‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลผลิตหัวมันสดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแข่งขันจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชาที่เริ่มดึงฐานวัตถุดิบและฐานการค้าจากไทยไปมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ถึงภาพรวมฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 สถานการณ์ส่งออก ตลาดจีน-ยุโรป ความสามารถแข่งขันของไทย ปัญหาโรคระบาด และโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ก่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงอย่างถาวร

ส่งออกมันเส้น-มันเม็ดร่วงหนัก

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 6 เดือนแรกของฤดูกาลปี 2568/2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มมันเส้นและมันเม็ด ซึ่งไทยส่งออกได้เพียงประมาณ 860,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนส่งออกได้ประมาณ 1.67 ล้านตัน หรือลดลงเกือบ 50% สำหรับแป้งมันสำปะหลัง ทั้งแป้งดิบและแป้งแปรรูป ช่วงเดียวกันส่งออกได้ประมาณ 1.83 ล้านตัน เทียบกับฤดูกาลก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 2.21 ล้านตัน ลดลงเกือบ 20% ดังนั้นทั้งฤดูกาลปี 2568/2569 การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดของไทยน่าจะทำได้เพียงประมาณ 1.5 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 4.4 ล้านตัน เท่ากับลดลงประมาณ 65%

“ปีนี้การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดทั้งปีคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ 65% ถือว่าการส่งออกโดยเฉพาะมันเส้นต่ำมากในรอบหลายสิบปี”

ส่วนแป้งมันสำปะหลังในฤดูกาลนี้คาดว่าจะส่งออกได้ต่ำกว่า 3.5 ล้านตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.4 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 20%

เวียดนามทำท่าจะแซงไทย

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนาม โดยช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ไทยส่งออกมันเส้นได้ประมาณ 644,000 ตัน ลดลง 65% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 470,000 ตัน เพิ่มขึ้น 25% ส่วนแป้งดิบ ไทยส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ได้ประมาณ 650,000 ตัน ลดลง 29% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 800,000 ตัน ลดลงเพียง 4%

“จะสังเกตได้ว่าตัวเลขปริมาณการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของเวียดนามสูงกว่าไทย อันนี้เป็นประเด็นและจะมีปัญหา”

แนวโน้มการส่งออกที่เราลดลงปัญหาสำคัญคือ ฐานวัตถุดิบหายไป โดยเดิมไทยนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวแต่ขณะนี้ไม่สามารถนำเข้าจากกัมพูชาได้ ทำให้กัมพูชาหันไปส่งออกมันเส้นและหัวมันสดให้เวียดนามแทน ขณะที่ไทยยังพึ่งพาได้เพียงบางส่วนจากลาว ส่งผลให้ปริมาณมันเส้นในระบบลดลง

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความต้องการใช้ในจีนลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ เพราะราคามันเส้นไทยขยับขึ้นจากเดิมประมาณ 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 260-270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้แพงกว่าข้าวโพดและข้าวสาลีค่อนข้างมาก จีนจึงหันไปใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน

“จีนลดลงในส่วนอาหารสัตว์ แต่ส่วนที่นำมาทำเอทานอลยังมีความต้องการอยู่ เพียงแต่ราคาสูงขึ้น และของมีน้อยทั้งหมด”

ราคาเวียดนามถูกกว่า

ทั้งนี้  เมื่อดูในส่วนแป้งดิบ ปัญหาหลักที่เราเจอคือ ราคาของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยแพงกว่าเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ประมาณ 45-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะจีนหันไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกลดลง เพราะของไทยราคาสูงค่อนข้างมาก และสาเหตุที่เวียดนามแข่งขันได้ดีกว่าไทยมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ต้นทุนหัวมันสดถูกกว่า โดยเวียดนามนำเข้าหัวมันสดจากกัมพูชาประมาณปีละกว่า 5 ล้านตัน และปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ล้านตัน ทำให้มีวัตถุดิบมากขึ้นและต้นทุนถูกกว่าไทย นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการผลิตของเวียดนามต่ำกว่าไทย ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และค่าเงินที่อ่อนกว่า ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยผันผวนและมีช่วงแข็งค่ากว่าเงินเวียดนาม จึงกระทบความสามารถแข่งขันด้านราคา

จีนเริ่มพัฒนาพันธุ์-รุกปลูกที่ลาว

แม้ภาพรวมแป้งดิบจะเผชิญแรงกดดันหนัก แต่กลุ่มแป้งแปรรูปหรือแป้งโมดิฟายยังทรงตัวและเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2-3% เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างลาวและกัมพูชายังไม่มีศักยภาพด้านนี้ ส่วนเวียดนามเริ่มสร้างกำลังการผลิตแล้ว แต่คุณภาพยังสู้ไทยไม่ได้ อย่างไรก็ตามเตือนว่าหากราคาวัตถุดิบไทยยังสูงต่อเนื่องแม้แต่แป้งแปรรูปก็จะเริ่มมีปัญหา เพราะผู้ซื้ออาจหันไปใช้แป้งมันฝรั่งหรือแป้งข้าวโพดที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ดีเมื่อย้อนมาดูตลาดมันเส้นของไทยยังพึ่งพาจีนมากกว่า 90% แม้ไทยพยายามส่งออกไปตลาดอื่น เช่น ตะวันออกกลาง หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ปริมาณรองรับยังจำกัดเพียงหลักแสนถึง 2-3 แสนตัน ขณะที่ในอดีตไทยเคยส่งออกมันเส้นได้ 4-5 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกรณีจีนปลูกมันสำปะหลังในบางพื้นที่ เช่น กว่างซี ทางตอนใต้ใกล้เวียดนามและลาว แต่ปริมาณยังไม่มาก อย่างไรก็ตามจีนเริ่มพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง และนำไปปลูกในลาว รวมถึงเริ่มลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

“จีนมีปลูกอยู่แล้วทางกว่างซี แต่ปลูกได้ไม่เยอะ ตอนนี้เขาหันมาลงทุนในลาว เพราะบางอุตสาหกรรมแป้งเขาผลิตในจีนไม่ได้ เนื่องจากเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็ลงมาลงทุนที่ลาว และมีการพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังไปปลูกในกว่างซีและลาว”

กลุ่มผู้ซื้อจีนรายใหญ่ที่เคยตั้งฐานซื้อในไทย เริ่มย้ายไปอยู่กัมพูชา เวียดนาม และลาว เนื่องจากวัตถุดิบของไทยลดลง เรื่องนี้่น่าห่วง เพราะมีผลต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย

ตัวเลขผลผลิตนับวันยิ่งลด

ทั้งนี้ เมื่อดูผลผลิตคณะสำรวจของ 4 สมาคมประเมินผลผลิตหัวมันสดปีนี้ไว้ประมาณ 22 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขทางราชการอยู่ที่ 24 ล้านตัน แต่จากสถานการณ์ส่งออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าผลผลิตหัวมันสดจริงอาจต่ำกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากในรอบหลายสิบปี โดยไทยเคยมีผลผลิตหัวมันสดปกติ 35-40 ล้านตัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งออก การแปรรูป อาหารสัตว์ และพลังงาน

“ปกติเราเคยได้ 35 ล้านตันถึง 40 ล้านตัน ต้องพยายามรักษาตัวนี้ให้ได้ เพราะตอนนี้ถ้าเหลือแค่ 20 ล้านตันมันก็ไม่ไหว”

ทางรอดต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องกลับมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของไทย และลดต้นทุนการปลูกของเกษตรกร

“ถ้าแก้อย่างยั่งยืนเราต้องหันมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของบ้านเราให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายการปลูกลง ไม่ต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องโตด้วยตัวของเราเอง อันนี้เป็นการแก้ไขที่ถูกจุดที่สุด”

ปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่เพียงประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ขณะที่บางจังหวัดของเวียดนามทำได้ถึง 7 ตันต่อไร่ หากไทยสามารถยกระดับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศให้ได้ 5 ตันต่อไร่ จะช่วยให้แข่งขันได้ แม้ต้นทุนการผลิตบางส่วนของประเทศเพื่อนบ้านจะต่ำกว่า

“เราไม่อยากพูดถึงเรื่องราคา แต่อยากทำให้ผลผลิตต่อไร่จากเดิม 2-3 ตันให้ได้ 5-6 ตัน  ถ้าไทยเฉลี่ยได้ 5 ตันผมว่าเราอยู่รอด แข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะลูกค้าต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นประเทศไทยมากกว่า”

อย่างไรก็ดีไม่ว่ารัฐจะผลักดันตลาดพลังงาน อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป หรือสินค้า HVA สุดท้ายต้องย้อนกลับมาแก้ต้นทาง คือ ผลผลิตหัวมันสดต้องเพียงพอ ผลผลิตต่อไร่ต้องสูงขึ้น ต้นทุนเกษตรกรต้องลดลง และต้องมีพันธุ์สะอาด-พันธุ์ต้านทานในระบบให้มากพอ

หากไทยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะเสียทั้งรายได้ส่งออก ฐานผู้ซื้อ และฐานการผลิตให้ประเทศเพื่อนบ้าน “เราต้องรีบทำ ไม่ใช่รอให้ปัญหามาแล้วค่อยแก้”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ภาคธุรกิจกัมพูชาและจีนกำลังเดินหน้าขยายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การลงทุนในโรงงานแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ตามรายงานของ Phnom Penh Post นายซุน จันทอล รองประธานคนที่หนึ่งของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายเฉิน หมิงอวี่ ประธานบริษัท Guangxi Nongken Mingyang Starch Development Co., Ltd.

ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายบริษัทจีนเปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การเพิ่มปริมาณการรับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาให้สูงถึงประมาณ 1 ล้านตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา

ประการที่สอง การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงเพื่อก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

และประการที่สาม การแสวงหาโอกาสความร่วมมือกับราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

นายซุน จันทอล ได้แสดงการสนับสนุนต่อแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร สร้างการจ้างงานเพิ่มเติม และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความทันสมัยของประเทศ

ทั้งนี้ เขายังระบุว่า กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนขยาย และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน–อาเซียน อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่เอื้ออำนวย

ในการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงาน พร้อมทั้งนำเสนอแผนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการหลายรูปแบบ

โดยมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้ากัมพูชาในตลาดระหว่างประเทศ

ที่มา: เว็บไซต์ NguyenStarch (Phnom Penh Post)

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69

โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69

วันที่ 13 มีนาคม 2569 มูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ร่วมกับ กรมการค้าภายใน ดำเนินการส่งมอบต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง ภายใต้ โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69 โดยมี กรมการค้าภายใน นำโดย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดี ทางด้าน, สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมฯ ในฐานะประธานมูลนิธิกองทุนฯ, นายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายก, สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย นายปัญญา บุญบันดาลฤทธิ์ นายกสมาคมฯ, นายชัยวัฒน์ โชคถาวร เลขาธิการ, สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย นำโดย คุณวันชัย วิริยาทรพันธุ์ อุปนายก และ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย นำโดย คุณป้อมเพชร อ่างเงิน กรรมการ เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

โดยโครงการดังกล่าว จะดำเนินการส่งมอบต้นพันธุ์ จำนวนรวม 2.3 ลำ ส่งมอบ 3 รอบ
รอบแรก
วันที่ 13-14 มีนาคม 2569
รอบสอง
วันที่ 27-28 มีนาคม 2569
รอบสาม
วันที่ 23-24 เมษายน 2569

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

TTTA News

02nd มี.ค. 2026 Uncategorized

TTTA New 2026

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA New No.01-2026 (EN) TTTA New No.01-2026 (TH)
TTTA New No.02-2026 (EN) TTTA New No.02-2026 (TH)
TTTA New No.03-2026 (EN) TTTA New No.03-2026 (TH)
TTTA New No.04-2026 (EN) TTTA New No.04-2026 (TH)
TTTA New No.05-2026 (EN) TTTA New No.05-2026 (TH)
TTTA New No.06-2026 (EN) TTTA New No.06-2026 (TH)
TTTA New No.07-2026 (EN) TTTA New No.07-2026 (TH)
TTTA New No.08-2026 (EN) TTTA New No.08-2026 (TH)
TTTA New No.09-2026 (EN) TTTA New No.09-2026 (TH)
TTTA New No.10-2026 (EN) TTTA New No.10-2026 (TH)
TTTA New No.11-2026 (EN) TTTA New No.11-2026 (TH)
TTTA New No.12-2026 (EN) TTTA New No.12-2026 (TH)

 

TTTA New 2025

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA News No.01-2025-(EN) TTTA News No.01-2025-(TH)
TTTA News No.02-2025-(EN) TTTA News No.02-2025-(TH)
TTTA News No.03-2025-(EN) TTTA News No.03-2025-(TH)
TTTA News No.04-2025-(EN) TTTA News No.04-2025-(TH)
TTTA News No.05-2025-(EN) TTTA News No.05-2025-(TH)
TTTA News No.06-2025-(EN) TTTA News No.06-2025-(TH)
TTTA News No.07-2025-(EN) TTTA News No.07-2025-(TH)
TTTA News No.08-2025-(EN)-Revised TTTA News No.08-2025-(TH)-ฉบับแก้ไข
TTTA News No.09-2025-(EN)-Revised TTTA News No.09-2025-(TH)-ฉบับแก้ไข
TTTA News No.10-2025-(EN) TTTA News No.10-2025-(TH)
TTTA News No.11-2025-(EN) TTTA News No.11-2025-(TH)
TTTA News No.12-2025-(EN) TTTA News No.12-2025-(TH)
TTTA News No.13-2025-(EN) TTTA News No.13-2025-(TH)
TTTA News No.14-2025-(EN) TTTA News No.14-2025-(TH)
TTTA News No.15-2025-(EN) TTTA News No.15-2025-(TH)
TTTA News No.16-2025-(EN) TTTA News No.16-2025-(TH)
TTTA News No.17-2025-(EN) TTTA News No.17-2025-(TH)
TTTA News No.18-2025-(EN) TTTA News No.18-2025-(TH)
TTTA News No.19-2025-(EN) TTTA News No.19-2025-(TH)
TTTA News No.20-2025-(EN) TTTA News No.20-2025-(TH)
TTTA News No.21-2025-(EN) TTTA News No.21-2025-(TH)
TTTA News No.22-2025-(EN) TTTA News No.22-2025-(TH)
TTTA News No.23-2025-(EN) TTTA News No.23-2025-(TH)
TTTA News No.24-2025-(EN) TTTA News No.24-2025-(TH)

 

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

E-Book การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง

ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

📌 เอกสารเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและสาธารณะ
❌ ห้ามจำหน่ายหรือใช้เพื่อการค้า

โหลดเลย👉http://online.anyflip.com/mkgtk/nnxi/

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรกานาประสบปัญหามันเส้นล้นโกดังไร้ผู้ซื้อ

เกษตรกรในภูมิภาคโอติ ประเทศกานา กำลังวิกฤต หลังมันสำปะหลังแห้งกองพะเนิน ผู้ซื้อหายาก

ดัมไบ (ภูมิภาคโอติ) 14 ม.ค. สำนักข่าวกานา (GNA) – เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายพันรายในภูมิภาคโอติกำลังเผชิญวิกฤต หลังมันสำปะหลังแปรรูปแบบมันเส้นแห้งของพวกเขากองค้างจำนวนมากโดยไม่มีผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางการเงินอย่างมาก

มันเส้นที่แปรรูปโดยยังมีเปลือกติดอยู่ ขณะนี้ถูกมองว่าไม่เหมาะสำหรับการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

การลงพื้นที่ของสำนักข่าวกานา (GNA) ไปยังหลายชุมชน พบกระสอบมันเส้นจำนวนมากวางเรียงอยู่ใต้ต้นมะม่วงและกองอยู่ริมถนน มีฝุ่นจับ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกร

นางคอมฟอร์ต บาบิโจเม เกษตรกรในหมู่บ้านเกียโต ชาโย ชุมชนเกษตรกรรมในเขตคราชี นชูมูรู เปิดเผยว่า ปัจจุบันมันเส้นหนึ่งกระสอบขายได้ต่ำกว่า 100 เซดี (ประมาณ 300 บาท) ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากราคาปีที่แล้วที่อยู่ที่ 350–400 เซดี (ประมาณ 1,000–1,150 บาท)

นายคาซิม ควาเม อาบูบาการ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากชุมชนซิบิ ในเขตนควานตาเหนือ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เนื่องจากมันเส้นที่แปรรูปไว้กำลังเสียหาย

สถานการณ์ของนายอาบูบาการ์ไม่ต่างจากเกษตรกรในเขตคราชีตะวันออก ซึ่งกำลังประสบปัญหาหาผู้ซื้อไม่ได้ และกำลังต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐในการช่วยหาตลาดหรือทางออกอื่นๆ ให้แก่เกษตรกร

สำนักข่าวกานา (GNA)
เรียบเรียงโดย แมกซ์เวลล์ อวูมาห์ / ลินดา อซันเต อักเยอิ
เผยแพร่โดย SyndiGate Media Inc.
ที่มา: https://www.msn.com/

ร่วมด้วยช่วยกัน! แจ้งพิกัด “โรคพุ่มแจ้” ผ่าน Line OA ได้แล้ววันนี้

ร่วมด้วยช่วยกัน! แจ้งพิกัด “โรคพุ่มแจ้” ผ่าน Line OA ได้แล้ววันนี้

เพื่อการเฝ้าระวังและรับมืออย่างทันท่วงที มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ขอเชิญพี่น้องชาวมันสำปะหลังร่วมรายงานจุดพบโรคพุ่มแจ้ผ่านระบบเรา ข้อมูลของท่านจะถูกนำไปแสดงบน Dashboard แผนที่การระบาดทั่วประเทศ เพื่อให้ส่วนกลางวางแผนบริหารจัดการและสนับสนุนแนวทางแก้ไขได้อย่างแม่นยำ

ขั้นตอนการแจ้งรายงาน:
1️⃣ เข้าร่วมกลุ่มไลน์ “พุ่มแจ้มันฯ เตือนภัย”
2️⃣ คลิกเมนู “ส่งรายงานสถานการณ์ โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง”

กลุ่มไลน์ “พุ่มแจ้มันฯ เตือนภัย
https://line.me/R/ti/p/@803jnrtt

(การแจ้งข้อมูลของท่าน คือพลังสำคัญในการดูแลผลผลิตมันสำปะหลังไทยอย่างยั่งยืน)

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง

เตนินห์เตรียมผุดโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง
เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร
เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์ ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจังหวัด และบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกความร่วมมือเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism – JCM) ในจังหวัดเตนินห์


ภาพรวมของพิธีลงนาม

โครงการนี้คาดว่าจะเปิดแนวทางใหม่ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคการเกษตรและกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในท้องถิ่น ส่งผลต่อเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ปรับปรุงความเป็นอยู่ของเกษตรกร และผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดไปสู่โมเดลคาร์บอนต่ำ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในฐานะกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเป็นก้าวย่างที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและทิศทางของรัฐบาลกลางและระดับจังหวัด ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและยั่งยืน


รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัด นายเหงียน ดิ่ง ซวน กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี

จากการวิเคราะห์ของกรมเกษตรและพัฒนาชนบท พบว่าลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแยกสลายด้วยความร้อนแบบไร้ออกซิเจน (Anaerobic Pyrolysis) เพื่อผลิตไบโอชาร์ ร่วมกับการนำกลับมาใช้ใหม่ในการเพาะปลูก และการก่อตัวของห่วงโซ่มูลค่าคาร์บอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเปลี่ยน “ผลพลอยได้” ให้เป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยน “ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อม” ให้เป็น “โอกาสในการพัฒนา”

ในขณะเดียวกัน Jizoku Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกคาร์บอนเครดิต มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยในประเทศญี่ปุ่นตามมาตรฐาน J-Credit ปัจจุบันบริษัทกำลังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาระเบียบวิธีที่เหมาะสมกับสภาพทางธรรมชาติของแต่ละประเทศภายใต้กลไก JCM เพื่อประเมินศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุพันธกรณี NDC ของแต่ละประเทศ การลงนามบันทึกความเข้าใจในจังหวัดเตนินห์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) โดยมุ่งเน้นในด้านหลักๆ ได้แก่ การวิจัยการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง การทดสอบโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำ และการประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต JCM ในระหว่างกระบวนการดำเนินงาน Jizoku Inc. ให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานเฉพาะทางของจังหวัดและมหาวิทยาลัยพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงธรรม ความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการวัดผล การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ตามที่กลไก JCM กำหนดอย่างครบถ้วน


นายเหงียน ดวี ผู้อำนวยการบริษัท Jizoku Inc. (ประเทศญี่ปุ่น) ได้นำเสนอโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก JCM ในพิธีลงนาม

ตามบันทึกความเข้าใจ คู่สัญญาตกลงที่จะร่วมมือกันในการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการแปรรูปลำต้นมันสำปะหลังหลังการเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยี Pyrolysis แบบไร้ออกซิเจนเพื่อผลิตไบโอชาร์เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต รวมถึงดำเนินโครงการนำร่องโมเดลการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซต่ำบนพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ ในอำเภอ Go Dau และประเมินศักยภาพของชีวมวลจากลำต้นมันสำปะหลัง ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านคาร์บอน และความเป็นไปได้ในการลงทุนของโครงการ นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจยังระบุขอบเขตการวิจัยโดยมุ่งเน้นไปที่อำเภอ Tan Chau โดยมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วจังหวัดเตนินห์ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 60,000 เฮกตาร์ และขยายความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซในภาคการเกษตร โดยคาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยนีงาตะ (ญี่ปุ่น) และมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เข้าร่วมในการสนับสนุนทางวิชาการ แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซ


ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเตนินห์ และบริษัท Jizoku Inc. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อดำเนินโครงการผลิตไบโอชาร์จากลำต้นมันสำปะหลัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตรที่เชื่อมโยงกับการออกคาร์บอนเครดิต ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ในจังหวัดเตนินห์

ตามข้อตกลง Jizoku Inc. จะรับผิดชอบเป็นผู้นำในการพัฒนาระเบียบวิธี JCM และระบบ MRV โดยจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทั้งหมดสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ ประสานงานกับองค์กรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ และพิจารณาการลงทุนในโรงงานผลิตไบโอชาร์ในจังหวัดเตนินห์หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษา ส่วนกรมเกษตรและพัฒนาชนบทจังหวัดเตนินห์จะทำหน้าที่ประสานงานในการให้ข้อมูลและสนับสนุนการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร โดยมีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ และการประเมินผล

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีและความร่วมมือระหว่างคู่สัญญา โดยไม่มีภาระผูกพันทางการเงินต่อข้อผูกพันงบประมาณของจังหวัดเตนินห์ และจะใช้เป็นฐานสำหรับการพิจารณาดำเนินโครงการลงทุนและความร่วมมือที่เฉพาะ

ที่มา: https://www.tayninh.gov.vn

Recent Posts