อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

อุตฯ มันสำปะหลัง ส่อโคม่า ผลผลิตหด-ชาวไร่ ชิ่งหนีหันไปปลูกพืชอื่นที่ได้เงินมากกว่า

พิษโรคใบด่าง เขย่าอุตฯมันสำปะหลังส่งออกระส่ำ ผลผลิตเหลือ 22.83 ล้านตัน ซ้ำเติมชาวไร่หนีหันไปปลูกพืชอื่นได้เงินมากกว่า

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2568/69 เปิดเผยผลสำรวจ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง พบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเผชิญวิกฤตหนัก ผลผลิตรวมลดลงเหลือ 22.83 ล้านตัน หดตัวถึง ร้อยละ 8.61 จากฤดูการผลิตปีก่อน แม้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงกว่า 8.4 แสนไร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดดันเกษตรกรทั่วประเทศ

“รายได้ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากผลผลิตต่อไร่ลดลง จากปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงแพร่ระบาด เกษตรกรจำนวนมากขาดแคลนพันธุ์ทนโรคและปลอดโรค ทำให้การระบาดลุกลามในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย มีผลทำให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน เป็นต้น หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจังอาจกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ”

อย่างไรก็ดีทางคณะสำรวจฯ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

  • เร่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนโรคและปลอดโรคให้เกษตรกรอย่างเพียงพอ
  • ส่งเสริมการตรวจแปลงและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด
  • สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกล
  • ปรับปรุงระเบียบการขนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นอุปสรรค
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร

นายบุญชัย กล่าวว่า วิกฤตมันสำปะหลังครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านปริมาณผลผลิต แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทย หากไม่เร่งแก้ไขอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

มันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า หลังเวียดนามบังคับใช้เชื้อเพลิง E10 ทั่วประเทศ

มันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า หลังเวียดนามบังคับใช้เชื้อเพลิง E10 ทั่วประเทศ

การเปลี่ยนผ่านด้านเชื้อเพลิงของรัฐบาลเปิดตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งลดราคาน้ำมันลง

การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและปกป้องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างตลาดที่มั่นคงสำหรับมันเส้นหลายล้านตันที่ก่อนหน้านี้เกษตรกรเวียดนามต้องส่งออกไปขายให้จีนในราคาที่ไม่แน่นอน


กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเสนอให้มีการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E15 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2574 ภาพ: เจิ่น จุง

ในร่างระเบียบ “ข้อกำหนดเกี่ยวกับแผนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพกับเชื้อเพลิงดั้งเดิมในเวียดนาม” กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้เสนอให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป น้ำมันเบนซินที่ผสม ปรับปรุง และจำหน่ายทั่วประเทศสำหรับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินจะต้องเป็น น้ำมัน E10 ทั้งหมด และภายในวันที่ 1 มกราคม 2574 น้ำมันเบนซินสำหรับยานยนต์ทั้งหมดจะต้องเป็น E15 หรือเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากำหนด

ความพร้อมของเวียดนามในการผลิตเอทานอล

เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมไปสู่ E10 ทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปี 2569 โด วัน ตวน ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนาม ยืนยันว่ากำลังการผลิตในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นและสามารถเสริมด้วยการนำเข้าได้หากจำเป็น เวียดนามมีความสามารถอย่างเต็มที่ในการรับประกันอุปทานเอทานอลที่มั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านที่เสนอนี้

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตเอทานอลกำลังลดลง ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา เอทานอลมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิมถึง 20-30% อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการผสมเอทานอล 10% เข้าไปในน้ำมันเบนซินจะส่งผลให้ราคา E10 ลดลงอย่างมาก

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ตวนกล่าวว่าราคาไม่ใช่ข้อกังวลหลัก วัตถุประสงค์หลักของการเปลี่ยนจากน้ำมันเบนซินฟอสซิลเป็น E10 คือการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่เพิ่มต้นทุนทางสังคม ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างสมดุลทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาผ่านการนำเข้าเอทานอลจากประเทศดังกล่าว

“ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อเพลิงชีวภาพยังเป็นการปูทางสำหรับการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนในเวียดนาม โดยการจัดหาตลาดที่มั่นคงสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร” ตวนกล่าว

ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกว่า 500,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 3.125 ล้านไร่) ให้ผลผลิตมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ราคามันสำปะหลังยังคงผันผวนอย่างหนัก โดยพึ่งพาการส่งออกชิปมันสำปะหลังแห้งดิบไปยังจีนเป็นหลัก

ด้วยอุตสาหกรรมเอทานอลที่กำลังขยายตัว มันสำปะหลังจะมีช่องทางระบายสินค้าที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถมุ่งเน้นการเพาะปลูกได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขายที่ตกต่ำ


เมื่ออุตสาหกรรมเอทานอลเติบโต มันสำปะหลังก็จะมีตลาดที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างสบายใจ ภาพ: ต๊าม อัน

โรงงานหลายแห่งได้อัปเกรดเทคโนโลยีเพื่อสกัดผลพลอยได้เพิ่มเติม เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เหลว (liquid CO2), ฟิวเซลออยล์ (fusel oil) และ DDGS (ผลพลอยได้ที่ใช้สำหรับอาหารสัตว์) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งนี้สะท้อนถึงรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศตั้งเป้าที่จะบรรลุ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ E10 คือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนบางส่วนที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเชื้อเพลิงดั้งเดิม E10 เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผสมกับผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันสำปะหลัง

ดังนั้น การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างแพร่หลายจึงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในระยะยาว

ความต้องการเอทานอลในเวียดนาม

เวียดนามใช้น้ำมันเบนซินมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้น้ำมัน E10 ทั้งสำหรับน้ำมันเบนซิน RON92 และ RON95 ปริมาณเอทานอลที่ต้องการจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี หากมีการใช้ E15 จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันต่อปี

ปัจจุบันเวียดนามมีโรงงานผลิตเอทานอล 6 แห่ง โดย 4 แห่งเปิดดำเนินการแต่มีกำลังการผลิตเพียงประมาณ 35% เนื่องจากความต้องการของตลาดมีจำกัด เมื่อโครงการ E10 เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2569 โรงงานเหล่านี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่ นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการการผสมเอทานอลประมาณ 50%

“การผลิตเอทานอลในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างเต็มที่ในแง่ของราคา การนำเข้าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออุปทานในประเทศไม่เพียงพอเท่านั้น” ประธานสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพเวียดนามกล่าว

ที่มา : https://vietnamnet.vn/en/cassava-gains-value-as-vietnam-mandates-e10-fuel-nationwide-2439377.html

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

ถึงเวลาปรับนโยบาย มันสำปะหลังของไทย ?

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วิโรจน์ ณ ระนอง วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์, อรุณพร พรพูนสวัสดิ์

มันสำปะหลังเป็นพืชที่สำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567

ในระยะหลังไทยเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นต้นอย่างมันเส้นและมันอัดเม็ดมาเป็นส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการอย่างสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

แต่ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น

ในขณะนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยโดยสังเขปดังนี้

ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาใหญ่สุดของมันสำปะหลังในภูมิภาคนี้ โดยระบาดมากทั้งในกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา การระบาดในไทยขยายตัวเป็นวงกว้างหลายล้านไร่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแทบทุกภาค ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคอื่นตามมาด้วย และถึงแม้ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ “ทนทาน” ที่ปลอดเชื้อ แต่พันธุ์เหล่านั้นมักติดเชื้อหลังจากที่ปลูกไปเพียง 2-3 รุ่น จึงไม่ใช่วิธีที่สามารถควบคุมการระบาดได้

ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ของไทยมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรคใบด่าง แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็มีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง

การพึ่งพาตลาดจีน ไทยส่งออกมันเส้นและแป้งมันไปจีนในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายหรือหันไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

การนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน ในบางช่วงไทยอาจจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามนำเข้าเพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ไทยพัฒนาและลงทุนด้านโรงแป้งไปมาก จนมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมันสำปะหลังไทยใน 3 ด้าน

1.ข้อเสนอด้านการผลิต
เร่งขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างเป็นระบบ : ควรเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้พันธุ์ “ทนทาน” มาเน้นการขยายพันธุ์ “ต้านทาน” โรคใบด่าง โดยเริ่มจากพันธุ์อิทธิ 1 และ 2 ซึ่งผลการวิจัยให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งใกล้เคียงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ไม่ติดโรค โดยรัฐควรจัดสรรงบฯสนับสนุนการเร่งขยายพันธุ์ต้านทานด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ต้านทานที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 5-6 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคระบาดด้วย

เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ต้านทานที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง โดยใช้พันธุ์ต้านทานที่มีอยู่มาผสมกับพันธุ์หลักของไทย และพันธุ์พิเศษอย่างพันธุ์แว็กซี่ (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวเหนียว ที่สามารถนำไปทำแป้งพรีเมี่ยมได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีแบบการทำแป้งดัดแปร)

การจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงานวิจัยต้นแบบในการจัดการและใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ เช่น กากมันและน้ำเสียจากโรงแป้งมัน เพื่อผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินอย่างปลอดภัย และในกรณีที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ก็เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานแปรรูปใกล้แหล่งผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดินที่โรงงาน ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยไม่ต้องส่งของเสียออกไปกำจัดหรือบำบัดนอกโรงงาน

2.ข้อเสนอด้านราคาและต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคามันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง และได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับปรุงคุณภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ขายมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มจากมันที่มีแป้ง 25% เพียง 0.25 บาท/กก. แต่ถ้าราคามันในเวียดนามที่มีแป้ง 25% อยู่ที่ 2.50 บาท/กก. เกษตรกรที่ทำมันที่มีแป้ง 30% จะได้ราคาเพิ่มขึ้นมา 0.50 บาท/กก. หรือสองเท่าของราคาที่เกษตรกรไทยจะได้เพิ่ม

ลดการแทรกแซงราคา ลดการใช้นโยบายประกันรายได้และการแทรกแซงราคา ซึ่งมีผลระยะยาวไม่ต่างจากการนำภาษีมาอุดหนุนการส่งออก

3.ข้อเสนอด้านการค้า
ปรับนโยบายการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มที่ไทยจะต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต ในระยะยาวจึงควรมีนโยบายอนุญาตให้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ เพราะในระยะยาวนั้น ราคามันในประเทศไทยจะขึ้นกับราคามันในตลาดโลก มากกว่าขึ้นกับปริมาณมันที่ซื้อขายกันในประเทศไทย

จากปัญหาและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ไทยควรต้องปรับนโยบายและเป้าหมาย เพื่อช่วยให้การผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้เพียงพอและปรับกฎกติกาการค้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกษตรกรที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ภาควิชาการที่ติดตามปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับนานาประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็จะทำให้มันสำปะหลังไทยจะยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ อุตสาหกรรม และเกษตรกรของไทยอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนสืบไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นที่ปรึกษาและศึกษาวิจัยโครงการ

… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1876626

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 รุ่นใหม่ เร็วกว่า เบากว่า และฉลาดกว่า

บริษัท Carbon Robotics ได้เปิดตัวนวัตกรรมกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์รุ่นที่สอง LaserWeeder G2 ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำหนักเบาลง และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ระบบนี้อาศัยกล้องตรวจจับภาพและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ในการจำแนกพืชผลและวัชพืช ก่อนยิงเลเซอร์ทำลายเฉพาะวัชพืชที่งอกขึ้นจากดิน

บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากหุ่นยนต์ LaserWeeder รุ่นแรก ช่วยให้ผู้ใช้งานคืนทุนได้ภายใน 1-3 ปี โดยอุปกรณ์มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี จุดเด่นสำคัญ คือ การลดการใช้แรงงานคนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ขณะที่รุ่น LaserWeeder G2 มีความเร็วมากกว่ารุ่นแรก LaserWeeder ที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน มากขึ้นสองเท่า

ความสำเร็จและการลงทุนเพื่อเร่งการผลิต

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 Carbon Robotics สามารถระดมทุนได้ถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,310 ล้านบาท และฉลองความสำเร็จของการกำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ล้านต้น เงินทุนรอบล่าสุดถูกนำไปใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต การขาย และการสนับสนุนลูกค้า

สก็อตต์ รอสซี (Scott Rossi) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการฟาร์มภาคเหนือของ Tanimura & Antle หนึ่งในผู้ใช้งานจริง กล่าวว่า “LaserWeeder G2 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของเรา”

ดีไซน์ใหม่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน

ผลิตภัณฑ์ตระกูล LaserWeeder G2 เปิดตัวด้วย 5 รุ่น สร้างบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยรุ่นเล็กที่สุดมีน้ำหนักเพียง 1,930 กิโลกรัม ทำให้สามารถลากด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ ขณะที่รุ่นใหญ่ขนาด 6 เมตร หรือ 20 ฟุต มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกถึง 25%

นอกจากนี้ยังใช้การออกแบบแบบโมดูลาร์ รองรับความกว้างตั้งแต่ 6.6-60 ฟุต จึงสามารถปรับแต่งให้เข้ากับขนาดฟาร์มและงบประมาณได้หลากหลาย

LaserWeeder G2 มีให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบการใช้งาน โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับพืช 2 ประเภท | เครดิต: Carbon Robotics

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ใหม่และการเชื่อมต่อ

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ชิปประมวลผลโปรเซสเซอร์ NVIDIA รุ่นล่าสุด พร้อมเลเซอร์ กล้อง และระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังติดตั้ง เสาอากาศ Starlink เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ ๆ เช่น เลเซอร์ความแรงสูงขนาด 240 W จำนวน 2 ตัว กล้องความละเอียดสูง 3 ตัว ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid cooling) สำหรับการปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ดีไซน์แบบโมดูลาร์ (Modular) รองรับความกว้างการทำงานตั้งแต่ประมาณ 2-18 เมตร

พอล ไมค์เซลล์ (Paul Mikesell) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Carbon Robotics กล่าวว่า “ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดถูกปรับปรุงใหม่จากประสบการณ์จริงในฟาร์ม เป็นความสำเร็จของทีมวิศวกรรมและทีมภาคสนามของเรา LaserWeeder G2 จะช่วยให้เกษตรกรสร้างมาตรฐานใหม่ด้านผลกำไรและความยั่งยืน”

พลัง AI และฐานข้อมูลพืชขนาดใหญ่

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ใช้ระบบ Carbon AI ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการตรวจจับและจำแนกพืช โดยใช้ฐานข้อมูลที่เติบโตต่อเนื่อง มีพืชกว่า 40 ล้านตัวอย่างจาก 3 ทวีป อุปกรณ์ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

และด้วยความเร็วในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสองเท่า LaserWeeder G2 จึงสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช LaserWeeder G2 ของ Carbon Robotics ไม่ได้เป็นเพียงก้าวสำคัญของเทคโนโลยีกำจัดวัชพืชด้วยเลเซอร์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ผสาน AI, ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับเกษตรกรทั่วโลก

ที่มา : TNN Tech

วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105

วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 105 ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมี คุณธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคม และ คุณปราโมทย์ ทองย่น กรรมการสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมเข้าร่วมงานดังกล่าว

3 สมาคมมันสำปะหลัง ยื่นหนังสือเร่งรัดงบควบคุมโรคใบด่างฯ 852 ล้านบาท

3 สมาคมมันสำปะหลัง ยื่นหนังสือเร่งรัดงบควบคุมโรคใบด่างฯ 852 ล้านบาท

วันนี้ (วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568) คณะผู้บริหาร จาก 3 สมาคมมันสำปะหลัง ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ได้เข้าพบ นายสมคิด คงเชื้อ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์มันสำปะหลัง พร้อมยื่นหนังสือขอให้เร่งรัดการขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อการควบคุมโรคใบด่าง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง มูลค่ากว่า 852 ล้านบาท ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

สมาคมฯ เข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025

สมาคมฯ เข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025

สมาคมฯ เข้าร่วมงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทย 19% ใกล้เคียงหลายประเทศอาเซียน

ด่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ลดลงจากเดิม 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอัตราใกล้เคียงหลายประเทศในอาเซีย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สรุปผลการจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568

ก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถปิดดีลการเจรจากับสหรัฐฯได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 42% ลงเหลือ 20% และอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% ฟิลิปปินส์ จาก 20% เหลือ 19%

ทั้งนี้ในกรณีของอินโดนีเซีย มีการแลกเปลี่ยนโดยเปิดตลาดสินค้าอเมริกัน ทุกชนิดเป็นภาษี 0% พร้อมเสนอซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์, พลังงาน (LNG และน้ำมัน) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, และเครื่องบิน Boeing 50 ลำ

ส่วนญี่ปุ่นสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเหลือเพียง 15% โดยญี่ปุ่นเสนอเงื่อนไขลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน พร้อมเปิดตลาดยกเลิกข้อจำกัดด้านมาตรฐานรถยนต์สหรัฐฯ ที่นำเข้าญี่ปุ่น เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำแลก

ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 15% โดยเกาหลีใต้ตกลงที่จะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการที่ทรัมป์เลือก และจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและผลิตภัณฑ์พลังงานอื่น ๆ อีกมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านอินเดียเก็บสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% แม้จะต่ำกว่าอัตรา 26% แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ด้านสหภาพยุโรป (EU-27) สหรัฐฯประกาศลดการจัดเก็บจาก 30% ลดเหลือ 15%

สำหรับประเทศในอาเซียนอื่นที่ สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี ซึ่งกำหนดไว้ใน “ภาคผนวก 1” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ส.ค.เช่นกัน สรุปได้ดังนี้

  • บรูไน 25%
  • กัมพูชา 19%
  • อินโดนีเซีย 19%
  • ลาว 40%
  • มาเลเซีย 19%
  • เมียนมาร์ (พม่า) 40%
  • ฟิลิปปินส์ 19%
  • เวียดนาม 20%

ทั้งนี้ทางทำเนียบขาว ระบุว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน “ภาคผนวก 1” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10%

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ