เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

พระตะบอง, กัมพูชา (5 มกราคม 2026) – เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดพระตะบองได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตลาดภายในประเทศสามารถรองรับผลผลิตส่วนใหญ่ได้ แม้ว่าจะยังคงมีปัญหาการติดขัดบริเวณชายแดนไทยก็ตาม

เกษตรกรใน 7 อำเภอหลักที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ได้แก่ สำเภาลูน, กำเรียง, พนมพรึก, รัตนมณฑล, สวายเจก (รุกขคีรี), โคกกระเลาะ และสำลอด รายงานว่าการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างมั่นคง แม้จะไม่มีการส่งออกข้ามพรมแดนตามปกติ

นายเชียง พอน เกษตรกรในอำเภอบานัน กล่าวว่าเขาเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมและขายผลผลิตส่วนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว
“ปีนี้รายได้ของผมดีกว่าปีที่แล้ว” เขากล่าว “หัวมันมีแป้งสูง ความต้องการในตลาดก็แข็งแกร่ง แถมราคายังสูงขึ้นด้วย ตอนนี้ผมจึงกำลังเตรียมที่ดินเพื่อปลูกในรอบถัดไป”

ข้อมูลจากกรมเกษตรจังหวัดพระตะบองระบุว่า มีการปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ประมาณ 124,681 เฮกตาร์ (ประมาณ 779,256 ไร่) ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ โดยราคาหน้าฟาร์มยังคงทรงตัวและในบางพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สรุปราคาและผลผลิตเฉลี่ย:
หัวมันสด: ประมาณ 215 เรียล (5 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
มันเส้น: ประมาณ 593 เรียล (15 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
(หมายเหตุ: ในอำเภอสำเภาลูนและพนมพรึกมีรายงานราคาที่สูงกว่านี้)

นายเฮง สิธ เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด กล่าวว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 24 ตันต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 3.8 ตันต่อไร่)

“เกษตรกรจำนวนมากขายผลผลิตไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทยอยเก็บเกี่ยว โดยรวมแล้วการผลิตยังคงแข็งแกร่งและตลาดมีเสถียรภาพ” นายเฮง กล่าวปิดท้าย

ที่มา : https://www.kampucheathmey.com

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์กำลังก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์กำลังก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เพื่อให้เกษตรกรในจังหวัดเตนินห์สามารถพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังได้อย่างมั่นใจ มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างงาน เพิ่มรายได้ให้แต่ละครัวเรือนเกษตรกร และมีส่วนช่วยสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศให้กับจังหวัด ภาคการเกษตรจึงได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบกระบวนการเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาโครงการต้นแบบทั่วประเทศในด้านการปลูก การดูแล และการแปรรูปแป้งมันสำปะหลังเพื่อการส่งออก

จังหวัดเตนินห์มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมากเป็นอันดับสองของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 59,000 – 62,000 เฮกตาร์ มันสำปะหลังปลูกกระจุกตัวในเขตชุมชนชายแดน เช่น Tan Phu, Tan Chau, Tan Hoi, Tan Dong, Thanh Binh, Tra Vong, Tan Lap, Loc Ninh, Cau Khoi, Duong Minh Chau, Ninh Dien, Phuoc Vinh, Hao Duoc เป็นต้น ปัจจุบันมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของพื้นที่เพาะปลูก รองจากข้าวและยางพารา ในแต่ละปี เกษตรกรเตนินห์เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังได้มากกว่า 2 ล้านตัน โดยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 330 ตันต่อเฮกตาร์ สูงที่สุดในประเทศ

จังหวัดเตนินห์ดึงดูดผู้ประกอบการกว่า 65 รายเข้ามาลงทุนในโรงงานแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง เพื่อให้การปลูกมันสำปะหลังมีเสถียรภาพ เกษตรกรได้กำไรสูง และแรงงานมีงานทำอย่างมั่นคง โดยมีกำลังการผลิตหลายร้อยตันต่อวัน การลงทุนอย่างเข้มแข็งนี้ช่วยรักษาระดับราคามันสำปะหลังให้อยู่ในช่วง 2,100 – 2,500 ดอง/กก. ในปี 2025 และสร้างรายได้จากการส่งออกแป้งมันสำปะหลังเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Mr. Nguyen Dinh Xuan Deputy Director of the Department of Agriculture and Environment of Tay Ninh province กล่าวว่า ในช่วงปี 2023 – 2025 การปลูกมันสำปะหลังในเตนินห์พัฒนาไปในทิศทางที่ดี ทั้งด้านพื้นที่และผลผลิต แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปแป้งในจังหวัด เตนินห์เป็นพื้นที่ที่มีกำลังการผลิตและ แปรรูปแป้งมันสำปะหลังขนาดใหญ่ของประเทศ มีหลายบริษัทที่สามารถแปรรูปเชิงลึกเพื่อรองรับการผลิตภายในประเทศและการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพของวัตถุดิบให้โรงงาน ในปี 2025 สมาคมผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังจังหวัดเตนินห์ ได้ร่วมกับสหพันธ์มันสำปะหลังแห่งกัมพูชาและพันธมิตร ลงนามบันทึกความเข้าใจในการนำเข้ามันสำปะหลังสดปีละ 9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการแปรรูปและส่งออก นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือคำมั่นสัญญาของภาคการเกษตรท้องถิ่นต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและแรงงานมันสำปะหลัง และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด

“การปลูกมันสำปะหลังช่วยแก้ปัญหาการจ้างงาน ลดความยากจน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง เพราะมันสำปะหลัง 1 เฮกตาร์สามารถสร้างงานที่มั่นคงให้แรงงานได้ตลอดทั้งปี ด้วยผลผลิต 25 ตัน/เฮกตาร์ และราคาขาย 2,100 – 2,500 ดอง/กก. เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่เลี้ยงดูบุตรและส่งเรียนหนังสือ ปริมาณ 9 ล้านตันที่ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นไว้ คือ “สะพานมูลค่าพันล้านดอลลาร์” ที่เชื่อมโยงสองเศรษฐกิจ เพราะหลังรถบรรทุกมันสำปะหลังแต่ละคันที่ข้ามพรมแดน มีหยาดเหงื่อของเกษตรกร ความหวังของเด็ก ๆ ที่ได้ไปโรงเรียน และศรัทธาต่ออนาคต ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่การซื้อขายวัตถุดิบ แต่คือการเติบโตร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจลงทุนในพันธุ์ใหม่ ธุรกิจมีวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และพื้นที่ชายแดนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรือง” Mr. Nguyen Dinh Xuan กล่าว

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่เกษตรกรและภาคการเกษตรยังคงกังวลเกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดเตนินห์รายงานว่า ภาคการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างจำนวน 7 พันธุ์ (HN1, HN3, HN5, HN36, HN80, HN97, HLRS-15) และได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายแล้ว ในจำนวนนี้ มีเพียง HN1 และ HN5 ที่เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลาย แต่เริ่มแสดงข้อจำกัด เช่น โรครากเน่า หัวเน่ารุนแรง และโรคพุ่มแจ้ ปัจจุบันจังหวัดยังขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพสูงและปลอดโรค

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลังยังไม่ได้พัฒนาพื้นที่วัตถุดิบของตนเอง ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบ “ซื้อเท่าที่ผลิตได้” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาวัตถุดิบได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่อุปทานลดลง การแปรรูปแป้งมันสำปะหลังยังสร้างปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องลงทุนสูงในการบำบัดของเสีย ระดับการใช้เครื่องจักรในการปลูก ใส่ปุ๋ย และพ่นสาร อยู่เพียง 20 – 40% แล้วแต่พื้นที่ ขณะที่การเก็บเกี่ยวยังใช้เครื่องจักรเพียงราว 3% ส่งผลให้เกิดการสูญเสียสูง ต้นทุนแรงงานสูง และประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาซื้อมันสำปะหลัง 2,100–2,500 ดอง/กก. หลังหักต้นทุนแล้ว เกษตรกรยังมีกำไร 33 – 49 ล้านดองต่อเฮกตาร์ ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น แป้งดัดแปร มอลต์ น้ำตาล ซอร์บิทอล เอทานอล ฯลฯ ถูกส่งออกไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 70%

เพื่อรักษาและพัฒนาพื้นที่ปลูก เพิ่มผลผลิต ควบคุมโรคใบด่าง และปรับโครงสร้างการแปรรูปแป้งไปสู่เทคโนโลยีที่ทันสมัย ภาคการเกษตรจังหวัดเตนินห์จึงเดินหน้าประยุกต์ใช้มาตรการทางเทคนิคขั้นสูง อาทิ การใช้พันธุ์ใหม่คุณภาพสูง การใส่ปุ๋ยตามหลักวิชาการ เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และระบบชลประทานประหยัดน้ำ เพิ่มการใช้เครื่องจักรในการปลูกและดูแล ประสานงานกับหน่วยงานวิจัยเพื่อประเมิน คัดเลือก และขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างอย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดระเบียบการผลิตโดยเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และโรงงานแปรรูปเข้าด้วยกัน

Mrs. Dinh Thi Phuong Khanh Deputy Director of the Tay Ninh Department of Agriculture and Environment กล่าวไว้ว่า ธุรกิจแปรรูปและการผลิตจำเป็นต้องกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากแป้งมันสำปะหลัง เช่น แป้งดัดแปร ซอร์บิทอล มอลต์ และเอทานอล รับประกันคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างแบรนด์อุตสาหกรรม ส่งเสริมการค้า และวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพและความสามารถในการแข่งขันของการปลูกและแปรรูปมันสำปะหลัง

บทความโดย MINH ANH, THANH PHONG

ที่มา : www.vietnam.vn

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทิศทางอนาคตการผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความท้าทาย แนวโน้ม และลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์สู่ปี 2050

มันสำปะหลังเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปลูกเป็นหลักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งอุตสาหกรรม และมีการแข่งขันด้าน การใช้พื้นที่และทรัพยากรโดยตรงกับพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพด แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศผู้ผลิตหลักของภูมิภาคกลับมีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของโครงสร้างการผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต

ความเป็นผู้นำของประเทศไทยในระดับภูมิภาค ประกอบกับประวัติความสำเร็จอันยาวนานด้านการปรับปรุงพันธุ์ มันสำปะหลัง ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและได้รับการยอมรับใช้อย่างกว้างขวางในภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวยังหมายความว่า ศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต ในอนาคตมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างจำกัด และอาจเป็นการปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด
ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยในระดับประเทศของกัมพูชาและอินโดนีเซียยังมีศักยภาพในการเติบโตในระดับปานกลาง เวียดนามกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านประสิทธิภาพการผลิตอย่างเด่นชัดระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในระยะยาว ส่วนประเทศลาว การขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังไปสู่พื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า อันเป็นผลจากแรงจูงใจด้านความสามารถในการทำกำไร อาจส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยในระดับประเทศ มีแนวโน้มลดลง

ความต้องการแป้งอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงแนวโน้มเชิงบวกของตลาดในอนาคต อย่างไรก็ดี การผลิตมันสำปะหลังในระยะข้างหน้ายังคงเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่คุกคามระดับผลผลิต ขณะเดียวกัน ในบางพื้นที่ สภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ขาดความเป็นระบบ รวมถึงการแข่งขันในการใช้ทรัพยากรที่ดิน ยังคงเป็นแรงกดดันที่ซ้ำเติมความท้าทายในการพัฒนาและขยายการผลิตมันสำปะหลังในระยะยาว

การสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงปี 2050 จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่

  • การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรค
  • การผลิตและการเข้าถึงวัสดุปลูกที่สะอาดในระดับขนาดใหญ่
  • การติดตามและเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกข้ามพรมแดน
  • การพัฒนาระบบการรวบรวมข้อมูลภาคสนามที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การกำหนดนโยบายระดับชาติที่มีความสอดประสาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับใช้พันธุ์ต้านทานโรค ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น และแนวทางการจัดการแปลงปลูกที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

เหตุใดจึงมีความสำคัญ

มันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจภาคการเกษตรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเพาะปลูกกระจายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค (รูปที่ 1) พืชชนิดนี้ถูกปลูกเป็นหลักในฐานะพืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตแป้ง และเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค อีกทั้งยังมีการแข่งขันโดยตรงกับสินค้าเกษตรหลักอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด
ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 95 ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้มันสำปะหลังกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งเกษตรกรรายย่อยและเศรษฐกิจในระดับประเทศ

จากพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 5 ล้านเฮกตาร์ในเอเชียตะวันออก มากกว่าร้อยละ 99 ยังคงอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อย ทำให้การเพาะปลูกมันสำปะหลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยากจนในชนบท ประสิทธิภาพของภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังมีอิทธิพลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม รายได้ของเกษตรกร และรูปแบบการใช้ที่ดินทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสะท้อนภาพความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างประสิทธิภาพการผลิตในระดับไร่นาและแรงงาน การแปรรูปและความมั่นคงด้านอาหาร ตลาดคาร์โบไฮเดรตโลก ตลอดจนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

รูปที่ 1 การกระจายตัวของการผลิตมันสำปะหลังและพื้นที่เก็บเกี่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หมายเหตุ: การแรเงาสีของแต่ละประเทศแสดงถึงปริมาณการผลิตมันสำปะหลัง (ตัน) โดยสีน้ำเงินที่เข้มขึ้นหมายถึงผลผลิตที่สูงกว่า ขนาดของวงกลมแสดงถึงพื้นที่เก็บเกี่ยว (เฮกตาร์)

แนวโน้มการผลิตมันสำปะหลังรายประเทศ

ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) องค์กร Alliance of Bioversity-CIAT ได้จัดกระบวนการปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญขึ้น เพื่อทำความเข้าใจแนวโน้มผลผลิตมันสำปะหลังในอดีต และรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของการผลิตมันสำปะหลังในประเทศผู้ผลิตหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนทั้งสิ้น 5 คน เข้าร่วมการหารือจำนวน 2 ครั้ง เพื่อทบทวนข้อมูลในอดีตและวิพากษ์การคาดการณ์ผลผลิตตามแบบจำลองจนถึงปี 2050 ภายใต้กรอบแนวคิดและระเบียบวิธีเฉพาะที่พัฒนาขึ้นสำหรับการศึกษาครั้งนี้ (Petsakos, 2024)

ผลจากการปรึกษาหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสภาพการผลิตในภูมิภาค ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปที่ 2 และสามารถระบุทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญจำนวนมากที่ประเทศผู้ผลิตหลักกำลังเผชิญ โดยปัจจัยเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคไปจนถึงปี 2050

รูปที่ 2 การเติบโตของผลผลิตมันสำปะหลังในอดีตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความแปรปรวนของผลผลิต
หมายเหตุ: เส้นตรงกึ่งกลางแสดงถึงผลผลิตเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของประเทศผู้ผลิตทั้งหมด ขณะที่แถบพื้นที่รอบเส้นดังกล่าวแสดงถึงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานถ่วงน้ำหนักของผลผลิตในแต่ละปี

ความท้าทายร่วมในระดับภูมิภาค

แรงกดดันจากศัตรูพืชและโรคพืช: ภัยคุกคามในปัจจุบัน เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) และ โรคพุ่มแจ้ (Witches’ Broom Disease) รวมถึงความเป็นไปได้ของการระบาดของโรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคใบไหม้สีน้ำตาลของมันสำปะหลัง (Cassava Brown Streak Disease: CBSD) (Tomlinson, Bailey, Alicai, Seal และ Foster, 2018) กำลังสร้างความกังวลอย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค

CMD ถูกตรวจพบครั้งแรกในภูมิภาคนี้ในปี 2015 จากการปนเปื้อนในท่อนพันธุ์ และนับแต่นั้นมาได้แพร่กระจายไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทย (Minato และคณะ, 2019; Saokham และคณะ, 2021; Siriwan และคณะ, 2020) นอกจากนี้ โรคพุ่มแจ้ และอาจรวมถึง CBSD กำลังกลับมาเป็นภัยคุกคามสำคัญอีกครั้ง ซึ่งอาจซ้ำเติมให้ความก้าวหน้าด้านผลผลิตที่เคยเกิดขึ้นต้องถดถอย หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม (Leiva และคณะ, 2023; Pardo และคณะ, 2023)

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งแสดงความกังวลว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจลดลงได้ยากในประเทศไทย และชี้ให้เห็นว่าการคาดการณ์ผลผลิตในระดับสูงอาจไม่สามารถบรรลุได้ในทางปฏิบัติ

ความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการขาดแคลนและคุณภาพที่ต่ำของข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการ ทั้งในระดับประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับย่อยของพื้นที่ (ระดับจังหวัด/ท้องถิ่น) ข้อมูลผลผลิตในอดีตจาก FAOSTAT (FAOSTAT คือฐานข้อมูลสถิติด้านอาหารและการเกษตรของโลก พัฒนาและดูแลโดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO – Food and Agriculture Organization of the United Nations) สำหรับประเทศอย่างกัมพูชาและอินโดนีเซีย ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตัวเลขเหล่านี้มักคำนวณจากข้อมูลการค้าที่ไม่สมบูรณ์และขาดการตรวจสอบภาคสนาม

การปรับปรุงระบบติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลังในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยเอื้อให้สามารถจัดทำการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ และนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

นโยบายและธรรมาภิบาล: ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังพัฒนามาจนถึงปัจจุบันภายใต้บริบทด้านสถาบันที่อ่อนแอและขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ในประเทศอินโดนีเซีย สภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ “ขาดความเป็นระเบียบและความชัดเจน” ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ขณะที่ในเวียดนาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะห้าปีของรัฐบาลมีประสิทธิภาพ ในการระดมทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนเสมอไปว่าความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จเพียงใดในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

การแข่งขันด้านทรัพยากรและตลาด: มันสำปะหลังมักถูกมองว่าเป็นพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ส่งผลให้มีการใช้วัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย หรือเทคโนโลยีอนุรักษ์ดินค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร

ในประเทศไทยและเวียดนาม มันสำปะหลังมีการแข่งขันโดยตรงกับข้าวโพดและพืชไร่บนพื้นที่สูงชนิดอื่น ๆ ในการใช้ที่ดินและทรัพยากร ขณะที่ในอินโดนีเซีย ภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังแบ่งออกเป็นสองตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ตลาดอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตสูง และตลาดเพื่อการบริโภคที่ให้ผลผลิตต่ำ พลวัตเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรและต่อการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม

นัยเชิงนโยบาย

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: ในฐานะวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมแป้ง หากผลผลิตมันสำปะหลังลดลง อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ผลกระทบต่อวิถีชีวิต: ในพื้นที่ที่มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก การไม่สามารถแก้ไขปัจจัยที่จำกัดผลผลิตได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยนับล้านครัวเรือน

ความเสี่ยงด้านนโยบายและการลงทุน: ความไม่น่าเชื่อถืออย่างแพร่หลายของข้อมูลสถิติภาคเกษตรอย่างเป็นทางการ ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้ทุนสนับสนุน เนื่องจากการตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของข้อมูล ส่งผลให้ความพยายามในการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานขาดประสิทธิผล

ลำดับความสำคัญด้านการวิจัย: ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์ที่ต้านทานศัตรูพืชและโรคพืช นวัตกรรมด้านระบบเมล็ดพันธุ์เพื่อให้พันธุ์ใหม่และท่อนพันธุ์สะอาดเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงแนวทางการจัดการด้านวิชาการเกษตรที่เหมาะสมกับระบบการผลิตที่แตกต่างกัน (เช่น ระบบอุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูง เทียบกับระบบเพื่อการบริโภคที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ)

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: สภาพการผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำและการชะล้างพังทลายของหน้าดินในพื้นที่ที่ปลูกมันสำปะหลังบนภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม (เช่น พื้นที่ลาดชันทางภาคเหนือ) รวมถึงปัญหาดินเค็มในภาคใต้ของเวียดนาม อันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อการผลิตในระบบชลประทานของจังหวัดเตนินห์

ข้อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินการ

เสริมสร้างการจัดการศัตรูพืชและโรคพืช: เร่งรัดการวิจัย พัฒนา และกระจายพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรค ซึ่งเหมาะสมกับสภาพตลาดและระบบการผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการลงทุนในการเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้านสุขอนามัยพืช เพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังและการตรวจพบโรค ในระยะเริ่มต้นในพื้นที่จริง รวมถึงการจัดทำกลยุทธ์ระดับภูมิภาคที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบในการจัดการและควบคุมการระบาด โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือในการติดตามและกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกข้ามพรมแดน

ปรับปรุงการเก็บรวบรวมและการติดตามข้อมูล: จำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงการลงทุนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคในการพัฒนาระบบสถิติการเกษตรที่มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณการผลิต และผลผลิต ต่อหน่วย พึงรวมถึงการติดตามทั้งในรูปแบบการสำรวจภาคสนามตามมาตรฐาน การติดตามบนฐานข้อมูลการค้า ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสำรวจระยะไกล (remote sensing) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ

ส่งเสริมนโยบายระดับชาติที่มีความสอดประสาน: ภาครัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีเสถียรภาพ และเอื้อต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ บริการส่งเสริมการเกษตร และการเชื่อมโยงตลาด ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเพื่อการบริโภค

เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและการเข้าถึงเทคโนโลยี: มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย สามารถนำพันธุ์และแนวปฏิบัติที่ได้รับการปรับปรุงไปใช้ในการจัดการโรคพืช การดูแลสุขภาพดิน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทความโดย Alliance Bioversity–CIAT
ภายใต้ Consultative Group on International Agricultural Research (CGIAR)

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

อนาคตเกษตรยุคใหม่! กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีใหญ่ ดัน ‘จีโนม’ ตัวช่วยสร้างพืชพันธุ์เทพ ทนทานต่อโรค-ภัยแล้ง ย้ำ! ไม่ใช่พืช GMO ที่น่ากังวล

กรมวิชาการเกษตร เปิดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ Focus Group ในประเด็น “อนาคตเกษตรไทยยุคใหม่” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาพืชพันธุ์ให้แข็งแกร่ง ทนทาน และมีคุณภาพดีขึ้น เพื่อสู้กับวิกฤตที่เกษตรกรกำลังเผชิญ!

โอกาสทองของเกษตรกร ทำไมต้องสนใจ “เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม”?
นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ภาคการเกษตรไทย เพราะนี่คือทางออกสำคัญในการรับมือกับ ภัยพิบัติและสภาพอากาศแปรปรวน สร้างพืชที่ทนแล้ง ทนโรคได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม ๆ นานหลายปี ปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด พัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) แตกต่างจากพืช GMO ที่มีการตัดต่อยีนต่างชนิดใส่เข้าไป แต่ GEd เป็นการปรับปรุงแก้ไขยีนที่มีอยู่แล้วในพืชอย่างแม่นยำ คล้ายกับการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ทำได้เร็วและควบคุมได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง กรมฯ ยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้ภายใต้หลักวิชาการที่ถูกต้องและมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล

โปร่งใส ปลอดภัย! กฎหมายใหม่เพื่อพี่น้องเกษตรกร
กรมวิชาการเกษตรได้มีการออกประกาศสำคัญ 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอย่างถูกต้อง และ ประกาศกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2567 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่พืช GMO

ประกาศเหล่านี้จะทำให้เกษตรกรและนักวิจัยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์พืชได้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

เวทีแลกเปลี่ยนเสียงจากทุกภาคส่วน
เวทีเสวนาในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่นักวิชาการ แต่ยังได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วน ทั้งกรรมาธิการด้านการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร (อย.) สมาคมเมล็ดพันธุ์ สภาอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือมีเสียงของ “เกษตรกรสมัยใหม่” เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำปิดท้ายว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่กรมฯ พร้อมเปิดรับฟังข้อกังวลของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างจริงใจ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่อประเทศ เกษตรกร และผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนที่สุด”

สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ พืชพันธุ์ดีขึ้น ทนทานต่อโรค แมลง และสภาพอากาศได้ดีกว่าเดิม ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลผลิตมีคุณภาพสูงตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ที่มา : Fackbookเกษตรสัญจร

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน

เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวนประมาณ 3.34 ล้านตัน ในช่วงสิบเดือนแรกของปี 2025 ทำรายได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจากศุลกากรเวียดนาม

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 59.8% ในด้านปริมาณ และเพิ่มขึ้น 8.5% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

เฉพาะเดือนตุลาคม มีการส่งออก 260,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 88.53 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47.6% ในด้านปริมาณ และ 16.3% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบปีต่อปี ราคาส่งออกเฉลี่ยในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็น 340.1 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.7% จากเดือนกันยายน
จีนยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยนำเข้า 3.16 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 962.74 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนมกราคม–ตุลาคม เพิ่มขึ้น 63.8% ในด้านปริมาณ และ 10.3% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตลาดอื่น ๆ หลายแห่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว เช่น ไต้หวัน (จีน), ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สาธารณรัฐเกาหลี และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะสาธารณรัฐเกาหลีมีการเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเดือนตุลาคม โดยเพิ่มการนำเข้ามันสำปะหลังจากเวียดนามถึง 1,282% จากเดือนกันยายน เป็นมากกว่า 7,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.99 ล้านดอลลาร์

บทความโดย ชู มิง โคย

ที่มา https://en.vneconomy.vn/vietnams-cassava-exports-top-over-1-bln-in-10m.htm

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

ไทย ปักหมุดตลาดตะวันออกกลาง นำทัพเอกชนลุยส่งออกมันสำปะหลัง

กรมการค้าต่างประเทศ จับมือร่วมกับภาคเอกชน และนักวิชาการรวมกว่า 22 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดว่าจะสามารถสร้างความต้องการล่วงหน้าในตลาดได้ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2568/69 จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการตลาดต่างประเทศสินค้ามันสำปะหลัง ได้เร่งดำเนินการตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้ามันสำปะหลังของไทยและรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากในฤดูการผลิตนี้ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังของเกษตรกรภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดคณะเดินทางร่วมกับผู้ส่งออกมันสำปะหลังที่มีศักยภาพ พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมีองค์ความรู้ในการนำมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมเจรจาเปิดตลาดอาหารสัตว์ และผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ กาว ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่ศักยภาพของสินค้ามันสำปะหลังไทย เนื่องจากมีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายธุรกิจและการลงทุนในหลากหลายประเทศ รวมถึงมีกำลังซื้อสูง และเปิดกว้างต่อสินค้านำเข้าคุณภาพดี โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น

“การจัดคณะเดินทางระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นการบุกตลาดตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจากการดำเนินการในช่วงต้นปีที่ได้มีการเดินทางไปขยายตลาดที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

ในการเยือนครั้งนี้ คณะเดินทางจะหารือกับผู้นำเข้ารายใหญ่สำคัญในสองเมือง ได้แก่ กรุงอาบูดาบี และ นครดูไบ ทั้งในส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมที่ใช้แป้งเป็นวัตถุดิบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าและมุมมองด้านการทำธุรกิจ รวมถึงหารือแนวทางการเพิ่มโอกาสทางการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีการค้าโลก

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันฯ ขาดตลาด! โรงแป้ง แย่งซื้อดันราคาพุ่ง จี้รัฐเปิดนำเข้า กันเสียตลาดส่งออก

มันสำปะหลังขาดตลาด ลานมัน-โรงแป้งแย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง 2.55 – 2.70 บาท/กก.นายกสมาคมการค้ามันฯ คาดการณ์ปี 68 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทะลุ 4.5 ล้านตัน ห่วงปี 69 ผลผลิตไม่พอส่งออก วอนรัฐผ่อนปรนนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หวั่นเสียตลาดให้เวียดนาม

อัปเดตสถานการณ์การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและหัวมันสำปะหลังไทย ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 และแนวโน้มการส่งออกปี 2569 จะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังปิดตายการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชา ที่ช่วยดันราคาในประเทศอีกด้านสมาคมมันสำปะหลังกัมพูชาได้เซ็นขายหัวมันสด 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย 9 เดือนของปี 2568 ว่า มีปริมาณรวมกว่า 4.1 ล้านตัน (มูลค่า 23,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปี คาดทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 4.5 ล้านตัน

มีปัจจัยบวกจากราคามันเส้น ณ เวลานี้สามารถแข่งขันได้กับธัญพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเอทานอล และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ในปีนี้มีมันเส้นขายเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ด้วย จาก 3 ปีก่อนหน้านี้ราคามันเส้นไทยแพงมาก ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนหันไปใช้ธัญพืชอื่นทดแทน

“ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่แข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่ามาจากราคาหัวมันในประเทศตํ่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไม่อยากให้เกิดขึ้น และเป็นความเสียใจ ไม่พอใจ เพราะเมื่อเทียบกับไปในหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังขายหัวมันสดได้ในราคาสูง ก็อยากทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าใจว่าผู้ส่งออกกดราคา ซึ่งยืนยันว่าราคาที่รับซื้อเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจริง”

นายอำนาจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ราคาหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 2.55 – 2.70 บาท เชื้อแป้ง 30% เฉลี่ย 2.15 – 2.40 บาทต่อกก. เป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีน้อย ฝนตก สินค้าขาดตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันแย่งกันซื้อ เพราะมีคำสั่งซื้อที่ต้องเร่งผลิตส่งมอบสินค้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีการผลิต 2568/69 ประเมินผลผลิต 22 ล้านตัน จากปีก่อน 25-26 ล้านตัน เนื่องจากราคาไม่ดี ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ได้ราคาดีกว่า ทำให้ผลผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงและน่าเป็นห่วง ทั้งที่ความต้องการของโรงงานแป้งมันและโรงงานมันเส้นต้องการหัวมันสดถึง 37 ล้านตัน

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยถึงจำเป็นต้องนำเข้ามันสำปะหลังมาโดยตลอด สาเหตุหลักก็มาจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า ปี 2567 ไทยมีการนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นจากกัมพูชาและ สปป.ลาว กว่า 9 ล้านตัน แต่ทางคณะผู้สำรวจฯ คาดการณ์ว่ามีมากกว่า 10 ล้านตัน”

ในปี 2569 หากหัวมันสดไม่เพียงพอกับการแปรรูปส่งออก และด่านชายแดนไทย-กัมพูชายังปิดไม่สามารถนำเข้าได้ คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะลดลง ปัจจุบันกัมพูชาได้ส่งหัวมันสดไปเวียดนาม โดยล่าสุดสมาคมมันสำปะหลังแห่งกัมพูชาได้ไปเซ็น MOU กับสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม โดยจะส่งผลผลิตหัวมันสดปริมาณ 9.5 ล้านตันให้กับเวียดนาม ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังเข้ามาไทยไม่ได้ ก็เหลือที่ลาว ซึ่งปีนี้นำเข้ามันเส้น 2.67 ล้านตัน เทียบเท่ามันสด 6 ล้านตัน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจำกัดฤดูการนำเข้า หากร้ายสุดเข้ามาไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวไร่มันของไทย เท่ากับว่ามันเส้นจะหดหายไป จะทำให้เกิดวิกฤตกับโรงงานมันเส้น

“ทางสมาคมขอให้ภาครัฐผ่อนปรนทีละขั้นตอน ถ้าปิดด่านไม่ให้นำเข้าเลย ผู้ประกอบการเดือดร้อน จะทำให้ไทยเสียตลาดมันเส้นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก” นายอำนาจกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐาน’ข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน’ ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ทีมทรัมป์จับตาดีลแนวรบธัญพืช

อาร์เจนตินาปรับมาตรฐานข้าวฟ่างหนุนส่งออกเจาะตลาดจีน ท้าทายฐานเดิมสหรัฐฯ ออกกฎเข้มงวดตามข้อกำหนดปักกิ่ง ส่งออกแล้ว 1.22 ล้านตันปีนี้ ทีมทรัมป์ไม่พอใจหลังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน 2 หมื่นล้าน
ดอลลาร์

SCMP รายงานว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกมาตรการเข้มงวดปรับมาตรฐานส่งออกข้าวฟ่างเพื่อป้อนตลาดจีนโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เคยครองตลาดข้าวฟ่างในจีนมาก่อนที่สงครามการค้าภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเปลี่ยนสมดุลโลจิสติกส์การค้าโลก

สำนักงานเลขาธิการเกษตรของอาร์เจนตินาออกมติเมื่อวันศุกร์ กำหนดกฎการจัดเกรดใหม่ตามน้ำหนักทดสอบและจำกัดสิ่งเจือปน โดยการส่งออกต้องมีน้ำหนักขั้นต่ำ 72, 70 และ 67 กิโลกรัมต่อเฮกโตลิตรตามเกรด และสินค้าที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรองการส่งออกมาตรฐาน มาตรการนี้ยังปรับปรุงวิธีการจัดเกรดข้าวฟ่างเพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์และการแปรรูปของต่างประเทศ

หน่วยงานระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “อำนวยความสะดวกในการตลาดภายในประเทศ ยกระดับคุณภาพของการผลิตระดับชาติ และปรับปรุงตำแหน่งของอาร์เจนตินาในตลาดที่เรียกร้องมากขึ้น” โดยมติดังกล่าวแทนที่กฎปี 2537 และอ้างถึงการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะผู้ซื้อข้าวฟ่างหลักของอาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าจีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวฟ่างรายใหญ่ของอาร์เจนตินา โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ อาร์เจนตินาส่งออกข้าวฟ่าง 1.23 ล้านตัน โดย 1.22 ล้านตันไปยังจีน เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาการค้านั้นให้คงที่โดยการปรับปรุงความสม่ำเสมอของสินค้า

การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ถูกถ่ายภาพที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติขณะอ่านข้อความที่วิจารณ์อาร์เจนตินาที่ยกเลิกภาษีการส่งออกธัญพืชไม่นานหลังจากได้รับแพ็คเกจทางการเงิน 20 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ข้อความนั้นซึ่งมีรายงานว่ามาจากรัฐมนตรีเกษตร บรูค รอลลินส์ ระบุว่า “เราช่วยเหลืออาร์เจนตินาเมื่อวานนี้ และเป็นการตอบแทน อาร์เจนตินาได้ลบภาษีส่งออกธัญพืช ลดราคาให้กับจีนในช่วงเวลาที่เราตามปกติจะขายให้กับจีน ราคาถั่วเหลืองกำลังลดลงเพิ่มเติมเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างความช่วยเหลือทางการเงินกับความพยายามในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในอเมริกาใต้ ภายใต้เงื่อนไขของการช่วยเหลือ อาร์เจนตินาถูกคาดหวังให้ลดความร่วมมือกับปักกิ่ง แต่ไม่กี่วันก่อนการประชุมสหประชาชาติ รัฐบาลได้ระงับภาษีการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ส่งผลให้มีการประกาศส่งออกใหม่มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน

ที่มา : IMCT News Thai Perspectives on Global News

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

จับตาจีน-เวียดนาม ตั้งโรงแป้งมันในลาวแข่งไทย

มันสำปะหลังไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา หาท่อนพันธุ์สะอาด แก้โรคใบด่าง เพื่อเพิ่มผลผลิต แข่งเวียดนาม พร้อมขอให้ช่วยหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ จับตาจีน-เวียดนามลงทุนตั้งโรงแป้งมันในลาว หวังผลิตแข่งไทย

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ติดตามการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของเวียดนามและ สปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนจีน และเวียดนาม เข้าไปลงทุนโรงแป้งสำปะหลังใน สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีโรงงานประมาณ 25-26 แห่ง และเมื่อดูทิศทางตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องราคาและต้นทุนที่ถูกกว่าไทย และเวียดนามค่าเงินของเวียดนามอ่อนค่าด้วย ก็ทำให้ส่งออกโต

และเมื่อเทียบราคาแป้งมันสำปะหลังพบว่า ของเวียดนามจะถูกกว่าไทย 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ศักยภาพของไทยจะแข่งขันได้ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ราคาแป้งมันสำปะหลังของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน และโดยส่วนใหญ่เวียดนามส่งออกแป้งมันไปตลาดจีนถึง 90% เพราะเวียดนามพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกแป้งมันไปตลาดจีน คิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีการส่งออกไปในตลาดจีน”

ทั้งนี้ เมื่อดูปริมาณการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ส่งไปในตลาดจีน พบว่ามีปริมาณ 1.18 ล้านตัน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.23 ล้านตัน ส่วนการส่งออกทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.8 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน ซึ่งเมื่อดูปริมาณแล้ว เวียดนามส่งออกได้เยอะกว่าไทย และหากจะให้ตลาดแป้งมันของไทยแข่งขันได้ ปัจจัยสำคัญคือการดูแลค่าเงินบาท

โดยมองว่าอัตราที่เหมาะสม 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ควรจะผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของเชื้อแป้ง ซึ่งปัจจุบันเชื้อแป้งของไทยต่ำลง โดยสาเหตุมาจากเรื่องของโรคใบด่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนการส่งออกมันเส้นของไทยค่อนข้างที่จะเติบโต โดย 8 เดือนแรกปี 2568 มีการส่งออกมันเส้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปีจะสามารถส่งออกได้ 4.4-4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคามันสำปะหลังของไทยถูกลงสามารถแข่งขันกับข้าวโพดในจีนได้ ซึ่งจีนนำเข้ามันเส้นไปทำเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยกลุ่มอาหารสัตว์จะมีการเติบโตมากกว่า โดยคู่แข่งมันเส้นของไทยยังเป็นเวียดนาม แต่ไทยยังแข่งขันได้ ประกอบกับราคาอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมันเส้นไทยอยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ดี คาดหวังให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง หรือ นบมส. ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณในการเร่งจัดทำท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อกระจายให้กับเกษตรกร โดยต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินหน้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการยกระดับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมีความต้านทานโรคมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สูง เชื้อแป้งเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งแก้ไข รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคเกษตรกร รวมไปถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ

ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่ากลับลดลง สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนปรับตัวลดลงมาก โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ

“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”

อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

  • เร่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนโรคและปลอดโรคให้เกษตรกรอย่างเพียงพอ
  • ส่งเสริมการตรวจแปลงและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด
  • สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกล
  • ปรับปรุงระเบียบการขนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นอุปสรรค
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร

นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ