‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลผลิตหัวมันสดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแข่งขันจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชาที่เริ่มดึงฐานวัตถุดิบและฐานการค้าจากไทยไปมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ถึงภาพรวมฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 สถานการณ์ส่งออก ตลาดจีน-ยุโรป ความสามารถแข่งขันของไทย ปัญหาโรคระบาด และโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ก่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงอย่างถาวร

ส่งออกมันเส้น-มันเม็ดร่วงหนัก

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 6 เดือนแรกของฤดูกาลปี 2568/2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มมันเส้นและมันเม็ด ซึ่งไทยส่งออกได้เพียงประมาณ 860,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนส่งออกได้ประมาณ 1.67 ล้านตัน หรือลดลงเกือบ 50% สำหรับแป้งมันสำปะหลัง ทั้งแป้งดิบและแป้งแปรรูป ช่วงเดียวกันส่งออกได้ประมาณ 1.83 ล้านตัน เทียบกับฤดูกาลก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 2.21 ล้านตัน ลดลงเกือบ 20% ดังนั้นทั้งฤดูกาลปี 2568/2569 การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดของไทยน่าจะทำได้เพียงประมาณ 1.5 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 4.4 ล้านตัน เท่ากับลดลงประมาณ 65%

“ปีนี้การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดทั้งปีคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ 65% ถือว่าการส่งออกโดยเฉพาะมันเส้นต่ำมากในรอบหลายสิบปี”

ส่วนแป้งมันสำปะหลังในฤดูกาลนี้คาดว่าจะส่งออกได้ต่ำกว่า 3.5 ล้านตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.4 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 20%

เวียดนามทำท่าจะแซงไทย

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนาม โดยช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ไทยส่งออกมันเส้นได้ประมาณ 644,000 ตัน ลดลง 65% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 470,000 ตัน เพิ่มขึ้น 25% ส่วนแป้งดิบ ไทยส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ได้ประมาณ 650,000 ตัน ลดลง 29% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 800,000 ตัน ลดลงเพียง 4%

“จะสังเกตได้ว่าตัวเลขปริมาณการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของเวียดนามสูงกว่าไทย อันนี้เป็นประเด็นและจะมีปัญหา”

แนวโน้มการส่งออกที่เราลดลงปัญหาสำคัญคือ ฐานวัตถุดิบหายไป โดยเดิมไทยนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวแต่ขณะนี้ไม่สามารถนำเข้าจากกัมพูชาได้ ทำให้กัมพูชาหันไปส่งออกมันเส้นและหัวมันสดให้เวียดนามแทน ขณะที่ไทยยังพึ่งพาได้เพียงบางส่วนจากลาว ส่งผลให้ปริมาณมันเส้นในระบบลดลง

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความต้องการใช้ในจีนลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ เพราะราคามันเส้นไทยขยับขึ้นจากเดิมประมาณ 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 260-270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้แพงกว่าข้าวโพดและข้าวสาลีค่อนข้างมาก จีนจึงหันไปใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน

“จีนลดลงในส่วนอาหารสัตว์ แต่ส่วนที่นำมาทำเอทานอลยังมีความต้องการอยู่ เพียงแต่ราคาสูงขึ้น และของมีน้อยทั้งหมด”

ราคาเวียดนามถูกกว่า

ทั้งนี้  เมื่อดูในส่วนแป้งดิบ ปัญหาหลักที่เราเจอคือ ราคาของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยแพงกว่าเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ประมาณ 45-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะจีนหันไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกลดลง เพราะของไทยราคาสูงค่อนข้างมาก และสาเหตุที่เวียดนามแข่งขันได้ดีกว่าไทยมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ต้นทุนหัวมันสดถูกกว่า โดยเวียดนามนำเข้าหัวมันสดจากกัมพูชาประมาณปีละกว่า 5 ล้านตัน และปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ล้านตัน ทำให้มีวัตถุดิบมากขึ้นและต้นทุนถูกกว่าไทย นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการผลิตของเวียดนามต่ำกว่าไทย ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และค่าเงินที่อ่อนกว่า ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยผันผวนและมีช่วงแข็งค่ากว่าเงินเวียดนาม จึงกระทบความสามารถแข่งขันด้านราคา

จีนเริ่มพัฒนาพันธุ์-รุกปลูกที่ลาว

แม้ภาพรวมแป้งดิบจะเผชิญแรงกดดันหนัก แต่กลุ่มแป้งแปรรูปหรือแป้งโมดิฟายยังทรงตัวและเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2-3% เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างลาวและกัมพูชายังไม่มีศักยภาพด้านนี้ ส่วนเวียดนามเริ่มสร้างกำลังการผลิตแล้ว แต่คุณภาพยังสู้ไทยไม่ได้ อย่างไรก็ตามเตือนว่าหากราคาวัตถุดิบไทยยังสูงต่อเนื่องแม้แต่แป้งแปรรูปก็จะเริ่มมีปัญหา เพราะผู้ซื้ออาจหันไปใช้แป้งมันฝรั่งหรือแป้งข้าวโพดที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ดีเมื่อย้อนมาดูตลาดมันเส้นของไทยยังพึ่งพาจีนมากกว่า 90% แม้ไทยพยายามส่งออกไปตลาดอื่น เช่น ตะวันออกกลาง หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ปริมาณรองรับยังจำกัดเพียงหลักแสนถึง 2-3 แสนตัน ขณะที่ในอดีตไทยเคยส่งออกมันเส้นได้ 4-5 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกรณีจีนปลูกมันสำปะหลังในบางพื้นที่ เช่น กว่างซี ทางตอนใต้ใกล้เวียดนามและลาว แต่ปริมาณยังไม่มาก อย่างไรก็ตามจีนเริ่มพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง และนำไปปลูกในลาว รวมถึงเริ่มลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

“จีนมีปลูกอยู่แล้วทางกว่างซี แต่ปลูกได้ไม่เยอะ ตอนนี้เขาหันมาลงทุนในลาว เพราะบางอุตสาหกรรมแป้งเขาผลิตในจีนไม่ได้ เนื่องจากเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็ลงมาลงทุนที่ลาว และมีการพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังไปปลูกในกว่างซีและลาว”

กลุ่มผู้ซื้อจีนรายใหญ่ที่เคยตั้งฐานซื้อในไทย เริ่มย้ายไปอยู่กัมพูชา เวียดนาม และลาว เนื่องจากวัตถุดิบของไทยลดลง เรื่องนี้่น่าห่วง เพราะมีผลต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย

ตัวเลขผลผลิตนับวันยิ่งลด

ทั้งนี้ เมื่อดูผลผลิตคณะสำรวจของ 4 สมาคมประเมินผลผลิตหัวมันสดปีนี้ไว้ประมาณ 22 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขทางราชการอยู่ที่ 24 ล้านตัน แต่จากสถานการณ์ส่งออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าผลผลิตหัวมันสดจริงอาจต่ำกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากในรอบหลายสิบปี โดยไทยเคยมีผลผลิตหัวมันสดปกติ 35-40 ล้านตัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งออก การแปรรูป อาหารสัตว์ และพลังงาน

“ปกติเราเคยได้ 35 ล้านตันถึง 40 ล้านตัน ต้องพยายามรักษาตัวนี้ให้ได้ เพราะตอนนี้ถ้าเหลือแค่ 20 ล้านตันมันก็ไม่ไหว”

ทางรอดต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องกลับมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของไทย และลดต้นทุนการปลูกของเกษตรกร

“ถ้าแก้อย่างยั่งยืนเราต้องหันมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของบ้านเราให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายการปลูกลง ไม่ต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องโตด้วยตัวของเราเอง อันนี้เป็นการแก้ไขที่ถูกจุดที่สุด”

ปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่เพียงประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ขณะที่บางจังหวัดของเวียดนามทำได้ถึง 7 ตันต่อไร่ หากไทยสามารถยกระดับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศให้ได้ 5 ตันต่อไร่ จะช่วยให้แข่งขันได้ แม้ต้นทุนการผลิตบางส่วนของประเทศเพื่อนบ้านจะต่ำกว่า

“เราไม่อยากพูดถึงเรื่องราคา แต่อยากทำให้ผลผลิตต่อไร่จากเดิม 2-3 ตันให้ได้ 5-6 ตัน  ถ้าไทยเฉลี่ยได้ 5 ตันผมว่าเราอยู่รอด แข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะลูกค้าต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นประเทศไทยมากกว่า”

อย่างไรก็ดีไม่ว่ารัฐจะผลักดันตลาดพลังงาน อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป หรือสินค้า HVA สุดท้ายต้องย้อนกลับมาแก้ต้นทาง คือ ผลผลิตหัวมันสดต้องเพียงพอ ผลผลิตต่อไร่ต้องสูงขึ้น ต้นทุนเกษตรกรต้องลดลง และต้องมีพันธุ์สะอาด-พันธุ์ต้านทานในระบบให้มากพอ

หากไทยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะเสียทั้งรายได้ส่งออก ฐานผู้ซื้อ และฐานการผลิตให้ประเทศเพื่อนบ้าน “เราต้องรีบทำ ไม่ใช่รอให้ปัญหามาแล้วค่อยแก้”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ภาคธุรกิจกัมพูชาและจีนกำลังเดินหน้าขยายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การลงทุนในโรงงานแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ตามรายงานของ Phnom Penh Post นายซุน จันทอล รองประธานคนที่หนึ่งของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายเฉิน หมิงอวี่ ประธานบริษัท Guangxi Nongken Mingyang Starch Development Co., Ltd.

ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายบริษัทจีนเปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การเพิ่มปริมาณการรับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาให้สูงถึงประมาณ 1 ล้านตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา

ประการที่สอง การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงเพื่อก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

และประการที่สาม การแสวงหาโอกาสความร่วมมือกับราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

นายซุน จันทอล ได้แสดงการสนับสนุนต่อแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร สร้างการจ้างงานเพิ่มเติม และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความทันสมัยของประเทศ

ทั้งนี้ เขายังระบุว่า กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนขยาย และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน–อาเซียน อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่เอื้ออำนวย

ในการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงาน พร้อมทั้งนำเสนอแผนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการหลายรูปแบบ

โดยมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้ากัมพูชาในตลาดระหว่างประเทศ

ที่มา: เว็บไซต์ NguyenStarch (Phnom Penh Post)

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง

ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

📌 เอกสารเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและสาธารณะ
❌ ห้ามจำหน่ายหรือใช้เพื่อการค้า

โหลดเลย👉http://online.anyflip.com/mkgtk/nnxi/

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรในภูมิภาคโอติ ประเทศกานา กำลังวิกฤต หลังมันสำปะหลังแห้งกองพะเนิน ผู้ซื้อหายาก

ดัมไบ (ภูมิภาคโอติ) 14 ม.ค. สำนักข่าวกานา (GNA) – เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายพันรายในภูมิภาคโอติกำลังเผชิญวิกฤต หลังมันสำปะหลังแปรรูปแบบมันเส้นแห้งของพวกเขากองค้างจำนวนมากโดยไม่มีผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางการเงินอย่างมาก

มันเส้นที่แปรรูปโดยยังมีเปลือกติดอยู่ ขณะนี้ถูกมองว่าไม่เหมาะสำหรับการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

การลงพื้นที่ของสำนักข่าวกานา (GNA) ไปยังหลายชุมชน พบกระสอบมันเส้นจำนวนมากวางเรียงอยู่ใต้ต้นมะม่วงและกองอยู่ริมถนน มีฝุ่นจับ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกร

นางคอมฟอร์ต บาบิโจเม เกษตรกรในหมู่บ้านเกียโต ชาโย ชุมชนเกษตรกรรมในเขตคราชี นชูมูรู เปิดเผยว่า ปัจจุบันมันเส้นหนึ่งกระสอบขายได้ต่ำกว่า 100 เซดี (ประมาณ 300 บาท) ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากราคาปีที่แล้วที่อยู่ที่ 350–400 เซดี (ประมาณ 1,000–1,150 บาท)

นายคาซิม ควาเม อาบูบาการ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากชุมชนซิบิ ในเขตนควานตาเหนือ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เนื่องจากมันเส้นที่แปรรูปไว้กำลังเสียหาย

สถานการณ์ของนายอาบูบาการ์ไม่ต่างจากเกษตรกรในเขตคราชีตะวันออก ซึ่งกำลังประสบปัญหาหาผู้ซื้อไม่ได้ และกำลังต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐในการช่วยหาตลาดหรือทางออกอื่นๆ ให้แก่เกษตรกร

สำนักข่าวกานา (GNA)
เรียบเรียงโดย แมกซ์เวลล์ อวูมาห์ / ลินดา อซันเต อักเยอิ
เผยแพร่โดย SyndiGate Media Inc.
ที่มา: https://www.msn.com/

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง
เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร
เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์ ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจังหวัด และบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกความร่วมมือเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism – JCM) ในจังหวัดเตนินห์


ภาพรวมของพิธีลงนาม

โครงการนี้คาดว่าจะเปิดแนวทางใหม่ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคการเกษตรและกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในท้องถิ่น ส่งผลต่อเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ปรับปรุงความเป็นอยู่ของเกษตรกร และผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดไปสู่โมเดลคาร์บอนต่ำ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในฐานะกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเป็นก้าวย่างที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและทิศทางของรัฐบาลกลางและระดับจังหวัด ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและยั่งยืน


รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัด นายเหงียน ดิ่ง ซวน กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี

จากการวิเคราะห์ของกรมเกษตรและพัฒนาชนบท พบว่าลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแยกสลายด้วยความร้อนแบบไร้ออกซิเจน (Anaerobic Pyrolysis) เพื่อผลิตไบโอชาร์ ร่วมกับการนำกลับมาใช้ใหม่ในการเพาะปลูก และการก่อตัวของห่วงโซ่มูลค่าคาร์บอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเปลี่ยน “ผลพลอยได้” ให้เป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยน “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อม” ให้เป็น “โอกาสในการพัฒนา”

ในขณะเดียวกัน Jizoku Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกคาร์บอนเครดิต มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยในประเทศญี่ปุ่นตามมาตรฐาน J-Credit ปัจจุบันบริษัทกำลังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระเบียบวิธีที่เหมาะสมกับสภาพทางธรรมชาติของแต่ละประเทศภายใต้กลไก JCM เพื่อประเมินศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุพันธกรณี NDC ของแต่ละประเทศ การลงนามบันทึกความเข้าใจในจังหวัดเตนินห์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) โดยมุ่งเน้นในด้านหลักๆ ได้แก่ การวิจัยการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง การทดสอบโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำ และการประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต JCM ในระหว่างกระบวนการดำเนินงาน Jizoku Inc. ให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานเฉพาะทางของจังหวัดและมหาวิทยาลัยพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงธรรม ความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการวัดผล การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ตามที่กลไก JCM กำหนดอย่างครบถ้วน


นายเหงียน ดวี ผู้อำนวยการบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้นำเสนอโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM ในพิธีลงนาม

ตามบันทึกความเข้าใจ คู่สัญญาตกลงที่จะร่วมมือกันในการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการแปรรูปลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยี Pyrolysis แบบไร้ออกซิเจนเพื่อผลิตไบโอชาร์เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต รวมถึงดำเนินโครงการนำร่องโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำบนพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ ในอำเภอ Go Dau และประเมินศักยภาพของชีวมวลจากลำต้นมันสำปะหลัง ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านคาร์บอน และความเป็นไปได้ในการลงทุนของโครงการ นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจยังระบุขอบเขตการวิจัยโดยมุ่งเน้นไปที่อำเภอ Tan Chau โดยมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วจังหวัดเตนินห์ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 60,000 เฮกตาร์ และขยายความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซในภาคการเกษตร โดยคาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยนีงาตะ (ญี่ปุ่น) และมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เข้าร่วมในการสนับสนุนทางวิชาการ แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซ


ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเตนินห์ และบริษัท Jizoku Inc. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ในจังหวัดเตนินห์

ตามข้อตกลง Jizoku Inc. จะรับผิดชอบเป็นผู้นำในการพัฒนาระเบียบวิธี JCM และระบบ MRV โดยจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทั้งหมดสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ ประสานงานกับองค์กรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ และพิจารณาการลงทุนในโรงงานผลิตไบโอชาร์ในจังหวัดเตนินห์หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษา ส่วนกรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์จะทำหน้าที่ประสานงานในการให้ข้อมูลและสนับสนุนการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร โดยมีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ และการประเมินผล

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีและความร่วมมือระหว่างคู่สัญญา โดยไม่มีภาระผูกพันทางการเงินต่อข้อผูกพันงบประมาณของจังหวัดเตนินห์ และจะใช้เป็นฐานสำหรับการพิจารณาดำเนินโครงการลงทุนและความร่วมมือที่เฉพาะ

ที่มา: https://www.tayninh.gov.vn

เวียดนามครองอันดับ 3 ของโลกด้านการส่งออกมันสำปะหลัง แต่ห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญอุปสรรค

เวียดนามครองอันดับ 3 ของโลกด้านการส่งออกมันสำปะหลัง แต่ห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญอุปสรรค

การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในระดับสากลถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากอุตสาหกรรมมันสำปะหลังต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและบรรลุมูลค่าการส่งออก 2.3–2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

แปลงปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดเตนินห์ ภาพโดยสำนักข่าวเวียดนาม (VNA) / VNS

ฮานอย – เวียดนามเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ความโปร่งใสของที่ดิน และการผลิตที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตามที่ผู้เข้าร่วมการประชุมในกรุงฮานอยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของตลาดนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น หากภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าการส่งออกในระดับ 2.3–2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แม้สินค้าเกษตรหลายชนิดจะเผชิญความผันผวน แต่การส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังของเวียดนามยังคงเติบโตอย่างค่อนข้างมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในปี 2025 เวียดนามส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังมากกว่า 3.99 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศที่บริโภคผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 93% ของการส่งออกมันสำปะหลังทั้งหมด ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและญี่ปุ่น มีอัตราการเติบโตที่ดี แม้ปริมาณจะยังไม่มากนัก ในทางตรงกันข้าม การส่งออกไปไต้หวัน (จีน) และเกาหลีใต้มีมูลค่าลดลง เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและราคาส่งออกที่ลดลง

นาย เหงี่ยม มินห์ เตี๊ยน ประธานสมาคมมันสำปะหลังเวียดนาม กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้กับชุมชนชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ด้อยโอกาส เวียดนามผลิตมันสำปะหลังสดมากกว่า 18 ล้านตันต่อปี โดยประมาณ 58% มาจากการเพาะปลูกภายในประเทศ บนพื้นที่เพาะปลูกราว 500,000 เฮกตาร์ ส่วนที่เหลือนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ได้แก่ ลาวและกัมพูชา ตามคำกล่าวของ นาย ฮา กง ตว๋น ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์เศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม

ปัจจุบันเวียดนามมีโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง 142 แห่ง กำลังการผลิตรวมประมาณ 11.5 ล้านตันต่อปี ทำให้อุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการแปรรูป นอกเหนือจากแป้งมันสำปะหลังแล้ว ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และพลังงานชีวภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในเวียดนามมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น และการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ในบางพื้นที่ป่าไม้ การปลูกมันสำปะหลังยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมกับการเสื่อมโทรมของป่าไม้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังคือข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นจากตลาดต่างประเทศ ในด้านความถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกฎระเบียบว่าด้วยการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation) ซึ่งกำหนดให้ต้องพิสูจน์ว่าสินค้าเกษตรไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า แม้ปัจจุบันจะบังคับใช้กับสินค้าอย่างกาแฟ ยางพารา และไม้เป็นหลัก แต่คาดว่าจะส่งผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอนาคตอันใกล้

ขณะเดียวกัน ตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ต่างก็เริ่มออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเกษตรและป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจนเข้าสู่ตลาดของตน ในส่วนของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ก็ได้เพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาการเข้าถึงตลาด

การบรรจุแป้งมันสำปะหลังในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดเตนินห์

นายฮา กง ต๋วน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอยู่ที่ขั้นตอนวัตถุดิบ ทั้งมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศและที่นำเข้า ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ภาคการเกษตรทั้งหมดต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับอย่างครบถ้วน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ภายในสิ้นปี 2026 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ต๋วนเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งจัดทำกรอบกฎหมายและออกระเบียบเฉพาะสำหรับมันสำปะหลัง พร้อมทั้งปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงงานแปรรูป สหกรณ์ และเกษตรกร โดยขั้นตอนการรับซื้อจากพ่อค้าคนกลางควรถูกกำกับดูแลให้มีความเข้มงวดและโปร่งใสมากขึ้น แทนที่จะยกเลิกไปทั้งหมด

ด้านนาย เหงียน วิง กวาง นักวิจัยจาก Forest Trends องค์กรวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก โดยมีครัวเรือนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 500,000 ครัวเรือน และสินค้ามักผ่านพ่อค้าคนกลางหลายชั้น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบความโปร่งใสด้านการใช้ที่ดิน พื้นที่เพาะปลูก และธุรกรรมทางการค้า
“หากต้องการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ ครอบคลุมการควบคุมการใช้ที่ดินที่ดีขึ้น ความโปร่งใสที่สูงขึ้น และการทำให้กิจกรรมที่ไม่เป็นทางการเข้าสู่ระบบ” กวางกล่าว

ขณะที่นายเหงี่ยม มินห์ เตี๊ยน กล่าวว่า ภาคธุรกิจมันสำปะหลังมีความมุ่งมั่นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการคุ้มครองป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมย้ำว่าภาคเอกชนยังต้องการแนวทางที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://vietnamnews.vn

การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างช่วยสร้างกำไรได้มากกว่าพันธุ์เดิมถึงสองเท่า

การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างช่วยสร้างกำไรได้มากกว่าพันธุ์เดิมถึงสองเท่า

กว๋างหงาย: โมเดลการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างสร้างกำไรได้สูงเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง ดึงความคาดหวังในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่แหล่งวัตถุดิบมันสำปะหลังในจังหวัดกว๋างหงายอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ภูเขาของจังหวัดกว๋างหงาย โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นแหล่งวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของ โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease – CMD) ได้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ส่งผลให้ไร่มันสำปะหลังหลายแห่งมีผลผลิตลดลงอย่างรุนแรง หรือบางแห่งอาจเสียหายทั้งหมด ซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง


“โมเดลการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคใบด่าง ซึ่งดำเนินการใน 3 พื้นที่ของจังหวัดกว๋างหงาย ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ | ภาพโดย: LK”

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อและการแพร่กระจายโดยแมลงหวี่ขาว เมื่อต้นมันสำปะหลังติดเชื้อ การเจริญเติบโตจะชะงักงัน หัวมีขนาดเล็ก ปริมาณแป้งลดลงอย่างมาก และผลผลิตอาจลดลงถึง 30-70% ด้วยเหตุนี้ การนำมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคมาใช้ จึงถือเป็นทางออกเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดกว๋างหงายอย่างยั่งยืน

ในปี 2025 ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงายได้ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการโครงการต้นแบบปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคใบด่าง บนพื้นที่ 13 เฮกตาร์ (ประมาณ 81 ไร่) ในชุมชนบาวี ซอนมาย และจาบง โดยมีครัวเรือนเข้าร่วม 18 ครัวเรือน พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ราบสูง มีการระบายน้ำดี เหมาะสมต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง และสะดวกต่อการติดตามประเมินผล

พันธุ์มันสำปะหลังที่นำมาใช้คือ พันธุ์ HN5 ซึ่งผ่านการประเมินแล้วว่ามีความต้านทานโรคใบด่างสูงและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในกว๋างหงายได้ดี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการสนับสนุนค่าท่อนพันธุ์มาตรฐาน ปุ๋ย และวัสดุอุปกรณ์ 100% พร้อมทั้งมีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องเทคนิคการปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย และการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง


“นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้านท่อนพันธุ์และปุ๋ยแล้ว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับการฝึกอบรมเทคนิคการปลูกมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต | ภาพโดย: LK”

จากการติดตามผลพบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ HN5 มีการเจริญเติบโตที่แข็งแรงมาก ลำต้นและใบสมบูรณ์สม่ำเสมอ และมีอัตราการเกิดโรคใบด่างต่ำมากเมื่อเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง โดยตลอดฤดูกาลผลิตแทบไม่มีการระบาดของโรคเลย ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น

นายเหงียน แทง ตวน เกษตรกรในชุมชนจาบงที่ปลูกในพื้นที่ 1.5 เฮกตาร์ กล่าวว่า: “มันสำปะหลังพันธุ์ HN5 แตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่าง KM95 หรือ KM149 อย่างสิ้นเชิง พื้นที่ปลูกของผมไม่มีต้นไหนติดโรคใบด่างเลย ต้นโตเร็วและแข็งแรงมาก ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างยิ่ง”

สรุปผลการดำเนินงาน:
ความต้านทานโรค: ไม่พบรายงานการติดโรคใบด่างในแปลงต้นแบบ และพบแมลงศัตรูพืช (ไรแดงและแมลงหวี่ขาว) น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผลผลิต: เมื่ออายุครบ 8 เดือน ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 35-37 ตันต่อเฮกตาร์


“จากผลการประเมินของศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงาย พบว่ามันสำปะหลังในโครงการต้นแบบแต่ละเฮกตาร์สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 15-18 ล้านดอง | ภาพโดย: LK”

ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ: หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว สร้างกำไรสุทธิได้ 15-18 ล้านดองต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 20,000 – 24,000 บาท) ซึ่งมากกว่าการปลูกพันธุ์ทั่วไปนอกโครงการที่ได้กำไรเพียง 7-8 ล้านดองต่อเฮกตาร์ ถึง 2 เท่า

นายอุง วัน แทง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกว๋างหงาย ระบุว่าโมเดลนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มผลผลิตและรายได้ แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำฟาร์มของเกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรนอกโครงการจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจและต้องการเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคนี้

ด้วยความสำเร็จดังกล่าว โครงการนี้จึงได้รับการประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดกว๋างหงาย เพื่อสร้างแหล่งวัตถุดิบมันสำปะหลังที่ปลอดภัยและมั่นคง อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.vietnam.vn

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพระตะบองเริ่มเก็บเกี่ยว ตลาดในประเทศรองรับผลผลิตได้ดีแม้การค้าชายแดนไทยจะติดขัด

พระตะบอง, กัมพูชา (5 มกราคม 2026) – เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดพระตะบองได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตลาดภายในประเทศสามารถรองรับผลผลิตส่วนใหญ่ได้ แม้ว่าจะยังคงมีปัญหาการติดขัดบริเวณชายแดนไทยก็ตาม

เกษตรกรใน 7 อำเภอหลักที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ได้แก่ สำเภาลูน, กำเรียง, พนมพรึก, รัตนมณฑล, สวายเจก (รุกขคีรี), โคกกระเลาะ และสำลอด รายงานว่าการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างมั่นคง แม้จะไม่มีการส่งออกข้ามพรมแดนตามปกติ

นายเชียง พอน เกษตรกรในอำเภอบานัน กล่าวว่าเขาเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมและขายผลผลิตส่วนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว
“ปีนี้รายได้ของผมดีกว่าปีที่แล้ว” เขากล่าว “หัวมันมีแป้งสูง ความต้องการในตลาดก็แข็งแกร่ง แถมราคายังสูงขึ้นด้วย ตอนนี้ผมจึงกำลังเตรียมที่ดินเพื่อปลูกในรอบถัดไป”

ข้อมูลจากกรมเกษตรจังหวัดพระตะบองระบุว่า มีการปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ประมาณ 124,681 เฮกตาร์ (ประมาณ 779,256 ไร่) ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ โดยราคาหน้าฟาร์มยังคงทรงตัวและในบางพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สรุปราคาและผลผลิตเฉลี่ย:
หัวมันสด: ประมาณ 215 เรียล (5 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
มันเส้น: ประมาณ 593 เรียล (15 เซนต์) ต่อกิโลกรัม
(หมายเหตุ: ในอำเภอสำเภาลูนและพนมพรึกมีรายงานราคาที่สูงกว่านี้)

นายเฮง สิธ เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด กล่าวว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 24 ตันต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 3.8 ตันต่อไร่)

“เกษตรกรจำนวนมากขายผลผลิตไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทยอยเก็บเกี่ยว โดยรวมแล้วการผลิตยังคงแข็งแกร่งและตลาดมีเสถียรภาพ” นายเฮง กล่าวปิดท้าย

ที่มา : https://www.kampucheathmey.com

Recent Posts