พิธีไหว้องค์ท้าวมหาพรหม และพ่อปู่ชัยมงคล ในโอกาสครบรอบ 56 ปีสมาคมฯ
วันนี้ (28 มิ.ย. 2562) สมาคมฯ ได้ทำพิธีไหว้องค์ท้าวมหาพรหม และพ่อปู่ชัยมงคล เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯ 56 ปี (28 มิ.ย. 2506)
วันนี้ (28 มิ.ย. 2562) สมาคมฯ ได้ทำพิธีไหว้องค์ท้าวมหาพรหม และพ่อปู่ชัยมงคล เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯ 56 ปี (28 มิ.ย. 2506)
วันที่ 26 มิถุนายน 2562 นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร หารือร่วมกับผู้แทนกระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญจากไทยไปจีน ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าว และผลไม้ โดยทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในการตรวจประเมินผู้ผลิตและแปรรูปข้าวของไทย ซึ่งจีนจะอำนวยความสะดวกให้ไทยสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกข้าวไปจีนได้เร็วขึ้น โดยพิจารณาจากผลการตรวจประเมินโดยกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์การตรวจประเมินและเงื่อนไขของจีน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญของพิธีสารเพื่อการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน โดยจะจัดให้มีการลงนามร่วมกันโดยเร็วที่สุด รวมทั้งจีนไม่ขัดข้องที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าผลไม้จากไทยผ่านด่านตงซิงเพิ่มเติมจากด่านโหย่วอี้กว่าน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผลไม้ไทยสามารถส่งออกได้สะดวกและสามารถกระจายไปยังเมืองอื่นๆ ของจีนได้เพิ่มขึ้น
ที่มา : Fackbook สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
จากการที่ประเทศไทยในแต่ละปีสามารถขยายมูลค่าการส่งออกมันสําปะหลังผลิตภัณฑ์รวมไม่ต่ำกว่าปีละ 9 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะมันเส้นและกากมันสามารถคลองตลาดจีนได้ถึง 80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้นหากเกษตรกรผู้ปลูกของไทยเจอกับโรคใบด่างจะทำให้มีผลกระทบโดยตรง
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่าได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียกประชุม และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ตรวจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อระดมสมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาเช่น วิธีระงับปัญหา มาตรการสกัดกั้น การเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลผลิตประสบโรคระบาด และให้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อระดมกำลังแก้ไขปัญหาด้วย
“สำหรับมาตรการเร่งด่วน ให้มีการควบคุมพื้นที่ที่พบการระบาด เช่น ตรวจยืด/ควบคุม/จำกัดบริเวณท่อนพันธุ์ พาหะโรค เพื่อรอการทำลาย และควบคุมมิให้เคลื่อนย้ายพาหะไปยังพื้นที่อื่นๆ การระดมวัสดุ/สารเคมีฆ่าเชื้อ และปฏิบัติการทำลายพาหะโรค 3. การบันทึก/พิสูจน์/ตรวจวิเคราะห์ทางห้อง lab เพื่อนำไปสู่การประกาศเขตระบาดโรค และให้การช่วยเหลือตามระเบียบ”
4. การตั้งด่านสกัดกั้น และหาข่าวการลักลอบเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์/พาหะโรค ตามแนวชายแดน และรอบพื้นที่รัศมีการระบาด
5. ในพื้นที่รอบรัศมีการระบาด/หรือมีความเสี่ยง ให้ จนท เกษตรจังหวัด อำเภอ ตำบล อาสาสมัครเกษตร ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด ตรวจเยี่ยม แนะนำ และกำกับ ให้เกษตรกรได้จัดการแปลงมันฯ ตามหลักวิชาการ (ค้นหาโรค พ่นสารเคมีทำลาย /ป้องกัน)
6. ระดมสรรพกำลัง เจ้าหน้าที่ และให้ความรู้ก่อนปฏิบัติการตามข้อ 1-4
7. เตรียมงบประมาณเพื่อการจัดหาวัสดุ เครื่องมือ ในการปฏิบัติการ
8. ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้ แก่เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และ องค์กรระหว่างประเทศ ด้านระบาดวิทยา 9. ปฏิบัติการค้นหาโรค scaning/ surviellance อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง
10. ปฏิบัติการร่วมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อค้นหาโรคและทำลาย (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) และ
11. เตรียมห้อง Lab เครื่องมือตรวจวิเคราะห์โรค เพื่อรองรับตัวอย่างที่ส่งตรวจ วินิจฉัย และรายงานโรค ที่เป็นสากลแหล่ง
ข่าวกระทรวงพาณิชย์ เผย การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยปี 2561 มูลค่ารวม 9.96 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นมันสำปะหลังอัดเม็ดและมันเส้น 2.84 หมื่นล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง 4.4 หมื่นล้านบาท ตลาดส่งออก 5 อันดับได้แก่ 1.ประเทศจีน 2.ญี่ป่น 3.อินโดนีเซีย 4.ไต้หวัน และ 5.มาเลเซีย
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
วันนี้ (21 มิ.ย. 62) เวลา 14.00 น. สมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้ง 4 ได้ร่วมประชุมกับนายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังไทย ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
โดยท่านสมาชิก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเข้าพบนายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และนายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อหารือการเฝ้าระวัง และจำกัดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ ห้องรับรอง ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ตำบลท่าเกษม อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร พบโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 มีการระบาดอยู่ 5 อำเภอในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และเดือนมิถุนายน สำรวจพบการระบาดเพิ่มเป็น 8 อำเภอ จึงขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นการเร่งด่วน เพื่อจะบูรณาร่วมกันในการกำจัดโรคใบด่างในมันสำปะหลัง และลดการแพร่กระจายไม่ให้ระบาดไปมากกว่านี้ โดยโรคดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมีปริมาณผลผลิตที่ลดลง
ทั้งนี้หากระบาดเป็นจำนวนมากจะทำให้ขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลัง สำหรับโรคใบด่างในมันสำปะหลังมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรค มีหลักวิธีกำจัด 3 ข้อ ได้แก่ 1.พบแล้วให้ฝังกลบทำลาย 2.กำจัดแมงหวี่ขาว และ 3.ห้ามเคลื่อนย้ายออกจากแปลง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดที่อื่น คือ เกษตรกรต้องสำรวจทุกอาทิตย์ ๆ ละ 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำ เมื่อพบการระบาดให้ทำลายทันที โดยการทำให้ต้นตาย ด้วยวิธีฝังกลบ หรือสับต้นมันสำปะหลังเป็นท่อน ๆ แล้วใส่ถุงดำมัดปากถุงทิ้งไว้ในแปลงกลางแดดจนกว่าต้นจะตาย แล้วห้ามเคลื่อนย้ายออกนอกแปลง และถ้าต้องการจะปลูกใหม่ต้องใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาดจากแปลงที่ไม่เป็นโรคมาก่อน พร้อมทั้งแจ้งสำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ สิ่งที่สำคัญเกษตรกรต้องให้ความร่วมมือกับทางหน่วยราชการในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค จึงจะกำจัดโรคระบาดนี้ได้จริงจัง
นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ทางจังหวัดมีความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หลังจากนี้จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรควบคู่ไปกับการกำจัดโรคใบด่างในมันสำปะหลัง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคและหาแนวทางป้องกัน สกัดกั้น การนำเข้าพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นโรคด้วย โดยในเบื้องต้นได้มีเกษตรอำเภอลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคใบด่างในในสำปะหลัง และการทำลายเมื่อพบโรคดังกล่าว ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
วันนี้ (18 มิ.ย. 62) สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ได้เชิญนายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งรีคัลท์ และทีมงาน ซึ่งเป็นผู้สร้างแอฟพลิเคชั่นรีคัลท์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการให้ข้อมูลในการวางแผนการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ รู้จุดบกพร่องในแปลง เพื่อให้แก้ไขได้ทันที และได้รับข้อมูลการเพาะปลูกจากผู้เชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน
ปัจจุบันได้เปิดให้ดาวน์โหลดแอฟพลิเคชั่นรีคัลท์ (Ricult) ฟรี ในเบื้องต้นจะสามารถดูข้อมูลการพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำ ซึ่งจะมีเฉพาะในระบบ Android ส่วนระบบ iOS (iPhone) สามารถใช้แอปฯ โดยเข้าผ่านเว็บไซต์
ระบบ Android โหลด แอปฯ Ricult ใน Play Store
1. ใส่เบอร์โทรศัพท์ ของท่าน
2. ใส่รหัสองค์กร 8877
3. ใส่ชื่อ-นามสกุล ของท่าน
4. รอรับรหัส จาก SMS
5. นำรหัสไปใส่ และเข้าใช้งานได้ทันที
ส่วนระบบ iOS (iPhone) สามารถใช้แอปฯ โดยเข้าผ่านเว็บไซต์
1. เข้าเว็บไซต์ : www.ricult.com/app
2. เลือกประเทศ Thailand
3. ใส่เบอร์โทรศัพท์ ของท่าน
4. ใส่รหัสองค์กร 8877
5. ใส่ชื่อ-นามสกุล ของท่าน
6. รอรับรหัส จาก SMS
7. นำรหัสไปใส่ และเข้าใช้งานได้ทันที
โดยท่านสมาชิก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมฯ
กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรไม่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 89 ยันเป็นพันธุ์สุดอ่อนแอแพ้ทุกโรคทั้งหัวเน่า พุ่มแจ้ และใบด่าง เผยผลแสกนพื้นที่ปลูกมันล่าสุดพบโรคใบด่าง 5 อำเภอในจังหวัดสระแก้ว ย้ำเป็นโรคระบาดมันสำปะหลังติดอันดับร้ายแรงที่สุดทำผลผลิตเสียหายสิ้นเชิง
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากตามรายงานจากประเทศเวียดนามโรคนี้ทำให้ผลผลิตเสียหาย 50- 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยกรมวิชาการเกษตรได้เข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลัง และสร้างการรับรู้โดยประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกับจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเตรียมไว้ในกรณีหากเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ในฤดูปลูกมันสำปะหลังในปีที่ผ่านมาจะยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย แต่ในฤดูปลูกมันสำปะหลังปี 2562 นี้ กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรและภาคเอกชน ดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างในพื้นที่ 5 อำเภอ จำนวน 18 ตำบลในจังหวัดสระแก้ว และได้สั่งการไม่ให้เคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคข้ามจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคใบด่างไปยังพื้นที่อื่น
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดขากเชื้อไวรัส SLCMV โดยขอให้เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังทุก 2 สัปดาห์ หากพบต้นที่แสดงอาการต้องสงสัยให้ดำเนินการถอนทำลายต้นที่ต้องสงสัยและต้นข้างเคียงในพื้นที่ 4×4 เมตร (ไม่เกินจำนวน 16 ต้น) โดยวิธีฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตรทำการกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร และพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ด้วยสารเคมีอิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงที่พบอาการต้องสงสัยและแปลงใกล้เคียง เพื่อป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคที่สำคัญ
“จากผลการสำรวจต้นมันสำปะหลังที่พบเป็นโรคใบด่าง สาเหตุสำคัญมาจากเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 89 ซึ่งแม้จะโตได้ดีและให้น้ำหนักดี แต่เป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่อ่อนแอต่อทุกโรคของมันสำปะหลัง ได้แก่ โรคหัวเน่า พุ่มแจ้ และใบด่าง ดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงไปปลูกพันธุ์อื่น และต้องมาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากอาจมีโรคใบด่างติดเข้ามากับท่อนพันธุ์ด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดในฤดูปลูกต่อมาได้ ทั้งนี้ หากมีโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรเสียหายโดยสิ้นเชิงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย เพราะจัดเป็นโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดของมันสำปะหลัง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
ที่มา : ThaiPR.net
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในวงการมันสำปะหลัง ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมประชุมหารือและติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้ามันสำปะหลัง เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ประกอบการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562/63 รวมถึงการหารือแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยในระยะยาว เช่น การใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น โดยจะประมวลผลเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เพื่อพิจารณาออกมาตรการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2562/63 ต่อไป
นายอดุลย์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ปีการผลิต 2561/62 ผลผลิตได้ออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 28.46 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90.2 คงเหลือผลผลิตที่คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2562 อีกราว 3.09 ล้านตัน หรือร้อยละ 9.8 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ และรักษาระดับราคามันสำปะหลังสดให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุนและมีกำไร
นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ( CMD) ไทยสามารถบริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดได้ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถผลิตแปรรูป และส่งออกสินค้ามันสำปะหลังได้อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ซื้อ ผู้นำเข้า มีความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น สินค้ามันสำปะหลังนวัตกรรม ที่มีการนำมันสำปะหลังมาผลิต ทั้งอาหารและไม่ใช่อาหาร ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
นายอดุลย์ กล่าวว่า แม้ในช่วงนี้ จะเป็นช่วงท้ายฤดูกาลเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง กรมฯ ขอฝากข้อคิดไปยังพี่น้องเกษตรกรว่าไม่ควรรีบขุดหัวมันอ่อนออกมาขาย เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ เพราะจะทำให้ขายได้ราคาไม่สูงมากนัก แต่ถ้ารอให้มีเชื้อแป้งสมบูรณ์ ก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ขอให้เกษตรกรเตรียมท่อนพันธุ์มันสำปะหลังให้เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป คาดว่าในระยะถัดไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเกิดภาวะการขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ปลอดโรค CMD ส่งผลให้มีความต้องการท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคจากประเทศไทยสูงขึ้น จึงขอให้เกษตรกรชะลอการจำหน่ายท่อนพันธุ์ให้ความสำคัญกับการเตรียมท่อนพันธุ์ที่ดีให้เพียงพอกับความต้องการ โดยให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตหัวมันสำปะหลังมากกว่าการจำหน่ายในรูปท่อนพันธุ์ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจน้อยกว่า
ที่มา : มติชนออนไลน์
สมาคมฯ ได้จัดการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสามัคคี สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย 2562 ในวันอังคารที่ 23 เมษายน 2562 ณ สนามกอล์ฟ ราชคราม กอล์ฟ ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เอกชนถอดใจหดเป้าหมายส่งออกปี 2562 คาดการณ์ “Q2” โต 0% ทั้งปีโต 3% จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 5% เหตุตลาดโลกระส่ำสงครามการค้าลดสต๊อกสินค้านำเข้าลง ด้านสินค้าเกษตร “มันเส้น-ข้าว-น้ำตาล” อ่วมเจอพิษบาทแข็ง สิ่งทอหวั่นขึ้นค่าแรงกระทบซ้ำเติมแข่งไม่ได้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการปรับลดเป้าการส่งออกปี 2562 ที่จัดทำโดยสถาบันภาคเอกชนว่า ขณะนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออก (สรท.) กับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต่างปรับลดประมาณการเป้าการส่งออกปี 2562 ลงเหลือเพียง 3% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5% เนื่องจากแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังได้รับผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยเฉพาะตลาดจีนที่ต้องลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบจากไทย และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากกรณีอังกฤษเตรียมแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ด้วย
ตลาดโลกลดสต๊อกสินค้า
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่สภาผู้ส่งออก ได้ปรับประมาณการเป้าหมายการส่งออกปี 2561 ลงเหลือ 3% มูลค่า 260,337 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เป็นผลมาจากแนวโน้มการค้าโลกชะลอตัวหลังปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังคงยืดเยื้อ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามเจรจากันก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ประเทศคู่ค้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้าซัพพลายให้กับจีนและสหรัฐต่างประสบปัญหาชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วย
“เมื่อสถานการณ์การค้าโลกเป็นเช่นนี้ ทำให้หลาย ๆ ประเทศลดการสต๊อกสินค้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้ากลุ่มวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าที่ไทยส่งออกไปยังตลาดจีนเพื่อผลิตส่งเข้าสหรัฐ อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในหลาย ๆประเทศยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงทั้งเวเนซุเอลา ทั้งปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ แม้ว่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์จะกลับมาเป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่ตัวเลขการส่งออกที่แท้จริง แต่เป็นการส่งออกสินค้าอาวุธคืนให้กับสหรัฐ หากหักลบตัวเลขนี้ออกไปก็จะพบว่า การส่งออกยังติดลบอยู่ -5% เท่าที่ประเมินคาดว่า ในไตรมาส 1 ปีนี้ส่งออกจะติดลบหรือทรงตัว 0% หากไทยจะผลักดันการส่งออกทั้งปีให้โตถึงเป้าหมายใหม่จะต้องส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนให้ได้มากกว่า 21,000 ล้านเหรียญ” นายวิศิษฐ์กล่าว
ตั้งรัฐบาลช้ายิ่งแย่หนัก
ส่วนโอกาสที่การส่งออกไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาเป็นบวกหรือ 0% นั้น “ยังเป็นเรื่องที่อึมครึม” จากปัจจัยภายนอกข้างต้นและยังมีปัจจัยภายในเชื่อมโยงกับไทยคือ ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยเฉพาะ การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่เกิดการอย่างล่าช้าเท่ากับว่า ในไตรมาส 2/2562 ไทยจะไม่มีเครื่องมือพิเศษมาช่วยภาคส่งออก ทั้งยังมาประสบปัญหาถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) อีก หากเทียบกับประเทศแข่งอย่างเวียดนา-อินโดนีเซีย ที่สามารถบรรลุความตกลง FTA กับประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ๆ ไปแล้ว
ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 3% จากการประเมินว่า การส่งออกรายสินค้ากลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจะขยายตัว 1.40% มูลค่า 41,632 ล้านเหรียญ มีสินค้าที่น่าห่วงคือ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคาดว่าจะติดลบ -10% มูลค่า2,800 ล้านเหรียญ, น้ำตาล -7% มูลค่า 2,567 ล้านเหรียญ, ข้าว 0% มูลค่า 5,619 ล้านเหรียญ ส่วนยางพาราขยายตัว 3% มูลค่า 4,740 ล้านเหรียญ, อาหาร 5% มูลค่า 22,406 ล้านเหรียญ
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญคาดว่า จะขยายตัว 3% มูลค่า 207,205 ล้านเหรียญ โดยสินค้าวัสดุก่อสร้างขยายตัว7% มูลค่า 10,479 ล้านเหรียญ, ผลิตภัณฑ์ยาง 6% มูลค่า 11,685 ล้านเหรียญ, อัญมณีและเครื่องประดับ 5% มูลค่า 12,577 ล้านเหรียญ, สิ่งทอ 5% มูลค่า 7,494 ล้านเหรียญ, อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 4% (จากคาดการณ์เดิม 3.5%) มูลค่า 39,706 ล้านเหรียญ, ยานยนต์และส่วนประกอบ 4% (จากเดิม 3.5%) มูลค่า 39,052 ล้านเหรียญ, เครื่องใช้ไฟฟ้า 3% มูลค่า 25,071 ล้านเหรียญ, เม็ดพลาสติก 3% มูลค่า 15,043 ล้านเหรียญ,น้ำมันสำเร็จรูป 3% มูลค่า 9,595 ล้านเหรียญ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3% มูลค่า 8,448 ล้านเหรียญ และเคมีภัณฑ์ 3% มูลค่า 9,455 ล้านเหรียญ
มันเส้นอ่วมติดลบ -30%
นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วงไตรมาส 2 ว่า จะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2562 ที่ส่งออกติดลบ -40% หรือส่งออกได้ปริมาณ 1,813,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณซัพพลายมันสำปะหลังลดลงจากเกิดปัญหาราคาตกต่ำเมื่อปี 2558 ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกอ้อยแทน “ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาปลูกมัน” ประกอบกับการนำเข้าวัตถุดิบมันสำปะหลังจากเพื่อนบ้านไม่ได้เช่นทุก ๆ ปี เพราะผลผลิตมันสำปะหลังของกัมพูชาลดลงจากการระบาดของโรคใบด่าง และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น “ราคามันเส้นปรับตัวสูงขึ้น ตันละ 15-20 เหรียญ FOB หรือจากต้นปี 200 เหรียญ ก็เป็น 215-220 เหรียญ/ตัน ราคานี้ลูกค้าจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของเรารับไม่ได้และชะลอการสั่งซื้อออกไปทำให้ยอดส่งออกทั้งปีปีนี้จะติดลบถึง -30%”
ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าขณะนี้สถานการณ์การส่งออกข้าว “ค่อนข้างชะลอตัว” จากอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าทำให้ราคาข้าวไทย “สูงกว่า” ข้าวเวียดนามต่อเนื่องคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2/2562 จะยังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาทั้งจากตลาดฟิลิปปินส์ที่ซื้อไปครบแล้ว ตลาดอินโดนีเซียคงจะรอสั่งซื้อหลังผ่านการเลือกตั้งภายในไปแล้วและตลาดจีน ซึ่งยังไม่สามารถเจรจาหาข้อสรุปการส่งมอบข้าวออร์เดอร์รัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ที่เหลือได้ เนื่องจากจีนต่อรองราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้ส่งออกข้าวประเมินว่า จะรักษาฐานการส่งออกเฉลี่ยในไตรมาส 2 ได้ประมาณ 2 ล้านตัน หรือเดือนละ 700,000-800,000ตัน เท่ากับในช่วงไตรมาส 1/2562 “หลังจากผ่านไตรมาส 2 จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกข้าวกันอีกครั้งว่า จะลดลงจากเดิมที่วางไว้ 9.5 ล้านตันหรือไม่”
สิ่งทอยังลำบาก
นายสมเกียรติ อำนวยพรสกุล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวถึงการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไตรมาส 2/2562 “ยังลำบาก” โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2562 น่าจะติดลบ -2% เมื่อเทียบจากปี 2561 ส่วนจะมากหรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมาต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะตลาดหลัก (สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น) อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายซื้อสินค้าทำให้ปรับตัวลดลง รวมถึงเรื่องของ Brexit ที่ยังไม่ชัดเจนด้วย สิทธิประโยชน์ทางการค้าและปัจจัยในเรื่องของค่าแรง
ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า แม้สหภาพยุโรปจะให้โควตาไทยส่งเข้าเนื้อไก่ประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก 5,460 ตัน/ปี จากโควตาเดิม 252,000 ตัน/ปีนั้น ถือว่า “เพิ่มขึ้นมาไม่มากนัก” และโควตาที่เพิ่มให้ไทยเป็นรายการไก่แปรรูปไม่ปรุงสุก เช่น ไก่หมักซอส ซึ่งปกติไก่ไทยที่ส่งออกไปเป็นไก่ปรุงสุก “แนวโน้มการส่งออกไก่ไทยเข้าสหภาพยุโรปปีนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากอังกฤษออกจากอียูและอียูประกาศโควตาใหม่ ถ้าไทยถูกลดโควตาก็ต้องไปเจรจากับอียูเพื่อขอเพิ่ม”
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์