดิ้งที่อ่อนนุ่มเมื่อใช้ช้อนบดเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้สูงอายุสามารถบดเคี้ยวอาหารได้ แม้จะไม่มีฟันก็ตาม

ในส่วนของคุณค่าทางอาหาร มีการผสมเวย์โปรตีน ไอโซเลตชนิดพิเศษสูงถึง 7 กรัมต่อถ้วย โดยไม่ทำให้เนื้อสัมผัสแข็งกระด้าง ไม่มีรสขม มีการผสมแป้งมันสำปะหลังชนิดดัดแปลงโมเลกุลกลูโคสโพลิเมอร์ให้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ รวมทั้งมีการปรับเนื้อสัมผัสด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างคาราจีแนนและสารก่อให้เกิดเจลอื่น ๆ มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 6 เดือน โดยที่คุณภาพและเนื้อสัมผัสยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มี 2 รสชาติให้เลือกทาน คือ รสกล้วย และรสสตรอเบอร์รี่

เจลลี่พุดดิ้ง 1 ถ้วย ให้พลังงาน 70 – 80 แคลอรี่ และให้โปรตีนที่ย่อยง่าย 7 – 8 กรัมซึ่งเทียบกับไข่ไก่ 1 ฟอง เป็นของว่างเพื่อสุขภาพ สามารถรับประทานได้ 2 ถ้วยต่อวัน

ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการบดเคี้ยวนั้น ผู้ที่เพิ่งถอนฟันหรือผ่าฟันคุด เด็กวัยรุ่นที่ต้องการอาหารที่เพิ่มโปรตีน ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการโปรตีนสูง รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายที่ต้องการเสริมกล้ามเนื้อ ก็สามารถรับประทานเจลลี่พุดดิ้งเพื่อบริโภคอาหารได้ง่ายขึ้น เสริมกล้ามเนื้อ เพิ่มสารอาหารและโปรตีนได้อีกด้วย

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงนี้ได้รับความร่วมมือจากดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการทดสอบเนื้อสัมผัสและความลื่นของเจลลี่พุดดิ้ง ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้อยู่ในระหว่างดำเนินการขอจดสิทธิบัตรขึ้นทะเบียนให้เป็นอาหารวัตถุประสงค์พิเศษ ในรูปแบบอาหารทางการแพทย์ โดยได้รับความร่วมมือกับทีมวิจัย ผศ.พญ.ภัทรา วัฒนพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กับการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ และกำลังขยายความร่วมมือกับทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นในการผลิตเพื่อออกจำหน่ายจริง คาดว่าจะวางจำหน่ายประมาณเดือนตุลาคมนี้

การพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเคี้ยวหรือกลืนลำบากนั้น ทางด้าน ผศ.ดร.วรัญญา ยังคงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเป็นทางเลือกต่อไป โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น อาทิ ขนมไทยสำหรับผู้สูงอายุ อาหารฟังก์ชั่นที่มีการเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย เป็นต้น

ที่มา : biotechthailand
ขอบคุณข้อมูลและภาพโดย : กรุงเทพธุรกิจ

“พาณิชย์เดินหน้า…จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ยกระดับมันสำปะหลังไทย ขยายตลาดส่งออก ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโต”

“พาณิชย์เดินหน้า…จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ยกระดับมันสำปะหลังไทย ขยายตลาดส่งออก ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโต”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เตรียมพร้อมจัดการประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ครั้งที่ 7 ในวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together” ที่จะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลก คาดมีผู้นำเข้าที่มีศักยภาพกว่า 16 ประเทศ 1 เขตเศรษฐกิจ จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน และมียอดคำสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งมั่นดำเนินงานโดยยึดแนวนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการ “เพิ่มโอกาสทางการค้า เปิดตลาดโลก สร้างโอกาสไทย” ภายใต้ภารกิจนี้กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย โดยมุ่งบูรณาการการทำงานและแก้ไขปัญหาทั้งระบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เป้าหมายไม่ใช่เพียงรักษาตำแหน่งในตลาดโลก แต่เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในทุกมิติให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

“กรมฯ ได้ผลักดันการขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยเป้าหมายดังกล่าวกรมฯ จึงได้เดินหน้าจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากทั่วโลก

การจัดงานดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของมันสำปะหลังไทยรวมทั้งสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่หลากหลายและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังในประเทศให้มีเสถียรภาพ สร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยตรง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” นางอารดากล่าว

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน WTC 2025 ในปีนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 1,000 ราย ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน และเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกิจกรรมในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ จะมีการเสวนาในหัวข้อ “จากไร่มันฯ สู่อนาคต : เส้นทางอุตสาหกรรมมันสำปะหลังสู่ความยั่งยืน” ซึ่งผู้เข้าร่วมงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ผู้นำเข้าและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลต่างชาติ สำหรับงานในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ จะเปิดให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง รวมถึงผู้ที่สนใจได้เข้าร่วม โดยมีกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญ คือ การบรรยายในหัวข้อ “มัน…ไม่ธรรมดา : รับมือการค้าโลกใหม่ เปิดมุมมองโอกาสและความท้าทาย” การจัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างชาติ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การจัดประชุมกลุ่มย่อย และการจัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“งาน WTC 2025 จะมีความแตกต่างและแปลกใหม่กว่าครั้งที่ผ่านๆ มา โดยงานครั้งนี้จะถ่ายทอดแนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together” ไปยังทุกกิจกรรมภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลก รวมทั้งการสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ผ่านกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างชาติจากหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้การจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อหารือแนวทาง เฉพาะด้านในเชิงลึกในประเด็นด้านการยกระดับความร่วมมือการใช้มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย รวมถึงการแปรรูปมันสำปะหลังไทยสู่การเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งในปีนี้ นอกจากจะให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์มันเส้น/มันอัดเม็ด และแป้งมันสำปะหลังแล้ว ยังมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่แปรรูปมาจากมันสำปะหลังด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นมิติใหม่ของการเพิ่มมูลค่าและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้ามันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นางอารดากล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังได้รวมทั้งสิ้น 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 110,255 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม) ไทยส่งออกได้ปริมาณ 4.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.16 จากปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 2.96 ล้านตัน อย่างไรก็ตามแม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลง โดยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 45,358.32 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.52 จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 51,848.40 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีโดยมุ่งเน้นการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาด ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกในปี 2568 บรรลุตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

เอทานอล ลุ้นรัฐดันนโยบาย E20 ผวาถูกสหรัฐบีบนำเข้าล้านตัน ทุบอุตฯ ล่มสลาย

เอทานอล ลุ้นรัฐดันนโยบาย E20 ผวาถูกสหรัฐบีบนำเข้าล้านตัน ทุบอุตฯ ล่มสลาย

โรงงานเอทานอลจากมันสำปะหลัง ลุ้นนโยบาย “E20” ปลุกชีพอุตสาหกรรม 1.7 แสนล้าน ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อย-มันสำปะหลังกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ราคาไม่ผันผวน ขณะสมาคมชาวไร่มันฯ ผวาตกเป็นเหยื่อภาษีทรัมป์ เปิดทางนำเข้าเอทานอลสหรัฐล้านตัน ทุบอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 กองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รายงานสถานการณ์เอทานอล ปัจจุบันไทยมีโรงงานผู้ผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 28 ราย กําลังการผลิตรวม 6.92 ล้านลิตร/วัน(มูลค่าอุตสาหกรรม 1.7 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตเอทานอลเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 3.51 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 68 อยู่ที่ประมาณ 0.25 ล้านลิตร/วัน ปริมาณการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 50.7 ซึ่งราคาเอทานอลอ้างอิง เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 18.34 บาท/ลิตร

ขณะที่ราคาเอทานอลต่างประเทศ ได้แก่ เอทานอล (ฟิลิปปินส์) 43.02 บาท/ลิตร, สหรัฐอเมริกา 14.25 บาท/ลิตรและบราซิล 17.68 บาท/ลิตร ซึ่งอนาคตอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจาก (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 “Oil Plan 2024” ของไทยที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาแล้วก็ยังไม่คลอด ยิ่งทำให้โรงงานเอทานอลลำบากมากขึ้น เพราะธุรกิจเอทานอลที่ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงของไทยถูกขับเคลื่อนโดยนโยบายรัฐ

นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ภาพรวม 6 เดือนแรก ปี 2568 ความต้องการใช้เอทานอลลดลงจากปีก่อน โดยเหลือ 3.3-3.4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้การใช้ลดลง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าน่าจะเหนื่อยทุกเซ็กเตอร์ นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง และมีประเด็นที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้าไทย (Reciprocal Tariff) ที่ 36%) ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน เพื่อรอดูทิศทางของตลาด และมีความระมัดระวังในการใช้เงิน ซึ่งการใช้เอทานอลขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ

“หากรัฐมีนโยบายใช้ E20 เป็นพื้นฐาน (นํ้ามันเบนซิน E20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอล 20% เป็นเชื้อเพลิงพื้นฐานในประเทศ) ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 6 ล้านลิตรต่อวันได้ไม่มีปัญหา เนื่องจากสมาชิกในสมาคมมีกำลังการผลิต อยู่ 7-8 ล้านลิตรต่อวันอยู่แล้ว รวมทั้งมีรถยนต์ในประเทศที่สามารถใช้นํ้ามันนี้ได้อยู่แล้วจำนวนมาก ซึ่งเหลือแค่นโยบายรัฐบาลเท่านั้นว่าจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญหากสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จะเป็นผลดีต่อเกษตรกร จะขายสินค้าได้ราคาดีมีเสถียรภาพไม่ความผันผวน และจะสามารถดูดซัพพลายมันสำปะหลังออกจากตลาดได้อย่างน้อย 6-8% ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว”

นางสาวสุรียส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากในอนาคตเกิดสงครามในตะวันออกกลางอีก นโยบายนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ ควบคู่การผลักดันเปิดเสรีเอทานอลให้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ,ไบโอเอทิลีนสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมสมุนไพรสกัด อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

ทั้งนี้จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอ้อย และมันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอลอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรใน 2 กลุ่มนี้มีกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ดี (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567-2580 (AEDP2024) เร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าขับเคลื่อนและต้องส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป จากที่เวลานี้ทุกโรงงานรอดูท่าทีว่าทางภาครัฐจะมีทิศทางอย่างไร

ด้านนายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีความกังวลจากที่รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐในเรื่องอัตราภาษี 36% ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งในการต่อรอง เกรงว่าทางสหรัฐอาจขอให้ไทยเปิดให้บริษัทปิโตรเคมีในไทย เพิ่มปริมาณการซื้อเอทานอลจากสหรัฐอย่างน้อย 1 ล้านตันเพื่อลดแรงกดดันเรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อไทย ซึ่งการนำเข้าเอทานอลต่างประเทศ อาจทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานไทยล่มสลายไปด้วย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ