สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

สถานการณ์ตลาดใบมันสำปะหลัง

ในปี 2024 ตลาดใบมันสำปะหลังมีมูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 2.40 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2032 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 9.1% ระหว่างปี 2026 ถึง 2032

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ : ใบมันสำปะหลังที่อุดมด้วยโปรตีน ถูกนำมาใช้ในสูตรอาหารสำหรับสัตว์ปีก สุกร และโค
  • ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร : การเพิ่มขึ้นของการใช้ใบมันสำปะหลังในผลิตภัณฑ์อาหารของทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปแบบอาหารแปรรูป
  • ใช้ในอุตสาหกรรมยา : สารสกัดจากใบมันสำปะหลังที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ กำลังถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและแคปซูลเพื่อสุขภาพ
  • ประยุกต์ใช้ในปุ๋ยอินทรีย์ : เศษวัสดุจากใบมันสำปะหลังถูกนำมาใช้ในระบบหมักปุ๋ยของฟาร์มอินทรีย์ เนื่องจากองค์ประกอบแร่ธาตุและความสามารถในการย่อยสลาย
  • แปรรูปเป็นไบโอพลาสติกและเชื้อเพลิงชีวภาพ : ชีวมวลจากใบมันสำปะหลังกำลังได้รับการพัฒนาเป็นพลังงานทางเลือกและวัสดุทดแทน โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตทางเกษตรเหลือใช้
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล : สารสกัดจากใบที่มีสารต้านอนุมูลอิสระถูกเติมลงในโลชั่นสมุนไพร ครีม และแชมพู เป็นทางเลือกธรรมชาติแทนส่วนผสมสังเคราะห์

ข้อจำกัดของตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก

  • อายุการเก็บรักษาสั้น : ความเปราะบางและเน่าเสียง่ายหากไม่แปรรูปทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
  • ความกังวลเกี่ยวกับสารไซยาไนด์ : จำเป็นต้องมีขั้นตอนการแปรรูปเพื่อขจัดสารประกอบไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่มีอยู่ในใบสด
  • การขาดมาตรฐาน : การขาดความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ ปริมาณสารอาหาร และเทคนิคการอบแห้งของแต่ละภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อการค้า
  • โครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปที่จำกัด : โรงงานแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ยังไม่แพร่หลายในพื้นที่ชนบทที่เป็นแหล่งปลูกหลัก ทำให้ขยายกำลังการผลิตได้ยาก
  • การรับรู้ของผู้บริโภคยังน้อย : การยอมรับระดับโลกยังล่าช้า เนื่องจากผู้บริโภคนอกภูมิภาคที่ใช้ใบมันสำปะหลังเป็นประจำยังไม่คุ้นเคย
  • ข้อกำหนดด้านกฎหมายที่ไม่แน่นอน : ใบมันสำปะหลังยังไม่ได้รับการนิยามหรือรับรองอย่างชัดเจนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเข้าสู่ตลาด

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลก
ตลาดใบมันสำปะหลังในระดับโลกถูกแบ่งออกตามช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ใช้งานปลายทาง และภูมิศาสตร์ ดังนี้

ช่องทางการจัดจำหน่ายของตลาดใบมันสำปะหลัง

  • ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต
    เป็นกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังแบบบรรจุหีบห่อมักมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศที่มีความต้องการอาหารชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่ในหมวดเฉพาะของร้านค้า
  • ค้าปลีกออนไลน์
    ถือเป็นช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากสามารถจัดส่งใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือผงไปยังผู้บริโภคและผู้แปรรูปทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • ร้านค้าพิเศษ (Specialty Stores)
    เป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังที่ผ่านการคัดสรร เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นพืชเป็นหลัก ใส่ใจสุขภาพ หรือสนใจอาหารชาติพันธุ์
  • การขายตรง (Direct Sales)
    ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในระดับภูมิภาค โดยใบมันสำปะหลังถูกกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์และระบบค้าปลีกไม่เป็นทางการในชุมชนเกษตรกรรม
  • ร้านขายยา
    ครองส่วนแบ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงรักษา โดยใบมันสำปะหลังในรูปแบบแคปซูลและน้ำเชื่อมสมุนไพรมีจำหน่ายในหมวดสมุนไพรของร้านขายยาและร้านจำหน่ายเวชภัณฑ์

ตลาดใบมันสำปะหลังตามผู้ใช้งาน

  • ผู้เลี้ยงสัตว์
    เป็นกลุ่มผู้ใช้หลัก เนื่องจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในฟาร์มปศุสัตว์อย่างแพร่หลาย ด้วยต้นทุนที่ต่ำและปริมาณโปรตีนสูง
  • ผู้ผลิตอาหาร
    เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยใบมันสำปะหลังถูกใช้ในอาหารพร้อมรับประทานและอาหารแช่แข็ง ซึ่งเริ่มมีการจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกในเขตเมืองมากขึ้น
  • บริษัทเวชภัณฑ์
    เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสารสกัดจากใบมันสำปะหลังถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกัน
  • เกษตรกรอินทรีย์
    ขยายตัวในระดับปานกลาง โดยใช้ใบมันสำปะหลังทำปุ๋ยหมักและคลุมดิน ลดการใช้สารเคมี แม้ยังมีส่วนแบ่งตลาดจำกัด
  • แบรนด์เครื่องสำอาง
    เป็นกลุ่มเฉพาะที่กำลังเติบโต โดยใช้สารต้านอนุมูลอิสระจากใบมันสำปะหลังในสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผมในหมวดความงามจากธรรมชาติ
  • บริษัทพลังงานชีวภาพ
    เติบโตช้า เนื่องจากการนำใบมันสำปะหลังไปแปรรูปเป็นชีวมวลและเอทานอลยังคงถูกจำกัดด้วยการเข้าถึงวัตถุดิบและโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่
  • ผู้บริโภคทั่วไป
    เป็นกลุ่มเกิดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยซื้อใบมันสำปะหลังแบบอบแห้งหรือแบบผงผ่านออนไลน์หรือร้านค้าพิเศษ เพื่อนำไปปรุงอาหารพื้นบ้านหรือใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือน

ตลาดใบมันสำปะหลังตามภูมิภาค

  • อเมริกาเหนือ
    ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในปัจจุบันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรชาติพันธุ์ โดยมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลาง เนื่องจากการตระหนักรู้เรื่องโภชนาการจากพืชยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  • ยุโรป
    เติบโตช้าที่สุด เนื่องจากกรอบกฎหมายและการรับรองยังไม่ชัดเจน แม้จะมีความพยายามทำตลาดผ่านผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มที่เน้นออร์แกนิก
  • เอเชียแปซิฟิก
    เป็นภูมิภาคที่บริโภคมากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากยังคงมีการใช้ใบมันสำปะหลังในวิถีชีวิตดั้งเดิม ผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ และการรวมอยู่ในเมนูอาหารทั้งในเขตเมืองและชนบท
  • ละตินอเมริกา
    คาดว่าจะเติบโตในระดับปานกลาง โดยมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และอาหารท้องถิ่นที่ใช้ใบมันสำปะหลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในอาหารประจำภูมิภาค
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา
    คาดว่าเติบโตช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากความนิยมอาหารพื้นเมืองและความต้องการอาหารสัตว์ในเศรษฐกิจเกษตรเกิดใหม่

แหล่งที่มาของข้อมูล : www.verifiedmarketresearch.com

ของว่างผู้สูงวัย ‘เจลลี่พุดดิ้ง’ เคี้ยวง่าย โปรตีนสูง

ของว่างผู้สูงวัย ‘เจลลี่พุดดิ้ง’ เคี้ยวง่าย โปรตีนสูง

ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาการรับประทานอาหารได้น้อยและเคี้ยวกลืนลำบาก ไม่ว่าจะมาจากปัญหาเกี่ยวกับฟันและเหงือก การเสื่อมของกล้ามเนื้อ การรับรสและกลิ่นที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อความอยากอาหาร และร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น

‘เจลลี่พุดดิ้ง’ โปรตีนสูง เหมาะกับผู้สูงวัย ภาวะเคี้ยวกลืนลำบาก

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงที่ดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเคี้ยวกลืนลำบาก ผลงานของ ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน ‘The 50th International Exhibition of Inventions Geneva’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 เมษายน 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลพิเศษ ‘Prize of Malaysia delegation from Malaysia Delegation’ จากประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่มีปัญหาการรับประทานอาหารได้น้อยและเคี้ยวกลืนลำบาก

จากการวิจัยเรื่องอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพัฒนา ‘46 เมนูอาหารฝึกกลืนตามมาตรฐานสากล IDDSI’ สู่ผลงาน ‘เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ’ ซึ่งเป็นอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบของว่างระหว่างวันที่ครบครันสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ สามารถกลืนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทย ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ ‘Elderine’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท บ้านโป่ง โนวิเทท จำกัด

“งานวิจัยพัฒนาสูตรเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูง ใช้เวลานานกว่า 1 ปี ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ มีการวิจัยทดลองดัดแปลงเนื้อสัมผัสและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ปรับสัดส่วนของวัตถุดิบ รสชาติ การตรวจสอบเนื้อสัมผัส ประเมินการยอมรับของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุ 30 คน จนถึงการปรับใช้เทคโนโลยีของการผลิตที่ตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด” ผศ.ดร.วรัญญา กล่าว

ของว่างเพื่อสุขภาพ คุณค่าทางอาหารสูง

ลักษณะพิเศษของเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูง คือ เนื้อสัมผัสเป็นแบบ 2 in 1 เป็นเนื้อเจลลี่พร้อมรับประทาน มีความคงตัวอยู่บนช้อนได้ และสามารถเป็นเนื้อพุดดิ้งที่อ่อนนุ่มเมื่อใช้ช้อนบดเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้สูงอายุสามารถบดเคี้ยวอาหารได้ แม้จะไม่มีฟันก็ตาม

ในส่วนของคุณค่าทางอาหาร มีการผสมเวย์โปรตีน ไอโซเลตชนิดพิเศษสูงถึง 7 กรัมต่อถ้วย โดยไม่ทำให้เนื้อสัมผัสแข็งกระด้าง ไม่มีรสขม มีการผสมแป้งมันสำปะหลังชนิดดัดแปลงโมเลกุลกลูโคสโพลิเมอร์ให้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ รวมทั้งมีการปรับเนื้อสัมผัสด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างคาราจีแนนและสารก่อให้เกิดเจลอื่น ๆ มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 6 เดือน โดยที่คุณภาพและเนื้อสัมผัสยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มี 2 รสชาติให้เลือกทาน คือ รสกล้วย และรสสตรอเบอร์รี่

เจลลี่พุดดิ้ง 1 ถ้วย ให้พลังงาน 70 – 80 แคลอรี่ และให้โปรตีนที่ย่อยง่าย 7 – 8 กรัมซึ่งเทียบกับไข่ไก่ 1 ฟอง เป็นของว่างเพื่อสุขภาพ สามารถรับประทานได้ 2 ถ้วยต่อวัน

ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการบดเคี้ยวนั้น ผู้ที่เพิ่งถอนฟันหรือผ่าฟันคุด เด็กวัยรุ่นที่ต้องการอาหารที่เพิ่มโปรตีน ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการโปรตีนสูง รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายที่ต้องการเสริมกล้ามเนื้อ ก็สามารถรับประทานเจลลี่พุดดิ้งเพื่อบริโภคอาหารได้ง่ายขึ้น เสริมกล้ามเนื้อ เพิ่มสารอาหารและโปรตีนได้อีกด้วย

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงนี้ได้รับความร่วมมือจากดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการทดสอบเนื้อสัมผัสและความลื่นของเจลลี่พุดดิ้ง ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้อยู่ในระหว่างดำเนินการขอจดสิทธิบัตรขึ้นทะเบียนให้เป็นอาหารวัตถุประสงค์พิเศษ ในรูปแบบอาหารทางการแพทย์ โดยได้รับความร่วมมือกับทีมวิจัย ผศ.พญ.ภัทรา วัฒนพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กับการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ และกำลังขยายความร่วมมือกับทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นในการผลิตเพื่อออกจำหน่ายจริง คาดว่าจะวางจำหน่ายประมาณเดือนตุลาคมนี้

การพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเคี้ยวหรือกลืนลำบากนั้น ทางด้าน ผศ.ดร.วรัญญา ยังคงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเป็นทางเลือกต่อไป โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น อาทิ ขนมไทยสำหรับผู้สูงอายุ อาหารฟังก์ชั่นที่มีการเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย เป็นต้น

ที่มา : biotechthailand
ขอบคุณข้อมูลและภาพโดย : กรุงเทพธุรกิจ

ขอเชิญชวนเข้าร่วมงานการประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก 2568 (World Tapioca Conference 2025)

ขอเชิญชวนเข้าร่วมงานการประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก 2568 (World Tapioca Conference 2025)

ด้วยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำหนดจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ครั้งที่ 7 ในวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 14.00 น. ณ True Icon Hall ชั้น 7 ศูนย์การค้า ICONSIAM กรุงเทพฯ

สมาคมฯ จึงขอเชิญชวนเข้าร่วมงานงานฯ ดังกล่าว
โดยสามารถลงทะเบียนผ่านลิ้งค์
https://wtc2025.dgshark.com/official_guest
ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

หรือติดต่อ กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
โทรศัพท์ : 02 547 5123
E-mail : worldtapiocaconference2025@gmail.com

“พาณิชย์เดินหน้า…จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ยกระดับมันสำปะหลังไทย ขยายตลาดส่งออก ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโต”

“พาณิชย์เดินหน้า…จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ยกระดับมันสำปะหลังไทย ขยายตลาดส่งออก ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโต”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เตรียมพร้อมจัดการประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ครั้งที่ 7 ในวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together” ที่จะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลก คาดมีผู้นำเข้าที่มีศักยภาพกว่า 16 ประเทศ 1 เขตเศรษฐกิจ จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน และมียอดคำสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งมั่นดำเนินงานโดยยึดแนวนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการ “เพิ่มโอกาสทางการค้า เปิดตลาดโลก สร้างโอกาสไทย” ภายใต้ภารกิจนี้กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย โดยมุ่งบูรณาการการทำงานและแก้ไขปัญหาทั้งระบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เป้าหมายไม่ใช่เพียงรักษาตำแหน่งในตลาดโลก แต่เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในทุกมิติให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

“กรมฯ ได้ผลักดันการขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยเป้าหมายดังกล่าวกรมฯ จึงได้เดินหน้าจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากทั่วโลก

การจัดงานดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของมันสำปะหลังไทยรวมทั้งสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่หลากหลายและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังในประเทศให้มีเสถียรภาพ สร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยตรง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” นางอารดากล่าว

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน WTC 2025 ในปีนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 1,000 ราย ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน และเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกิจกรรมในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ จะมีการเสวนาในหัวข้อ “จากไร่มันฯ สู่อนาคต : เส้นทางอุตสาหกรรมมันสำปะหลังสู่ความยั่งยืน” ซึ่งผู้เข้าร่วมงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ผู้นำเข้าและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลต่างชาติ สำหรับงานในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ จะเปิดให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง รวมถึงผู้ที่สนใจได้เข้าร่วม โดยมีกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญ คือ การบรรยายในหัวข้อ “มัน…ไม่ธรรมดา : รับมือการค้าโลกใหม่ เปิดมุมมองโอกาสและความท้าทาย” การจัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างชาติ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การจัดประชุมกลุ่มย่อย และการจัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“งาน WTC 2025 จะมีความแตกต่างและแปลกใหม่กว่าครั้งที่ผ่านๆ มา โดยงานครั้งนี้จะถ่ายทอดแนวคิด “Thailand Tapioca Next : GO Global Go Together” ไปยังทุกกิจกรรมภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลก รวมทั้งการสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ผ่านกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างชาติจากหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้การจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อหารือแนวทาง เฉพาะด้านในเชิงลึกในประเด็นด้านการยกระดับความร่วมมือการใช้มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย รวมถึงการแปรรูปมันสำปะหลังไทยสู่การเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งในปีนี้ นอกจากจะให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์มันเส้น/มันอัดเม็ด และแป้งมันสำปะหลังแล้ว ยังมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่แปรรูปมาจากมันสำปะหลังด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นมิติใหม่ของการเพิ่มมูลค่าและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้ามันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นางอารดากล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังได้รวมทั้งสิ้น 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 110,255 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม) ไทยส่งออกได้ปริมาณ 4.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.16 จากปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 2.96 ล้านตัน อย่างไรก็ตามแม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลง โดยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 45,358.32 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.52 จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 51,848.40 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีโดยมุ่งเน้นการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาด ที่มีศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ปริมาณการส่งออกในปี 2568 บรรลุตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

เอทานอล ลุ้นรัฐดันนโยบาย E20 ผวาถูกสหรัฐบีบนำเข้าล้านตัน ทุบอุตฯ ล่มสลาย

เอทานอล ลุ้นรัฐดันนโยบาย E20 ผวาถูกสหรัฐบีบนำเข้าล้านตัน ทุบอุตฯ ล่มสลาย

โรงงานเอทานอลจากมันสำปะหลัง ลุ้นนโยบาย “E20” ปลุกชีพอุตสาหกรรม 1.7 แสนล้าน ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อย-มันสำปะหลังกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ราคาไม่ผันผวน ขณะสมาคมชาวไร่มันฯ ผวาตกเป็นเหยื่อภาษีทรัมป์ เปิดทางนำเข้าเอทานอลสหรัฐล้านตัน ทุบอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 กองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รายงานสถานการณ์เอทานอล ปัจจุบันไทยมีโรงงานผู้ผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 28 ราย กําลังการผลิตรวม 6.92 ล้านลิตร/วัน(มูลค่าอุตสาหกรรม 1.7 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตเอทานอลเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 3.51 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 68 อยู่ที่ประมาณ 0.25 ล้านลิตร/วัน ปริมาณการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 50.7 ซึ่งราคาเอทานอลอ้างอิง เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 18.34 บาท/ลิตร

ขณะที่ราคาเอทานอลต่างประเทศ ได้แก่ เอทานอล (ฟิลิปปินส์) 43.02 บาท/ลิตร, สหรัฐอเมริกา 14.25 บาท/ลิตรและบราซิล 17.68 บาท/ลิตร ซึ่งอนาคตอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจาก (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 “Oil Plan 2024” ของไทยที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาแล้วก็ยังไม่คลอด ยิ่งทำให้โรงงานเอทานอลลำบากมากขึ้น เพราะธุรกิจเอทานอลที่ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงของไทยถูกขับเคลื่อนโดยนโยบายรัฐ

นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ภาพรวม 6 เดือนแรก ปี 2568 ความต้องการใช้เอทานอลลดลงจากปีก่อน โดยเหลือ 3.3-3.4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้การใช้ลดลง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าน่าจะเหนื่อยทุกเซ็กเตอร์ นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง และมีประเด็นที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้าไทย (Reciprocal Tariff) ที่ 36%) ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน เพื่อรอดูทิศทางของตลาด และมีความระมัดระวังในการใช้เงิน ซึ่งการใช้เอทานอลขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ

“หากรัฐมีนโยบายใช้ E20 เป็นพื้นฐาน (นํ้ามันเบนซิน E20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอล 20% เป็นเชื้อเพลิงพื้นฐานในประเทศ) ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 6 ล้านลิตรต่อวันได้ไม่มีปัญหา เนื่องจากสมาชิกในสมาคมมีกำลังการผลิต อยู่ 7-8 ล้านลิตรต่อวันอยู่แล้ว รวมทั้งมีรถยนต์ในประเทศที่สามารถใช้นํ้ามันนี้ได้อยู่แล้วจำนวนมาก ซึ่งเหลือแค่นโยบายรัฐบาลเท่านั้นว่าจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญหากสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จะเป็นผลดีต่อเกษตรกร จะขายสินค้าได้ราคาดีมีเสถียรภาพไม่ความผันผวน และจะสามารถดูดซัพพลายมันสำปะหลังออกจากตลาดได้อย่างน้อย 6-8% ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว”

นางสาวสุรียส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากในอนาคตเกิดสงครามในตะวันออกกลางอีก นโยบายนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ ควบคู่การผลักดันเปิดเสรีเอทานอลให้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ,ไบโอเอทิลีนสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมสมุนไพรสกัด อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

ทั้งนี้จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอ้อย และมันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอลอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรใน 2 กลุ่มนี้มีกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ดี (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567-2580 (AEDP2024) เร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าขับเคลื่อนและต้องส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป จากที่เวลานี้ทุกโรงงานรอดูท่าทีว่าทางภาครัฐจะมีทิศทางอย่างไร

ด้านนายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีความกังวลจากที่รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐในเรื่องอัตราภาษี 36% ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งในการต่อรอง เกรงว่าทางสหรัฐอาจขอให้ไทยเปิดให้บริษัทปิโตรเคมีในไทย เพิ่มปริมาณการซื้อเอทานอลจากสหรัฐอย่างน้อย 1 ล้านตันเพื่อลดแรงกดดันเรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อไทย ซึ่งการนำเข้าเอทานอลต่างประเทศ อาจทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานไทยล่มสลายไปด้วย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Pinco Online Kazino (Пинко) Azərbaycanda 2026 – Etibarlı Oyun Təcrübəsi

06th ก.ค. 2025 Uncategorized

Pinco Online Kazino (Пинко) Azərbaycanda 2026 – Etibarlı Oyun Təcrübəsi

pinco online kazino (Пинко) Azərbaycanda 2026-ci ilin etibarlı və tələbkar oyun təcrübəsini təmin edir. Bu qazinonun əsas xüsusiyyətləri və avantajları ilə tanış olunur. Pinco, qazinonun ən yaxşı və etibarlı platforması ilə tanınan Pinco game (Пинко) markasının bir parçasıdır. Pinco promo code (Pinco промокод) və Pinco casino promo code (Pinco казино промокод) ilə qazinonun faydalarını artırmaq olar. Bu promokodlarla oyunçuların qazinonun təklif etdiyi tələbkar və etibarlı xidmətlərini daha yaxşı təcrübələndirməsini imkan verir.

Pinco (Пинко) qazinonunun əsas xüsusiyyətləri arasında etibarlı və tələbkar oyunlar, geniş qazinonun xidməti, əsas oyunların proqramı və tələbkar bonuslar yer alır. Qazinonun ən yaxşı və etibarlı platforması ilə tanınan Pinco game markasının bir parçası olduğu üçün, Pinco (Пинко) qazinonunun tələbkar oyun təcrübəsini təmin etmək üçün ən yaxşı seçimdir. Pinco promo code (Pinco промокод) və Pinco casino promo code (Pinco казино промокод) ilə oyunçuların qazinonun təklif etdiyi tələbkar və etibarlı xidmətlərini daha yaxşı təcrübələndirməsini imkan verir.

Pinco Online Kazino haqqında məlumatlar

Pinco Casino, Azərbaycanın məşhur və etibarlı oyun təcrübəsi ilə tanınan bir qazino tərəfindən təşkil edilmiş veb-saytdir. Bu qazino, Pinco Casino promo code və pinco promo code ilə müraciət edən oyunçular üçün tələb olunan təminatları təmin edir. Pinco Casino, Azərbaycanın məsuliyyəti altında faaliyyət göstərir və bu, oyunçuların etibarlı və müraciət etdiyiniz təcrübəni təmin etməsini təmin edir. Qazinoda ən yaxşı və etibarlı oyunları tapa bilərsiniz, həmçinin pinco az platformasından istifadə edərək daha yaxşı oyun təcrübəsini ala bilərsiniz.

Pinco Casino, Azərbaycan oyunçuları üçün ən yaxşı və etibarlı oyun təcrübəsini təmin edir. Qazinoda pinco casino promo code ilə müraciət edən oyunçular, təminatları təmin etmək üçün lazımi təşkilatlarla əlaqə saxlaya bilər. Pinco Casino, Azərbaycanın məşhur və etibarlı oyun təcrübəsi ilə tanınan bir qazino tərəfindən təşkil edilmişdir və bu, oyunçuların etibarlı və müraciət etdiyiniz təcrübəni təmin etməsini təmin edir. Qazinoda ən yaxşı və etibarlı oyunları tapa bilərsiniz, həmçinin pinco az platformasından istifadə edərək daha yaxşı oyun təcrübəsini ala bilərsiniz.

Pinco Casino, Azərbaycanın məşhur və etibarlı oyun təcrübəsi ilə tanınan bir qazino tərəfindən təşkil edilmişdir. Qazinoda pinco casino promo code və pinco promo code ilə müraciət edən oyunçular, təminatları təmin etmək üçün lazımi təşkilatlarla əlaqə saxlaya bilər. Pinco Casino, Azərbaycanın məsuliyyəti altında faaliyyət göstərir və bu, oyunçuların etibarlı və müraciət etdiyiniz təcrübəni təmin etməsini təmin edir. Qazinoda ən yaxşı və etibarlı oyunları tapa bilərsiniz, həmçinin pinco az platformasından istifadə edərək daha yaxşı oyun təcrübəsini ala bilərsiniz.

Pinco Online Kazino tərəfindən təqdim olunan oyunlar

Pinco Online Kazino, etibarlı və tələbələrin əhəmiyyətini anlayışlı olan bir platforma kimi əsasən geniş bir oyun qrupunu təqdim edir. Bu oyunlar arasında slotlar, bakarat, blackjack, poker və digərlərə aid kimi ən populyar və tələb edilən oyunlar yer alır. Pinco Casino, müştərilərin əhəmiyyətini və onların təcrübəsini artırmaq üçün yeni və tətbiq olunmuş oyunları da təqdim edir. Misal olaraq, “Pinco Game” adlı yeni bir slot seriyası, müştərilərin təcrübəsini həmişə yeni və heyecan verən şəkildə saxlayır. Bu oyunlar arasında Pinco Casino promo code və Pinco promo code ilə təmin edilmiş təqdimatlar da mövcuddur, bu sayəsində müştərilər daha yaxşı və daha etibarlı bir oyun təcrübəsini ala bilərlər.

Pinco az oyunları arasında da ən yaxşı və etibarlı oyunlara uyğun olan və müştərilərin tələblərini qəbul edən yeni tətbiqlər yer alır. Pinco Casino, müştərilərin ən yaxşı oyun təcrübəsini ala bilmək üçün digər platformalardan ayrıla bilməyə imkan verir. Pinco Casino promo code ilə müştərilər, oyunları oynayarkən daha yaxşı və daha etibarlı təcrübələrə imkan verən təqdimatları ala bilərlər. Bu təqdimatlar, Pinco Casino tərəfindən təmin edilir və müştərilərin oyun təcrübəsini artırmaq üçün istifadə edilə bilər. Pinco Casino, müştərilərin əhəmiyyətini anlayışlı olan bir platforma kimi, təqdim etdiyi oyunlarla müştərilərin təcrübəsini həmişə yeni və heyecan verən şəkildə saxlayır.

Indonesia to Stop Corn Imports by 2026, Prabowo Says

Indonesia to Stop Corn Imports by 2026, Prabowo Says

Jakarta. President Prabowo Subianto has ordered a halt to corn imports by 2026 as Indonesia moves toward achieving food self-sufficiency.

“I’ve received assurances from two of Indonesia’s key figures, the Agriculture Minister and the National Police Chief, that by 2026, Indonesia will no longer import corn,” Prabowo said in remarks broadcast on the Presidential Secretariat’s YouTube channel on Thursday.

The president cited a 48 percent year-on-year increase in national corn production during the first quarter of 2025. Yields have risen significantly, with one hectare of land now producing between 6 to 8 tons of corn, up from just 4 tons previously.

Prabowo believes that corn self-sufficiency could even be achieved earlier than projected. “With high-quality seed varieties and organic fertilizers, our goal may be realized in just one year, not two or three. This is a major breakthrough,” he said.

He also urged innovation in corn-based product diversification, highlighting processed goods such as corn chips and corn rice as healthier alternatives with higher added value.

In addition to boosting productivity, Prabowo stressed the importance of improving farmer welfare. “As food producers, our farmers must be able to live well. We need to minimize input costs through efficient interventions such as machinery, technology, seeds, and biofertilizers,” he added.

Indonesia’s corn imports reached 1.3 million tons between January and November 2024, mainly from Argentina and Brazil. This marked a significant increase from 892,080 tons during the same period in 2023,

Source: jakartaglobe.id

ต้องรู้ เลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพปลูกได้ปริมาณ-รายได้เพิ่ม

ต้องรู้ เลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพปลูกได้ปริมาณ-รายได้เพิ่ม

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีเลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพก่อนปลูก ชี้เกษตรกร ควรคัดเลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังให้ได้คุณภาพก่อนลงปลูกเพื่อให้การเพาะปลูกประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ท่อนพันธุ์เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ของพืชอื่น ๆ หากท่อนพันธุ์ไม่สมบูรณ์ แข็งแรง หรือมีโรคและแมลงติดมา ย่อมส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพ ของหัวมันสำปะหลังโดยตรง การเลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจะช่วยให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาวะอากาศที่แปรปรวนและช่วงฤดูแล้ง

ดังนั้น การวางแผนการผลิตและการเตรียมท่อนพันธุ์ปลูกให้มีคุณภาพ และให้มีปริมาณเพียงพอในแต่ละฤดูการผลิตจะเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่สามารถยกระดับผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต มันสำปะหลัง เพราะท่อนพันธุ์คุณภาพดีจะมีความงอกสูง งอกได้เร็วไม่ต้องเสียเวลาและแรงงานในการปลูกซ่อม แรงงานในการกำจัดวัชพืช เพราะมันสำปะหลังเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้เร็ว

นอกจากนี้ การรักษาพันธุ์ไว้ใช้ต่อได้เอง เป็นการลดความเสี่ยงจากการนำพันธุ์จากแหล่งอื่นมาปลูกซึ่งอาจมีโรคและแมลงติดมา และเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่สูง และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่ง 10 ปัจจัยสำคัญ ที่เกษตรกรควรพิจารณาในการเลือกท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังคุณภาพ เพื่อให้การเพาะปลูกประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น ประกอบด้วย


1. พันธุ์ การเลือกพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด พันธุ์ที่ทนทานต่อโรคใบด่าง ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เป็นต้น หรือพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคใบด่าง ได้แก่ พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 เป็นต้น รวมทั้งการเลือกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากแต่ละพันธุ์มีลักษณะการเจริญเติบโต การสะสมแป้ง ความงอก และความแข็งแรงแตกต่างกัน การมีพันธุ์ปนจะส่งผลเสียต่อผลผลิตโดยรวม

2. อายุของต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ที่ดีควรมาจากต้นที่มีอายุระหว่าง 8-14เดือน ไม่ควรอ่อนหรือแก่จนเกินไป โดยการใช้ท่อนพันธุ์ปลูกจากส่วนกลางของต้นจะมีเปอร์เซ็นต์อยู่รอด 69-84 เปอร์เซ็นต์

3. ขนาดของท่อนพันธุ์และส่วนที่ใช้ทำพันธุ์ ควรเลือกท่อนพันธุ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตรขึ้นไป และมีความยาว 15-20 เซนติเมตร มีตาอย่างน้อย 7-10 ตาต่อท่อน โดยท่อนพันธุ์ขนาด 20 เชนติเมตร จากส่วนกลาง และโคนของต้นที่มีอายุ 12 เดือน มีเปอร์เซ็นต์อยู่รอดของท่อนพันธุ์ 73-92 เปอร์เซ็นต์

4. การจัดการในแปลงพันธุ์ ต้นพันธุ์ที่ได้รับการดูแลและใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ควรจะมีธาตุอาหารหลักครบ

3 ชนิด ทั้ง ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปแทสเซียม (K) จะมีความสมบูรณ์และให้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพดีกว่า

5. การปนเปื้อนหรือการทำลายของโรคและแมลง เกษตรกรต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่อนพันธุ์ปราศจาก การเข้าทำลายของโรคและแมลงต่าง ๆ เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง โรคพุ่มแจ้ เพลี้ยแป้งสีชมพู ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคหรือมาจากแหล่งที่มีการระบาดรุนแรง

6. ความเสียหายจากเครื่องมือและการปฏิบัติ ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ตาของท่อนพันธุ์ระหว่าง การตัด มัด หรือขนย้าย

7. อายุการเก็บรักษาท่อนพันธุ์ ควรใช้ท่อนพันธุ์ที่ใหม่สด หรือเก็บรักษาไว้ในระยะเวลาสั้นที่สุด ไม่เกิน 7-15 วัน เพื่อรักษาคุณภาพ

8. การจัดการท่อนพันธุ์ก่อนการปลูก การแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำหรือน้ำผสมสารกระตุ้นการงอก เช่น ยูเรีย น้ำหมักชีวภาพ ในอัตราที่เหมาะสม เป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนปลูก หรือแช่ค้างคืน จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์และความเร็วในการงอก

9. การตัดท่อนพันธุ์ ควรตัดให้มีรอยช้ำน้อยที่สุด เพื่อให้รากงอกแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถใช้มีดคมตัด หรือเครื่องตัดท่อนพันธุ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

10. การขนย้ายท่อนพันธุ์ เพื่อตรวจเช็คคุณภาพของท่อนพันธุ์มันสำปะหลังว่าไม่มีการปนเปื้อนจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงต่าง ๆ เกษตรกรสามารถตรวจสอบก่อนการรับท่อนพันธุ์ได้จากหนังสืออนุญาตการขนย้าย ซึ่งในเอกสารจะมีการระบุพันธุ์ ปริมาณ ระยะเวลา สถานที่ และหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ ออกโดยประธานคณะกรรมการ ส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือนายอำเภอ หรือพาณิชย์จังหวัด และอนุญาตเป็นรายครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการใช้ท่อนพันธุ์ที่มาจากแหล่งที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง ควรแช่ท่อนพันธุ์ในสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่แนะนำ เช่น ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน 100% WG อัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา5-10 นาทีก่อนปลูก เพื่อป้องกันการระบาดของแมลงในระยะเริ่มต้นของการเจริญเติบโต

กรมส่งเสริมการเกษตรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำแนะนำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการเลือกท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังคุณภาพ เพื่อให้การเพาะปลูกประสบความสำเร็จ สร้างผลผลิตที่งอกงาม และนำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงต่อไป หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

กิจกรรมทัศนศึกษา และประชุมนอกสถานที่ ณ จ.ตาก และ จ.เชียงใหม่

กิจกรรมทัศนศึกษา และประชุมนอกสถานที่ ณ จ.ตาก และ จ.เชียงใหม่

คณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย จัดกิจกรรมทัศนศึกษา และประชุมนอกสถานที่ ระหว่างวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ 2568 ณ จังหวัดตาก และเชียงใหม่ เพื่อศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการขยายพันธุ์ปลอดโรคด้วยวิธี X20 ของบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สอด จังหวัดตาก และการขยายผลเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

Recent Posts