จุดเปลี่ยนมันสำปะหลังไทย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
คุณหทัยกานต์ กมลศิริสกุล
บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน)
พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า
นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ
“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”
อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้
นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนผ่านด้านเชื้อเพลิงของรัฐบาลเปิดตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งลดราคาน้ำมันลง
การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและปกป้องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างตลาดที่มั่นคงสำหรับมันเส้นหลายล้านตันที่ก่อนหน้านี้เกษตรกรเวียดนามต้องส่งออกไปขายให้จีนในราคาที่ไม่แน่นอน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเสนอให้มีการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E15 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2574 ภาพ: เจิ่น จุง
ในร่างระเบียบ “ข้อกำหนดเกี่ยวกับแผนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพกับเชื้อเพลิงดั้งเดิมในเวียดนาม” กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้เสนอให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป น้ำมันเบนซินที่ผสม ปรับปรุง และจำหน่ายทั่วประเทศสำหรับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินจะต้องเป็น น้ำมัน E10 ทั้งหมด และภายในวันที่ 1 มกราคม 2574 น้ำมันเบนซินสำหรับยานยนต์ทั้งหมดจะต้องเป็น E15 หรือเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากำหนด
ความพร้อมของเวียดนามในการผลิตเอทานอล
เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมไปสู่ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปี 2569 โด วัน ตวน ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนาม ยืนยันว่ากำลังการผลิตในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นและสามารถเสริมด้วยการนำเข้าได้หากจำเป็น เวียดนามมีความสามารถอย่างเต็มที่ในการรับประกันอุปทานเอทานอลที่มั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านที่เสนอนี้
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตเอทานอลกำลังลดลง ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา เอทานอลมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมถึง 20-30% อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการผสมเอทานอล 10% เข้าไปในน้ำมันเบนซินจะส่งผลให้ราคา E10 ลดลงอย่างมาก
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ตวนกล่าวว่าราคาไม่ใช่ข้อกังวลหลัก วัตถุประสงค์หลักของการเปลี่ยนจากน้ำมันเบนซินฟอสซิลเป็น E10 คือการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่เพิ่มต้นทุนทางสังคม ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างสมดุลทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาผ่านการนำเข้าเอทานอลจากประเทศดังกล่าว
“ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อเพลิงชีวภาพยังเป็นการปูทางสำหรับการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนในเวียดนาม โดยการจัดหาตลาดที่มั่นคงสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร” ตวนกล่าว
ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกว่า 500,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 3.125 ล้านไร่) ให้ผลผลิตมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ราคามันสำปะหลังยังคงผันผวนอย่างหนัก โดยพึ่งพาการส่งออกชิปมันสำปะหลังแห้งดิบไปยังจีนเป็นหลัก
ด้วยอุตสาหกรรมเอทานอลที่กำลังขยายตัว มันสำปะหลังจะมีช่องทางระบายสินค้าที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถมุ่งเน้นการเพาะปลูกได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขายที่ตกต่ำ

เมื่ออุตสาหกรรมเอทานอลเติบโต มันสำปะหลังก็จะมีตลาดที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างสบายใจ ภาพ: ต๊าม อัน
โรงงานหลายแห่งได้อัปเกรดเทคโนโลยีเพื่อสกัดผลพลอยได้เพิ่มเติม เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เหลว (liquid CO2), ฟิวเซลออยล์ (fusel oil) และ DDGS (ผลพลอยได้ที่ใช้สำหรับอาหารสัตว์) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งนี้สะท้อนถึงรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศตั้งเป้าที่จะบรรลุ
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ E10 คือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนบางส่วนที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเชื้อเพลิงดั้งเดิม E10 เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผสมกับผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันสำปะหลัง
ดังนั้น การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างแพร่หลายจึงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในระยะยาว
ความต้องการเอทานอลในเวียดนาม
เวียดนามใช้น้ำมันเบนซินมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้น้ำมัน E10 ทั้งสำหรับน้ำมันเบนซิน RON92 และ RON95 ปริมาณเอทานอลที่ต้องการจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้ E15 จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันต่อปี
ปัจจุบันเวียดนามมีโรงงานผลิตเอทานอล 6 แห่ง โดย 4 แห่งเปิดดำเนินการแต่มีกำลังการผลิตเพียงประมาณ 35% เนื่องจากความต้องการของตลาดมีจำกัด เมื่อโครงการ E10 เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2569 โรงงานเหล่านี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่ นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการการผสมเอทานอลประมาณ 50%
“การผลิตเอทานอลในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างเต็มที่ในแง่ของราคา การนำเข้าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออุปทานในประเทศไม่เพียงพอเท่านั้น” ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนามกล่าว
ที่มา : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html
ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์
มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567
ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ
แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น
ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้
ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้
ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง
การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า
การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน
1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย
เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)
การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน
2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม
ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก
3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย
จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ
… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626
บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน
บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า
ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า
สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”
ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน
ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%
นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย
LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics
เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ
หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร
พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”
พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่
หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน
และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน
หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก
ที่มา : TNN Tech
วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105 ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมี คุณธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคม และ คุณปราโมทย์ ทองย่น กรรมการสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมเข้าร่วมงานดังกล่าว
วันนี้ (วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568) คณะผู้บริหาร จาก 3 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้เข้าพบ นายสมคิด คงเชื้อ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์มันสำปะหลัง พร้อมยื่นหนังสือขอให้เร่งรัดการขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อการควบคุมโรคใบด่าง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง มูลค่ากว่า 852 ล้านบาท ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
คลิปบรรยากาศวันพิธีเปิดงานการประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก 2568
(WTC 2025) วันที่ 30 กรกฎาคม 2568
สมาคมฯ เข้าร่วมงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ด่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ลดลงจากเดิม 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอัตราใกล้เคียงหลายประเทศในอาเซียน
วันนี้ (1 สิงหาคม 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สรุปผลการจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568
ก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถปิดดีลการเจรจากับสหรัฐฯได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 42% ลงเหลือ 20% และอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% ฟิลิปปินส์ จาก 20% เหลือ 19%
ทั้งนี้ในกรณีของอินโดนีเซีย มีการแลกเปลี่ยนโดยเปิดตลาดสินค้าอเมริกัน ทุกชนิดเป็นภาษี 0% พร้อมเสนอซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์, พลังงาน (LNG และน้ำมัน) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, และเครื่องบิน Boeing 50 ลำ
ส่วนญี่ปุ่นสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเหลือเพียง 15% โดยญี่ปุ่นเสนอเงื่อนไขลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน พร้อมเปิดตลาดยกเลิกข้อจำกัดด้านมาตรฐานรถยนต์สหรัฐฯ ที่นำเข้าญี่ปุ่น เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำแลก
ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 15% โดยเกาหลีใต้ตกลงที่จะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการที่ทรัมป์เลือก และจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและผลิตภัณฑ์พลังงานอื่น ๆ อีกมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ด้านอินเดียเก็บสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% แม้จะต่ำกว่าอัตรา 26% แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
ด้านสหภาพยุโรป (EU-27) สหรัฐฯประกาศลดการจัดเก็บจาก 30% ลดเหลือ 15%
สำหรับประเทศในอาเซียนอื่นที่ สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี ซึ่งกำหนดไว้ใน “ภาคผนวก 1” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ส.ค.เช่นกัน สรุปได้ดังนี้
ทั้งนี้ทางทำเนียบขาว ระบุว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน “ภาคผนวก 1” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10%
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ