​“จุรินทร์”เคาะเดินหน้าประกันรายได้มัน ปี 4 พร้อม 3 มาตรการเสริมช่วยชาวไร่-ดันราคา

​“จุรินทร์”เคาะเดินหน้าประกันรายได้มัน ปี 4 พร้อม 3 มาตรการเสริมช่วยชาวไร่-ดันราคา

“จุรินทร์”ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ไฟเขียวประกันรายได้มันสำปะหลัง ปี 4 คงเงื่อนไขเดิมประกันราคา 2.50 บาทต่อกิโลกรัม จ่ายเงินส่วนต่าง 12 งวด เคาะมาตรการเสริม ช่วยดอกเบี้ย 3% ให้เกษตรกรกู้ปลูกมัน ให้สถาบันเกษตรกรเก็บสต๊อก และลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอล ซื้อไปแปรรูปและเก็บสต๊อก พร้อมตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด เดินหน้ายุทธศาสตร์มัน ดันผลผลิตต่อไร่ ผลักดันขายในประเทศและส่งออก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 4 ต่อไป โดยเงื่อนไขเหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมาทุกประการ คือ ประกันรายได้กิโลกรัม (กก.) ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค.-1 พ.ย.2566 จ่ายเงินส่วนต่าง 12 งวด หากราคาต่ำกว่าที่ประกันรายได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ต้องจ่าย เพราะราคา 3 บาทกว่า เกินที่ประกันรายได้ กก.ละ 25.0 บาทเป็นปีแล้ว โดยตั้งงบประมาณไว้ 4,743.5 ล้านบาท

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนาน เพื่อช่วยผลักดันราคา โดย 1.ช่วยดอกเบี้ย 3% กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อกู้ไปใช้ในการปลูกมันสำปะหลังตั้งงบไว้ 41.4 ล้านบาท 2.ช่วยดอกเบี้ยสถาบันเกษตรกรที่เก็บสต๊อกมันสำปะหลังไว้ในช่วงที่มันออกเยอะ จะได้ไม่ทำให้ราคาตกตั้งงบไว้ 15 ล้านบาท 3.ช่วยดอกเบี้ย 3% ให้กับลานมัน โรงแป้งหรือโรงงานผลิตเอทานอล ในการนำไปแปรรูปเป็นมันเส้น แป้งมันหรือเอทานอล และเก็บสต๊อกไว้ 3-6 เดือน ตั้งวงเงิน 225 ล้านบาท ถ้าจำเป็นจะเพิ่มวงเงินให้อีกในอนาคต ใช้งบประมาณรวมกัน 291.4 ล้านบาท รวมประกันรายได้และมาตรการคู่ขนานเป็นเงิน 5,035.3 ล้านบาท ซึ่งจากนี้จะได้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วต่อไป

นายจุรินทร์กล่าวว่า ยังได้มีการติดตามการเดินหน้าให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง ปี 2564-67 โดยมีมติให้ตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นระบบและเป็นรูปธรรมขึ้น คือ 1.อนุกรรมการด้านการผลิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตั้งเป้าปี 2567 จะต้องได้ผลผลิตต่อไร่ไม่น้อยกว่า 5 ตัน ปัจจุบันทำได้เพียง 3.48 ตันต่อไร่ 2.ตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศขึ้น ขณะนี้ตลาดต่างประเทศถือว่าทำได้ทะลุเป้า เพราะเป้าตั้งไว้ว่าจะต้องเพิ่มขึ้น 3% แต่ทำได้ถึง 7% ส่วนตลาดในประเทศตั้งเป้าว่าราคาจะได้ไม่ต่ำกว่า 2.50 บาท แต่ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 3.15 บาท

นอกจากนี้ มีข่าวดีสำหรับตลาดส่งออกมันสำปะหลัง โดยขณะนี้ทูตพาณิชย์ประจำฟิลิปปินส์ได้ประสานผู้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องการนำเข้ามันสำปะหลัง จำนวน 37 บริษัท มาเจรจากับผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้พบกัน ช่วงวันที่ 9 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว ได้มอบหมายให้นายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบบริหารจัดการเรื่องนี้ให้เกิดผลซื้อขายได้โดยเร็วที่สุด เพราะทั้งหมดนี้ จะมีผลในการช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังปีนี้ คาดการณ์ว่าผลผลิตจะอยู่ที่ 35.8 ล้านตัน หรืออาจต่ำกว่านี้ ซึ่งมีปริมาณความต้องการ 42.5 ล้านตัน สูงกว่าปริมาณการผลิตเช่นเดียวกับปีที่แล้ว และปัจจุบันราคาหัวมันสดสูงขึ้นมาก ตลอดปีที่ผ่านมาอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.15 บาท เพิ่มขึ้น 23% มันเส้น กิโลกรัมละ 9.20 บาท เพิ่ม 21.8% แป้งมัน กิโลกรัมละ 17.10 บาท เพิ่ม 21%

ส่วนตัวเลขการส่งออก 7 เดือนของปี 2565 (ม.ค.-ก.ค.) สามารถส่งออกได้แล้ว 22 ล้านตัน เพิ่ม 14% เนื่องจากปริมาณไม่พอ จึงจำเป็นต้องนำเข้าส่วนนึง นำเข้ามาแล้ว 7 ล้านตัน สำหรับตลาดส่งออกของไทยที่ใหญ่ที่สุดคือ จีน 69% ญี่ปุ่น 8% อินโดนีเซีย 3% เกาหลี 2% เป็นมันเส้นประมาณ 40% แป้งมัน 60%

ที่มา : Commerce News Agency (CNA)

“รง. ผลิตแอลกอฮอล์-วัตถุดิบอาหารสัตว์” ในจีน เปิดศึกแย่งมันสำปะหลัง

“รง. ผลิตแอลกอฮอล์-วัตถุดิบอาหารสัตว์” ในจีน เปิดศึกแย่งมันสำปะหลัง

มันสำปะหลังไทยขายดี ครึ่งแรกส่งออก 6.7 ล้านตัน มูลค่ากว่า 8.2 หมื่นล้าน รับส้มหล่นผลพวงสงครามทำธัญพืชโลกขาดแคลน รง.ผลิตแอลกอฮอล์-วัตถุดิบอาหารสัตว์ ในจีน เปิดศึกแย่งวัตถุดิบ ดันราคาพุ่ง ประกันรายได้มันฯ ปี 3 เหลือ 3 งวดสุดท้าย ชาวไร่เล็งขอราคาใหม่ 2 .75 บาท จากต้นทุนเพิ่ม

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานผลผลิตมันสำปะหลังปี 2565 ที่เริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564-กันยายน 2565 คาดมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 10.179 ล้านไร่ ผลผลิต 34.691 ล้านตัน และผลผลิตต่อไร่ 3.408 ตัน เทียบกับปี 2564 ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 10.406 ล้านไร่ ผลผลิต 35.094 ล้านตัน และผลผลิตต่อไร่ 3.372 ตัน ล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยว และผลผลิตลดลงร้อยละ 2.18 และร้อยละ 1.15 ตามลำดับ

แต่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.07 โดยเดือนสิงหาคม 2565 คาดจะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 1.11 ล้านตัน (ร้อยละ 3.20 ของผลผลิตทั้งหมด) เป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว หัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดน้อย สำหรับโรงงานแป้งมันสำปะหลังเป็นช่วงการปิดเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร

นางสุรีย์ ยอดประจง กรรมการที่ปรึกษา สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของโลก โดยเฉพาะตลาดจีนจากเดิมที่มีความต้องการมันเส้น เพื่อนำไปผลิตผลิตแอลกอฮอล์สูงอยู่แล้ว ล่าสุดจากโรงงานอาหารสัตว์ที่กลับมาฟื้นตัว หลังได้รับผลกระทบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทำให้มีความต้องการวัตถุดิบเพิ่ม มองว่ามันสำปะหลังไทยเวลานี้ไม่มีปัญหา

ทั้งนี้แม้กระทั่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิดก็ยังขายได้ พอมาเจอ 2 แรงบวกข้างต้น ส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก โดย 6 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกแล้ว 6.7 ล้านตัน มูลค่า 8.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งออกได้ 5.4 ล้านตัน มูลค่า 6.08 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 23% และ 36% ตามลำดับ

“รง. ผลิตแอลกอฮอล์-วัตถุดิบอาหารสัตว์” ในจีน เปิดศึกแย่งมันสำปะหลัง

ในส่วนของมันเส้นส่งออกได้ดีมาก ส่วนแป้งมันสำปะหลังชะลอตัวลงเล็กน้อย หลังขยายตัวต่อเนื่องช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีอุปสรรคเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และค่าระวางเรือสูงตามต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่ม อย่างไรก็ดีภาพรวมการส่งออกไปยังจีนและประเทศอื่น ๆ กลับมาขยายตัวดีขึ้น

ด้านนายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวถึง โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2564/65 ว่า รัฐบาลได้เคาะประกันรายได้ตั้งแต่งวดที่ 1 วันที่ 29 พ.ย. 2564 จนถึงงวด 9 วันที่ 25 ก.ค. 2565 ซึ่งปีนี้ราคาตลาดสูงกว่าราคาประกัน(ราคาประกัน 2.50 บาท ต่อ กก.) รัฐไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง เวลานี้เหลืออีก 3 งวดสุดท้าย โดยจะไปจบงวดที่ 12 ในวันที่ 1 พ.ย. 65 ทั้งนี้ทางสมาคมฯจะร้องขอปรับราคาประกันเพิ่มเป็น 2.75 บาทต่อกิโลกรัม จากต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ย ค่านํ้ามัน ซึ่งความจริงไม่อยากได้ เพราะปีหน้าแนวโน้มราคามันฯดีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องป้องกันไว้เพราะราคาอาจผันผวน

“ประกันรายได้พืช 4 แสนล้านบาทช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลก็มีประโยชน์บ้าง แต่ถามว่าผลผลิตของชาวไร่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ไม่ได้เพิ่ม แทนที่จะนำเงินมาแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังหรือให้มาซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังใหม่ คิดค้น วิจัย ให้ต้านทานโรคใบด่าง ซึ่งกำลังระบาดทั่วประเทศในเวลานี้ก็ไม่มีใครสนใจ เรื่องที่จะทำก็ไม่ทำ”

แหล่งข่าวจากสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย เผยราคาหัวมัน (แป้ง 25%) ณ โรงงาน (นครราชสีมา) 17 ส.ค. 65 อยู่ที่ 2.80-3.55 บาทต่อกก., หัวมัน ณ ลานมัน 1.60-2.70 บาทต่อกก. และมันเส้น 8.80-8.90 บาทต่อ กก. ราคามันเส้น ส่งมอบจีน (เอฟ.โอ.บี.เกาะสีชัง) 270-280 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน, แป้งมันสำปะหลัง ซุปเปอร์-ไฮเกรด (เอฟ.โอ.บี.เกาะสีชัง) 520-525 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เวลานี้โรงงานแป้งมันบางแห่งหยุดผลิต จากวัตถุดิบไม่เพียงพอ หรือคุณภาพหัวมันไม่ดี มีสิ่งเจือปน เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งเฉลี่ยประมาณ 20-30% ส่วนราคาแป้งมันส่งออก เอฟ.โอ.บี. กรุงเทพฯ 520-525 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษกิจ

พาณิชย์ คาดปี 65 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแนวโน้มสดใส ทำนิวไฮในรอบ 15 ปี

พาณิชย์ คาดปี 65 ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแนวโน้มสดใส ทำนิวไฮในรอบ 15 ปี

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้ประชุมหารือร่วมกับ 4 สมาคมมันสำปะหลัง คือ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้คาดการณ์จากฤดูกาลผลิตปี 64/65 ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่า ราคามันสำปะหลังจะพุ่งสูงต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณความต้องการจากผู้ซื้อต่างประเทศเพิ่มขึ้น ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทั่วโลกเพิ่มปริมาณสำรองธัญพืชเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพลังงาน มีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังทดแทนเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะจีน ยังคงสั่งซื้อมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแอลกอฮอล์และอาหารสัตว์ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งราคาอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผลผลิตไม่เพียงพอ และราคามันสำปะหลังยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเดือนก.ค.65 หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.15 บาท เพิ่มขึ้น 31.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของ 65 (ม.ค.-มิ.ย.) ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้แก่ มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งดิบ แป้งแปรรูป และอื่นๆ (กากมัน และสาคู) ปริมาณ 6,753,931 ตัน มูลค่า 82,795 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 35.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายพิทักษ์ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับ 4 สมาคมข้างต้น คาดการณ์ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งดิบ แป้งแปรรูป) ปี 65 ทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปี 64 คิดเป็นปริมาณรวม 11 ล้านตัน มูลค่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (130,000 ล้านบาท)

“ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 65 คาดว่าจะสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่มขึ้นปริมาณ 4.25 ล้านตัน มูลค่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (47,000 ล้านบาท) โดยส่งออกมันเส้นและแป้งมันได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปีทองของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ที่คาดว่าจะสามารถทำนิวไฮสูงสุดในรอบ 15 ปี” นายพิทักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ ซาอุดีอาระเบีย และจีนตอนใต้ เป็นต้น ยังคงสนใจสั่งซื้อมันสำปะหลังของไทยทดแทนธัญพืชที่มีราคาสูง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงขอให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับปริมาณสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้ซื้อว่าไทยสามารถจัดหาวัตถุดิบมันสำปะหลังให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ตลอดจนสร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง

คณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามันสำปะหลัง เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ได้รับทราบสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ในวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุมสมาคมฯ และผ่านระบบ VDO Conference

งานครบรอบ 59 ปีสมาคมฯ

งานครบรอบ 59 ปีสมาคมฯ

เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯ 59 ปี สมาคมฯ ได้ทำพิธีไหว้องค์ท้าวมหาพรหม และพ่อปู่ชัยมงคล ณ ลานทางเข้าอาคารสาธรธานี 1 และพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ ห้องประชุมสมาคมฯ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2565

นโยบายการใช้คุกกี้

20th มิ.ย. 2022 Uncategorized

นโยบายความเป็นส่วนตัว
เอกสารต่อไปนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจถึงรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ ดังนี้

Cookie Policy
นโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ถูกใช้งานบนเว็บไซต์ (ซึ่งต่อจากนี้เราจะเรียกว่า “เว็บไซต์”) ซึ่งเว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายๆ กัน แนะนำให้อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวคู่กับนโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม(คุกกี้) ฉบับนี้

การใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) เป็นมาตรฐานทั่วไปบนอินเตอร์เน็ต และเบราวเซอร์สำหรับท่องอินเตอร์เน็ตทั่วไปจะตั้งค่ายอมรับการใช้งานคุกกี้อัตโนมัติ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจว่าจะใช้คุกกี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณ คุณสามารถเลือกที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับการใช้งานคุกกี้ได้ หรือจะตั้งค่าเบราวเซอร์เพื่อไม่ยอมรับการใช้งานคุกกี้ หรือตั้งให้เตือนเวลาที่เว็บไซต์ส่งคุกกี้มาให้คุณ

ในกรณีที่คุณใช้งานเว็บไซต์เราต่อ จะถือว่าคุณได้ทำการยอมรับและยินยอมตามกฎหมายให้เราใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ของเรา และ/หรือเทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ของบุคคลที่สาม สำหรับการใช้งานของคุณตามนโยบายการใช้เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) ฉบับนี้ หากคุณไม่ต้องการใช้คุกกี้บนเว็บไซต์เรา คุณจะต้องปฏิเสธโดยชัดแจ้งด้วยการตั้งค่าไม่รับคุกกี้บนเบราวเซอร์ หรือไม่ใช้งานเว็บไซต์ รายละเอียดวิธีการตั้งค่าคุกกี้บนเบราวเซอร์ที่นิยมใช้กันทั่วไปอยู่ในข้อมูลด้านล่าง อย่างไรก็ตามหากปิดการใช้คุกกี้ ฟังก์ชัน คุณสมบัติบางอย่างของเว็บไซต์อาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และเราจะไม่รับผิดชอบในความไม่สะดวกหรือความเสียหายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ปิดการใช้คุกกี้ของคุณ

อะไรคือเทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้)?
เทคโนโลยีการติดตาม (คุกกี้) เป็นไฟล์ขนาดเล็กที่เก็บไว้บนคอมพิวเตอร์ของคุณ (หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต่ออินเตอร์เน็ต เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท๊บเล็ต) เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ โดยปกติคุกกี้มักจะเป็นชื่อไฟล์ที่มีชื่อเว็บไซต์ ค่าอายุของคุกกี้นั้น ๆ (ว่าคุกกี้ตัวนี้มีอายุการใช้งานบนอุปกรณ์ของคุณเท่าไหร่) และตามด้วยค่าต่าง ๆ ที่ถูกสร้างด้วยระบบอัตโนมัติและเป็นค่าที่ไม่ซ้ำกัน

คุกกี้ใช้ทำอะไร?
เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ประสบการณ์การเข้าเว็บไซต์ของเราดีขึ้น ใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น แสดงผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการของคุณมากขึ้น อีกทั้งคุกกี้ยังช่วยให้ฟังชันต่าง ๆ บนเว็บไซต์ทำงานเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น เราใช้คุกกี้เพื่อจดจำการตั้งค่าต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณ (ภาษา, ประเทศ เป็นต้น) เพื่อให้ประสบการณ์การเข้าเว็บของเราง่ายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เรายังใช้คุกกี้เพื่อรวบรวมสถิติโดยรวมที่ไม่ระบุชื่อซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่าผู้คนใช้งานเว็บไซต์ของเราอย่างไรและเพื่อช่วยเราปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหาของพวกเขา ข้อมูลนี้จะไม่เปิดเผยตัวตนของคุณ “ในโลกแห่งความเป็นจริง” ในบางครั้งหากเราได้รับความยินยอมจากคุณล่วงหน้าเราอาจใช้คุกกี้, แท็กหรือเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันเพื่อรับข้อมูลที่ทำให้เราสามารถแสดงให้คุณเห็นเว็บไซต์หรือจากเว็บไซต์จากบุคคลที่สาม หรือการโฆษณาอื่น ๆ ตามการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ

เราใช้คุกกี้ประเภทใด?
คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานของเว็บไซต์ของเราและภายใต้ข้อกำหนดของเรากับคุณ ตัวอย่างเช่นคุกกี้ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยของเว็บไซต์ของเรา

คุกกี้ความปลอดภัย (Strictly Necessary Cookies) : คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้เป็นปกติ มีความปลอดภัย และทำให้ท่านสามารถเข้าใช้เว็บไซต์ได้ เช่น การ log in เข้าสู่เว็บไซต์ การยืนยันตัวตน ทั้งนี้ ท่านไม่สามารถปิดการใช้งานของคุกกี้ประเภทนี้ผ่านระบบของเว็บไซต์ของเราได้

คุกกี้เชิงวิเคราะห์ / ประสิทธิภาพ (Analytic Cookies) : คุกกี้เพื่อให้เรารับรู้และนับจำนวนผู้เยี่ยมชมและดูว่าผู้เยี่ยมชมใช้งานเว็บไซต์ของเราอย่างไร สิ่งนี้ช่วยให้เราได้รับผลประโยชน์สำหรับการปรับปรุงวิธีการทำงานของไซต์ของเราได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ทำให้มั่นใจว่าผู้ใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

คุกกี้ฟังก์ชัน (Functional Cookies) : คุกกี้เพื่อจดจำคุณเวลาที่คุณกลับมายังเว็บไซต์ของเรา ช่วยให้เราจดจำการตั้งค่าของคุณเพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเราทักทายคุณด้วยชื่อและจดจำการตั้งค่าของคุณ (ตัวอย่างเช่นการเลือกภาษา หรือภูมิภาค)

คุกกี้กำหนดเป้าหมาย / คุกกี้โฆษณา (Targeting Cookies) : คุกกี้เหล่านี้จะบันทึกการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราหน้าเว็บที่คุณเยี่ยมชมและลิงค์ที่คุณติดตาม เราจะใช้ข้อมูลคุกกี้เพื่อจดจำตัวเลือกบนเว็บไซต์ และการตั้งค่าของคุณแสดงผลโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของคุณมากขึ้น เราอาจแบ่งปันข้อมูลนี้กับบุคคลที่สามเพื่อการโฆษณา คุกกี้วิเคราะห์สื่อโซเชียลและคุกกี้ของพันธมิตรโฆษณา

Google Analytics : เว็บไซต์ของเราใช้ Google Analytics ซึ่งเป็นบริการวิเคราะห์เว็บ Google Analytics ใช้คุกกี้เพื่อช่วยเว็บไซต์วิเคราะห์วิธีการที่ผู้เยี่ยมชมใช้งานเว็บไซต์ ข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยคุกกี้เกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ (รวมถึงที่อยู่ IP ของคุณ) จะถูกส่งและจัดเก็บโดยเซิร์ฟเวอร์ Google ในสหรัฐอเมริกา Google ใช้ข้อมูลนี้เพื่อประเมินการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ รวบรวมรายงานกิจกรรมบนเว็บไซต์ และการใช้อินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ให้บริการเว็บไซต์และให้บริการเว็บไซต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเว็บไซต์ คุณสามารถป้องกันการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเว็บไซต์ของคุณและสร้างผ่านคุกกี้ (รวมถึงที่อยู่ IP ของคุณ) โดย Google รวมถึงการประมวลผลข้อมูลนี้โดย Google โดยการดาวน์โหลดและติดตั้งปลั๊กอินของเบราว์เซอร์ที่มีดังต่อไปนี้ ลิงก์: https://tools.google.com/dlpage/gaoptout?hl=en.

วิธีจัดการการตั้งค่าคุกกี้ในอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ของคุณ?
ตามปกติการตั้งค่าจากเบราว์เซอร์ท่องอินเทอร์เน็ตจะตั้งโปรแกรมให้ยอมรับคุกกี้ แต่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างง่ายดายโดยเปลี่ยนการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณ อย่างไรก็ตามหากปิดการคุกกี้ ฟังก์ชัน คุณสมบัติบางอย่างของเว็บไซต์อาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีปรับแต่งตัวเลือกคุกกี้ของคุณในการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณโปรดศึกษาลิงค์ต่อไปนี้:

สำหรับเบราวเซอร์ Internet Explorer : http://windows.microsoft.com/en-us/windows7/how-to-manage-cookies-in-internet-explorer-9;
สำหรับเบราวเซอร์ Safari : http://support.apple.com/kb/HT1677?viewlocale=en_US;
สำหรับเบราวเซอร์ Chrome : https://support.google.com/chrome/answer/95647?hl=en;
สำหรับเบราวเซอร์ Firefox : https://support.mozilla.org/en-US/kb/enable-and-disable-cookies-website-preferences;

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28%

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28%

ส่งออกมันสำปะหลังไทย 4 เดือนแรกพุ่ง 28% อานิสงส์สงครามรัสเซียดันความต้องการเพิ่ม ผู้ซื้อหันมานำเข้ามันสำปะหลังจากไทยทดแทนธัญพืชอื่นๆ ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ความต้องการจากผู้ซื้อต่างประเทศเพิ่มขึ้น ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทั่วโลกเพิ่มปริมาณสำรองธัญพืชเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพลังงานมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังทดแทนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตไม่เพียงพอและราคามันสำปะหลังสูงขึ้น

โดยเดือนพฤษภาคม 2565 หัวมันสดเชื้อแป้ง 25 % ราคาอยู่ที่ 3.03 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 20.79% ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยในปี 2565 (ม.ค. – เม.ย.) ไทยส่งออกมันสำปะหลังในรูปของมันเส้น

มันอัดเม็ด แป้งดิบ แป้งแปรรูป และอื่นๆ (กากมัน และสาคู) ปริมาณรวม 4,602,475.21 ตัน มูลค่า 54,886.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 28.23% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน (69%) ญี่ปุ่น (8%) อินโดนีเซีย (3%) เกาหลีใต้ (2%) และประเทศอื่นๆ (18%)

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

“ผู้ซื้อจากต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ และจีนตอนใต้ เป็นต้น ยังคงสนใจสั่งซื้อมันสำปะหลังของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคามันสำปะหลังทั้งระบบเป็นไปตามกลไกตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อว่าไทยสามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง”

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

อย่างไรก็ดีพบว่า ปัจจุบันเกษตรกรเร่งขุดมันสำปะหลังที่อายุไม่ถึง 8 เดือน ออกมาจำหน่ายมากขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับคุณภาพของผลผลิตโดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ จึงขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรอย่าเร่งขุดมันสำปะหลังก่อนครบอายุเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและท่อนพันธุ์ที่ดีสำหรับปีการผลิตถัดไป มีผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ส่งออกมันสำปะหลังไทย4 เดือนแรกพุ่ง28%

อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก กรมเร่งขยายตลาดในต่างประเทศโดยมุ่งเน้นตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเพียงตลาดเดียว เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ จีนตอนใต้ และซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น โดยเฉพาะการส่งออกมันเส้นไปจีนตอนใต้จนถึงปัจจุบันสร้างมูลค่าส่งออกได้แล้วกว่า 9,900ล้านบาท ด้านการตลาดในประเทศ ดำเนินกิจกรรมสร้างหลักประกันให้เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้ กำกับดูแลปัจจัยการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ราคาเหมาะสม

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

“จุรินทร์”ไฟเขียวแผนแก้โรคใบด่างมัน ช่วยเกษตรกร 1.2 แสนรายรับชดเชยประกันรายได้

“จุรินทร์”ไฟเขียวแผนแก้โรคใบด่างมัน ช่วยเกษตรกร 1.2 แสนรายรับชดเชยประกันรายได้

“จุรินทร์”ประชุม นบมส. ไฟเขียวแผนจัดการโรคใบด่างในมันสำปะหลัง 5 ปี เริ่มปี 66-70 จำนวน 6 มาตรการ ใช้งบ 474 ล้านบาท พร้อมมอบกรมวิชาการเกษตร ของบกลางจาก ครม. 25 ล้านบาท ทำวิจัยให้ต้นมันสำปะหลังแข็งแรง สู้โรค ลดความสูญเสีย เผยยังได้ช่วยเกษตรกรมันสำปะหลังตกค้าง 1.2 แสนราย ให้ได้รับชดเชยในโครงการประกันรายได้ วงเงิน 1,191 ล้านบาท ส่วนปัญหาส่งออกติดขัดที่ด่านจีน แก้จบแล้ว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2565 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการจัดการกับโรคใบด่าง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-70 ต่อเนื่องจากแผนเดิมที่จะจบในเดือนมี.ค.2565 ประกอบด้วย 6 มาตรการ ได้แก่ 1.การสร้างการรับรู้เรื่องโรคใบด่าง 2.เฝ้าระวังและป้องกัน 3.ควบคุมการระบาด 4.ให้ความช่วยเหลือ 5.การทำวิจัยพัฒนา และ 6.มาตรการติดตามประเมินผล รวม 10 โครงการ ใช้งบประมาณ 474 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยังมีมติเพิ่มเติมมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดทำวิจัยพัฒนากรรมวิธีทำให้ต้นมันสำปะหลังแข็งแรง ทันต่อโรคใบด่าง ลดความสูญเสียทั้งต่อเกษตรกรและงบประมาณแผ่นดินในการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่ติดโรคในอนาคต โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ของบกลาง 25 ล้านบาท เร่งสนับสนุนการวิจัยให้จบ มอบให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเป็นเจ้าของเรื่องร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ขณะเดียวกัน ได้เห็นชอบนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์รับเงินส่วนต่าง จำนวน 1.2 แสนราย ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ใช้งบประมาณจ่ายเงินส่วนต่าง 1,191 ล้านบาท

สำหรับกรณีปัญหาผู้ประกอบการร้องทุกข์ว่ามีรถบรรทุกมันสำปะหลังไทยที่ส่งออกไปประเทศจีน ติดที่ด่านจีนเกือบ 100 คัน เพราะจีนกำหนดมาตรการเร่งด่วนให้มีเอกสารขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกล่วงหน้า แต่เนื่องจากประกาศกระทันหัน ทำให้มีรถค้างที่ด่าน ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ทัน ทูตพาณิชย์และทูตเกษตรได้เจรจาจนประสบความสำเร็จสามารถข้ามแดนได้แล้วเกือบทั้งหมด คาดว่าปีนี้การส่งออกมันสำปะหลังของไทยจะยังสามารถทำตัวเลขได้ดีและนำเงินเข้าประเทศได้เป็น 100,000 ล้านบาทดังเดิม

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการประเมินสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปี 2564/65 พบว่า ทั่วโลกจะมีการผลิตหัวมันสด ประมาณ 302 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.21% ผลผลิตมันของไทย ลดลง 1% โดยไทยมีความต้องการหัวมันสดประมาณ 12.7 ล้านตัน ส่งออกประมาณ 29.7 ล้านตัน ตลาดใหญ่สุดของมันสำปะหลังไทย คือ จีน ประมาณ 70% ญี่ปุ่น 8% อินโดนิเซีย 3% เกาหลีใต้ 2% ตัวเลขการส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปี 2564 ส่งออก 34.88 ล้านตัน มูลค่า 123,209 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 14 ปี และจากปี 2564 ถึงปัจจุบัน ราคาอยู่ในระดับราคาดีโดยต่อเนื่อง ปัจจุบัน 2.50-2.60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และคาดว่าจะดีโดยต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับรายได้ที่ประกันและสูงกว่าในหลายช่วง เนื่องจากจีนยังมีความต้องการใช้มันสำปะหลังผลิตเอทานอล

ที่มา : Commerce News Agency

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปจีนติดด่าน

พาณิชย์ร่วมมือเกษตร แก้ปัญหาแป้งมันสำปะหลังติดด่านท่าเรือในจีน จากปัญหาจีนกำหนดขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแป้งมันกระชั้นชิด เร่งศุลกากรจีนขึ้นทะเบียน คาดสินค้าแป้งมันทยอยเคลียร์ออกจากด่านในไม่ช้า

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการแป้งมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ประสานสำนักงานเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน เร่งแก้ไขปัญหาช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน โดยมีทูตพาณิชย์ประสานศุลกากรในพื้นที่

ตามประกาศระเบียบฉบับที่ 248 ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอาหารนำเข้าจากต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าอาหารที่จะส่งไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศต้นทาง ใน 18 กลุ่มอาหาร หรือขึ้นทะเบียนด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.singlewindow.cn ของสำนักงานศุลกากรกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)

สำหรับสินค้านอกเหนือจาก 18 กลุ่มอาหาร ซึ่งเดิมแป้งมันสำปะหลังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ต่อมาทางการจีนได้ปรับปรุงรายการสินค้า โดยกำหนดให้ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังต้องขึ้นทะเบียน และปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการแสดงหมายเลขขึ้นทะเบียน (Registration No.) บนบรรจุภัณฑ์ก่อนการส่งออก ส่งผลให้แป้งมันสำปะหลังที่ขนส่งถึงท่าเรือจีนติดค้างจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการกับสำนักงานเกษตรในต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า สินค้ามันสำปะหลังได้ทยอยเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ปัจจุบันมีสินค้าคงค้างอยู่ร้อยละ 30 คาดว่าจะทยอยได้รับการขึ้นทะเบียน และตรวจปล่อยครบในไม่ช้า

นอกจากการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกข้างต้นแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังผลักดันมันสำปะหลังทั้งมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง โดยมีจีนเป็นตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนตอนล่างที่ใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งหาตลาดในประเทศเป้าหมายเพิ่มเติม ได้แก่ ตุรกี นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังไปจีนคิดเป็นมูลค่าถึง 77,912 ล้านบาท แบ่งเป็นมันเส้น 40,416 ล้านบาท และแป้งมันสำปะหลัง 37,496 ล้านบาท

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

ต้นทุนผลิตอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง แนะรัฐเร่งแก้ไขก่อนเกิดวิกฤตขาดแคลน

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผยตัวเลขราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งสัญญาณเตือนรัฐ เพื่อเตรียมการแก้ไข แต่ไม่คืบ หวั่นกระทบหนักส่งผลขาดแคลนอาหารสัตว์ เหตุสมาชิกหลายรายแบกรับต้นทุนไม่ไหวทยอยลดกำลังการผลิตลง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึง สถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งกำลังพุ่งสูงขึ้นอีก ในขณะที่อาหารสัตว์และสินค้าหลายรายการถูกตรึงราคา ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ วันนี้อยู่ที่ 11 บาท/กิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะสูงไปจนถึงเดือนเมษายน 2565 ซึ่งจะมีผลผลิตข้าวโพดหลังนาออกสู่ตลาด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ราคาข้าวโพดจะสูงถึง 12 บาทในเร็วๆนี้

ในขณะที่ข้าวสาลีก็มีราคาทะยานพุ่งสูงถึง 12 บาท/กิโลกรัม จาก 8.91 บาท/กิโลกรัม เป็นผลจากการเกิดสงครามในรัสเซีย กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาขยับตัวสูงแตะ 20 บาท/กิโลกรัม จาก 16.51 บาท/กิโลกรัม ส่วนกากถั่วเหลืองที่ซื้อจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศอยู่ที่ 21 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้วัตถุดิบตัวอื่นไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง ข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ DDGS หรือ น้ำมันปาลม์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ก็พร้อมใจกันปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ถ่านหินซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอาหารสัตว์ก็ปรับราคาสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารและขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ 2. นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ โดยมีการใช้มาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด อาทิ มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะมาตรการประกันรายได้เกษตรกรช่วยดูแลเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

“สมาคมฯได้นำเสนอข้อมูลแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ให้กระทรวงพาณิชย์รับทราบแล้ว พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขที่กระทรวงทำได้ เช่น การยกเลิกมาตรการในหลายด้าน อาทิ ขอให้พิจารณายกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2%, มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วน และเปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO, AFTA ยกเลิกโควต้าภาษีและค่าธรรมเนียมให้สามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณขาดแคลน ในปี 2565 เป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีความคืบหน้าใด” นายพรศิลป์กล่าว

เมื่อปี 2552 ราคากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงวัตถุดิบตัวอื่นๆ ไม่สูงเท่าวันนี้ แต่รัฐบาลในขณะนั้นได้พิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 4% เหลือ 2% ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในวันที่ราคาวัตถุดิบสูงมากเช่นขณะนี้ สมาคมฯ จึงขอวอนรัฐพิจารณามาตรการดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ เพราะมีสมาชิกหลายรายทนแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว และบางรายมีการปรับลดกำลังการผลิตลงแล้วเพื่อลดภาวะขายขาดทุน สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ไม่มีใครอยู่รอดได้หากถูกตรึงราคาขายปลายทาง แต่ปล่อยให้ราคาวัตถุดิบต้นทางขึ้นโดยไม่มีการกำกับดูแล และหากไม่มีทางออกในเร็ววันนี้ ไทยอาจจะพบกับวิกฤตขาดแคลนอาหารสัตว์ก็เป็นได้

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Recent Posts