อุตฯ “มันสำปะหลัง” ระสํ่า คาดผลผลิตต่ำ 19 ล้านตัน จับตาส่งออกวูบหนัก

อุตฯ “มันสำปะหลัง” ระสํ่า คาดผลผลิตต่ำ 19 ล้านตัน จับตาส่งออกวูบหนัก

มันสำปะหลังขาดตลาดหนัก ผลผลิตปี 67 คาดตํ่ากว่า 19 ล้านตัน ใช้ป้อนโรงแป้งอย่างเดียวยังไม่พอกว่า 1 ล้านตัน นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง ลุ้นนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชาและลาวเติมส่วนที่ขาดส่งออกแทน ขณะคณะสำรวจมันฯ รายงาน ผลผลิต กัมพูชา-ลาว ไม่ต่างจากไทยของน้อย เสียหายภัยแล้ง
จากผลผลิตหัวมันสำปะหลัง ที่ใช้แปรรูปเพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งมันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมันขาดตลาด ไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้โรงงานแปรรูปในหลายพื้นที่ประกาศขายกิจการในเวลานี้

นายสุรพงษ์ แสงศิริพงษ์พันธ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทย ในช่วง 2 เดือนแรกปี 2567 มียอดส่งออกรวม 4.3 แสนตัน ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ส่งออกได้ กว่า 1.4 ล้านตัน เป็นผลกระทบจาก
1. เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตหัวมันก่อนกำหนด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.ก็ไม่มีหัวมันแล้ว
2. ภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังต้นปี 2566 ต้องยืนต้น ตาย และมีการปลูกซํ้าก็ยืนต้นตายเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถปลูกได้เช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากขาดนํ้าฝน


3. ปัญหาเรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นโรคพืช ที่รัฐบาลและเอกชนได้พยายามแก้ไขกันอยู่ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทันเวลา และขยายลุกลามเป็นวงกว้างทั่วประเทศ (ข้อมูลคณะอนุฯโรคใบด่างฯ พบการระบาด 32 จังหวัด มีพื้นที่กว่า 2 แสนไร่) ทำให้ผลผลิตตกตํ่า จากก่อนหน้าที่จะเกิดโรคระบาด ไทยมีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี แต่พอเกิดโรคระบาดส่งผลให้ปี 2566 มีผลผลิตน้อยกว่า 26 ล้านตัน และในปี 2567 คาดจะมีผลผลิตตํ่ากว่า 19 ล้านตัน โดยมีเหตุผลสนับสนุนจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งสถานการณ์เอลนีโญ หรือภัยแล้งจะมาก่อนเวลา

ขณะที่ด้านตลาดส่งออกมี 2 เรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ 1.โรงงานอาหารสัตว์ในจีน ที่ซื้อวัตถุดิบมันสำปะหลังจากไทย ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนใหม่ ๆ จีนได้หันมาซื้อจากไทยมากขึ้น พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 ปัญหาได้คลี่คลายลงจากที่รัสเซียและทางยุโรปได้มีการเจรจากัน ในการที่จะให้ธัญพืชจากยูเครนเข้าสู่ยุโรปได้และส่งออกไปต่างประเทศได้ ส่งผลให้จีนมีการนำเข้าสินค้าจากยูเครน และบัลแกเรียเข้าไปมากพอสมควร ขณะที่ข้าวโพดที่มีการปลูกในจีนมีการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 288 ล้านตัน มากกว่าในหลายปีที่ผ่านมา จากปกติมีผลผลิตไม่ถึง 250 ล้านตัน ทำให้คาดว่าจะมีเพียงพอใช้ในประเทศ ทดแทนการใช้มันสำปะหลัง

“ความจริงปีนี้หากจีนมีความต้องการใช้มันสำปะหลังของไทย เราเองก็ไม่มีให้ อย่างปีนี้ผลผลิตไม่น่าเกิน 19 ล้านตัน โรงงานแป้งมัน มีความต้องการใช้ 20 ล้านตัน เรายังติดลบไม่พอใช้ 1 ล้านตัน ก็หวังว่าจะได้อานิสงส์จากกัมพูชาและลาว ส่งมันสำปะหลังเข้ามาในรูปมันเส้นเข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไป ในปีนี้ผมเชื่อว่า โรงงานแป้งมันคาดจะส่งออกได้ไม่เกิน 3 ล้านตัน ส่วนมันเส้นไม่น่าเกิน 1.8 ล้านตัน”

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า อยากจะให้รัฐบาลเข้ามาดูแลใน 2 เรื่องเร่งด่วน คือ 1.แก้ไขเรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลังให้ทันเวลา 2. เรื่องผลผลิตต่อไร่ตํ่าเกินไป ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ของไทยเฉลี่ยที่ 3.3 ตันต่อไร่ แต่ปีนี้คาดจะลดลงเหลือ 2.9 ตันต่อไร่ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย เช่น สปป.ลาว ผลผลิต 4 ตันต่อไร่ , กัมพูชา 3.8 ตันต่อไร่ เวียดนาม 3.5 ตันต่อไร่ เป็นต้น จากผลกระทบในปัจจัยที่กล่าวมา ทำให้ไทยต้องสูญเสียตลาดต่างประเทศไปมาก โดยปี 2565 ไทยมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 1.5 แสนล้านบาท ปี 2566 ลดลงเหลือ 1.2 แสนล้านบาท ในปี 2567 นี้ยังไม่แน่ใจว่าการส่งออกจะถึง 8 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ไขจะทำไทยเสียโอกาส

ด้านนายธำรงค์เดช อินทนิเวศน์ อุปนายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย หนึ่งในคณะสำรวจผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว (วันที่ 18-22 ก.พ.67) กล่าวว่า จากการออกไปสำรวจพบว่า “ประเทศกัมพูชา” คาดการณ์ฤดูการผลิตปี 2566/67 พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเท่าเดิม เนื่องจาก มีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้น แต่บางพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดแทนมันสำปะหลัง ที่เสียหายจากกระทบแล้ง และปัจจุบันเกษตรกรได้ชะลอการขุดเพื่อเก็บต้นมันไว้ เพราะเกรงว่าจะขาดแคลนท่อนพันธุ์ไว้ปลูกต่อในช่วงฤดูฝน

“ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง สาเหตุจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง นอกจากนี้เกษตรกรขุดมันสำปะหลังก่อนครบอายุ(อายุมันฯ 5-7 เดือน) ออกมาขายส่งผลให้ในฤดูการผลิตปี 2566/67 จะปลูกและขุดมันสำปะหลัง ล่าช้าออกไป 2-3 เดือน เกษตรกรมีการเก็บท่อนพันธุ์มันสำปะหลังไว้ขาย 20% เนื่องจากราคาท่อนพันธุ์ดี อยู่ที่ 2.50-3.00 บาท (1 มัด= 20 ต้น)”

นอกจากนี้จากการลงสำรวจไร่ พบมีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกแปลง และพบโรคพุ่มแจ้ในบางแปลง ปัจจุบันลานมันรับซื้อหัวมันสด (มันรวม) 2.80-2.90 บาท/กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 23-25% ราคามันเส้น 7.50 – 7.80 บาท/กิโลกรัม ผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศกัมพูชาปีนี้ เกษตรกรขายหัวมันสดมากกว่ามันเส้น เนื่องจากราคาดี การส่งออกมันสำปะหลังส่วนใหญ่จะส่งหัวมันสดออกไปยังประเทศเวียดนามมากกว่าประเทศไทย และมันเส้นก็จะส่งออกไปยังประเทศไทยมากกว่าประเทศเวียดนาม คาดการณ์ฤดูการผลิตปี 2567/68 เนื่องจากมันราคาดี เกษตรกรจะหันมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น และปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า

ส่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จากการสอบถามผู้ค้ามันสำปะหลัง ให้ข้อมูลว่าพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเท่าเดิม เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้หรือหากต้องมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นก็ยังขาดแคลนแรงงานในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง นอกจากนี้สภาพอากาศที่แห้งแล้งยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้ปลูกมันสำปะหลังแล้วยืนต้นตาย ทำให้ขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง จากการสำรวจไร่มันสำปะหลังยังพบโรคพุ่มแจ้ ไรแดงเป็นส่วนใหญ่ แต่พบว่าการระบาดของโรคใบด่างเพียง 50% ของทั้งประเทศ โดยเกษตรกรยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลงจากเดิม 30-40 ตัน/เฮกตาร์ ลดลงเหลือ 20-25 ตัน/เฮกตาร์ ส่วนราคารับซื้อหัวมันสด อยู่ที่ 2.50-2.70 บาท/กิโลกรัม ราคามันเส้น อยู่ที่ 6.70-6.90 บาท/กิโลกรัม โดยหัวมันสดส่งออกไปยังประเทศเวียดนามเป็นส่วนใหญ่

ข้อมูลเมืองปากเซ จากการสอบถามผู้ค้ามันสำปะหลัง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ว่างเปล่า แต่คาดว่าผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากขาดแคลนท่อนพันธุ์เพราะปีที่ผ่านมาอากาศแล้งจัด เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังแล้วยืนต้นตาย ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน คาดการณ์ฤดูการผลิต ปี 2567/68 หากมีฝนตกจะช่วยให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นราว 30% นอกจากนี้ลาวยังออกประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการคุ้มครองการเก็บซื้อ การปรุงแต่ง และการส่งออกมันสำปะหลัง (หัวมัน) ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกมันเส้นด้วยและจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังระหว่างไทย-ลาวอย่างมาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

งานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปีสมาคมฯ

งานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปีสมาคมฯ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมฯ ได้จัดงานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปีสมาคมฯ ซึ่งได้รับเกียรติจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวแสดงความยินดี โดยมีนายกสมาคมฯ อดีตนายกสมาคมฯ ที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร สมาชิกสมาคมฯ ผู้ประกอบค้ามันสำปะหลัง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ 400 คน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

ขอเชิญเข้าร่วมงานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปี สมาคมฯ

14th ธ.ค. 2023 Uncategorized

เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมฯ มีกำหนดจัดงานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปีสมาคมฯ ในวันพุธที่ 10 มกราคม 2567 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

ในงานมีการเชิญภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้เกี่ยวข้องกับการผลิต การค้าในแวดวงอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาร่วมงาน และแสดงความยินดีกับสมาคมฯ ประมาณ 500 คน

ทั้งนี้ ท่านที่สนใจเข้าร่วมงานกาล่าดินเนอร์ฉลองการครบรอบ 60 ปีสมาคมฯ สามารถสนับสนุนซื้อบัตรร่วมงานกาล่าดินเนอร์ฯ ราคาใบละ 4,000 บาท/ท่าน (1 โต๊ะมี 8 ที่นั่ง) สำหรับท่านที่สนับสนุนบัตรจำนวน 8 ใบ (1 โต๊ะ) จะได้สิทธิ์ประชาสัมพันธ์โลโก้ของบริษัท 2 จุด (ขึ้นจอบนเวที และแสตนดี้ภายในงาน)

และในโอกาสนี้ขอเชิญร่วมออกร้าน (Booth) แสดงศักยภาพขององค์กร และสินค้ากับผู้เข้าร่วมงานฯ ราคา 35,000 บาท/ร้าน พร้อมได้รับบัตรเข้าร่วมงานกาล่าดินเนอร์ฯ จำนวน 4 ใบ

หมายเหตุ: ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

โปรดติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 0-2234-4724, 0-2236-4375

คณะผู้แทนการค้าสมาคมฯ เยือนจีน

คณะผู้แทนการค้าสมาคมฯ เยือนจีน

สมาคมฯ ได้จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาด และส่งเสริมการใช้มันสำปะหลัง โดยมีการประชุมหารือกับโรงงานผู้ผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลัง และประชุมร่วมกับภาครัฐ ในระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2566

ราคาส่งออกมันฯ ยังพุ่ง พาณิชย์แนะใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลผลิต รับดีมานด์ตลาดโลก

ราคาส่งออกมันฯ ยังพุ่ง พาณิชย์แนะใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลผลิต รับดีมานด์ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ ชี้แม้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังช่วง 9 เดือนแรก ปี 66 จะหดตัว แต่ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แนะรัฐบาลเร่งสนับสนุนการพัฒนาและขยายท่อนพันธุ์ทนโรคพืชและแมลง พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมชั้นสูงเพิ่มมูลค่าผลผลิต และแปรรูป เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก ตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในตลาดโลกที่ยังสูงขึ้น

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย ในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 66) พบว่ามีมูลค่าการส่งออกรวม 2,907.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.30% ซึ่งเกิดจากการปรับตัวลดลงของปริมาณการส่งออก ทั้งนี้ ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 36.69% และถึงแม้มูลค่าการส่งออกจะลดลง แต่ราคาที่เกษตรกรขายได้และราคาส่งออกยังคงปรับตัวสูงขึ้น

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ดังนี้

– แป้งมันสำปะหลังดิบ มีมูลค่า 1,063.12 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.71%
– มันสำปะหลังเส้น มีมูลค่า 1,053.95 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.07%
– แป้งมันสำปะหลังแปรรูป มีมูลค่า 694.80 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.71%
– ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นๆ มีมูลค่า 68.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.44%
– มันสำปะหลังอัดเม็ด มีมูลค่า 26.93 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.02%

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ตลาดส่งออกหลัก สำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย คือ จีน มีสัดส่วนถึง 65.5% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดของไทยไปตลาดโลก ขณะที่ไทยก็เป็นหล่งนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของจีน โดยมีส่วนแบ่งตลาด 69.70% ของมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดของจีน

ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญอื่นๆ ของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น 8.44% ไต้หวัน 3.53% มาเลเซีย 3.27% สหรัฐอเมริกา 2.66% และประเทศอื่นๆ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย เป็นต้น สัดส่วนรวม 17.05%

จากแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Dashboard) ?มันสำปะหลัง? ของเว็บไซต์ คิดค้า.com มีการประเมินช่องว่างโอกาสการขยายมูลค่าการส่งออกของไทย (Potential GAP Analysis) ไปยังตลาดใหม่ๆ โดยพิจารณาจากประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสูง แต่ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยส่วนแบ่งตลาดของไทยในโลก โดยประเทศที่ไทยยังมีช่องว่างในการขยายมูลค่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ คือ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา มีส่วนต่างเป้าหมายการส่งออกอยู่ที่ 94.06 และ 45.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาด้านการผลิตในปี 67 ผลผลิตมันสำปะหลังได้เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนต.ค. 66 และจะมีผลผลิตต่อเนื่องไปจนถึงก.ย. 67 ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 9.05 ล้านไร่ ลดลง 3.22% (YoY) (ปี 66 มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 9.35 ล้านไร่) จะมีผลผลิตรวม 27.94 ล้านตัน ลดลง 9.08% (ปี 66 มีผลผลิตรวม 30.73 ล้านตัน) และจะมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 3,088 กิโลกรัม/ไร่ ลดลง 6.05% (ปี 66 มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 3,287 กิโลกรัม/ไร่) และคาดการณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 67

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ราคาซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศและราคาส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ปี 61 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์ และเอทานอล นอกจากนี้ มันสำปะหลังยังเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์ในทางโภชนาการและสุขภาพ ทำให้แนวโน้มความต้องการมันสำปะหลังในตลาดโลกยังคงขยายตัว

อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมา ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลง สวนทางกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและต่างประเทศ เนื่องจากมันสำปะหลังของไทยยังคงเผชิญกับโรคใบด่างและศัตรูพืช รวมทั้งการขาดแคลนท่อนพันธุ์ที่ทนต่อโรคพืชและแมลง ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งในปีนี้ และอุทกภัยในช่วงปี 65 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตในประเทศลดลง

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่ทนโรคและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอยู่แล้วแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ดีมานด์โลกยังพุ่งสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังที่หลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปในตลาดศักยภาพใหม่ๆ ให้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ในฝั่งของผู้ประกอบการไทย ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและความต้องการในตลาดโลกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรคศัตรูพืช ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ภาวะเศรษฐกิจและทิศทางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย อัตราแลกเปลี่ยนที่ยังคงมีความผันผวน รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและโลจิสติกส์

สำหรับปัจจัยบวก ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ น่าจะเกื้อหนุนให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ครม.ไฟเขียวงบ 310 ล้าน ดูแลราคา “มันสำปะหลัง” ปี 2566/67

ครม.ไฟเขียวงบ 310 ล้าน ดูแลราคา “มันสำปะหลัง” ปี 2566/67

ครม.มีมติอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายใน และ ธ.ก.ส. จำนวน 4 โครงการ กว่า 370 ล้านบาท

นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (7 พ.ย.2566) มีมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลังโดยไม่เร่งระบายผลผลิต

รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและสร้างศักยภาพการแปรรูปของเกษตรกร ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากซึ่งจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยรับทราบสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลัง ปี 2566/67

พร้อมอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายใน จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 310,000,000 บาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 วงเงิน 300,000,000 บาท จากงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยจะขอรับจัดสรรงบประมาณตามระเบียบ ขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว สนับสนุนดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบการลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอลที่กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สามารถรับซื้อมันสำปะหลังและแปรรูปเก็บสต็อกโดยไม่ต้องเร่งระบายผลผลิต โดยผู้ประกอบการเก็บสต็อกในรูปแบบมันเส้นหรือแป้งมัน เป็นระยะเวลา 60 – 120 วัน เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด เป้าหมาย 6 ล้านตันหัวมันสด

รัฐชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต็อก และมีระยะเวลารับซื้อ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 ระยะเวลาเก็บสต็อก ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2567 ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 ตุลาคม 2568 และโครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง (เครื่องสับมันฯ) วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว สนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อจัดหาเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กพร้อมเครื่องยนต์ และอุปกรณ์สำหรับตากมันเส้น เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท เป้าหมาย เครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็ก 650 เครื่อง ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม.อนุมัติ (7 พ.ย.2566) – 30 กันยายน 2567

พร้อมทั้งอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,650,000 บาท ดังนี้

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2566/67 (1) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.85 (รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.85 สถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 วงเงินงบประมาณ 19,250,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้นจากเกษตรกร และ/หรือสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินกิจการโดยมีสมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เพื่อช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมาย วงเงินกู้ 500 ล้านบาท ผลผลิตประมาณ 200,000 ตัน ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 31 กรกฎาคม 2568

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามโครงการฯ ในอัตรา MRR (ปัจจุบัน 6.975%) โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลรับภาระร้อยละ 3 และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รับภาระในอัตรา MRR -3% วงเงินงบประมาณ 41,400,000 บาท

สำหรับโครงการนี้ฯ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมาย เกษตรกรจำนวน 3,000 ราย รายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงินกู้รวม 690.00 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม.มีมติ (7 พ.ย.2566) – 31 ตุลาคม 2569

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานในฤดูกาลใหม่ เตรียมขจัดพันธุ์อ่อนแอให้สิ้นซาก ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีหนุนต้นพันธุ์สะอาดกวาดล้างโรคใบด่าง

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังที่ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รณรงค์ให้เกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยเฉพาะพันธุ์ทนทานต่อโรค ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60 สำหรับการเพาะปลูกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เนื่องจากเกษตรกรบางรายนิยมนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในรอบการปลูกที่ผ่านมาเพาะขยายในฤดูกาลปลูกใหม่เพื่อบริหารจัดการต้นทุน จึงเกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องหากท่อนพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวในฤดูกาลก่อนของเกษตรกรติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันกำจัดโรคอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เช่น กำจัดต้นที่พบโรคโดยสับทั้งต้นนำใส่ถุงพลาสติกสีดำมัดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปตากแดด เป็นต้น หรือแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทราบ เพื่อช่วยควบคุมอย่างถูกวิธี ไม่ให้ลุกลามสร้างความเสียหายในวงกว้าง อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรปรับเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานข้างต้น และหยุดการขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ซึ่งมีความเสี่ยง ในการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังได้ง่าย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหารือและวางแนวทางในการควบคุมและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเจรจาขอความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ในการสนับสนุนพันธุ์มันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการวิจัยของ TTDI ว่าเป็นมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานต่อโรคใบด่าง เพื่อนำมาปลูกขยายพันธุ์ในศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งอยู่ในภูมิภาคหรือพื้นที่จังหวัดที่มีเกษตรกรเพาะปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 7 ศูนย์ ประกอบด้วย ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ทั้งนี้ TTDI ยินดีให้ความร่วมมือและคาดว่าจะสามารถส่งมอบต้นพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานซึ่งใช้เทคโนโลยีการขยายพันธุ์แบบเร่งรัด (X20) ให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 250,000 ต้น ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแผนและเตรียมพร้อมในการผลิตขยายและกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานนี้อย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแปลงพันธุ์มันสำปะหลังตามมาตรฐานแปลงพันธุ์ในพื้นที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 7 แห่งข้างต้น ก่อนส่งมอบท่อนพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มันสำปะหลังและเกษตรกรภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์สะอาดนำไปเพาะปลูกขยายผลในรูปแบบของธนาคารแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด

ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาเกษตรกรภายใต้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตรวจคัดกรองแปลงพันธุ์ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการดังกล่าว และตรวจรับรองแปลงพันธุ์โดยคณะกรรมการ อีก 1 ครั้งในช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว หากผ่านเกณฑ์มาตรฐานจึงจะรับรองให้เป็นแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดสำหรับใช้ในการเพาะปลูกและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกและควบคุมไม่ให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ่อนแอหรือเสี่ยงต่อการติดโรคใบด่างมันสำปะหลังต่อเนื่อง นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อมันสำปะหลังทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมวางนโยบายงดรับซื้อมันสำปะหลังพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และรหัสพันธุ์ 89 ในเร็ว ๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทุกพื้นที่เตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนไปใช้พันธุ์ทนทานในฤดูการเพาะปลูกรอบใหม่ของตนที่กำลังจะถึง เพื่อป้องกันปัญหาการตลาดและผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต

ป้องส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านไปต่อ ดัน 3 พันธุ์ใหม่ กู้วิกฤตโรคใบด่างระบาด

ป้องส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านไปต่อ ดัน 3 พันธุ์ใหม่ กู้วิกฤตโรคใบด่างระบาด

สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง เปิดตัว 3 สายพันธุ์ใหม่ ต้านไวรัสใบด่าง เล็งชงรัฐบาลใช้งบปีละ 300 ล้าน ติดต่อกัน 7 ปี กำจัดโรคให้สิ้นซาก เอกชน เฮ เชียร์ปลูกทั่วประเทศ รับดีมานด์จีนโตแรง หวังทดแทนนำเข้าวัตถุดิบปีละ 10 ล้านตัน เสริมความมั่นคงอาชีพเกษตรกร ป้องอุตฯ แสนล้านไปต่อ

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ที่พบครั้งแรกในไทยตั้งแต่ปี 2561 ยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่อง จากท่อนพันธุ์ที่มีโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะไม่มียาป้องกันหรือรักษาโดยตรง ซึ่งหากเป็นแล้วจะมีผลทำให้ผลผลิตหัวมันสดลดลง 40-80% พบมีการระบาดในประเทศแล้วมากกว่า 3 ล้านไร่ เป็นที่มาของมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงถึงความเสียหายรุนแรงของโรคใบด่างต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศในแต่ละปี และได้เร่งหาทางหยุดยั้ง

นายจเร จุฑารัตนกุล กรรมการ เหรัญญิก และเลขานุการและผู้อำนวยการใหญ่ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นับตั้งแต่เกิดโรคใบด่างฯ ทางมูลนิธิฯ ได้ริเริ่มโครงการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์การนานาชาติมาสำรวจให้คำปรึกษาและจัดประชุมเพื่อถ่ายทอดวิชาการตั้งแต่ปี 2560 และในปี 2561 ได้หารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมจัดทำโครงการปรับปรุงพันธุ์ต้านทานและใช้วิธีการควบคุมโรคพืช เพื่อควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง เริ่มดำเนินงานในปี 2562 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันเกษตรเขตร้อนนานาชาติ หรือ IITA จากประเทศไนจีเรีย จำนวน 5 พันธุ์ เพื่อนำมาทดสอบ และขยายพันธุ์

ทั้งนี้ได้ผ่านการตรวจสอบและควบคุมจากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จนได้พันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่างระดับสูง จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. TME B419 มีชื่อเล่นว่า “อิทธิ 1” 2. IITA-TMS-IBA980581 เรียกว่า “ อิทธิ 2” และ 3. IITA-TMS-IBA920057 เรียกว่า “อิทธิ 3” โดยทั้ง 3 พันธุ์นี้จะได้ขอพระราชทานชื่ออันเป็นมงคลนามจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป

ในส่วนของการให้ผลผลิตและเชื้อแป้งของมันสำปะหลังทั้ง 3 สายพันธุ์ แม้จะไม่สูงเท่ากับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 แต่ทั้ง 3 พันธุ์ มีความเป็นไปได้สูงสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ในประเทศ ไทยเพื่อนำไปปลูกทดแทนในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างรุนแรง จากการดำเนินโครงการมา 5 ปีได้ประสบความสำเร็จ ได้พันธุ์มาขยายพันธุ์แล้วกว่า 17,000 ต้น

ขณะที่เวลานี้อยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือมูลนิธิฯได้รับท่อนพันธุ์จากคณะวิจัยพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำมาลงแปลงนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน จาก 17,000 ต้น ได้มาลงแปลงขยายปลูกเป็น 95,000 ต้น โดยใช้กรรมวิธีต่างๆ เพื่อไปสู่การขยายต้นพันธุ์ให้เร็วที่สุด คาดในปีหน้าจะสามารถเพิ่มเป็น 7 แสนต้นหรือเพิ่มขึ้น 40 เท่าตัว

“ต้นพันธุ์ที่จะกระจายออกไปอาจเป็นต้นทุนของเกษตรกร สมัยก่อนต้นพันธุ์ ราคาอยู่ที่ 1.50 บาทต่อต้น แต่ตอนนี้ราคาพันธุ์ต้นละ 3-5 บาท เมื่อทุกคนตระหนักแล้วว่าจำเป็นที่จะต้องเอาพันธุ์ใหม่ไปให้ถึงโดยเร็วที่สุด โดยวิธีการแจกฟรี หรือขายในราคาตํ่า ก็จะมีกำลังมาป้อน เพียงรัฐอุดหนุนปีละ 30 บาทต่อไร่ 10 ล้านไร่ ก็เท่ากับปีละ 300 ล้านบาท สามารถแก้ปัญหาได้เลย อย่างน้อยจะได้พันธุ์มาขยาย 15 ล้านต้นต่อปี”

ทั้งนี้หากนโยบายเดินหน้าต่อเนื่องยาว 7 ปี จะแก้ปัญหาโรคใบด่างฯได้สำเร็จ ใช้เงินไม่มาก โดยการได้พันธุ์ใหม่มาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ จะสำเร็จได้เมื่อพันธุ์มันสำปะหลังใหม่ได้ไปอยู่แปลงเกษตรกรทั่วประเทศ และจะเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมที่โรงงานสามารถนำไปแปรรูปส่งออกต่อได้ โดยขณะนี้ความต้องการของตลาดจีนยังมีสูงดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงได้ประกาศความสำเร็จในเบื้องต้น

นายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยวันนี้ค่อนข้างวิกฤตในแง่ผลผลิตจากผลกระทบโรคใบด่าง ซึ่งมันฯ 3 พันธุ์ใหม่ต้านไวรัสใบด่างถือเป็นอีกหนึ่งทางรอด ดังนั้นจะต้องนำพันธุ์เหล่านี้ไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเร็วที่สุด และฝากทางรัฐบาล รวมทั้งนักวิจัยได้หาพันธุ์ใหม่ๆ ที่ต้านทานโรคและมีเชื้อแป้งสูงเพิ่มเติมด้วย

นายสุรพงษ์ แสงศิริพงษ์พันธ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ทิศทางข้างหน้าชาวไร่มีความเสี่ยงต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งที่อาจถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงในช่วง 1-2 ปี นับจากนี้ ขณะที่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หากใช้ท่อนพันธุ์จากสถาบันฯที่ได้สายพันธุ์มาจากทวีปแอฟริกา ที่ทนต่อภัยแล้งก็จะช่วยลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายและยังต้านทานโรคใบด่างได้ด้วย

ด้านนายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังของไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการ จากปกติใช้ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี ผลิตได้ประมาณ 30 ล้านตัน ต้องนำเข้าราว 10 ล้านตันต่อปี ขณะที่ในปีนี้คาดผลผลิตในประเทศจะลดลงเหลือประมาณ 24 ล้านต้น หรือน้อยกว่า ถือเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งวงการกำลังจับตามอง หากได้พันธุ์ใหม่มาปลูก ทันต่อความต้องการเกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

กระทุ้ง! รัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ผวาผลผลิตเสียหาย 1.1 แสนล้าน

กระทุ้ง! รัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ผวาผลผลิตเสียหาย 1.1 แสนล้าน

เอกชน เร่งรัฐ กู้วิกฤต “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” เผย 10 ปีนับจากนี้หากยังเอาไม่อยู่ ผลผลิตเสียหายกว่า 1.19 แสนล้าน ยังไม่รวมความเสียหายต่อเนื่องในอุตสาหกรรมกลางนํ้า ปลายนํ้า ขณะวงในเผยเร็วสุด 4 ปี มีมันพันธุ์ใหม่ต้านทานไวรัส

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง” เป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย พบครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ปี 2561 แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์ที่มีโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะไม่มียาป้องกันหรือรักษาโดยตรง เป็นแล้วจะมีผลทำให้ผลผลิตหัวมันสดลดลง 40-80%

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจติดตามภาวะการผลิตมันสำปะหลังฤดูการผลิตปี 2566/67 ของ 4 สมาคม (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการลงพื้นที่สำรวจผลผลิตมันสำหลังเมื่อเร็วๆ นี้ พบเกือบทุกพื้นที่มีการระบาดของโรคใบด่าง คาดจะส่งผลทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังในฤดูการผลิตใหม่ จะมีเพียงประมาณ 20 กว่าล้านตันหัวมันสดเท่านั้น จากที่เคยได้ 30 กว่าล้านตันต่อปี และในฤดูกาลต่อ ๆ ไป หากหน่วยงานรัฐยังคงนโยบายควบคุมแบบเดิม ๆ ผลผลิตหัวมันจะตํ่ากว่า 20 ล้านตันแน่นอน

ขณะที่ความต้องการของตลาดมีสูงกว่า 40 ล้านตัน ประเทศไทยจะต้องสูญเสียรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาทในอนาคตอันใกล้ โดยคาดมูลค่าความเสียหายจากโรคใบด่างฯ ช่วงปี 2564-2575 ณ อัตราคิดลด 6% ของมูลค่าปัจจุบันจะมีความเสียหายรวม 119,400 ล้านบาท ยังไม่รวมผลกระทบความเสียหายในอุตสาหกรรมกลางนํ้า และปลายนํ้าในห่วงโซ่อุปทาน หากยังไม่รีบกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง อนาคตอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะลำบากแน่นอน ซึ่งเป็นผลจากข้อมูลของภาครัฐที่ประเมินการระบาดของโรคตํ่ากว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่มาก

แหล่งข่าวคณะกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ เผยว่า ขณะนี้มีพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานไวรัสใบด่างของมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ซึ่งจะออกมาประมาณปี 2570 โดยได้พันธุ์มาจากสถาบันเกษตรเขตร้อนนานาชาติ IITA จากประเทศไนจีเรีย โดยขอมา 5 พันธุ์ แต่ผลผลิตจะไม่เทียบเท่ากับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ส่วนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานไวรัสของกรมวิชาการเกษตร คาดจะได้ประมาณปี 2572

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

มันสำปะหลัง แสนล้านป่วน จีนเบรกออเดอร์ โรคใบด่างระบาดหนัก

มันสำปะหลัง แสนล้านป่วน จีนเบรกออเดอร์ โรคใบด่างระบาดหนัก

ส่งออกมันสำปะหลังแสนล้านสะเทือน จีนชะลอออเดอร์ โรคใบด่างฯ ทุบซ้ำ ทำท่อนพันธุ์ขาดตลาด ราคาพุ่ง 5 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะนายกสมาคมชาวไร่มันฯ เตรียมขอรัฐบาลใหม่อัดฉีด 420 ล้าน แก้ตลอดห่วงโซ่ โรงงานอีสานประกาศแบนไม่รับซื้อหัวมันพันธุ์ CMR 43-08-89

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาวะการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยช่วง 5 เดือนแรก ปี 2566 มีมูลค่า 59,638.4 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกันในตลาดจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เกิดอะไรขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศอย่างไรบ้างนั้น

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยที่ลดลง มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการของตลาดจีนที่เป็นตลาดหลัก (สัดส่วนมากกว่า 60%) หดตัวลง สาเหตุมาจากราคาธัญพืชในประเทศจีนตกตํ่า ทำให้ผู้นำเข้าชะลอการสั่งซื้อชั่วคราว แต่คาดจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ราคาหัวมันสำปะหลังในประเทศในเวลานี้ถืออยู่ระดับที่ดี จากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว โดยราคาหัวมันสด (10 ก.ค. 66) ณ โรงแป้ง เชื้อแป้ง 25% เฉลี่ย 3.05-3.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งผลจากราคาที่ดี ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เร่งเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังก่อนครบอายุ และเร่งการเพาะปลูกจนมองข้ามความสำคัญในการรักษาท่อนพันธุ์ที่ดีไว้ ประกอบกับภาวะภัยแล้งยาวนานทำให้ท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้เพาะปลูกเสียหาย เกิดภาวะขาดแคลนท่อนพันธุ์ที่ดีและปลอดโรค จากราคาที่เคยซื้อท่อนพันธุ์ละ 2-3 บาท ขณะนี้ราคาขึ้นไปท่อนพันธุ์ละ 5 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ทางคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่มีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้มีการประเมินความเสียหายจากภาวะแล้งจัด ในช่วงต้นปี 2566 คาดมันสำปะหลังจะได้รับความเสียหายประมาณ 50% ของที่ปลูกไว้ ขณะที่ในหลายพื้นที่เริ่มปลูกใหม่ที่ช่วงเดือนพฤษภาคมหลังจากมีฝนตก คาดจะมีผลทำให้เลื่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูการผลิตใหม่ออกไปอีกประมาณ 2-3 เดือนจากภาวะปกติ”

นายเติมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีโรคใบด่างมันสำปะะหลังระบาดในพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชัยนาท ฉะเชิงเทราชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว เพชรบุรี และกาญจนบุรี จำนวน 44,125 ไร่ จากสาเหตุดังกล่าวจะส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังในปีการผลิต 2566/67 จะมีปริมาณลดลงเป็นอย่างมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายปี

ด้านนายธีระ เอื้ออภิธร นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า แม้ทางโรงงานจะช่วยส่งเสริมท่อนพันธุ์มันสำปะหลังให้เกษตรกรไปปลูก แต่ปัจจุบันท่อนพันธุ์ขาดตลาด และราคาแพงมาก ตรงนี้เป็นปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างกังวล โดยบางโรงงานพยายามรวบรวมกลุ่มเกษตรกรแล้วสนับสนุนให้ปลูกท่อนพันธุ์สะอาด (ท่อนพันธุ์จากแปลงผลิตพันธุ์ที่มีการป้องกันและกำจัดสาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว) แต่ก็ทำได้แบบจำกัด หากได้รัฐบาลใหม่แล้วจะนำเสนอในเรื่องนี้เพื่อให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรคเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันผลผลิตมันฯไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการส่งสัญญาณมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ควรให้ความสำคัญ จากค่าเฉลี่ยผลผลิต ณ ปัจจุบัน 3.4-3.5 ตันต่อไร่ ยังตํ่าเกินไป ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็น 5 ตัน ดังนั้นควรเพิ่มองค์ความรู้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ส่วนใหญ่ดินเป็นกรด ทำให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้น้อย ได้ผลผลิตต่อไร่ตํ่า รวมทั้งปัญหาแหล่งนํ้า ที่กรมอุตุฯ พยากรณ์ว่าอาจจะแล้งยาวไปถึง 2 ปี ภาครัฐควรจะวางแผนการบริหารใช้นํ้า เพื่อให้เกษตรกรใช้นํ้าอย่างมีคุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

นายธีระ กล่าวว่อีกว่า ปัจจุบันโรงงานมันสำปะหลังภาคอีสาน 23 โรง ไม่รับซื้อมันสำปะหลังพันธุ์ 89 หรือมีชื่อเป็นทางการ พันธุ์ CMR 43 -08-89 แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูง แต่มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งค่อนข้างตํ่า เวลาโรงงานนำมาใช้ผลิตเป็นแป้ง หรือมันเส้นจะได้ตํ่ามาก และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค พอมีเรื่องโรคใบด่างฯ ส่วนใหญ่จะพบการระบาดทั้งแปลง และจะเป็นแหล่งรวมโรคอื่นอีกด้วย

สอดคล้องกับนายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯได้เตรียมการหากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะนำเสนอขอจัดสรรงบประมาณสนับสนุน 420 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่า 5.24 แสนครัวเรือน ใน 3 เรื่องคือ 1.ขอสนับสนุนระบบนํ้าหยด 30,000 ไร่ๆ ละ 5,000 บาทเป็นเงิน 150 ล้านบาท 2.ขอสนับสนุนงบจัดซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด 50 ล้านลำ เป็นเงิน 150 ล้านบาท และ 3.ของบสนับสนุนการขยายพันธุ์มันสำปะหลังชนิดต้านทานโรคไวรัสใบด่าง 120 ล้านบาท เพื่อขยายพันธุ์ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ