เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

เกษตรกรในตำบลล็อกนิญต่างตื่นเต้นกับฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนสามารถทำกำไรได้ 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันโรงงานต่างๆ รับซื้อมันสำปะหลังสดในราคา 4,100-4,200 ดง/กิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้ง 30% ด้วยผลผลิต 40-50 ตัน/เฮกตาร์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้ว หลายครัวเรือนมีกำไร 80 ล้านดง/เฮกตาร์ หรือมากกว่านั้น แม้ว่าพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวเร็วจะมีปริมาณแป้งเพียงประมาณ 28-30% เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก็ยังคงได้กำไรอย่างมาก

เกษตรกรต่างยินดีที่ได้รับผลกำไรจากผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้

นายเหงียน กว็อก ฟง ผู้เชี่ยวชาญจากแผนก เศรษฐกิจ ของตำบลล็อคนิญ กล่าวว่า ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดี และไม่มีน้ำท่วมขังเหมือนปีก่อนๆ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 ตันต่อเฮกเตอร์ และราคาขายยังคงสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงกว่าพืชผลอื่นๆ หลายชนิด ด้วยรายได้ 150-160 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ เกษตรกรสามารถทำกำไรได้ 80-90 ล้านดงต่อเฮกเตอร์ หรืออาจสูงกว่านั้นสำหรับที่ดินที่ปลูกเอง

นายโฮ ตัน พัท (อาศัยอยู่ในหมู่บ้านฟือกเงีย) กล่าวว่า ปีนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45 ตันต่อเฮกตาร์ และหลายแห่งได้ผลผลิตเกือบ 50 ตันต่อเฮกตาร์ ประกอบกับราคาขายที่สูงกว่าปีก่อนๆ ทำให้เกษตรกรพอใจมาก

ด้วยสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้จึงเป็นหนึ่งในผลผลิตที่มากที่สุดสำหรับเกษตรกรในตำบลล็อคนิญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นและเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ทำการเพาะปลูกพืชสำคัญชนิดนี้ต่อไป

ที่มา: https://baotaininh.vn/nong-dan-xa-loc-ninh-phan-khoi-vao-vu-thu-hoach-khoai-mi-150685.html

ลาว-กัมพูชา ยกระดับความร่วมมือภาคเกษตร เปิดระเบียงการค้าใหม่ส่งออกสินค้าไปจีน

ลาว-กัมพูชา ยกระดับความร่วมมือภาคเกษตร เปิดระเบียงการค้าใหม่ส่งออกสินค้าไปจีน

เวียงจันทน์ – กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมแห่งสปป. ลาว และกระทรวงเกษตร รุกขป่าไม้ และประมง แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา บรรลุข้อตกลงร่วมมือในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรด้านการเกษตร พร้อมเร่งรัดการค้าสินค้าเกษตรข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเกษตรจากลาวและกัมพูชาเข้าร่วมการประชุม ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา – ภาพ: เวียงจันทน์ ไทม์ส

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสายใหม่ที่จะช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรของกัมพูชาสามารถส่งออกไปยังตลาดจีนโดยผ่าน สปป. ลาว ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการบูรณาการทางการค้าในภูมิภาค

การประชุมครั้งนี้มี ดร. ลิงคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของลาว และ นายดิต ตินา รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร รุกขป่าไม้ และประมงของกัมพูชา เป็นประธานร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรประจำปี 2023–2027

หนุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การลงทุน และการค้าสินค้าเกษตรระหว่างลาวและกัมพูชา

นอกจากนี้ ประเด็นหลักในการหารือยังรวมถึงการส่งเสริมพันธมิตรทางธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) และการผลักดันให้เกิดความร่วมมือโดยตรงระหว่างผู้ประกอบการชาวลาวและกัมพูชา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการลงทุนเพื่อการผลิตภาคเกษตร การแปรรูป โลจิสติกส์ และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)

เส้นทางสายเศรษฐกิจใหม่สู่ตลาดจีน

หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการอนุมัติให้กัมพูชาสามารถขนส่งผลผลิตทางการเกษตรผ่าน สปป. ลาว ไปยังประเทศจีนได้ โดยในเบื้องต้น กัมพูชากำลังเตรียมความพร้อมในการส่งออกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้แก่: ทุเรียน, กล้วย, ข้าว, มะม่วง, ลำไย และมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ จะมีการจัดพิธีเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์เพื่อเฉลิมฉลองการขนส่งสินค้าเที่ยวแรก ณ ท่าบกท่านนาแล้ง (Thanalaeng Dry Port) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่แห่งการเชื่อมโยงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน สปป. ลาว ก็กำลังเตรียมความพร้อมในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังกัมพูชาเช่นกัน ได้แก่ กาแฟ, กะหล่ำปลี, มะขาม, ข้าวเหนียว, บลูเบอร์รี่ และฟักทอง

ความร่วมมือรอบด้านเพื่อความยั่งยื

นอกเหนือจากการเปิดเส้นทางสายการค้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้ทบทวนความคืบหน้าของความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ: การพัฒนาสหกรณ์การเกษตร, การผลิตข้าวเชิงพาณิชย์, การประมงและการจัดการป่าไม้, การอนุรักษ์สัตว์ป่า และการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามอนุสัญญาไซเตส (CITES – อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์)

ที่มา : https://asianews.network/laos-cambodia-deepen-agricultural-partnership-open-new-trade-corridor-to-china/

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

“สุริยะ” สั่งลุยกู้วิกฤตมันสำปะหลัง! มอบ “ผบ.สรวุฒิ” นำทีม “พระพิรุณ” ลงพื้นที่เร่งสกัดโรคใบด่าง รักษาตลาดส่งออกไทย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. พร้อมด้วยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง เร่งเดินหน้าขยายท่อนพันธุ์สะอาดต้านทานโรค พร้อมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทย หลังการส่งออกมันสำปะหลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายสรวุฒิ เปิดเผยว่า นายสุริยะ มอบหมายให้ลงพื้นที่ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อติดตามและสำรวจปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หลังจากก่อนหน้านี้ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย ได้เข้าหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสรวุฒิ กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี โดยทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากหากปล่อยให้ปัญหายังคงอยู่ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ จากเดิมประเทศไทยเคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งแป้งมันและมันเส้น ได้ประมาณ 30-40 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันเหลือเพียง 20 ล้านตัน กระทบต่อประชาชนหลายล้านครัวเรือน และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านคน

ภารกิจเร่งด่วน คือการขยายท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ สะอาด และปลอดโรค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ที่สามารถต้านทานโรคได้ ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจแปลง พบว่ามีการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งในหัวมันเป็นที่น่าพอใจ แม้อายุเพียง 3-4 เดือน และให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4.8-5 ตันกว่า โดยไม่มีระบบน้ำ พร้อมเน้นย้ำให้ทำลายท่อนพันธุ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงต้นที่พบโรคใบด่างและอาการพุ่มแจ้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทำลายท่อนพันธุ์ปนเปื้อนแล้วประมาณ 20 ตัน และสั่งการให้ ส.ป.ก. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่สำรวจบริเวณห้วยบง พื้นที่ประมาณ 4 – 5 พันไร่ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้เป็นแหล่งขยายท่อนพันธุ์ รวมทั้งจะหารือกับเลขาธิการ ส.ป.ก. เพื่อสำรวจพื้นที่อื่นเพิ่มเติม

นายสรวุฒิ ระบุว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา ประเทศไทยอาจสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตลาดญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และโรงงานแปรรูปจำนวนมากย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่เพิ่มจากประมาณ 3 โรงงานในช่วง 2-3 ปีก่อน เป็นกว่า 32-33 โรงงานในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาตลาดส่งออกของไทย

ด้านนายรพีภัทร์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคของสมาคมผู้ปลูกมันสำปะหลัง ด้วยเทคโนโลยี 20X ของกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันสามารถขยายได้เกือบ 1.5 ล้านลำ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามงบกลาง 600 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติ และได้จัดทำคำของบประมาณตามพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน วงเงินประมาณ 6.5 พันล้านบาท เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

เกษตรกรทางตอนใต้ของเวียดนามรับทรัพย์ก้อนโตจากมันสำปะหลัง

การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาของเวียดนามตอนใต้ ทั้งได้ผลผลิตดีและทำกำไรได้อย่างงดงาม ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกชนิดนี้ในหลายชุมชนทางตอนใต้ของจังหวัด เช่น เซินหมี (Sơn Mỹ), ห่ามเติน (Hàm Tân), ตันมิงห์ (Tân Minh) และ ตันเลิป (Tân Lập) สามารถชดเชยผลขาดทุนจากผลผลิตในฤดูกาลก่อนๆ ได้สำเร็จ

ราคาพุ่งกระฉูด ผลตอบแทนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังถูกวางกองเรียงเป็นแถวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกในฤดูกาลนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายรายในชุมชนเซินหมีเปิดเผยว่า ในช่วงการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังฤดูฝนที่ผ่านมา มันสำปะหลังสดที่ขนส่งไปยังคลังสินค้ามีราคาสูงถึง 3,500 ดอง/กิโลกรัม ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว (ซึ่งอยู่ที่ 1,600 ดอง/กิโลกรัม) ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังรายใหญ่หลายรายได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ชดเชยกับปีก่อนๆ ที่ไม่ค่อยทำกำไรได้เป็นอย่างดี

นายเจือง วัน คัญ (Mr. Truong Van Khanh) จากหมู่บ้านที่ 3 ซึ่งเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรในหมู่บ้านโกเกียว ชุมชนเซินหมี กล่าวว่า “ผมเช่าที่ดิน 10 เฮกตาร์ (ประมาณ 62.5 ไร่) ในพื้นที่เพาะปลูกของท้องถิ่น โดยมีค่าเช่าอยู่ที่ 10 ล้านดอง/เฮกตาร์/ฤดูกาล เมื่อรวมกับค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่นับวันจะยิ่งแพงขึ้น รวมถึงค่าแรงคนงานในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแล้ว ต้นทุนทั้งหมดจะอยู่ที่กว่า 20 ล้านดอง/เฮกตาร์ ด้วยผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้ที่สูงถึง 20 ตัน/เฮกตาร์ ผมขายได้เงิน 70 ล้านดอง เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือกำไรสุทธิ 50 ล้านดอง/เฮกตาร์ รวมทั้งหมด 10 เฮกตาร์ ผมทำเงินได้ถึง 500 ล้านดอง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดเท่าที่ผมเคยหาได้เลย”

ในทำนองเดียวกัน ครอบครัวอื่นๆ ในท้องถิ่นนี้ที่เช่าที่ดินขนาด 1-2 เฮกตาร์เพื่อปลูกมันสำปะหลังในชุมชนตันไฮ (Tan Hai) ก็สามารถทำเงินได้ 50 ถึง 100 ล้านดองเช่นกัน ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ต่างก็ร่วมยินดี เนื่องจากราคามันสำปะหลังที่สูงขึ้นช่วยเยียวยาความสูญเสียในปีก่อนๆ ได้

พันธุ์ “KM419” พระเอกขี่ม้าขาวของเกษตรกร

มันสำปะหลังถูกรับซื้อในปริมาณมากและขนส่งไปยังหมู่บ้านซ้วยบ่าง (Suoi Bang) และหมู่บ้านซ้วยตู (Suoi Tu) ในเขตเซินหมี เพื่อใช้ปลูกในฤดูฝนนี้

ตามข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ เกษตรกรส่วนใหญ่ในเซินหมีและชุมชนใกล้เคียงได้หันมาเลือกใช้ มันสำปะหลังสายพันธุ์ KM419 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ มันสำปะหลังนกคุ่ม) ในการเพาะปลูกช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสายพันธุ์นี้มีคุณสมบัติ:

  • ทนทานต่อโรคได้ดีกว่า
  • ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่า
  • หากได้รับปุ๋ยและการดูแลที่เหมาะสม ต้นมันสำปะหลังจะให้หัวมันที่มีคุณภาพดี

การที่ทั้งผลผลิตดีและราคาซื้อขายสูง จึงช่วยสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้

จากความสำเร็จในการเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา หลายครัวเรือนในชุมชนเซินหมี ห่ามเติน และตันมิงห์ จึงแห่กันไปปลูกมันสำปะหลังในที่ดินเกษตรกรรมของตนเอง รวมถึงเช่าที่ดินในชุมชนใกล้เคียงอย่าง ตันไฮ และ ตันเลิป เพื่อทำไร่มันสำปะหลังแบบเข้มข้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะเห็นรถบรรทุกจำนวนมากแล่นเข้าสู่ถนนสายแคบๆ ของหมู่บ้านที่ 1 และ 2 ในชุมชนเซินหมี เพื่อขนส่งท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง KM419 ไปยังหมู่บ้านซ้วยตูและซ้วยบ่าง เพื่อให้ปลูกได้ทันตามฤดูกาล

สถิติการเพาะปลูกและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

ตามรายงานจากชุมชนเซินหมี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ชาวบ้านได้ปลูกพืชล้มลุกไปแล้วเกือบ 600 เฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของแผนงานประจำปี โดยมีมันสำปะหลังเป็นพืชหลักที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ปัจจุบันเกษตรกรยังคงเดินหน้าปลูกพืชชนิดนี้ในฤดูฝนอย่างต่อเนื่องเนื่องจากราคาขายที่ดี เช่นเดียวกับในชุมชนห่ามเตินและตันมิงห์ ที่ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการปลูกมันสำปะหลังเป็นอันดับแรกในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ได้ออกมาให้คำแนะนำว่า:

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังควรใส่ใจเรื่อง “การปลูกพืชหมุนเวียน” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกที่ยั่งยืน ช่วยลดศัตรูพืชและโรคพืช อีกทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น มีปริมาณแป้ง (Starch) ที่มากกว่า และส่งผลให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมั่นคง

พื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี จะประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมและเกิดโรคระบาดทั่วไปในมันสำปะหลัง (เช่น โรคใบด่างเหลือง เชื้อราที่ลำต้นและใบ ฯลฯ) ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ผลผลิตและคุณภาพแป้งลดลง จนส่งผลต่อราคารับซื้อในที่สุด

นอกจากนี้ พ่อค้าคนกลางรับซื้อมันสำปะหลังบางรายในชุมชนห่ามเตินยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งในและนอกจังหวัดต่างเน้นรับซื้อเฉพาะมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ผงชูรส (MSG) และแอลกอฮอล์ เป็นหลัก

ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าว Lâm Đồng

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

‘มันสำปะหลังไทย’ต้องแก้ก่อนสาย เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่สกัดเวียดนามแซง

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลผลิตหัวมันสดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแข่งขันจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชาที่เริ่มดึงฐานวัตถุดิบและฐานการค้าจากไทยไปมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ถึงภาพรวมฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 สถานการณ์ส่งออก ตลาดจีน-ยุโรป ความสามารถแข่งขันของไทย ปัญหาโรคระบาด และโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ก่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงอย่างถาวร

ส่งออกมันเส้น-มันเม็ดร่วงหนัก

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 6 เดือนแรกของฤดูกาลปี 2568/2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มมันเส้นและมันเม็ด ซึ่งไทยส่งออกได้เพียงประมาณ 860,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนส่งออกได้ประมาณ 1.67 ล้านตัน หรือลดลงเกือบ 50% สำหรับแป้งมันสำปะหลัง ทั้งแป้งดิบและแป้งแปรรูป ช่วงเดียวกันส่งออกได้ประมาณ 1.83 ล้านตัน เทียบกับฤดูกาลก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 2.21 ล้านตัน ลดลงเกือบ 20% ดังนั้นทั้งฤดูกาลปี 2568/2569 การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดของไทยน่าจะทำได้เพียงประมาณ 1.5 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ประมาณ 4.4 ล้านตัน เท่ากับลดลงประมาณ 65%

“ปีนี้การส่งออกมันเส้นและมันเม็ดทั้งปีคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ 65% ถือว่าการส่งออกโดยเฉพาะมันเส้นต่ำมากในรอบหลายสิบปี”

ส่วนแป้งมันสำปะหลังในฤดูกาลนี้คาดว่าจะส่งออกได้ต่ำกว่า 3.5 ล้านตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.4 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 20%

เวียดนามทำท่าจะแซงไทย

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนาม โดยช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ไทยส่งออกมันเส้นได้ประมาณ 644,000 ตัน ลดลง 65% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 470,000 ตัน เพิ่มขึ้น 25% ส่วนแป้งดิบ ไทยส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ได้ประมาณ 650,000 ตัน ลดลง 29% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามส่งออกได้ประมาณ 800,000 ตัน ลดลงเพียง 4%

“จะสังเกตได้ว่าตัวเลขปริมาณการส่งออกมันเส้นและแป้งดิบของเวียดนามสูงกว่าไทย อันนี้เป็นประเด็นและจะมีปัญหา”

แนวโน้มการส่งออกที่เราลดลงปัญหาสำคัญคือ ฐานวัตถุดิบหายไป โดยเดิมไทยนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวแต่ขณะนี้ไม่สามารถนำเข้าจากกัมพูชาได้ ทำให้กัมพูชาหันไปส่งออกมันเส้นและหัวมันสดให้เวียดนามแทน ขณะที่ไทยยังพึ่งพาได้เพียงบางส่วนจากลาว ส่งผลให้ปริมาณมันเส้นในระบบลดลง

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความต้องการใช้ในจีนลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ เพราะราคามันเส้นไทยขยับขึ้นจากเดิมประมาณ 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 260-270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้แพงกว่าข้าวโพดและข้าวสาลีค่อนข้างมาก จีนจึงหันไปใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน

“จีนลดลงในส่วนอาหารสัตว์ แต่ส่วนที่นำมาทำเอทานอลยังมีความต้องการอยู่ เพียงแต่ราคาสูงขึ้น และของมีน้อยทั้งหมด”

ราคาเวียดนามถูกกว่า

ทั้งนี้  เมื่อดูในส่วนแป้งดิบ ปัญหาหลักที่เราเจอคือ ราคาของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยแพงกว่าเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ประมาณ 45-50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะจีนหันไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกลดลง เพราะของไทยราคาสูงค่อนข้างมาก และสาเหตุที่เวียดนามแข่งขันได้ดีกว่าไทยมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ต้นทุนหัวมันสดถูกกว่า โดยเวียดนามนำเข้าหัวมันสดจากกัมพูชาประมาณปีละกว่า 5 ล้านตัน และปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ล้านตัน ทำให้มีวัตถุดิบมากขึ้นและต้นทุนถูกกว่าไทย นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการผลิตของเวียดนามต่ำกว่าไทย ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และค่าเงินที่อ่อนกว่า ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยผันผวนและมีช่วงแข็งค่ากว่าเงินเวียดนาม จึงกระทบความสามารถแข่งขันด้านราคา

จีนเริ่มพัฒนาพันธุ์-รุกปลูกที่ลาว

แม้ภาพรวมแป้งดิบจะเผชิญแรงกดดันหนัก แต่กลุ่มแป้งแปรรูปหรือแป้งโมดิฟายยังทรงตัวและเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2-3% เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างลาวและกัมพูชายังไม่มีศักยภาพด้านนี้ ส่วนเวียดนามเริ่มสร้างกำลังการผลิตแล้ว แต่คุณภาพยังสู้ไทยไม่ได้ อย่างไรก็ตามเตือนว่าหากราคาวัตถุดิบไทยยังสูงต่อเนื่องแม้แต่แป้งแปรรูปก็จะเริ่มมีปัญหา เพราะผู้ซื้ออาจหันไปใช้แป้งมันฝรั่งหรือแป้งข้าวโพดที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ดีเมื่อย้อนมาดูตลาดมันเส้นของไทยยังพึ่งพาจีนมากกว่า 90% แม้ไทยพยายามส่งออกไปตลาดอื่น เช่น ตะวันออกกลาง หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ปริมาณรองรับยังจำกัดเพียงหลักแสนถึง 2-3 แสนตัน ขณะที่ในอดีตไทยเคยส่งออกมันเส้นได้ 4-5 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกรณีจีนปลูกมันสำปะหลังในบางพื้นที่ เช่น กว่างซี ทางตอนใต้ใกล้เวียดนามและลาว แต่ปริมาณยังไม่มาก อย่างไรก็ตามจีนเริ่มพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง และนำไปปลูกในลาว รวมถึงเริ่มลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

“จีนมีปลูกอยู่แล้วทางกว่างซี แต่ปลูกได้ไม่เยอะ ตอนนี้เขาหันมาลงทุนในลาว เพราะบางอุตสาหกรรมแป้งเขาผลิตในจีนไม่ได้ เนื่องจากเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็ลงมาลงทุนที่ลาว และมีการพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังไปปลูกในกว่างซีและลาว”

กลุ่มผู้ซื้อจีนรายใหญ่ที่เคยตั้งฐานซื้อในไทย เริ่มย้ายไปอยู่กัมพูชา เวียดนาม และลาว เนื่องจากวัตถุดิบของไทยลดลง เรื่องนี้่น่าห่วง เพราะมีผลต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย

ตัวเลขผลผลิตนับวันยิ่งลด

ทั้งนี้ เมื่อดูผลผลิตคณะสำรวจของ 4 สมาคมประเมินผลผลิตหัวมันสดปีนี้ไว้ประมาณ 22 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขทางราชการอยู่ที่ 24 ล้านตัน แต่จากสถานการณ์ส่งออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าผลผลิตหัวมันสดจริงอาจต่ำกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากในรอบหลายสิบปี โดยไทยเคยมีผลผลิตหัวมันสดปกติ 35-40 ล้านตัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งออก การแปรรูป อาหารสัตว์ และพลังงาน

“ปกติเราเคยได้ 35 ล้านตันถึง 40 ล้านตัน ต้องพยายามรักษาตัวนี้ให้ได้ เพราะตอนนี้ถ้าเหลือแค่ 20 ล้านตันมันก็ไม่ไหว”

ทางรอดต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องกลับมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของไทย และลดต้นทุนการปลูกของเกษตรกร

“ถ้าแก้อย่างยั่งยืนเราต้องหันมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของบ้านเราให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายการปลูกลง ไม่ต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องโตด้วยตัวของเราเอง อันนี้เป็นการแก้ไขที่ถูกจุดที่สุด”

ปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่เพียงประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ขณะที่บางจังหวัดของเวียดนามทำได้ถึง 7 ตันต่อไร่ หากไทยสามารถยกระดับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศให้ได้ 5 ตันต่อไร่ จะช่วยให้แข่งขันได้ แม้ต้นทุนการผลิตบางส่วนของประเทศเพื่อนบ้านจะต่ำกว่า

“เราไม่อยากพูดถึงเรื่องราคา แต่อยากทำให้ผลผลิตต่อไร่จากเดิม 2-3 ตันให้ได้ 5-6 ตัน  ถ้าไทยเฉลี่ยได้ 5 ตันผมว่าเราอยู่รอด แข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะลูกค้าต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นประเทศไทยมากกว่า”

อย่างไรก็ดีไม่ว่ารัฐจะผลักดันตลาดพลังงาน อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป หรือสินค้า HVA สุดท้ายต้องย้อนกลับมาแก้ต้นทาง คือ ผลผลิตหัวมันสดต้องเพียงพอ ผลผลิตต่อไร่ต้องสูงขึ้น ต้นทุนเกษตรกรต้องลดลง และต้องมีพันธุ์สะอาด-พันธุ์ต้านทานในระบบให้มากพอ

หากไทยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะเสียทั้งรายได้ส่งออก ฐานผู้ซื้อ และฐานการผลิตให้ประเทศเพื่อนบ้าน “เราต้องรีบทำ ไม่ใช่รอให้ปัญหามาแล้วค่อยแก้”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กัมพูชา-จีน เร่งผลักดันความร่วมมือในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ภาคธุรกิจกัมพูชาและจีนกำลังเดินหน้าขยายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การลงทุนในโรงงานแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ตามรายงานของ Phnom Penh Post นายซุน จันทอล รองประธานคนที่หนึ่งของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายเฉิน หมิงอวี่ ประธานบริษัท Guangxi Nongken Mingyang Starch Development Co., Ltd.

ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายบริษัทจีนเปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การเพิ่มปริมาณการรับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาให้สูงถึงประมาณ 1 ล้านตัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา

ประการที่สอง การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงเพื่อก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

และประการที่สาม การแสวงหาโอกาสความร่วมมือกับราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

นายซุน จันทอล ได้แสดงการสนับสนุนต่อแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร สร้างการจ้างงานเพิ่มเติม และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความทันสมัยของประเทศ

ทั้งนี้ เขายังระบุว่า กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนขยาย และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน–อาเซียน อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่เอื้ออำนวย

ในการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงาน พร้อมทั้งนำเสนอแผนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการหลายรูปแบบ

โดยมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้ากัมพูชาในตลาดระหว่างประเทศ

ที่มา: เว็บไซต์ NguyenStarch (Phnom Penh Post)

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

เมื่อประกาศแสดงราคามันสำปะหลังไม่ชอบ เหตุไฉนไม่ละเมิด?

KEY POINTS

  • เกษตรกรฟ้องร้องว่า ประกาศกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ผู้รับซื้อหักราคามันสำปะหลังสด จากสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 10% เป็นการกระทำละเมิดและสร้างความเสียหาย
  • ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในไม่มีอำนาจในการออกประกาศ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
  • อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด เพราะประกาศมีเจตนาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรยังมีเสรีภาพในการเลือกขายผลผลิตให้ผู้ซื้อรายอื่น ที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ความเสียหายจึงไม่เกิดจากประกาศโดยตรง

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชหัวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีรากสะสมอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ใช้ทำอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งมันสำปะหลังนั้น มีทั้งชนิดหวานที่กินได้เลย และชนิดขมที่ต้องแปรรูป เพราะต้องระวังพิษไซยาไนด์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและง่ายต่อการขยายพันธุ์ จึงเป็นที่นิยมปลูกในหมู่เกษตรกรไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลัง อันดับต้น ๆ ของโลก โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทว่า … ที่ผ่านมามักมีปัญหาเกษตรร้องเรียนไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการขาย หัวมันสำปะหลังสด เช่น ถูกกดราคารับซื้อ โดยผู้ซื้อมักอ้างว่าหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งน้อย หรือ มีสิ่งเจือปน เนื่องจากโดยธรรมเนียมทางการค้า การกำหนดราคารับซื้อจะมีความสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสด และการมีสิ่งเจือปน

กล่าวคือ หากหัวมันสำปะหลังสดมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงราคารับซื้อก็จะสูง หรือหากหัวมันสำปะหลังสดไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดินหรือทรายที่ติดมาก็จะได้ราคาสูงกว่ามีสิ่งเจือปน เป็นต้น วันนี้นายปกครองจะพาไปดูการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องดังกล่าวซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทขึ้น

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า … อธิบดีกรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดไม่เป็นธรรม อธิบดีฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีมาตรการเสริมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป็นการกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ข้อ 1 กำหนดว่า

ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ซื้อหัวมันสำปะหลังสด เพื่อผลิตหรือจําหน่ายปิดป้ายแสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตรลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2548 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 2 กำหนดว่า กรณีที่ราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดมีความสัมพันธ์กับคุณภาพหรือสิ่งเจือปน ให้แสดงราคารับซื้อควบคู่กับข้อความหรือรายการนั้นด้วย และหากจะมีการหักลดน้ำหนักสิ่งเจือปนหรือรายการอื่นใดจากราคาที่รับซื้อ ให้แสดงรายละเอียดไว้ให้ชัดเจนและครบถ้วน

โดยให้แสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสด ดังต่อไปนี้ (1) … (3) การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่าย ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายจึงถูกผู้รับซื้อหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันออกเป็นเงินจำนวน 49,555 บาท ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้กำหนดวิธีชั่ง ตวง วัด จึงทำให้ผู้รับซื้อเอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่หักลดสิ่งเจือปนตามความเป็นจริง แต่สามารถหักลดราคารับซื้อได้ในอัตราร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 10 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาธิการ กกร. และกรมการค้าภายใน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-ที่ 3) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท ข้อ 2 (3) ในส่วนที่กำหนดว่า “แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้” และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า … การออกประกาศสำนักงาน กกร. ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

าลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารูปแบบ เนื้อหาสาระของประกาศพิพาท เห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ อาจต้องเสียค่าปรับตามที่กำหนด

ข้อกำหนดตามประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับกับผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดทุกรายทั่วราชอาณาจักร โดยมิได้มุ่งหมายใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น อันมีลักษณะเป็น กฎ ตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกร. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการตามมาตรา 9 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มิได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ดังนั้น การที่อธิบดีฯ ออกประกาศสำนักงาน กกร. ฉบับพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

แต่เมื่อประกาศพิพาท ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์การหักลดน้ำหนักหรือ หักลดสิ่งเจือปนของพืช หรือ ผัก เป็นไปตามกลไกโดยเสรีของการค้า และความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ทั้งตามข้อ 2 (3) ของประกาศฯ กำหนดว่า การหักลดเนื่องจากมีสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสดที่มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดหักลดสิ่งเจือปนได้ตามความเป็นจริง แต่จะหักลดราคารับซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารับซื้อที่แสดงไว้ นั้น

จึงรับฟังได้ว่า ประกาศฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ได้รับความเป็นธรรม ในการขายหัวมันสำปะหลังสด โดยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการหักลดสิ่งเจือปนในหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งประกาศ กกร. ยังมิได้มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้

กรณีย่อมเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า เพราะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหักลดสิ่งเจือปนได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่า จะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใด ที่มีราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด โดยไม่หักลดสิ่งเจือปนด้วย

ดังนั้น แม้อธิบดีฯ จะออกประกาศฉบับพิพาทโดยไม่ชอบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การออกประกาศฯ ดังกล่าวมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 120/2568)

สรุปได้ว่า …คดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศกำหนดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเนื่องจากมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อทั่วประเทศ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. การที่อธิบดีฯ ออกประกาศดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายคุ้มครองเกษตรกรมิให้ถูกผู้ซื้อหักเงินตามอำเภอใจ โดยมิได้รับมอบอำนาจจาก กกร.

จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่เกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายและผู้ประกอบธุรกิจได้หักลดสิ่งเจือปนตามข้อกำหนดในประกาศฯ มิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะนำหัวมันสำปะหลังสดไปจำหน่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่รับซื้อในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่หักลดเงิน กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ด้วยประการฉะนี้ … ครับ

ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย…นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69

โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69

วันที่ 13 มีนาคม 2569 มูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ร่วมกับ กรมการค้าภายใน ดำเนินการส่งมอบต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง ภายใต้ โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69 โดยมี กรมการค้าภายใน นำโดย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดี ทางด้าน, สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นำโดย นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมฯ ในฐานะประธานมูลนิธิกองทุนฯ, นายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายก, สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย นายปัญญา บุญบันดาลฤทธิ์ นายกสมาคมฯ, นายชัยวัฒน์ โชคถาวร เลขาธิการ, สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย นำโดย คุณวันชัย วิริยาทรพันธุ์ อุปนายก และ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย นำโดย คุณป้อมเพชร อ่างเงิน กรรมการ เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

โดยโครงการดังกล่าว จะดำเนินการส่งมอบต้นพันธุ์ จำนวนรวม 2.3 ลำ ส่งมอบ 3 รอบ
รอบแรก
วันที่ 13-14 มีนาคม 2569
รอบสอง
วันที่ 27-28 มีนาคม 2569
รอบสาม
วันที่ 23-24 เมษายน 2569

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย

“การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว”

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

TTTA News

02nd มี.ค. 2026 Uncategorized

TTTA New 2026

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA New No.01-2026 (EN) TTTA New No.01-2026 (TH)
TTTA New No.02-2026 (EN) TTTA New No.02-2026 (TH)
TTTA New No.03-2026 (EN) TTTA New No.03-2026 (TH)
TTTA New No.04-2026 (EN) TTTA New No.04-2026 (TH)
TTTA New No.05-2026 (EN) TTTA New No.05-2026 (TH)
TTTA New No.06-2026 (EN) TTTA New No.06-2026 (TH)
TTTA New No.07-2026 (EN) TTTA New No.07-2026 (TH)
TTTA New No.08-2026 (EN) TTTA New No.08-2026 (TH)
TTTA New No.09-2026 (EN) TTTA New No.09-2026 (TH)
TTTA New No.10-2026 (EN) TTTA New No.10-2026 (TH)
TTTA New No.11-2026 (EN) TTTA New No.11-2026 (TH)
TTTA New No.12-2026 (EN) TTTA New No.12-2026 (TH)

 

TTTA New 2025

ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย
TTTA News No.01-2025-(EN) TTTA News No.01-2025-(TH)
TTTA News No.02-2025-(EN) TTTA News No.02-2025-(TH)
TTTA News No.03-2025-(EN) TTTA News No.03-2025-(TH)
TTTA News No.04-2025-(EN) TTTA News No.04-2025-(TH)
TTTA News No.05-2025-(EN) TTTA News No.05-2025-(TH)
TTTA News No.06-2025-(EN) TTTA News No.06-2025-(TH)
TTTA News No.07-2025-(EN) TTTA News No.07-2025-(TH)
TTTA News No.08-2025-(EN)-Revised TTTA News No.08-2025-(TH)-ฉบับแก้ไข
TTTA News No.09-2025-(EN)-Revised TTTA News No.09-2025-(TH)-ฉบับแก้ไข
TTTA News No.10-2025-(EN) TTTA News No.10-2025-(TH)
TTTA News No.11-2025-(EN) TTTA News No.11-2025-(TH)
TTTA News No.12-2025-(EN) TTTA News No.12-2025-(TH)
TTTA News No.13-2025-(EN) TTTA News No.13-2025-(TH)
TTTA News No.14-2025-(EN) TTTA News No.14-2025-(TH)
TTTA News No.15-2025-(EN) TTTA News No.15-2025-(TH)
TTTA News No.16-2025-(EN) TTTA News No.16-2025-(TH)
TTTA News No.17-2025-(EN) TTTA News No.17-2025-(TH)
TTTA News No.18-2025-(EN) TTTA News No.18-2025-(TH)
TTTA News No.19-2025-(EN) TTTA News No.19-2025-(TH)
TTTA News No.20-2025-(EN) TTTA News No.20-2025-(TH)
TTTA News No.21-2025-(EN) TTTA News No.21-2025-(TH)
TTTA News No.22-2025-(EN) TTTA News No.22-2025-(TH)
TTTA News No.23-2025-(EN) TTTA News No.23-2025-(TH)
TTTA News No.24-2025-(EN) TTTA News No.24-2025-(TH)

 

Recent Posts