“พิชัย” พร้อมหนุน 4 สมาคมมันสำปะหลังแก้วิกฤตโรคใบด่าง ช่วยเหลือชาวสวนมัน และอุตสาหกรรมการเกษตร

“พิชัย” พร้อมหนุน 4 สมาคมมันสำปะหลังแก้วิกฤตโรคใบด่าง ช่วยเหลือชาวสวนมัน และอุตสาหกรรมการเกษตร

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “มหันตภัยโรคใบด่าง วิกฤตมันสำปะหลังไทย..ไม่มีทางรอด” ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต วานนี้ (26 ก.ย.67) ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทยและสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหาโรคใบด่างที่กำลังระบาดในต้นมันสำปะหลังทั่วประเทศ

นายพิชัย กล่าวว่า ขอขอบคุณ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย ที่จัดให้มีการสัมมนาในวันนี้ ได้รับคำเชิญให้มาช่วยแก้ปัญหานี้ ตนอยู่กระทรวงพาณิชย์จะรับไปประสานกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นวิกฤตที่กระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตรของไทยอย่างรุนแรง โดยไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก การที่โรคใบด่างแพร่ระบาดไปทั่วพื้นที่ จะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรกระทบต่อรายได้

งานสัมมนาฯวันนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา อาทิ ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเกษตรและการวิจัย มาช่วยให้ข้อมูลเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์ เพื่อร่วมกันหาทางป้องกันและแก้ไขวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นเวทีสำคัญในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

“กระทรวงพาณิชย์ และทุกหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้านที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังและการเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประเทศไทยของเราสามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ด้านนายสุรพงษ์ แสงศิริพงษ์พันธ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาฯครั้งนี้ เพื่อตระหนักถึงปัญหาการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศจนเกินกว่าที่จะควบคุมได้ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วนจะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนวิเคราะห์สถานการณ์หาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาโลกใบด่างในมันสำปะหลัง ให้ไทยข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

ต้อนรับคณะผู้แทนจากบริษัท Cofco (ปักกิ่ง)

ต้อนรับคณะผู้แทนจากบริษัท Cofco (ปักกิ่ง)

คณะผู้แทนจากบริษัท คอฟโค่ ไบโอเคมิคอล จำกัด (ปักกิ่ง) ได้เดินเข้าพบสมาคมฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลมันสำปะหลัง โดยมีคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมให้การต้อนรับ ในวันที่ 6 กรกฏาคม 2567

พิธีไหว้พระพรหม และพระภูมิ ครบรอบ 61 ปี สมาคมฯ

พิธีไหว้พระพรหม และพระภูมิ ครบรอบ 61 ปี สมาคมฯ

เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯ 61 ปี สมาคมฯ ได้ทำพิธีไหว้องค์ท้าวมหาพรหม และพ่อปู่ชัยมงคล ในศุกร์วันที่ 28 มิถุนายน 2567 ณ ลานทางเข้าอาคารสาธรธานี 1 และบริเวณศาลพระภูมิ อาคารสาธรนครทาวเวอร์

ต้อนรับคณะสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล

ต้อนรับคณะสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล

คณะจากสถานทูตเกษตรแห่งบราซิล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบสมาคมฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมันสำปะหลัง โดยมีคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสมาคมฯ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567

การสัมมนาเชิงวิชาการ

การสัมมนาเชิงวิชาการ

สมาคมฯ ได้จัดการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ปัญหาการขาดแคลนผลผลิตมันสำปะหลังไทย” บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ และเรื่อง “การขยายต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค” บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี และคุณเพ็ญนภา บานเย็น จากบริษัท พูลผล จำกัด ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ

จีนลุยพัฒนาข้าวโพด GMO เพิ่มผลผลิตในประเทศ สนค.แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

จีนลุยพัฒนาข้าวโพด GMO เพิ่มผลผลิตในประเทศ สนค.แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

สนค. ติดตามสถานการณ์ข้าวโพด GMO ของประเทศจีน เร่งเพิ่มผลผลิตในประเทศหนุนการปลูกในพื้นที่ 8 มณฑล และคาดการณ์ว่าปี 67 พท้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 4.17 – 6.25 ล้านไร่ แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือผลกระทบส่งออกมันสำปะหลังเร่งปรับตัวธุรกิจ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์การวิจัยและพัฒนาข้าวโพด GMO ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านการวิจัยดังกล่าวครั้งแรกในปี 2540 โดยสามารถวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานแมลงศัตรูพืชได้ และจีนได้ดำเนินการวิจัยด้านดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้เริ่มเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพด GMO มาตั้งแต่ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ปี 2566 จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวโพด อันดับ 1 ของโลก มีปริมาณ 27.14 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 9,017.99 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26.99% จากปีก่อนหน้า โดยมีการนำเข้าจากประเทศบราซิลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตข้าวโพดซึ่งใช้พันธุ์ข้าวโพด GMO ที่สำคัญของโลก และในปีเดียวกันจีนมีผลผลิตข้าวโพดในประเทศรวม 288.84 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนปี 67-68 คาดว่าจีนจะมีปริมาณผลผลิตข้าวโพดอยู่ที่ 296 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.4%

จะเห็นว่าปริมาณผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศของจีนยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวโพด GMO ของจีน เพื่อการต่อสู้กับโรคและศัตรูพืช และต้องการเพิ่มปริมาณข้าวโพดเพื่อความมั่งคงด้านอาหารและการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านธัญพืช ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการเพาะปลูก

ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรภายในประเทศที่สำคัญตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีน และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2567 จีนได้ออกประกาศรายการข้าวโพด GMO 37 สายพันธุ์ จาก 24 บริษัทและหน่วยงานวิจัย ที่สามารถนำไปเพาะปลูกได้ใน 8 มณฑลของจีน ประกอบด้วย

  • มองโกเลียใน
  • กานซู
  • เหอเป่ย
  • จี๋หลิน
  • เหลียวหนิง
  • กว่างซี
  • เสฉวน
  • ยูนนาน

ซึ่งใน 4 มณฑลแรก สามารถทำการเพาะปลูกข้าวโพด GMO ได้ในทุกพื้นที่ จึงคาดว่าจีนจะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด GMO เพิ่มขึ้นเป็น 4.17 – 6.25 ล้านไร่ ในปี 67

และล่าสุด รัฐบาลจีนได้เอกสารแนวทางการพัฒนาชนบท และภาคการเกษตรของจีน โดยปี 2567 มีการกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาเขตพื้นที่ชนบทอย่างครอบคลุม ที่มุ่งเน้นการยกระดับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง บนพื้นฐานการวิจัยพัฒนา และการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการผลิตพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ

แนวนโยบายดังกล่าวจึงเป็นการเน้นย้ำว่าจีนจะพัฒนาการใช้ข้าวโพด GMO เพื่อความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับผลผลิตในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าธัญพืช แม้ปัจจุบันพื้นที่การเพาะปลูกข้าวโพด GMO ของจีนจะมีไม่ถึง 1% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดทั้งประเทศ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 276.37 ล้านไร่ และคาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด GMO ของจีนในช่วงปี 2568 – 2570 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 – 15% ต่อปี

“ถึงแม้ข้าวโพดจะไม่ใช่สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย แต่ข้าวโพดเป็นสินค้าทดแทนมันสำปะหลังที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และเอทานอล ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และจีนเองก็เป็นตลาดมันสำปะหลังที่สำคัญของไทย การที่จีนจะหันมาใช้ข้าวโพด GMO เพื่อการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศให้เพียงพอกับความต้องการ อาจกระทบต่อความต้องการมันสำปะหลัง ดังนั้น จึงควรหาแนวทางเพื่อสอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าวที่มีแนวโน้มอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่ตลาด ซึ่งไทยมีตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกมันเส้นที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง” นายพูนพงษ์กล่าว

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ระบาดกัดกินมันสำปะหลัง

จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี พบการระบาดของหนอนกระทู้หอมกัดกินต้นมันสำปะหลัง ในพื้นที่ อ.พนมทวน, อ.ห้วยกระเจา และ อ.บ่อพลอย รวมพื้นที่การระบาด กว่า 7 พันไร่ เกษตรกรกว่า 600 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อพบตัวหนอนหรือกลุ่มไข่ในแปลงให้เก็บ และนำมาทำลาย พร้อมกำจัดวัชพืชที่อยู่ในแปลงและบริเวณรอบแปลง

สำหรับฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% (กลุ่ม 28)

“หลังจากพ่นสารเคมีแล้ว 1-2 วัน เกษตรกรต้องสำรวจแปลง หากยังพบการระบาดของหนอนกระทู้ให้พ่นสารเคมีซ้ำ และควรสลับกลุ่มสารเคมี เพื่อป้องกันการดื้อยา หากการระบาดของหนอนลดลง ให้ควบคุมด้วยชีวภัณฑ์ โดยฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 80 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร หรือไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หลังจากฉีดพ่นสารเคมีแล้ว 15 วัน”

สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่ยังไม่พบการระบาด อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน ด้วยการใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ ร่วมกับวิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย พร้อมทั้งใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ที่พบเข้าทำลายหนอนกระทู้หอม ได้แก่ มวนพิฆาต แมลงหางหนีบ

ใช้สารสกัดสะเดา อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 3 วัน 3-4 ครั้งต่อเนื่อง ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bt) อัตรา 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 3-5 วัน เมื่อพบการระบาด หากมีการระบาดรุนแรงให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง หลังจากนั้นพ่นทุก 5 วัน จนกระทั่งหนอนลดปริมาณการระบาด ใช้ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ควรพ่นเมื่อหนอนมีขนาดเล็กจะให้ผลในการควบคุมได้รวดเร็ว กรณีหนอนระบาดรุนแรงให้พ่นวันเว้นวัน

ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC (กลุ่ม 22) หรือ อิมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% W/V EC หรือ 5% WG (กลุ่ม 6) หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28).

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

คลอดแล้ว “มาตรการชะลอเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง” ปี 2566/67 เริ่มวันนี้

คลอดแล้ว “มาตรการชะลอเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง” ปี 2566/67 เริ่มวันนี้

ครม. เห็นชอบ มาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 เริ่มต้นโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 เมษายน 2568 ธ.ก.ส. พร้อมจัดสินเชื่อกับเกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 วงเงินงบประมาณ 56.96 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ เริ่มต้นโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 เมษายน 2568 โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้สินเชื่อกับเกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท หรือ ไม่เกิน 20 ไร่/ครัวเรือน ไร่ละไม่เกิน 2,500 บาท

สำหรับมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการเพาะปลูก โดยการชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ผ่านพ้นช่วงแล้ง ให้ได้รับฝนซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและเปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น

รวมทั้งช่วยเหลือให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนระหว่างรอการเก็บเกี่ยว โดยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูการผลิตปี 2566/67 ประมาณ 65,100 ครัวเรือน

สำหรับมีวิธีดำเนินการตามมาตรการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ปี 2566/67 ธ.ก.ส. จะเปิดให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้น ธนาคารจะตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกประเมินพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและให้สินเชื่อแก่เกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 3,255 ล้านบาท

ระยะเวลาโครงการ
– เริ่มตั้งแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติ ถึง 30 เมษายน 2568 กำหนด

ระยะเวลาสมัครเข้าร่วมโครงการ
– ภายใน 30 มิถุนายน 2567

ระยะเวลาจ่ายสินเชื่อ
– เริ่มตั้งแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติ ถึง31 กรกฎาคม 2567

ระยะเวลาชดเชยดอกเบี้ย
– เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันรับสินเชื่อแต่ไม่เกิน 31 มกราคม 2568

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการรักษาเสถียรภาพราคาหัวมันสด ปี 2566/67 เพื่อให้การกำกับดูแลมันสำปะหลังเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยมอบหมายคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลังบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลังรับไปพิจารณาดำเนินการปรับแผนการขยายท่อนพันธุ์ให้ครอบคลุมพื้นที่ระบาดภายในปี 2569 ทั้งพันธุ์ต้านทานโรค (พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ติดโรค) และพันธุ์ทนทานต่อโรค (พันธุ์ที่มีความแข็งแรง ติดโรคได้ยาก แต่ยังติดโรคได้)

รวมทั้งการส่งเสริมการเพาะปลูกด้วยระบบน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิตและรองรับการขยายท่อนพันธุ์ โดยจัดทำรายละเอียดโครงการ แผนดำเนินการกรอบวงเงินงบฯ และแหล่งเงินก่อนเสนอ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ต่อไป

ขณะเดียวกันยังมอบหมายกรมศุลกากร กำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งการนำเข้าทางด่านถาวรและจุดผ่อนปรน ให้เป็นไปตามระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคง ป้องกัน สกัดกั้น การลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด และให้กรมการค้าต่างประเทศ เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่นำเข้าและส่งออกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลังปี 2566/67 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินว่า ณ เดือนมีนาคม 2567 โดยมีผลผลิตทั้งประเทศ 26.88 ล้านตัน ลดลง 3.74 ล้านตัน เนื่องจากขาดแคลนท่อนพันธุ์ สภาวะอากาศร้อน/แล้ง รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดโรคใบด่าง เพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง โดยผลผลิตกระจุกตัวช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2567 ปัจจุบันเก็บเกี่ยวแล้ว 23.50 ล้านตัน

ส่วนราคาในประเทศ ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 มันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% มีราคาอยู่ที่ 3.20 บาทต่อกิโลกรัม, มันเส้น มีราคาอยู่ที่ 7.43 และแป้งมัน มีราคาอยู่ที่ 18.85 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากเกษตรกรบางส่วนเร่งขุดผลผลิตที่ไม่ครบอายุออกจำหน่าย ประกอบกับสภาวะอากาศร้อนจัดส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงและมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ สำหรับราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม และแป้งมันอยู่ที่ 20.59 บาทต่อกิโลกรัม

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เริ่มแล้ว!! พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเพาะขยายกล้า เป้า 2.4 แสนต้น ภายใน 3 เดือน

เริ่มแล้ว!! พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเพาะขยายกล้า เป้า 2.4 แสนต้น ภายใน 3 เดือน

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานภาคีในการขับเคลื่อนแก้ไขผลกระทบของเกษตรกรจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งพบการแพร่ระบาดมาตั้งแต่ ปี 2561 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรและแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดตาม มาตรการป้องกัน กำจัด โรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้สนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังทนทานต่อโรคใบด่าง ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เพื่อลดความรุนแรงของโรคและผลกระทบต่อปริมาณของผลผลิตอันเป็นเหตุให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนน้อยลงจากเดิม

ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานงานและได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (TTDI) สนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 รวมจำนวน 15,000 ลำ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังเร่งเดินหน้าผลิตขยายเป็นต้นกล้ามันสำปะหลังสะอาดพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง โดยมีแผนดำเนินการภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อผลิตต้นกล้าให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 240,000 ต้น จากนั้นจะนำต้นกล้าไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 8 ศูนย์ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเวลา 10 เดือน เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่พร้อมเป็นพันธุ์ตั้งต้นสำหรับใช้เพิ่มปริมาณต้นกล้าในปี 2568 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมแผนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี โดยเฉพาะหน่วยงานภาคการศึกษาที่มีเครื่องมือและพื้นที่ในการผลิตขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยจะร่วมกันผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างตามเป้าหมาย 15 ล้านท่อนในปี 2569 เพื่อให้เพียงพอสำหรับสนับสนุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 9 ล้านไร่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ปลอดโรค และทราบแหล่งที่มาของท่อนพันธุ์ ชัดเจน ไม่ควรปลูกพันธุ์อ่อนแอต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง ได้แก่ ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพันธุ์อ่อนแอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ทนทานต่อโรคใบด่าง ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดขของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ที่หน่วยงานภาครัฐจะสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง ตลอดจนสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกมันสำปะหลังที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในรอบระยะเวลาที่ร่วมโครงการต่อไป ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ที่มา : ThaiPR.net

Recent Posts